หลวงปู่เจี้ยะ จุนโท (พระครูสุทธิธรรมรังสี)

 

วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี           

 

เนื้อหาต่อไปนี้ ดิฉันได้คัดลอกและตัดตอนมาจากเทปชีวประวัติย่อของ หลวงปู่เจี้ยะ จุนโท (พระครูสุทธิธรรมรังสี) วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี พระผู้เป็นดังผ้าขี้ริ้วห่อทอง ตามคำกล่าวของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งจัดทำคำบรรยายโดยพระมหาธีรนาถ อัคคธีโร

 

1. ปฏิบัติลำบาก รู้เร็ว

 

.....“เดิมจริง ๆ ชื่อว่า โอเจี๊ยะ แปลว่าหินดำ เพราะเรามีปานดำที่แผ่นหลัง ต่อมาภายหลังเรียกสั้น ๆ ว่า “เจี๊ยะ” คำว่าโอเจี๊ยะ มีความหมายในทางธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ คนที่มีปานประเภทนี้ จะต้องเป็นคนมีจิตใจแข็งแกร่งดุจศิลาแลง ทนร้อนทนหนาว ทนทุกข์ทนสุข อดทนได้ รับได้ แก้ไขได้ทุกสภาวการณ์ เหมือนจะเป็นธรรมเตือนเราว่า จงทำจิตใจให้เป็นดั่งแผ่นหิน…

 

ในวัยหนุ่มทำมาค้าขาย ขายเงาะ ขายทุเรียน นิสัยออกจะติดทางนักเลง เป็นคนจริงจังในหน้าที่การงาน ไม่เกเร พูดจาโฮกฮาก ไม่กลัวคน ต้นตระกูลเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบโกหก จึงเป็นมรดกทางอุปนิสัยติดต่อกันมาเรื่อย ๆ จนถึงผู้เป็นลูกหลาน เราเป็นคนทำอะไรต้องทำให้ได้ดั่งใจ เวลาไปบรรทุกผลไม้ที่ท่าแฉลบ เรือลำไหนมันขึ้นฝั่งไม่ได้ เรือเขาขึ้นไม่ได้ทั้งหมด แต่สำหรับเรือเราแล้วต้องขึ้นได้ คือเอาขึ้นจนได้ เราเป็นคนแข็งแรง สู้ทุกรูปแบบ เป็นคนจริงจัง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ…..และไม่เคยยอมแพ้ใครในหน้าที่การงานทั้งปวง”…

 

 ขณะที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านกำลังเป็นผ้าขาวอยู่ที่สำนักวัดทรายงาม เพื่อเตรียมตัวอุปสมบท ท่านเล่าว่า

 

“คืนหนึ่งตอนเป็นนาคฟังเทศน์ท่านอาจารย์กงมา พอนั่งภาวนาฟังเทศน์ไป จิตอยู่กับคำบริกรรม หูก็ได้ยินเสียงเทศน์ไป คือจิตก็ทำหน้าที่ของมัน หูก็ทำหน้าที่ของมันจนเกิดเป็นสมาธิ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ รวมจนกระทั่งว่าไม่มีตัวตน ตัวตนหายหมดแล้วมาปรากฏภาพนิมิต เห็นตนเองหมอบไปฟุบกับกองทรายอย่างชัดเจน ตัวนี้อ่อนไปหมด ปรากฏว่าในขณะนั้นตัวตนไม่มี จนกระทั่งท่านพระอาจารย์กงมาแสดงธรรมจบลง จึงรู้สึกตัว …”

 

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2480 ที่วัดจันทนาราม ต.จันทนิมิตร อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีพระครูครุนาถสมาจาร(เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์วิหารการ(เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพ่อลี  ธัมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในระหว่างที่จำพรรษาที่วัดทรายงาม ได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์กงมา  จิรปุญโญ ในบางคราวได้เดินทางไปศึกษาวัตรปฏิบัติกับท่านพ่อลี  ธัมมธโร ที่วัดป่าคลองกุ้ง อ.เมือง จ.จันทบุรี ในพรรษาที่สองท่านถือเนสัชชิ โดยการไม่นอนตลอดพรรษา (ไม่นอนกลางคืน กลางวันนอนบ้าง-ผู้ถอดเทป)… ท่านเล่าว่า

