หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

 

วัดสนามใน กทม.

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

 

หลวงพ่อเกิดที่บ้านบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2454 ตรงกับวันอังคารเดือนสิบ ปีกุน ขึ้น 13 ค่ำ บิดาของท่านชื่อจีน มารดาชื่อโสม นามสกุลอินทผิว

 

หลวงพ่อมีนามจริงว่าพันธ์ อินทผิว เหตุที่ท่านเป็นที่รู้จักในนามหลวงพ่อเทียน ก็เนื่องจากท้องถิ่นของท่านนิยมเรียกชื่อกันตามชื่อของลูกคนหัวปี บุตรชายคนแรกของหลวงพ่อชื่อเทียน ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านจึงเรียกท่านว่าพ่อเทียน ภรรยาของท่านชื่อหอม ก็ได้รับการเรียกขานว่า แม่เทียนหอม เช่นเดียวกัน

 

ปฐมวัย

 

หลวงพ่อมีชีวิตในวันเด็กเช่นเดียวกับเด็กชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทห่างไกลความเจริญทั่วไป ตื่นเช้าท่านก็ออกไปช่วยพ่อแม่ทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ตกเย็นก็ไล่ต้อนควายกลับบ้าน ท่านเล่าท่านไม่เคยได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียน เนื่องจากในท้องถิ่นของท่านยังไม่มีโรงเรียน ถ้าจะเรียนก็ต้องเดินทางไปเรียนในท้องถิ่นที่เจริญกว่า ในสมัยนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวก และโรงเรียนอยู่ห่างไกลจากบ้านท่านมาก

 

บรรพชาเป็นสามเณร

 

เมื่อหลวงพ่ออายุได้ราว 10 ขวบ หลวงน้าของท่านซึ่งไปเรียนหนังสือมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ได้มาขอกับบิดามารดาของท่าน ให้ท่าน บวชเป็นเณร คอยรับใช้หลวงน้า ก่อนที่หลวงพ่อจะบรรพชาเป็นสามเณร หลวงพ่อไปวัดที่หลวงน้าอยู่เป็นประจำ ทุกเช้าเย็น วัดที่หลวงน้า จำพรรษาอยู่นั้น ชื่อว่าวัดภูหรือวัดบรรพตคีรี อยู่ไม่ห่างจากบ้านหลวงพ่อ ตอนเช้าหลวงพ่อต้องนำอาหารและดอกไม้ไปกราบหลวงน้า แล้วจึงไปนา ตอนเย็นหลังจากตักน้ำที่คลองน้ำแล้วท่านก็จะไปวัด

 

ขณะที่บวชเป็นเณรอยู่กับหลวงน้า หลวงน้าสอนหลวงพ่อให้ท่องนะโม ตัสสะ ทำวัตรเช้า วัตรเย็น อาราธนาศีล อาราธนาธรรม ดูฤกษ์ยาม ทำกรรมฐาน เดินจงกรม หลวงพ่อได้เรียนอักษรลาวหรือไทยน้อย และอักษรธรรม ซึ่งเขียนบนใบลานกับหลวงน้า สำหรับการเรียนการสอน เป็นแบบ ปากเปล่า ไม่มีการเขียน ใช้วิธีจดจำ เวลากลางคืนหลังจากเลิกเรียนหนังสือแล้ว หลวงน้าจะพาหลวงพ่อเดินจงกรม หลวงน้าเป็นพระที่ขยันปฏิบัติ บางครั้งท่านก็ลุกขึ้นเดินจงกรมในเวลาดึก ส่วนหลวงพ่อเดินจงกรม ห่างจากหลวงน้า 4-5 วา สำหรับการฝึกกรรมฐาน หลวงน้าให้หลวงพ่อ นั่งขัดสมาธิเพชร หลับตาแล้วภาวนา หายใจเข้าให้ว่า "พุท" หายใจออกให้ว่า "โธ" หลวงพ่อเป็นสามเณร อยู่กับหลวงน้าเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ได้เรียนมนต์คาถาจากหลวงน้าพอสมควร เนื่องจากขณะที่หลวงน้าไปเรียนมูลกัจจายน์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้เรียนเวทมนต์คาถาอาคม ของเขมรด้วย เช่น คาถาใส่หนังบังควัน วัวธนูดูหน้าน้อย ซึ่งเป็นอาคมไล่ผี เมื่อหลวงพ่อลาสิกขาบทแล้ว ท่านยังรู้สึกเสียดายช่วงเวลา ที่บวชอยู่กับหลวงน้า ด้วยในขณะนั้น ท่านอยากมีความรู้ทางไสยศาสตร์ อยากมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะได้ หายตัวได้ ย่อแผ่นดินได้ มีคาถาอาคม ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก เหมือนกับหลวงน้า ในสมัยนั้น ท้องถิ่นที่หลวงพ่ออาศัย ยังมีความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจกันอยู่มาก ลูกผู้ชายต้องมีเวทมนต์ ไว้รักษาตัวเอง และคุ้มครองรักษาคนในครอบครัว รวมทั้งญาติพี่น้อง หลวงน้าจึงได้เมตตาอบรมสั่งสอนหลวงพ่อ อย่างเข้มงวดกวดขัน เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ เมื่อสึกออกมาแล้วเป็นผู้ครองเรือน

 

อุปสมบทครั้งแรก เมื่ออายุครบบวช หลวงพ่อได้มาบวชอยู่กับหลวงน้าอีกครั้งโดยมีพระครูวิชิตธรรมาจารย์ เจ้าคณะอำเภอเชียงคาน เป็นอุปัชฌาย์ ท่านได้ฝึกวิชาต่างๆ กับหลวงน้าเช่นเดิม คือฝึกกรรมฐานและเรียนเวทมนต์ถาคาต่างๆ ท่านเล่าว่าไม่มีวิชาอะไรเพิ่มขึ้น แต่ทำตามที่สอน ไว้ให้เจริญขึ้น นอกจากนั้นเดินธุดงค์ ซึ่งเป็นการทำตามประเพณี ยังไม่เข้าใจว่าธุดงค์หมายถึงอะไร การธุดงค์ที่หลวงพ่อทำในขณะนั้น คือไปอยู่ ตามป่าช้า ตามสวนใกล้ๆ บ้านคน หรือตามกระต๊อบปลายนา ไม่ห่างจากบ้านคนมากนัก เพื่อให้ออกบิณฑบาตได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป

