รหัสแผ่น CD082 วีซีดี ธรรมหรรษาสู่วัดป่าสุคะโต
โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
 
         
 
เล่นได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นวีซีดีทั่วไป จำนวน 2 แผ่น
สงวนสิทธิ์ห้ามจัดจำหน่าย อนุญาตให้จัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทานเท่านั้น
ทางเว็บได้รับต้นฉบับจากคุณ นพ Lilydome@hotmail.com
ขอขอบคุณ และขออนุโมทนาแทนทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
     
       
 
 
 
 

รายละเอียดแผ่นและผู้จัดทำ
วีซีดีธรรมหรรษา แผ่นที่ 3 เรื่อง..หลุดจากทุกข์เพราะสติรู้สึกตัว...จัดทำโดย คุณทวีเกียรติ โตจำเริญ (พี่โต) ในนามกองทุนโตสื่อพระธรรม โดยได้นำเอาวีดีโอเทปธรรมะที่หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณพูดอบรมเจริญสติให้แก่สมาชิกกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม กรุงเทพ และกลุ่มนักศึกษาหูหนวกใบ้จากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2546 ที่วัดป่าสุคะโต ต.บ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก้ง จ.ชัยภูมิ มาจัดทำเป็นวีซีดีในระบบ PAL พร้อมคำแปลภาษามือไทยโดยคณาจารย์ของวิทยาลัยเพื่อให้นักศึกษาหูหนวกใบ้ได้เข้าใจหลักการปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานตามแนวหลวงพ่อเทียนตลอด
ธรรมบรรยาย วีซีดีแผ่นนี้ภาพ เสียง ค่อนข้างคมชัดเพราะถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายระบบดิจิตอล อีกทั้งผู้จัดทำเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกภาวนาเจริญสติและมีความรู้ประสบการณ์การถ่ายภาพถ่ายวีดีโอและตัดต่อวีดีโอมายาวนาน ท่านสามารถเปิดดูได้ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมเล่นดีวีดี หรือวีซีดี และเครื่องเล่นวีซีดีรุ่นใหม่ๆทั่วไป

วีซีดีแผ่นนี้พี่โตอนุญาตให้นำออกแจกเป็นธรรมทาน และสามารถอัดแจกต่อๆกันไปได้
้โดยต้องไม่มีการดัดแปลงตัดต่อแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใดก่อนได้รับอนุญาต

เนื้อหาธรรมบรรยาย
ตลอดธรรมบรรยายหลวงพ่อคำเขียนจะชี้ให้เห็นความสำคัญของ ความรู้สึกตัว และ การลงมือทำความรู้สึกตัวทันที จะเป็นตัวที่ไปเฉลยปัญหาชีวิต ไม่ทำให้ชีวิตเราเป็นไป ไหลไปตามอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้อีกต่อไป การหัดมาทำความรู้สึกตัวจะให้ผลแตกต่างจากการพยายามหาเหตุหาผลในการแก้ทุกข์ อย่าไปใช้ความคิดนึกสู้กับความทุกข์ สู้กับกิเลสตัณหา แต่ให้หัดใช้สติสัมปชัญญะ หัดมาทำกรรมฐาน หัดใช้กายเคลื่อนไหวเป็นฐานที่ตั้งในการกำหนดความรู้สึกตัว เมื่อคนเรามีสติรู้สึกตัวอยู่กับจิตใจนานๆ กำลังแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลงก็จะเบาบางลงโดยรวดเร็ว จะเกิดเป็นปัญญาพุทธะ เห็นทุกข์ เห็นอากัปกิริยาของกาย กิริยาของจิตตามความเป็นจริง เห็นโดยไม่ไหลไปตามความปรุงแต่งจิตตามที่เคยเป็นมา การหัดให้เรารู้จักมีสติกลับมาไว ไม่ไหลตามความคิด จึงเป็นอุปกรณ์ เป็นเทคนิควิธีที่สำคัญยิ่งในการเห็น ในการออกจากทุกข์ได้ไว หัดเปลี่ยนหลงเป็นรู้ หัดเปลี่ยนโกรธเป็นไม่โกรธด้วยการอยู่กับความรู้สึกตัว เห็นอากัปกิริยาของจิต เห็นแล้วไม่ไหลตาม การที่คนเราหันมาฝึกหัดเจริญสติสัมปชัญญะ ใช้ความรู้สึกตัวที่มีอยู่แล้วให้มาก จึงเป็นธรรมหรรษา ชำนาญในการแก้ไขอารมณ์ เห็นอารมณ์ของตัวเอง เกิดความสุขที่ไม่อิงอามิส เกิดความสนุก เห็นของจริง กระตือรือร้น เปลี่ยนได้ ชีวิตจะหมดสิ้นภัยภายใน ใจเราจะเย็นเป็น นิพพานชั่วช้างสบัดหูชั่วงูแลบลิ้นจึงเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลเกินไป ไม่ต้องรอข้ามภพข้ามชาติ คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นปัจจัตตัง มีมรรคมีผล ทำลงไปจะเกิดมรรคผลทันที