 

.......”เพราะความที่เป็นผู้รักษาสัจจะ สัจจะนั้น จึงเป็นเหมือนโซ่ตรวนคอยรึงรัด กาย จิต เอาไว้ ตายเป็นตาย แต่จะให้สัจจะที่ตั้งไว้ขาดไม่ได้ แม้ร่างกายนี้อะไรจะเสียผุพังไปก็ตาม แต่สัจจะ จะเสียไปไม่ได้ เพราะสัจจะที่เราให้ไว้กับตัวเรา เรายังรักษาไม่ได้แล้ว เรายังหวังจะพบธรรมอันประเสริฐ ซึ่งอยู่เหนือสัจจะนั้นได้อย่างไรกัน เมื่อตั้งสัจจะแล้ว เริ่มภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน จนในที่สุดเมื่อภาวนาอยู่ไม่หยุดไม่ถอย

 

อยู่มาวันหนึ่งในพรรษาที่ 3 มานั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นกระบก จิตรวมใหญ่ด้วยกัน หยั่งสติปัญญาลงในกายานุปัสสนา แยกแยะส่วนต่าง ๆ ของธาตุขันธ์ออกพิจารณาด้วยปัญญาไม่ลดละ คือยกทั้งส่วนรูปกาย ทั้งส่วนเวทนาคือทุกข์ภายใน ทั้งส่วนสัญญาที่หมายกายส่วนต่าง ๆ ว่าเป็นทุกข์ ทั้งส่วนสังขารตัวปรุงแต่งว่าส่วนนี้เป็นทุกข์ส่วนนั้นเป็นทุกข์ ขึ้นสู่เป้าหมายแห่งการพิจารณาของสติปัญญาผู้ดำเนินงานทำการขุดค้นคลี่คลายอย่างไม่หยุดยั้ง

 

จิตมีกำลังขึ้นมาอย่างประจักษ์ สามารถคลี่คลายธาตุขันธ์จนรู้แจ้ง ตลอดทั่วถึงด้วยอำนาจแห่งการพิจารณา

 

 การพิจารณากายครั้งนี้ปรากฏประหนึ่งว่าแผ่นดินแผ่นฟ้าละลายหมด กายกับใจนี้มันขาดออกจากกัน เหมือนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลย เหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจทีเดียว

 

 เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว จิตนี้มันอาจหาญรื่นเริงในธรรม ไม่กลัวใคร คือว่าไม่กลัวต่อความจริงที่จะต่อสู้และพิจารณา เรียกว่าธรรมทำให้กล้าหาญ เมื่อเป็นสันทิฏฐิกธรรม คือรู้เองเห็นเองโดยเฉพาะตนแล้ว จึงไม่นำไปพูดกับใคร… จึงนึกถึงแต่กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ที่เขานิยมว่ามีค่ามากไม่ได้มีความหมายเลย

 

ธรรมที่ปรากฏขึ้นในคืนวันนั้นเป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง จิตนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณเลย ถึงกับได้พูดกับคนรักที่เคยได้สัญญากันไว้ก่อนบวชว่าบวชแล้วจะสึกมาแต่งงานกัน แต่เมื่อจิตมันเป็นเช่นนี้

 

วันหนึ่งออกบิณฑบาต เจอคนที่เคยรักมาใส่บาตร จึงพูดอย่างเด็ดขาดกับเขาว่า “แป้งเอ๋ย ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ” ”

 

2. มุ่งหน้าสู่พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

 

หลังจากออกพรรษาประมาณเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2482 ท่านจึงตัดสินใจเข้าไปลาท่าน พระอาจารย์กงมา เพื่อเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่เชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์กงมาจึงพูดขึ้นว่า “ท่านเจี๊ยะ พระอย่างท่านจะไปอยู่กับหลวงปู่มั่นได้ยังไง”“ครูอาจารย์ เราตอบขึ้นทันที หลวงปู่มั่นเป็นคน ผมก็เป็นคน ทำไมผมจะไปอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่ได้ ถ้าท่านเป็นพระดี ผมไปหาของดีมันจะผิดตรงไหน ก็คนไม่ดีนั่นแหละต้องให้คนดี ๆ สอน ถ้าคนอยู่กับคนไม่ได้แล้วคนจะไปอยู่กับใคร” เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ท่านพระอาจารย์กงมาท่านก็นั่งนิ่ง

 

หลวงปู่เจี๊ยะได้เล่าถึงเรื่องการจากบ้านเกิดเพื่อไปตามท่านพระอาจารย์มั่นต่อว่า หลังจากกราบลาท่านพระอาจารย์กงมาแล้ว จึงไปบอกลาโยมพ่อโยมแม่ และพี่สาว ตลอดจนญาติ ๆ โยมแม่จึงพูดขึ้นว่า “กินก็เป็นคนกินยาก จะไปได้อย่างไรลูก โยมแม่พูดขึ้นพร้อมทั้งน้ำตา” เพราะในบรรดาลูก ๆ พ่อแม่รักเราเป็นที่สุด เราจึงตอบโยมแม่ว่า “โยมแม่ก็มันกินยากฮิ จึงต้องไปแก้ไขให้กินง่าย ๆ โอ๊ย! ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะโยม อาตมาไม่ตายหรอก พูดปลอบเพื่อให้ท่านสบายใจ”…

 

…ท่านเดินทางไปเชียงใหม่กับท่านพระอาจารย์เฟื่อง…

 

…”เดินธุดงค์ไปทางอำเภอเชียงดาว แล้วออกเดินทางต่อไปจนถึงปางแดง อันเป็นป่าอยู่ในกลางหุบเขา…

 

…ออกเดินทางไปตามหุบผาป่าอันสลับซับซ้อน ทะลุถึงอำเภอพร้าว วัดร้างป่าแดง บ้านแม่กลอย นึกรำพึงรำพันถึงท่านพระอาจารย์มั่นเป็นหมื่น ๆ ครั้งว่า หลวงปู่มั่นช่วยหน่อย หลวงปู่มั่นช่วยหน่อย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ได้ยินว่า ใคร ๆ เขาก็พูดว่าท่านพระอาจารย์มั่นรู้วาระจิตคนหมด ตอนนี้ผมพระเจี๊ยะ เดินทางมาหา เหนื่อยยากลำบากจะตายอยู่แล้ว ทางก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนมาทางไหน หลวงปู่มั่นอยู่ที่ไหน ถ้ารู้ได้ด้วยใจด้วยญาณก็ส่งคนมารับหน่อยเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

 

เมื่อเดินทางเข้าไปในวัดร้างป่าแดงมีพระรูปหนึ่ง ลักษณะองอาจเป็นเถระ มีรูปร่างเล็ก ๆ สันฐานสันทัด ผิวดำแดง นั่งห่มจีวรแสดงอาการให้เห็นว่า รอใครบางคนอย่างเห็นได้ชัด นั่งอยู่บนแคร่น้อย ๆ ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ เอาหญ้าคามุงกั้นฝาเป็นฟาก หันมาทางที่จะเดินเข้าไป แสดงอาการว่าสนใจในคนที่จะมา แต่ไม่แสดงออกทางคำพูด สังเกตได้ว่าเป็นกริยาที่รับกัน ใจในขณะนั้นน้อมนึกขึ้นมาทันทีว่า นี่แหละหลวงปู่มั่น นึกต่อไปอีกว่าท่านคงรู้วาระจิตของเราเป็นแน่แท้ จึงมานั่งรอ….