 

การครองเรือน หลวงพ่อบวชเป็นพระอยู่ได้ 6 เดือน จึงลาสิกขาบท มารดาของท่านได้จัดการให้ท่านมีครอบครัวเมื่ออายุราว 22 ปี ภรรยาของท่านชื่อหอม เป็นญาติกับท่าน มารดาของภรรยาท่านเป็นน้องของบิดาของท่าน ซึ่งท่านเรียกว่าแม่อา ทั้งท่านและภรรยา ต่างก็กำพร้าบิดา มาตั้งแต่เด็ก ท่านอยู่กับภรรยามานานยังไม่มีบุตร จึงได้นำบุตรของพี่สายภรรยาท่าน ซึ่งแยกทางกับพี่เขยมาเลี้ยง ต่อมาท่านจึงมีบุตรชาย 3 คน ชื่อเนียม เทียน และเตรียม เมื่อมีบุตรคนแรกชื่อเนียมใครๆ จึงเรียกท่านว่าพ่อเนียม ตามประเพณีนิยมของคนในท้องถิ่นที่เรียกชื่อกันตามชื่อลูกคนหัวปี ต่อมาบุตรคนแรกของหลวงพ่อที่ชื่อเนียม ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้เพียง 5 ปี ท่านจึงได้รับการเรียกขานตามชื่อลูกค้นที่สองตราบเท่าทุกวันนี้ บุตรคนที่สองของท่านถึงแก่กรรมก่อนที่ท่านจะมรณภาพราว 2 ปีเศษ

 

เวทย์มนต์คาถา

 

หลวงพ่อเล่าว่าช่วงระยะที่หลวงพ่อครองเพศฆราวาสอยู่นั้น ท่านได้ใช้เวทย์มนต์คาถาที่ร่ำเรียนมาจากหลวงน้าอยู่เนืองๆ สมัยนั้น ยังเชื่อเรื่อง ผีสางกันอยู่มาก บางครั้งเพื่อนบ้านก็มาขอให้ท่าน ไปเป็นหมอมนต์ ไล่ผีให้คนเจ็บไข้ได้ป่วย สำหรับในครอบครัวท่าน ก็เป็นผู้คุ้มครองคนในบ้าน และญาติพี่น้องที่เข้ามาให้คุ้มครอง ซึ่งเรียกว่ามาเข้าของรักษา

 

หลวงพ่อเล่าว่าในขณะนั้นท่านยังพอใจคาถาอาคม เวทย์มนต์ต่างๆ อยู่ อยากมีฤทธิ์เดชอิทธิปาฏิหาริย์ หายตัว ดำดิน มุดน้ำ เหาะได้เหมือนนก ทั้งนี้เนื่องจากท่านได้รับอิทธิพลจากนิทานใบลานหลายเรื่อง อาทิ การะเกด สินชัย สุริวงศ์ แตงอ่อน ลิ้นทอง เป็นต้น

 

ท่านได้พยายามแสวงหาวิชาอาคมเรื่อยมา เมื่อเรียนกับหลวงน้าจนหมดสิ้นแล้วท่านก็แสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ ต่อไป หลังจากหลวงน้า มรณภาพแล้ว ท่านได้ข่าวว่ามีอาจารย์ที่เก่งกว่าหลวงน้าอยู่ที่เมืองลาว ชื่อยาคูบุญมา ดอนพุง ยาคูท่านนี้เลี้ยงนกยูงไว้ ท่านทำปลอกใส่ขานกยูง แล้วปล่อยไป ฝรั่งเอาปืนมายิงก็ยิ่งไม่ออก หลวงพ่อจึงไปอยู่กับยาคูบุญมาพรรษาหนึ่ง หลวงพ่อเล่าว่า ท่านได้ความรู้ หรือจะเรียกว่าความโง่ จากยาคูบุญมาหลายเรื่องอันได้แก่ เวทย์มนต์คาถาอยู่ยงคงกระพันต่างๆ ที่หลวงพ่อจำได้คือ "โอม ธุลีๆ คอกูมีแผ่นทองกั้นพร้า หน้าผากกู แกร่งปานหิน ตีนกูแกร่งปานเหล็ก ขนแข้งกูเท่าหนามคา ขนขากูเท่าขนเม่น กูจัดเต้นไปร้อยโยชน์พันวา พญามนต์ทั้งหลายจงมาบังกั้นตนกู" เมื่อหลวงพ่อไปปฏิบัติธรรมะ จนรู้ธรรมะแล้ว หลวงพ่อจึงเข้าใจว่า คอหลวงพ่อไม่มีแผ่นเหล็กแผ่นทอง หน้าผากหลวงพ่อชนโน่นชนนี่ก็ต้องแตก เท้าหลวงพ่อก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเหล็ก ถ้าเดินไปตามถนนหนทาง เหยียบขวดเหยียบแก้ว ก็ต้องบาด เหยียบหนามก็ต้องตำ ท่านว่าคนโง่สอนคนฉลาดไม่ได้ คนฉลาดสอนคนฉลาด หรือสอนคนโง่ให้ฉลาดได้

 

อุปนิสัยในเรื่องการทำบุญ

 

หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อเป็นนักแสวงหาบุญ ตั้งแต่อายุยังน้อย และได้เป็นผู้นำชาวบ้านทำบุญเสมอมา ในขณะนั้นท่านเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีคนเคารพนับถืออยู่มาก ท่านเองอายุอยู่ในราว 27-28 ปี ท่านได้ชักชวนญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน ในการทำบุญ แม้แต่ผู้ที่ได้ทำกรรมหนักถึงขั้น อนันตริยกรรม ท่านก็ได้หาโอกาสให้ได้ร่วมทำบุญด้วย

 