 
     
 
 
 

รายละเอียดแผ่นและผู้จัดทำ
วีซีดีธรรมหรรษา แผ่นที่ 4 เรื่อง..เพียงแต่เห็น อย่าให้เป็น..จัดทำโดย คุณทวีเกียรติ โตจำเริญ (พี่โต) ในนามกองทุนโตสื่อพระธรรม โดยได้นำเอาวีดีโอเทปธรรมะที่หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณพูดอบรมเจริญสติให้แก่สมาชิกกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม กรุงเทพ และกลุ่มนักศึกษาหูหนวกจากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2546 ที่วัดป่าสุคะโต ต.บ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก้ง จ.ชัยภูมิ มาจัดทำเป็นวีซีดีในระบบ PAL พร้อมแปลภาษามือไทยโดยคณาจารย์ของวิทยาลัยเพื่อให้นักศึกษาหูหนวกได้เข้าใจหลักการปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานตามแนวหลวงพ่อเทียนตลอดธรรมบรรยาย วีซีดีแผ่นนี้ภาพ เสียง ค่อนข้างคมชัดเพราะถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายระบบดิจิตอล อีกทั้งผู้จัดทำเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกภาวนาเจริญสติและมีความรู้ประสบการณ์การถ่ายภาพถ่ายวีดีโอและตัดต่อวีดีโอมายาวนาน ท่านสามารถเปิดดูได้ทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมเล่นดีวีดี หรือวีซีดี และเครื่องเล่นวีซีดีรุ่นใหม่ๆทั่วไป

วีซีดีแผ่นนี้พี่โตอนุญาตให้นำออกแจกเป็นธรรมทาน และสามารถอัดแจกต่อๆกันไปได้
้โดยต้องไม่มีการดัดแปลงตัดต่อแก้ไขส่วนหนึ่งส่วนใดก่อนได้รับอนุญาต

เนื้อหาธรรมบรรยาย
ช่วงต้นของวีซีดีแผ่นนี้ได้นำเอาวีดีโอทำวัตรเช้าภาษามือไทยของกลุ่มนักศึกษาหูหนวก จากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้มีโอกาสทำวัตรเช้าภาษามือมาให้ชม ต่อด้วยธรรมบรรยายช่วงเช้าของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ดังมีรายละเอียดเนื้อหาธรรมพอสรุปได้ตามนี้ครับ

หลวงพ่อคำเขียนได้กล่าวสรรเสริญการเจริญสติว่าเป็นการทำความดี เป็นของดี ให้เราหมั่นฝึกเจริญสติให้มาก ไม่ต้องไปคิดนึกให้ยุ่งยาก สติเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ใช้มันได้จริงๆ เมื่อเรามีความรู้สึกตัว มันก็สำเร็จประโยชน์แล้ว พ้นจากความหลง พ้นเวร พ้นภัย เมื่อเรามามีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือเคลื่อนไหว รู้สึกตัวอยู่ที่ลมหายใจ รู้สึกตัวอยู่ที่การเดินจงกรม มันก็ได้พ้นอะไรมาเยอะแล้ว พ้นความหลง พ้นความโกรธ การฝึกเจริญสตินั้นเริ่มต้นอย่าได้ไปเอาผิดเอาถูก เมื่อเรารู้สึกตัวขึ้นมาก็ใช้ได้แล้ว เป็นสัจจะ เป็นปรมัตถ์ ไม่ใช่คิดนึกเพ้อฝันเอา สัมผัสได้ รู้ได้ทันที ทุกคนมีกายมีสติ ก็ขอให้เราหมั่นกำหนด เอากายมาต่อกับสติ ให้มันจุ่ม ให้มันรู้สึกตัว ไม่ใช่ทำความเพียรเพียงมีแต่รูปแบบ มีแต่กิริยา มีแต่การนั่งสร้างจังหวะ แต่ไม่มีกรรม ไม่มีเจตนาที่จะรู้ จะเป็นกรรมที่ไม่มีผล เป็นกรรมเป็นการเคลื่อนไหวฟรี ๆ เดินฟรี ๆ หายใจฟรี ๆ คิดนึกหลงไปทางอื่น ปฏิบัติต้องรู้จักกลับ รู้จักกลับมารู้สึกตัว รู้จักเปลี่ยนหลงเป็นรู้ กลับมารู้กายที่มันเคลื่อนมันไหว หลงไปทีใดให้รู้ โกรธไปทีใดให้รู้ อย่าปล่อยให้ความหลงเจริญ ความโกรธเจริญ ให้มีการเริ่มต้นฝึกความรู้สึกตัว มีกรรม มีการกระทำทางจิต คือ รู้สึกตัว พุทธศาสนาเกิดจากการกระทำ ไม่ใช่เกิดจากการคิดนึกหาเหตุหาผล มันไม่ใช่การกระทำ ไม่ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงมันเจริญ เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น จนเป็นภาระ เกิดปัญหามากมาย