 

…แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บเข้าไปภายในนั้น ทำให้เนื้อตัวสั่นเทา เพราะมีแต่เพียงจีวรบาง ๆ เป็นที่ห่อหุ้มร่างกาย เมื่อตกดึก ๆ นอนไม่หลับ จึงเดินเข้าไปหาท่านเฟื่อง ผู้เป็นสหธรรมิก อันเป็นการหยั่งเชิงหมู่เพื่อนว่าจะเป็นไปอย่างไร คิดอย่างไร ด้วยการกระซิบเบา ๆ ว่า “เฟื่องโว๊ย! หนาวโว๊ย! กลับบ้านเราดีกว่า” ฝ่ายท่านเฟื่องก็นิ่งเฉย ไม่ตอบแต่อย่างไร พอรุ่งเช้าวันใหม่ จึงเดินออกจากกระท่อมน้อยมาทางหอฉัน เพื่อจะไปจัดแจงศาลาฉัน พอท่านพระอาจารย์มั่นพบเท่านั้นแหละ เหมือนดังว่าสายฟ้าฟาดลงบนกระหม่อมทันที “คนทะลงทะเลไม่มีความอดทน ไป ๆ ไม่มีใครอาราธนามาที่นี่“ ท่านพระอาจารย์พูดเสียงดุดัง นัยตาก็กราดกร้าวเหมือนพญาเสือโคร่งตัวใหญ่ อันเป็นกริยาที่หมู่แมว ๆ อย่างพวกเราต้องหมอบคลานก้าวขาไม่ออก เรื่องวาระจิตนี่ครูบาอาจารย์มั่นท่านรู้ทุกอย่าง จะพูดจะคิดอะไรอยู่กับท่านต้องระวัง ประมาทไม่ได้เป็นบาปใหญ่ เพราะท่านเป็นพระอรหันต์

 

…อยู่ต่อมาอีก สองสามวัน ฟันข้าง ๆ ของท่านพระอาจารย์มั่นจึงหลุด แล้วท่านก็พูดขึ้นว่า “เอ้า! ท่านเจี๊ยะ เอาไป” การที่ท่านพระอาจารย์มั่นมอบฟันให้ ท่านคงรู้ด้วยอนาคตังสญาณว่า เราจะต้องเป็นผู้สร้างเจดีย์บูชาคุณของท่านเป็นแน่แท้”…

 

3. เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นป่วยเป็นไข้มาลาเรีย สิ่งที่ท่านแสดงออก ยืนยันให้ประจักษ์ว่า ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องเอาธรรมเป็นใหญ่ และธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

 

…ท่านพระอาจารย์มั่นป่วยเป็นไข้มาลาเรีย

 

…หลังจากที่หมอโรงพยาบาลแมคคอมิคค์ได้พูดกับท่านเจ้าคุณพระราชกวี ภายหลังดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จมหาวีรวงศ์ ( พิมพ์) ว่า

 

“การป่วยของท่านพระอาจารย์มั่นคราวนี้อาจจะไม่รอด”

 

เมื่อท่านพระอาจารย์ถามว่า “หมอว่าอย่างไร”

 

ท่านเจ้าคุณกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น ว่า “การป่วยคราวนี้หมอบอกว่าท่านอาจารย์จะไม่รอด อาการหนักมาก”

 

ท่านพระอาจารย์มั่นจึงพูดขึ้นว่า “ การป่วยในคราวนี้ยังไงก็ยังไม่ตาย”

 

โดยที่สุดแล้วท่านพระอาจารย์มั่น จึงใช้ธรรมโอสถรักษา

 

ท่านพระอาจารย์มั่นพูดว่า “เราพยายามรักษาด้วยยามาก็นานแล้ว จะพยายามรักษาด้วยยาธรรมดาต่อไปคงไร้ผล เราควรระงับด้วยธรรมโอสถดูบ้าง หากไม่หายก็ให้มันตาย”

 

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าความตอนนี้ไว้ดังนี้ว่า

 

“ครูบาจารย์ท่านจึงเจริญกายคตาสติกรรมฐาน เป็นอนุโลมและปฏิโลม เพ่งแผดเผาภายใน เพื่อเป็นวิหารธรรมอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่นานอาพาธก็สงบ จึงปรากฏบาทคาถาขึ้นว่า