อาชีพ หลังจากสิกขาบทแล้วหลวงพ่อได้ยึดอาชีพทำนา ทำสวนและค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งหลวงพ่อได้เริ่มทำมาตั้งแต่สึกจากสามเณรแล้ว ต่อมาจึงมีเรือกระแซง 7 ลำ ค้าขายขึ้นล่องระหว่างหนองคายและเชียงคาน การค้าขายได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อเล่าว่า บิดาของท่าน ชำนาญในการ เดินเรือค้าขาย แต่ก็ได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก ภายหลังมีการตั้งกรมเกษตรขึ้น และมีการสั่งห้ามขนย้ายสินค้าเกษตรกรรมบางชนิด หลวงพ่อจึงได้ไปค้าขายอยู่ที่เมืองลาว แต่ครอบครัวของท่านยังอยู่เมืองไทย ท่านได้ทำการค้าฝ้ายมีกำไรงดงาม ได้ขายเรือกระแซงและซื้อเรือกลไฟ ทำการค้าขึ้นล่องตามลำแม่น้ำโขง หลวงพ่อเล่าว่าแม้ท่านจะประสบผลสำเร็จในการค้าขายเป็นอย่างดี แต่ท่านก็ไม่มีความสุข แม้เวลาจะนอน ก็มีแต่ทุกข์ คิดถึงเรื่องเงินทองและสินค้าที่จะซื้อจะขาย

 

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

 

หลวงพ่อเล่าว่าก่อนที่ท่านจะออกมาปฏิบัติธรรมจนได้รู้ธรรมะตามวิธีของท่าน ท่านได้ทำกรรมฐานมาพอสมควร แต่กรรมฐาน ก็ไม่ช่วยให้ หลวงพ่อหมดทุกข์ได้ มีผู้กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ก่อนที่หลวงพ่อจะออกมาปฏิบัติธรรมนั้น ท่านมีความทุกข์อย่างไร หลวงพ่อเล่าว่าครั้งหนึ่ง คนที่เมืองลาว มาขอให้นำกฐินไปทอดที่เมืองลาว ในครั้งนั้นมีการทำกฐินถึง 5 กอง เนื่องจากมีหลายบ้าน ขอร่วมทอดกฐินด้วย และในการนำกองกฐิน จะต้องมีมหรสพ เช่น หมอลำ ภาพยนต์ให้คนชม หลวงพ่อได้ตกลงกับภรรยาไว้ว่า การใช้จ่ายต่างๆ และการจัดหาอาหารให้แขก ยกให้เป็นหน้าที่ของ ภรรยาท่าน ส่วนท่านจะรับอุโบสถศีล และรับแขกทางไกล ครั้นเวลาเช้า ภรรยาของท่านถามท่านว่า จะต้องจ่ายเงินค่าหมอลำเท่าไร ท่านรู้สึกโกรธ มาก ท่านเล่าว่า "มันหนักจนลุกแทบไม่ได้ มันตำเข้าในใจ" แต่ท่านข่มอารมณ์ไว้ มิได้แสดงให้ภรรยาของท่านทราบ กลับตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า เป็นหน้าที่ของภรรยาท่าน แต่ความโกรธนั้น ยังอยู่ในใจของท่าน หลังจากนำกฐินไปถวายที่ฝั่งลาว และกลับมารับประทานข้าวมื้อเย็น พร้อมกับภรรยา และบุตรทั้งสอง ท่านได้กล่าวเปรย ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ในตอนเช้าว่า "คนไม่รู้จักเคารพนับถือ ก็อย่างนี้แหละ" ท่านกล่าวซ้ำหลายครั้ง จนภรรยาของท่าน รู้สึกสะดุดใจ เมื่อภรรยาของท่านพาบุตรทั้งสอง ไปนอนแล้ว จึงถามว่า ท่านโกรธ ที่ถามเรื่องค่าหมอลำใช่หรือไม่ เมื่อท่านตอบว่าใช่ ภรรยาของท่าน จึงพูดว่า สามีภรรยาถามกัน เรื่องการจับจ่ายใช้สอย ถือว่าผิดด้วยหรือ หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเห็นด้วยกับคำพูดของภรรยา ท่านรู้ว่าท่านผิด มีมานะทิฐิ อยากจะเอาชนะ ภรรยาของท่านพูดว่า "เจ้าไม่พอใจ ละสิ โอ ! ข้อยบ่รู้จักเจ้าไม่พอใจก็นั่งหน้าตาดีอยู่นี่นะ โอ ! เจ้าตกนรกแล้ว"

 

หลวงพ่อเห็นจริงตามคำพูดของภรรยาท่าน คำพูดนี้กระทบใจท่านมาก จนท่านถือว่าภรรยาของท่านเป็นครูท่าน มีบุญคุณต่อท่านที่สุด แต่ก่อน ท่านไม่เข้าใจว่า ความโกรธนี้เป็นความทุกข์หนัก เหมือนตกนรก ภรรยาของท่านเองก็ไม่เข้าใจ แต่พูดไปตามอารมณ์ "เจ้าตกนรกแล้ว แม้ทำกฐิน ก็บ่ได้บุญดอกเจ้า"

 

หลวงพ่อท่านเล่าว่า ท่านเองก็เข้าใจว่า ท่านคงจะไม่ได้บุญ เพราะท่านหนักใจอยู่ทั้งวัน เมื่อภรรยาท่านพูดว่าท่านเช่นนี้ ทำให้ท่านสบายใจขึ้น ออกจากความคิดแบบนั้นได้ แต่ยังไม่รู้จักวิธีที่จะออกจากความคิด ท่านคิดในใจว่าหากท่านยังเอาชนะความทุกข์แบบนี้ไม่ได้ ก็จะไม่เลิกละ ในการปฏิบัติธรรม

 

หลวงพ่อคิดถึงเรื่องนี้อยู่เป็นเวลาปลายปี ท่านพยายามทำการซื้อขายให้น้อยลง ในที่สุดท่านตัดสินใจว่าจะไม่ทำมาหากินอีกต่อไป ท่านจึงได้สะสางบัญชีและเงินที่ตกค้างอยู่กับผู้ที่ค้าขายอยู่กับท่านให้เป็นที่เรียบร้อย หลวงพ่อเล่าว่าเมื่อท่านจะทำอะไรท่านต้องคิดเตรียมไว้นานๆ ไม่ใช่ปุบปับทำ กว่าท่านจะจัดการเรื่องเงินทองต่างๆ เรียบร้อยก็เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี

 

ในคราวที่หลวงพ่อกลับจากปากลายหรือล้านช้าง ซึ่งเป็นระยะที่หลวงพ่อจะเลิกทำการค้าขายแล้วนั้น หลวงพ่อได้มาพบเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งบวชเป็นพระอยู่ ชื่อพระมหาศรีจันทร์ ได้เปรียญ 5 ประโยค อายุอ่อนกว่าหลวงพ่อราว 2-3 ปี พระมหาศรีจันทร์ได้เคยเดินทางขึ้นล่อง ระหว่าง เชียงคานและหนองคาย กับเรือกลไฟของหลวงพ่อ และได้ธุดงค์ไปตามถ้ำ ตามป่าช้า ท่านอยู่ที่ตำบลพันพร้าว ซึ่งเป็นอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคายในปัจจุบัน หลวงพ่อได้เคยอุปัฏฐาน ถวายจังหัน ถวายเพลแก่ท่าน เมื่อท่านเดินทางขึ้นล่องไปกับเรือกลไฟของหลวงพ่อ

 

เมื่อได้พบกันที่หนองคายครั้งหลังนี้ หลวงพ่อได้คุยกับพระมหาศรีจันทร์ เรื่องการทำกรรมฐานตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า หลวงพ่อได้ถาม ปัญหาพระมหาศรีจันทร์หลายเรื่อง ในที่สุดพระมหาศรีจันทร์ท่านก็บอกหลวงพ่อว่า เรื่องวิปัสสนากรรมฐานนั้น หากจะถามเท่าไรก็ไม่มีวันจบสิ้น ผู้ใดอยากรู้ต้องลงมือปฏิบัติเอง

 

หลวงพ่อท่านได้ครุ่นคิดเรื่องการปฏิบัติที่พระมหาศรีจันทร์กล่าวกับท่านอยู่เป็นเวลากว่า 3 ปี เวลานั้นท่านยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ยังคงแสวงหา อาจารย์ต่อไป

 

การตัดสินใจออกไปปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเล่าว่าเมื่อหลวงพ่ออายุได้ 40 กว่าปี ท่านเลิกทำการค้าขายโดยเด็ดขาด ไม่มีงานการอะไรต้องทำ ท่านจึงเฝ้าแต่ครุ่นคิดไม่หยุดหย่อนว่าคนเราเกิดมาแล้วก็ตาย ไม่เห็นมีอะไรไปด้วย คนรวยก็ตาย คนจนก็ตายไม่เห็นมีอะไร มีแต่บาปกับบุญ ในที่สุด ท่านจึงตัดสินใจออกปฏิบัติธรรม เพื่อหาทางพ้นทุกข์ให้ได้

 

ท่านได้บอกความตั้งใจของท่านกับภรรยา ภรรยาของท่านจึงได้จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้ ท่านไม่ได้บอกภรรยาของท่านว่าจะไปอยู่ที่ใด และจะไปนานเท่าไรเพียงแต่บอกว่า หากท่านไม่ตายเสียท่านก็จะกลับมาอีก

 

การปฏิบัติธรรมและการรู้ธรรม

 

หลวงพ่อปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจและทำจริงๆ ปฏิบัติลงไปที่ใจ เนื่องจากหลวงพ่อเป็นผู้แสวงหาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง และเป็นระยะเวลานานพอสมควร การเจริญสติและการศึกษาธรรมะของหลวงพ่อ เป็นการศึกษาจากการปฏิบัติ และประสบการณ์ ของหลวงพ่อเอง เป็นส่วนใหญ่ เวลาที่หลวงพ่อรู้จักธรรมะให้ว่าพริบตาเดียวก็ได้ หรือว่าจะอึดใจเดียวก็ได้ ในขณะนั้นหลวงพ่อรู้เรื่องรูปเรื่องนาม รู้รูปธรรม นามธรรม รู้รูปโรค นามโรค รูปโรค นามโรค มี 2 อย่าง หลวงพ่อสะดุดใจ เมื่อหลวงพ่อรู้จักรูปโรค นามโรค โรคทางจิตใจดีแล้ว หลวงพ่อก็รู้จักทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้จริงๆ ไม่ใช่รู้กับตำรา รู้โดยญาณความรู้หรือว่าสัญญาความหมายรู้จำได้

 

หลวงพ่อรู้จักสมมติ เมื่อรู้สมมติ หลวงพ่อก็เลยรู้จักศาสนาไม่ใช่ศาสนาอย่างที่เราเคยถือมา รู้จักศาสนาเข้ามา ศาสนาแปลว่า คำสั่งสอน ของท่านผู้รู้ ใครมีความรู้เรื่องอะไรต้องสอน สอนให้เราไหว้ผี สอนเรื่องฤกษ์งามยามดี สอนอะไร คำสอนของผู้รู้ทั้งนั้น สอนให้ตาเรานี้ให้ดู สอนให้หูเรานี่ให้ฟัง สอนตัวเรานี้แหละ เรียกว่าตัวคนเป็นศาสนา หลวงพ่อเข้าใจตัวทุกคนนั้นแหละเป็นตัวศาสนา ดังนั้นไปฆ่าคน ไปตีคน ไปหลอกลวงคน นั้น แปลว่าไปหลอกลวงสาสนา เป็นบาป หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น พุทธศาสนาคือตัวรู้นี่แหละ ตัวสติ ตัวปัญญา ตัวสมาธิ จะว่าตัวอะไร ก็รู้แหละ พลิกมือขึ้นก็รู้ ความรู้สึกนั้นแหละเป็นตัวพุทธศาสนา พุทธะจึงแปลว่าผู้รู้ แต่มันไม่ใช่รู้เฉพาะเท่านี้ มันรู้ให้แตกฉานจริงๆ ไม่ใช่แตกฉานนับเม็ดหิน เม็ดทราย ไม่ใช่อย่างนั้น คือแตกฉานใจตัวเอง รู้ทุกข์ รู้สุข รู้วิธีทำให้ทุกข์เกิด รู้วิธีทำให้ทุกข์หมด หลวงพ่อจึงว่า พุทธศาสนา แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