หลวงพ่อคำเขียนกล่าวว่าการกลับมาศึกษาจิต กลับเข้ามาดูตัวเอง คือ กรรมฐาน มีการกระทำเกิดขึ้นจริงๆ ให้เราเอากายเคลื่อนไหวมาสร้างความรู้สึกตัว เอาใจมาสร้างความรู้สึกตัว ผลิตความรู้สึกตัวจากฝีมือของกาย จากฝีมือของจิตใจ จนได้เห็น จนได้รู้ เห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริง เห็นผ่านตาในอยู่อย่างนั้นหลายวันเข้ามันก็รู้แจ้งเอง ความรู้สึกตัวเป็นการทำความดี เป็นการละความชั่ว เป็นการทำจิตให้บริสุทธิ์ แล้วมันก็บริสุทธิ์จริงๆ เมื่อเรารู้สึกตัว ไม่ได้ไปทำบาปอะไร รู้สึกตัวอยู่เสมอ ใจมันก็ไม่ได้ไปทางอื่น แม้ว่าบางคราวอาจจะมีการคิดไปบ้าง ก็รู้จักกลับมา กลับมามีความรู้สึกตัว มันก็ยังไม่เป็นกรรม ไม่เป็นกายกรรม วจีกรรม เราเอาตั้งแต่ตรงนี้ มโนกรรม จัดการจำเลยหมายเลขหนึ่ง มาฝึกหัดจิตใจ จิตใจมันไม่มีตัวมีตน เมื่อจะมาฝึกหัดจึงจับมันมาหัดไม่ได้ จึงต้องมาฝึกให้มันรู้อยู่ รู้อยู่ที่กาย เป็นลำดับต้นเป็นพื้นฐาน อย่าไปยุ่งกับจิต(ดูความคิด)ทันที ทำใหม่ๆ แม้ว่ามันจะคิด(ลักคิด)ไปบ้าง คิดแล้วคิดอีก ก็ช่างมัน ให้เรารู้จักกลับ รู้จักตั้งความรู้สึกไว้ตรงนี้ ทำแต่เรื่องนี้ รู้สึกตัว แม้มันจะคิดไปร้อยครั้งพันหน ก็ให้เรารู้จักกลับมารู้สึกตัวร้อยครั้งพันหน ใหม่ๆ อย่าเพิ่งไปเอาผิดเอาถูกกับความคิด กลับมารู้สึกตัวไว้ รู้ไว้ จนชำนิชำนาญ จนชิน ชินที่จะกลับมารู้ แต่ก่อนนี้เราชินที่จะหลง ชินที่โกรธ พอมาฝึกเจริญสติมากเข้ามันก็ง่ายที่จะรู้ ง่ายที่จะกลับมารู้สึกตัว มันก็เป็นจริง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ ให้ผลได้ สมกับการกระทำของแต่ละคน ใครขยันรู้คนนั้นก็ได้รู้ไป ใครขยันหลง คนนั้นก็ได้ความหลงไป ได้ความโกรธไป จนกลายเป็นจริตนิสัย ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต แต่เมื่อเรามาฝึกหัดตรงนี้ หัดให้เป็น หัดให้มีสติอยู่กับกาย มีสติอยู่กับจิต อยู่กับสองหลักตรงนี้ มันก็เห็นเป็นรูป เห็นเป็นนาม เคลื่อนไหวอยู่ นั่งอยู่ รู้ได้จริงๆ รู้เจ็บ รู้ปวด รู้ร้อน รู้หนาว รู้ซื่อๆ รู้ตรงๆ รู้ด้วยความบริสุทธิ์ เวทนาก็บริสุทธิ์ ไม่ใช่เวทนาด้วยอุปาทาน ความสุขก็เป็นอุปทาน ความทุกข์ก็เป็นอุปาทาน ให้เรามาเห็นสภาวะ สุขก็เห็น ทุกข์ก็เห็น ความสุขความทุกข์ของรูป ความสุขความทุกข์ของนาม เพียงแต่เห็นแค่นั้น เห็นแค่ทุกข์ เห็นแค่สุข อย่าให้เกินไปกว่านั้น อย่าปล่อยให้เป็นยินดียินร้าย อย่าให้มันต่อจนปรุงเป็นกิเลสตัณหา มันไปไกลเกินไปจนไม่จำเป็น รู้ทันความคิด เห็นความคิด รู้เฉพาะเรื่องของมัน รู้แล้วก็กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว เป็นการสอนเป็นการฝึกหัดตัวเราให้เป็น เป็นเรื่องที่รีบด่วนที่สุด ฝึกหัดตนเอง มันหลงเราก็เห็นว่าเราหลง สอนตัวเองขณะที่มันหลง ขณะที่มันทุกข์ ขณะที่มันโกรธ ขณะที่มันคิดผิด พูดผิด เราต้องสอนตัวเองให้เป็น รู้สึกตัวให้เป็น ไม่ใช่จำ ไม่ใช่เอาแต่ความรู้ ให้เอามาปฏิบัติ ปฏิบัติให้มันไม่ทุกข์ ทุกครั้งที่มันผิดก็ทำให้ถูก ทุกครั้งที่มันหลงก็ทำให้ไม่หลง การฝึกอย่างนี้มันอยู่ในกำมือเรา อยู่ในตัวเรา มีความพร้อมอยู่ในตัวเรา ถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัว มันก็สักแต่ว่าเห็น สำเร็จประโยชน์แล้ว การเห็น ถ้าว่ามันเห็นแล้วมันก็หลุด พ้นตรงที่เห็นนั่นหละ แต่ถ้าเป็น ก็ไม่พ้นแล้ว ไปไกลแล้ว เป็นผู้ยินดีเป็นผู้ยินร้าย ไปโน้น ก็ให้เราหมั่นมาสอนตัวเองตรงนี้ ขณะที่มันยังไม่เห็นอะไร ก็ให้เรารู้เอาไว้ รู้สึกตัวเอาไว้ ให้มันชำนิชำนาญ หัดสร้างความรู้สึกตัวให้มันครองกาย ครองใจ เป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัยที่เราทุกคนจะทำได้