 

“ฌายีตปติ อาทิจโจ”

 

พิจารณาได้ความว่า ฌานแผดเผาเหมือนดวงอาทิตย์ฉะนั้น ในที่สุดอาการของท่านจึงค่อยทุเลาลง ระหว่างนั้นเป็นสงครามอินโดจีน มีการพรางไฟไปทั่วจังหวัด…”

 

…ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่ที่ป่าเปอะ จังหวัดเชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ เล่าว่า

 

ท่านได้กราบเรียนเรื่องขอให้ท่านพระอาจารย์มั่นฉันนมข้นหวาน ท่านนิ่งไม่ตอบว่าประการใด ท่านคงพิจารณา เพราะการอันใดก็ตาม ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมเท่านั้น ท่านไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องยิ่งไปกว่าธรรม เรื่องเล็กน้อยจนถึงเรื่องใหญ่ต้องประกอบไปด้วยธรรมเท่านั้น ท่านบอกว่า

 

“เราเป็นสมณะมาประพฤติธรรม ทุกกริยาอาการเยื้องย่างบางอย่างโลกไม่นิยมชมชื่น แต่ถ้าประมวลลงแล้วว่าเป็นธรรม เราก็ต้องดำเนินตามนั้น ธรรมแท้นั้นไม่ได้เอามติที่ประชุมเห็นชอบ แต่เอาใจที่บริสุทธิ์เห็นธรรม คนหมู่มากถ้ากิเลสหนา ปัญญาหยาบมีมากเท่าใด ก็จะออกกฎอันเป็นไปเพื่อกิเลส เพื่อพวกพ้องตน ฉะนั้นเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ต้องเอาธรรมเป็นใหญ่ ปลอดภัยกว่าการเอาตนเป็นใหญ่ ปลอดภัยกว่าการเอาคนหมู่มากเป็นใหญ่”

 

เมื่อเป็นดังนั้น จึงกราบเรียนท่านอีกว่า

 

“คนแก่ต้องฉันนมบำรุงบ้าง ร่างกายจะได้มีเรี่ยวแรง อาการไข้จะได้ฟื้น กระผมขอนิมนต์ให้ลองฉันนมดูบ้าง”

 

เมื่อกราบเรียนแล้ว ท่านแสดงอาการนิ่ง อาการนิ่งของท่านนั่นแหละเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี…

 

”ถ้าฉันนมแล้ว มันมักจะถ่ายท้อง”  ท่านปฏิเสธเสียงแข็ง

 

”กระผมคิดว่าควรจะลองดูหน่อย ถ้าถ่ายท้อง กระผมจะเช็ดทำความสะอาดเอง ครูอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง” เราตอบท่านอย่างหนักแน่น…

 

ท่านฉันเพื่อเป็นสิ่งเยียวยารักษาธาตุขันธ์ ไม่ได้ฉันเพราะมัวเมาในรส อยู่ปฏิบัติท่านด้วยความเคารพเลื่อมใส แม้ในขณะที่ท่านอาพาธอยู่นั้น สิ่งที่ท่านแสดงออกมีแต่ธรรมล้วน ๆ อันเป็นเครื่องสอนเราผู้ไม่ป่วย ประหนึ่งจะเป็นเครื่องเตือนเราอยู่เสมอว่า โรคได้แก่สิ่งที่เสียดแทงทำลายความผาสุก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือโรคทางกายกับโรคทางใจ สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันว่าตนเองมีสุขภาพดี ไม่ป่วยไข้ ไม่มีโรคทางกายตลอด 1 ปี 2 ปี ถึง 100 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น ความปลอดภัยจากโรคทางกายนี้พอที่อาจจะมีได้บ้าง แต่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายที่จะสามารถยืนยันความไม่มีโรคทางใจ ไม่มีกิเลสแม้ชั่วระยะเพียงครู่หนึ่งนิดเดียว จะไม่สามารถหาได้และมีได้ในโลกนี้ เว้นแต่เพียงพระพุทธเจ้า พระขีณาสพ พระอรหันต์เท่านั้น ถึงจะเว้นโทษคือโรคทางใจได้