 

หลวงพ่ออุปสมบทครั้งที่สอง

 

หลวงพ่อปฏิบัติและรู้ธรรมตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส หลวงพ่อบวชเป็นพระครั้งที่สองเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ที่วัดศรีคุณเมือง ตำบลชุมฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มีพระครูวิชิตธรรมาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการชุนเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสุบรรณ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ขณะนั้นหลวงพ่อมีอายุได้ 48 ปี

 

เมื่อบวชเป็นพระแล้ว หลวงพ่อได้ทำหน้าที่ของท่าน คือสอนธรรมะให้ทั้งพระสงฆ์ และญาติโยม ท่านเล่าว่า ท่านสอนไปทุกที่ ไม่จำกัดว่า อยู่ในวัด หรือกุฏิ แม้แต่คนเดินอยู่บนถนน ถ้าถามท่านๆ ก็แนะนำให้ หรือบางครั้ง ท่านก็ยังเคยเป็นผู้ถามนำขึ้นก่อนก็มี ท่านมักจะถาม ผู้ที่ได้พบปะ สนทนากับท่านว่า เขาผู้นั้นมีความทุกข์เดือดร้อนอะไรบ้าง ถือศาสนาพุทธมากี่ปีแล้ว และความทุกข์ลดน้อยลงไปบ้างหรือไม่ หรือยังคงมีความทุกข์ อยู่ตามเดิม เพราะหากยังมีความทุกข์อยู่ตามเดิม แสดงว่ายังไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนาเพียงเข้าใจหลักศีลธรรม ศาสนาศีลธรรม ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนา เพราะศาสนาพุทธสอนให้คนมีปัญญา กำจัดเหตุแห่งทุกข์ลงได้

 

ครั้งหนึ่งที่ศูนย์เซนในประเทศสิงคโปร์ มีผู้เรียนถามหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ในที่ประชุมว่า ท่านรู้ธรรมะถึงที่สุดหรือไม่ หรือยังมีธรรม ที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุถึงอีกหลวงพ่อได้ตอบว่า

 

"สิ่งที่สูงที่สุดนั้น ย่อมไม่มีอะไรที่จะสูงยิ่งไปกว่าอีก สีที่ดำที่สุดนั้นไม่มีอะไรที่ดำไปกว่าอีก สีที่แดงที่สุดนั้นย่อมไม่มีอะไรที่จะแดงยิ่งไปกว่าอีก" คำตอบของท่านทำให้ที่ประชุมนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ทุดคนต่างก็รูสึกพอใจในคำตอบนั้น

 

นับเป็นเวลากว่า 30 ปีที่หลวงพ่อได้มานะบากบั่นอบรมสั่งสอนธรรมะแก่เพื่อมนุษย์โดยมิได้เห็นแก่ความเหนื่อยยากและอุปสรรคใดๆ ปฏิปทาข้อนี้ของท่านย่อมเป็นที่ซาบซึ้งใจแก่บรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอย่างดี

 

หลวงพ่อเริ่มมีอาการอาพาธ ด้วยโรคมะเร็งมาตั้งแต่ต้นปี 2525 โดยท่านมีอาการอาพาธปวดท้องอยู่เนืองๆ ในระหว่างที่ท่านโปรดลูกศิษย์ ที่ประเทศสิงคโปร์ครั้งแรก เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2525 นั้น ท่านมีอาการอาพาธปวดท้องอย่างรุนแรง จนถึงกับต้องลงนอนเหยียดยาวกับพื้น ทันทีที่ท่านกลับเข้ามาในที่พัก หลังจากที่ท่านเดินจงกรมบนถนนหน้าบ้านพัก ท่านจำเป็นต้องเข้ารักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลที่สิงคโปร์ ถึงกระนั้นท่านก็ยังคงเมตตาสั่งสอนชาวสิงคโปร์ ผู้สนใจในการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด และในคราวที่ท่านรับนิมนต์ไปโปรดลูกศิษย์ชาวสิงคโปร์ครั้งที่สอง เมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น อาการของโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลัน ท่านจำเป็นต้องเดินทางกลับ เพื่อเข้ารับการผ่าตัด โดยทันที ตามคำแนะนำของคณะแพทย์ชาวสิงคโปร์

 

หลวงพ่อได้รับการผ่าตัดครั้งแรกที่โรงพยาบาลศิริราช หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ท่านจึงได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลสมิติเวช จากการผ่าตัด ครั้งที่สองนี้ แพทย์พบว่า โรคมะเร็งได้ลุกลามไปมากแล้ว แม้กระนั้น หลวงพ่อท่านก็มิได้เคยแสดงให้เห็นถึงทุกขเวทนาแต่อย่างใด

 

เมื่อต้นปี 2529 ท่านจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอีกครั้ง เนื่องจากแพทย์ตรวจพบว่า มีโรคมะเร็งเกิดขึ้นอีกที่ลำไส้ หลังจากนั้น ท่านก็ยังคงได้รับ การตรวจรักษา อย่างสม่ำเสมอ จากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ของโรงพยาบาลสมิติเวช

 

แม้ว่าท่านจะอาพาธด้วยโรคที่มีความรุนแรงถึงชีวิต และก่อให้เกิดวิบากของสังขาร ซึ่งดูเหมือนว่าจะหนักหนา เกินกว่าจะกล่าวสำหรับคนทั่วไป แต่หลวงพ่อยังคงดำเนินชีวิตของท่านด้วยความปกติ ปกติทั้งกายและใจ ท่านยังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้ได้รู้ธรรมมากที่สุด เท่าที่ท่าน สามารถจะทำได้ การเผยแพร่ธรรมในระยะหลังนี้จึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง

 