ช่วงท้ายของธรรมบรรยายหลวงพ่อคำเขียนได้กล่าวถึงการฝึกเจริญสติว่าไม่ได้มีแต่เพียงแค่ความรู้สึกตัว หากแต่ว่าเมื่อเราฝึกไปฝึกไปจนชำนาญ มันก็ไม่ใช่แค่สติธรรมดา มันเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นมรรคเป็นผลไปโน้น มันก็ไปเรื่อยๆ เมื่อหลงเราก็เห็นเราก็รู้ มันก็ไกลจากความหลง ไปเรื่อยๆ รู้ตัวมากเข้า มากเข้า มันก็กลายเป็นมหารู้ มันก็ไกลไป ไกลไป ไกลจนอยู่คนละภพละชาติ ความหลงกับชีวิตเรามันก็อยู่กันคนละภพละชาติ เกิดเป็นปัญญาญาณหยั่งรู้ทะลุทะลวง ดูอะไรก็จบทันที จบกันที เกิดเป็นปริญญาสาม ชีวิตเหลือศูนย์ ภัยทั้งปวงหมดไป ชีวิตอยู่เพื่อความหลุดพ้น ไม่มีการบ้าน ไม่มีโจทย์ ไม่มีจำเลย ไม่ยินดียินร้าย ชีวิตเป็นอยู่ด้วยความปกติ พึ่งได้ เลือกได้ ช่วยตัวเองได้ ช่วยคนอื่นได้ ชีวิตเป็นอยู่ด้วยศีลด้วยธรรม