 

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนเราว่า “ยิ่งพวกเราเป็นบรรพชิตด้วยแล้ว มีโรคอยู่ 4 อย่างแทรกซ้อนชอนไชเข้าไปสู่หัวใจพระเณรโดยไม่รู้ตัว

 

1 โรคมักมาก เป็นพระมักมากมูมมาม อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเดือดร้อนกระวนกระวายใจ ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารการกิน ที่อยู่ที่อาศัย และยารักษาโรค เที่ยวแสวงหาแต่สิ่งเหล่านี้ ไม่รู้จักลดละปล่อยวาง ไปที่ไหนก็แบกหามสิ่งเหล่านี้ไปด้วย ไม่เป็นสมณะที่เบาสบาย เบากาย เบาจิต

 

2. เมื่อเกิดโรคมักมาก แล้ว โรคลามกจกเปรตก็ตาม ๆ กันมา เหมือนนัดกันไว้ที่จุดหมาย คือความเลวทรามต่ำช้า ทำได้ทุกอย่างที่จะให้คนมานับถือ เพื่อที่จะได้ลาภสักการะมาปรนเปรอความหิวโหยของใจที่ไร้ศีลธรรม

 

3. เมื่อจิตใจมันสกปรกลามกเข้าเต็มเปาแล้ว ย่อมพยายามวิ่งเต้นขวนขวาย เพื่อที่จะได้มาซึ่งความนับถือและลาภสักการะ และการสรรเสริญ อย่างไร้ยางอาย หน้าด้านต่อศีลต่อธรรม

 

4. พระประเภทที่จิตใจเป็นอย่างนี้ มักจะเข้าไปสู่สกุลที่ร่ำรวย ทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ที่จะให้เขามานับถือ มักจะกล่าว ธรรมปลอม ๆ อันไพเราะเพราะพริ้งเป็นฉากหน้า ซ่อนเร้นความละโมบโลภมากไว้ในเบื้องหลัง แสดงตนเป็นประดุจไม่มีความโลภ ทั้ง ๆที่มีความโลภจัด มีขันติอดทนอดกลั้นเพื่อให้เขามานับถือโรคทั้ง 4 อย่างที่ผมกล่าวมานี้แหละ ให้พวกท่านระวัง มันร้ายกว่าโรคที่ผมป่วยอยู่เสียอีก ขอให้พวกท่านจงนำไปพิจารณา อย่าป่วย อย่าไข้เฉย ๆ โดยไม่เห็นคุณเห็นโทษ ไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ ใช้การไม่ทัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”

 

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านอยู่ปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เป็นเวลา 3 เดือน อาการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่นก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ กิจวัตรที่ท่านต้องทำถวายท่านพระอาจารย์มั่นเป็นประจำคือ ในตอนพลบค่ำเข้าไปถวายการบีบนวด เวลานวดท่านให้เอามือกำตามแขนตามขาท่าน กำย้ายไปย้ายมาอยู่อย่างนั้น ทำด้วยวิธีอย่างนั้นคืนละหลาย ๆ ชั่วโมง วิธีการนวดกำแบบนี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ( จันทร์ สิริจันโท) เคยบอกกับท่านพระอาจารย์มั่นว่า

 

“พวกพระเณรหนุ่มธาตุไฟดี ถ้ามาบีบมากำตามแขนตามขาให้คนแก่ ๆไฟธาตุมันช่วยได้มาก”  

 

ท่านเล่าว่า “ทำการบีบกำนวดอยู่อย่างนี้ 3 เดือน ท่านก็ฟื้นจากอาพาธและหายเป็นปกติ”…

 

4. นิมิตที่เกิดขึ้นขณะภาวนา

 

…ในระหว่างที่เป็นพระคิลานุปฐากในท่านพระอาจารย์มั่นอยู่นั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังที่ท่านเล่าไว้ว่า

 