แม้ว่าในช่วงปีสุดท้ายนี้ สุขภาพของหลวงพ่อจะทรุดโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง แต่ท่านก็ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจของท่าน ในการปรับปรุง เกาะพุทธธรรม ทับมิ่งขวัญ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ที่จะก่อประโยชน์สูงสุด ให้แก่ผู้ปฏิบัติ พรรษาสุดท้ายท่าน จึงได้ไปจำพรรษาอยู่ที่ทับมิ่งขวัญ จังหวัดเลย แม้ว่าท่านจำเป็นต้องเดินทางมากรุงเทพฯ ถึงเดือนละ 2-3 ครั้ง เพื่อรับการตรวจรักษาตามที่แพทย์แนะนำ ท่านสู้ทนตรากตรำ ด้วยเมตตาธรรม หวังจะสร้างเกาะพุทธธรรมให้เป็นที่ผลิต ผู้รู้ธรรมะออกไปอบรมสั่งสอนเพื่อนมนุษย์ ท่านเคยพูดว่า ต่อไปภายหน้าเกาะพุทธธรรมนี้ จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ไม่แพ้ที่ใด

 

ปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 หลวงพ่ออาพาธด้วยโรคนิวมอเนีย ต้องเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเลย และกลางเดือน สิงหาคม ขณะที่เดินทางกลับจากจังหวัดเลย หลวงพ่อถูกฝน ต่อมามีไข้สูงและอ่อนเพลียลง แพทย์ตรวจพบว่า หลวงพ่ออาพาธ ด้วยโรคปอดบวม จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันอาการของโรคมะเร็งได้กำเริบหนักขึ้น สุขภาพของหลวงพ่อทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เป็นที่วิตกห่วงใย แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ แม้ว่าจะทราบดีว่า สภาวะจิตของท่านนั้น อยู่เหนือวิบากทั้งปวง ของสังขารแล้วก็ตามที วันหนึ่ง ศิษย์ที่เฝ้า รักษาพยาบาล ได้กราบเรียนถามท่านว่า "หลวงพ่อมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ไม่มีทุกข์ ใช่ไหม ขอรับ" ท่านยิ้มและตอบว่า "ใช่"

 

วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2531 หลวงพ่อออกจากโรงพยาบาล และกลับมาพำนักที่วัดสนามใน วันที่ 6 กันยายน ท่านปรารภว่า จะกลับไป จังหวัดเลย บรรดาศิษย์ได้กราบเรียนทักท้วงว่า หากท่านเดินทางไปจังหวัดเลยในขณะนั้น ท่านก็จะต้องเดินทางกลับมากรุงเทพฯ อีก ในวันที่ 13 กันยายน เพื่อรับการตรวจร่างกายตามที่แพทย์นัด แต่หลวงพ่อกล่าวว่าท่านจะไม่กลับมาอีก และในวันที่ 7 กันยายน หลวงพ่อได้มอบหมาย ให้พระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พยาบาลท่าน ติดต่อให้ศิษย์ที่ใกล้ชิด จองตั๋วเครื่องบินไปจังหวัดเลย เที่ยวบินวันที่ 9 กันยายน โดยท่านให้จองตั๋ว เที่ยวไปเท่านั้น เพราะท่านจะไม่กลับมาอีก ทั้งนี้ท่านกำชับมิให้บอกผู้ใด ต่อมาเมื่อญาติโยม และบรรดาศิษย์ ได้รับทราบข่าวว่า หลวงพ่อจะเดินทาง กลับจังหวัดเลย ต่อพากันกราบเรียนขอร้อง มิให้ท่านเดินทางไปจังหวัดเลย ท่านกล่าวว่า "โรครักษาได้ แต่ชีวิตรักษาไม่ได้"

 

วันที่ 9 กันยายน หลวงพ่อเดินทางกลับจังหวัดเลย โดยมีศิษย์ที่เป็นพระภิกษุ และที่เป็นฆราวาสกลุ่มหนึ่ง เดินทางไปส่งท่าน ในขณะนั้น อาการของหลวงพ่อทรุดหนัก จนเป็นที่น่าวิตกว่า ร่างกายของท่าน อาจจะไม่สามารถ ทนต่อความกระทบกระเทือน จากการเดินทางได้ เมื่อเดินทางถึงทับมิ่งขวัญ จังหวัดเลย หลวงพ่อปฏิเสธที่จะฉันยาทุกชนิด แม้ว่าหลวงพ่อจะมีวิบากของสังขาร หนักหนาปานใด ท่านก็ยังเมตตา แสดงธรรมโปรดญาติโยม และศิษย์ที่มาเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้น วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2531 เวลา 18.15 น. หลวงพ่อได้ละสังขารอย่างสงบ ณ ศาลามุงแฝกของเกาะพุทธธรรม ทับมิ่งขวัญ สถานที่ปฏิบัติธรรมที่หลวงพ่อได้ทุ่มแรงกายแรงใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต

 

(ข้อความต่อไปนี้คัดจากหนังสือ เทียนธรรม.. โดยนามกาย  สำนักพิมพ์ มติชน  2542  โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006323 - โดยคุณ : nothing [ 9 ก.ย. 2545])

 

พระมหาบัวทอง  พุทธโฆสโก  แห่งทับมิ่งขวัญ  อำเภอเมือง  จังหวัดเลย  ได้บันทึกเหตุการณ์ในวันแห่งการ "ล่วง" ของพระอาจารย์ (หลวงพ่อเทียน) ไว้ค่อนข้างละเอียด 

 

นั่นก็คือ  เหตุการณ์ในวันอังคารที่ 13 กันยายน  2531 อันตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ  เดือน สิบ  ปีมะโรง ในทางจันทรคติ   มีรายละเอียดดังนี้คือ

 

เวลา 16.00 น. ท่านได้พูดกับหลานชายคือ "โยมพ่ออุ่น" ว่า "ให้เตรียมตัวได้แล้ว" เณรก็วิ่งไปบอกอาตมาว่า หลวงพ่อเป็นหนัก ให้เตรียมตัวกันได้แล้ว ในวันนั้น มีศิษย์อาวุโสเพียง 2 รูปเท่านั้น คือ "หลวงพ่อบุญธรรม" และ"อาจารย์สมหมาย"  จากแก้งคร้อ อาตมากับท่านทั้ง 2 พร้อมด้วยพระเณรในวัดทั้งหมด 21 รูป ญาติโยมผู้หญิง 25 คน ผู้ชาย 9 คน แม่ชี 4 ชี พราหมณ์ 2 รวมทั้งหมดประมาณ 60 คน

 

อาตมามาถึงดูนาฬิกาเป็นเวลา 17.20 น.  หลวงพ่อยังยกมือได้อยู่ตามปกติ  อาตมาลองเอามือแตะดูที่ขาท่าน  ปรากฎว่าเย็นขึ้นไปถึงบั้นเอวแล้ว  มีลมเดินอยู่ตั้งแต่ช่วงท้องขึ้นไป พอถึงเวลา 17.24 น. หลวงพ่อก็ยกมือไปไว้ที่สะดือได้  ท่านเอามือขวาทับมือซ้ายไว้  แล้วก็เลื่อนมือซ้ายไปไว้ที่หน้าอก  เอามือซ้ายออกไปวางไว้ข้าง ๆ ส่วนมือขวาเลื่อนลงไปไว้ที่สะดือ  แล้วจึงเอามือซ้ายไปทับมือขวาไว้อีก  เลื่อนมือซ้ายออกไปวางไว้ข้าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง

 

ท่านทำจังหวะมาถึงตอนนี้  อาตมาดูนาฬิกาเป็นเวลา 17.30 น.มือขวาของท่านยังอยู่ที่สะดือตามเดิม  เพราะมือขวานี้หนักมากจริง ๆ ยกยากเนื่องจากแขนบวมมาก  หลวงพ่อท่านก็ยังพยายามยกขึ้นลงได้อยู่  ตอนนี้จึงเลื่อนมือซ้ายไปทับมือขวา  แล้วเลื่อนมือขวาขึ้นไปที่หน้าอก  ส่วนมือซ้ายก็เลื่อนตามไปเหมือนเดิม เลื่อนมือทั้งสองข้างออกไปข้าง ๆ เอามือขวาไปไว้ที่สะดือ  ส่วนมือซ้ายยังวางอยู่ข้างลำตัวในท่านนอนหงาย ต่อจากนั้นท่านก็ลืมตาดูทุกคนที่อยู่ข้าง ๆ ท่าน

 

เวลา 17.40 น. หลวงพ่อยกมือซ้ายไปไว้ที่หน้าอก  แล้วเลื่อนลงไปไว้ที่สะดือในลักษณะเดียวกันกับมือขวา เลื่อนขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ตามปกติเมื่อเวลา 17.42 น. ท่านก็วางมือซ้ายและมือขวาไว้ข้างลำตัว ท่อนแขนขนานกับลำตัว  แล้วท่านก็ลืมตาดูผู้ที่เฝ้าอยู่รอบ ๆ ท่านเป็นครั้งที่สาม

 

อาตมาดูเวลาได้ 17.45 น. พอดีคุณยุ่นมาจากกรุงเทพฯ ทันเวลาที่หลวงพ่อได้ทำวิธีตายให้ทุก ๆ คนได้เห็นพร้อมกันหมดต่อจากนั้นท่านก็ยกมือขึ้นไปประกบกันไว้ที่หน้าอกแล้วก็เลื่อนลงมาไว้ที่สะดือ แล้วท่านก็คู้ขาขวามาชันเข่าไว้ สักครู่ก็เหยียดลงไป เปลี่ยนเป็นขาซ้ายบ้าง คู้เข่ามาชันไว้ถึงสองครั้งสลับกัน พร้อมกับลือมตาดูผู้คนที่มาเฝ้าดูอาการของท่าน ขณะนั้นเป็นเวลา 17.50 น.

 

ครั้นถึงเวลา 17.55น. ท่านก็ยกมือซ้ายขึ้นไปไว้ที่สะดือแล้วเลื่อนออกไปวางไว้ข้าง ๆ จนถึงเวลา 18.00 น. ท่านก็เอามือซ้ายขึ้นไปทับมือขวาในท่าสงบ  เมื่อเวลา 18.05น.ท่านก็เลื่อนมือซ้ายห่างมือขวาเล็กน้อยเหนือสะดือ

 

จนถึงเวลา 18.14 น. จึงเลื่อนมือไปกุมกันไว้ที่หน้าอกแล้วเลื่อนลงมาที่สะดือ แล้วท่านก็ลืมตากว้าง มือยังอยู่ที่เดิม เคลื่อนไปเคลื่อนมาเหมือนเราทำจังหวะธรรมดานี้เอง

 

พอถึงเวลา 18.15 น.ท่านก็เลื่อนมือทั้งสองข้างลงวางไว้ข้างลำตัวทอดแขนตามปกติ  พร้อมกับหมดลมหายใจไปพร้อมกันอย่างสงบเย็นจริง ๆ

 

(จบส่วนที่คัดมา)

 

ธรรมโอวาท

 

ธรรมโอวาท ของหลวงพ่อเป็นคำกล่าว หรือคำพูดง่ายๆ แต่มีความหมายอย่างลึกซึ้ง สำหรับผู้รู้ ผู้เข้าใจด้วยสติปัญญา และการประพฤติ ปฏิบัติธรรม หลวงพ่อกล่าวว่าคนฟังธรรมะมี 3 ประเภทประเภทที่หนึ่ง ฟังแล้วเข้าใจส่งเสริมสนับสนุน ช่วยท่าน ประเภทที่สอง ฟังแล้วกลายเป็น ฝ่ายตรงกันข้าม หาวิธีกลั่นแกล้ง ขัดขวาง ประเภทที่สาม ฟังแล้วก็แล้วไป ไม่มีความสนใจแต่ประการใด พวกที่ไม่เห็นด้วยกับคำสอนของหลวงพ่อ ก็สงสัยหลวงพ่อว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ เช่น หลังจากที่หลวงพ่อเปิดอบรมวิปัสสนาอยู่ระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีผู้กล่าวหาว่าหลวงพ่อเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่องจากคำสอนของหลวงพ่อ ขัดแย้งกับสิ่งที่คนเหล่านั้นประพฤติปฏิบัติอยู่ หลวงพ่อสอนให้เลิกละธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งแท้จริงแล้ว มิได้เกื้อกูล ต่อการสร้างบุญสร้างกุศลแต่อย่างใด เช่น การฆ่าวัว ฆ่าควาย หรือ การเลี้ยงสุกร เครื่องดองของเมา การเล่นการพนันในงานบุญ ท่านกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่บุญ แต่เป็นบาป ผู้ที่ไม่เข้าใจจึงกล่าวหาว่า ท่านลบล้างขนบธรรมเนียมประเพณี หลวงพ่อเล่าว่า บางคนไม่เข้าใจ เรื่องการทำบุญ คนประเภทนั้นเมื่อไม่รู้จักบุญ ก็ย่อมเอาบุญไม่ได้ หรือทำบุญแต่อาจกลายเป็นบาปไปได้

 

ธรรมโอวาท

 

มักปรากฏในการเทศนาธรรมของหลวงพ่อ หรือมีผู้สนใจธรรมะไปซักถาม และสนทนาธรรมกับหลวงพ่อ ปัจจุบัน สามารถหาฟังการเทศนาธรรม ของหลวงพ่อ จากเทปธรรมะที่มีผู้บันทึกเสียงเอาไว้ และสามารถหาอ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรม และญาติธรรม ได้ดำเนินการ จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มอยู่ ประมาณไม่ต่ำกว่า 43 เล่ม เช่น วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อเอาไปประยุกต์ใช้กับการงานทุกอย่าง วิธีปฏิบัติธรรมทางลัด การเจริญสติ สว่างที่กลางใจ ความรู้สึกตัว ธรรมะแท้ต้องรู้อย่างเดียวกัน พลิกโลกเหนือความคิด การประจักษ์แจ้งสัจจะ รู้อย่างไม่รู้ รู้อย่างผู้รู้ ความหลุดพ้น เป็นต้น

 

ธรรมโอวาท ที่ฟังแล้วเรียบง่าย มักไม่ปะปนไปด้วยสำนวนโวหาร เช่น

 

"การปฏิบัติธรรมะ นั้นวิธีใด ก็ดี ถ้ามันทำประโยชน์ให้กับเรา หมดข้อข้องแวะ แต่ขอให้หมดจริงๆ ต้องปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อหลอกตัวเอง ต้องปฏิบัติจริงๆ คนจริงย่อมรู้ของจริง"

 

"คนโง่ สอนคนฉลาดไม่ได้ คนฉลาดสอนคนฉลาดหรือคนโง่ได้"

 

"การถวายหมากพลู บุหรี่ เป็นเรื่องพอกพูนความชั่วให้พระมีความผิด เรียกว่าเอากิเลสไปให้พระ เราอยากละกิเลสแต่เราไม่รู้จักกิเลส"

 

"ความรู้สึกตัวเป็นรากเหง้าของบุญ ความไม่รู้เป็นรากเหง้าของบาป"

 

"ความสงบที่แท้จริงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ เราหยุดการแสวงหา ต่อเมื่อเราไม่ต้องวิ่งหาบุคคลอื่นนั้น เรียกว่า ความสงบ"

 

"การแสวงหาพระพุทธเจ้าก็ตาม แสวงหาพระอรหันต์ก็ตาม แสวงหามรรคผลนิพพานก็ตาม อย่าไปแสวงหาที่ๆ มันไม่มี แสวงหาตัวเรานี้ ให้เราทำความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอนี่แหละจะรู้จะเห็น"ฯลฯ

 

ปัจฉิมบท

 

จากประวัติของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ทำให้ทราบว่าหลวงพ่อได้แสวงหา และปฏิบัติธรรมตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งในขณะนั้น มีอายุได้ราว 10 ขวบ และขณะเป็นฆราวาส ก็สนใจการทำบุญ และแสวงหาธรรมะมาโดยตลอด จากคำนำในหนังสือ ปกติ : หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และสิ่งที่ฝากไว้ ซึ่งกลุ่มเทียนสว่างธรรมได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

 

 "...นับเป็นประวัติชีวิตที่เรียบง่ายไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ถึงความมหัศจรรย์หรืออำนาจเร้นลับเกินมนุษย์ธรรมดา ไม่มีความพิสดาร หรืออิทธิ ปาฏิหาริย์ใดใด อันจะเป็นเครื่องโน้มน้าว ให้ติดตามต่อไป จนถึงสาระสำคัญที่สุด คือแก่นแท้ของธรรมะ เพราะสำหรับหลวงพ่อแล้ว สิ่งนั้นเป็นเหตุให้ บุคคลใช้เวลาในการเดินทาง ไปสู่ความหลุดพ้น ยาวนานเกินความจำเป็น ด้วยอาจจะพลัดหลง หรือติดอยู่ในความมหัศจรรย์ ของเปลือกของกระพี้นั้น หลวงพ่อท่านจึงมุ่งเน้นให้เข้าใจ ในหลักปฏิบัติ และให้ทุ่มเทความเพียร ในการปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มนุษย์ทุกคนพึงกระทำ ให้แก่ชีวิตของตน..."

 

"บุคลิกภาพ อุปนิสัย และปฏิปทาของหลวงพ่อ น่าเคารพเลื่อมใส มีความปกติกายปกติใจอย่างเห็นได้ชัด เรียบง่าย และมีความเกรงใจผู้อื่น อยู่เป็นนิจ มีความกตัญญูต่อบุคคล ที่ได้เคยช่วยเหลือเกื้อกูลท่าน ท่านมีความระลึกถึง และหาโอกาสตอบแทนความดี ของบุคคลเหล่านั้นอยู่เสมอ หลวงพ่อมีความอ่อนโยน และเกรงใจผู้อื่น แต่ท่านก็มีความมั่นคงและเด็ดขาด"

 

 นี่เป็นคำกล่าว ของผู้ที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดประพฤติปฏิบัติธรรม และอุปัฏฐากหลวงพ่อ

 

ที่มาของข้อมูล : http://www.manager.co.th/budish/kaewmanee18.html