”ความเพียรก็คงเร่งต่อไป เมื่อติดขัดปัญหาธรรมเรื่องใดก็จะนำไปเล่าถวายท่านพระอาจารย์มั่นเสมอ ๆ

 

วันหนึ่ง เราเดินจงกรมเดินอยู่ริมป่าที่ป่าเปอะ มีผู้หญิงร้องเพลงขับ อันประกอบไปด้วยอรรถรสแห่งธรรม ประสานกลมกลืนกับธรรมที่กำลังสัมผัสเพ่งพิศพินิจพิจารณาอยู่ ภาษาธรรมที่เขาร้องเอื้อนด้วยความไม่มีสตินั้น กลับย้อนเข้าสู่ดวงใจที่กำลังเพ่งพิศธรรมนั้นอยู่ จิตนั้นก็ลงรวมสู่ฐานของจิตโดยฉับพลัน เพลงขับนั้นเขาร้องเป็นภาษาอีสานว่า    

 

“ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้า โฮมลงมาขันธ์สี่

 

ทุกข์อยู่ในผ้าอ้อมป้อมผ้าไห้ โฮมอ้ายอยู่ผู้เดียว

 

ทุกข์อยู่ในโลกนี้มีแต่ซิทน ทุกข์อยู่ในเมืองคน มีแต่ตนเดียวไห้

 

ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้ารวมลงมาขันธ์สี่

 

ทุกข์อยู่ในโลกนี้ลงข้อยอยู่ผู้เดียว”

 

 เขาร้องเป็นทำนองไพเราะมาก บางคราวสงสัยเรื่องนิมิตที่เกิดกับจิต จึงนำเรื่องนี้ไปกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นว่า

 

“ครูบาจารย์ ถ้านิมิตเกิดขึ้นในขณะภาวนา จะให้กระผมทำอย่างไร”

 

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านตอบว่า

 

“ให้รำพึงถามไปว่า อะไร หมายถึงอย่างไร แล้วนิมิตก็จะอธิบายออกมาเอง”

 

จึงกราบเรียนถามท่านต่อไปอีกว่า

 

“ครูบาจารย์ก็สิ่งที่มันปรากฏขึ้นนั้น มันไม่ใช่ของจริงมิใช่หรือครับ”

 

“ก็มันไม่ใช่ของจริงนะซิ ก็มันเป็นเพียงของใช้ ของใช้ก็สำหรับใช้ ไม่ใช่ของจริง”

 

ท่านพระอาจารย์มั่นตอบ แล้วท่านก็ยิ้มเปิดโลกด้วยความเมตตา เราถือท่านเป็นเหมือนพ่อแม่ ท่านก็คงเห็นเราเป็นเหมือนลูก เพราะลำบากอยู่ด้วยกัน แหละแล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็เทศนาธรรมให้ฟังว่า

 

“ฟังให้ดีนะท่านเจี้ยะ ปฏิภาคนิมิตนั้น อาศัยผู้ที่มีวาสนา จึงจะบังเกิดขึ้นได้  อุคคหนิมิตนั้นเป็นของไม่ถาวร ต้องพิจารณาให้ชำนาญแล้วเป็นปฏิภาคนิมิต เมื่อชำนาญทางปฏิภาค ทวนกระแสเข้ามาเป็นตน ปฏิภาคนั้นเป็นส่วนวิปัสสนาสำหรับอุปจารสมาธิ สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ สามารถแก้นิวรณ์ได้ แต่โมหะคลุมจิต ถ้าเจริญวิปัสสนาถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว จะต้องทำความรู้ให้เต็มเสียก่อน จิตจึงจะไม่อ่อนไหว การที่จะสอนการดำเนินสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะเพียงอย่างเดียว อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น มิได้ เพราะว่าจริตของคนเรามันต่างกัน แล้วแต่ความฉลาดไหวพริบของใคร เพราะการดำเนินจิตมีหลายแง่หลายมุม แล้วแต่ความสะดวก นิมิตทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยปีติสมาธิอย่างเดียว ที่แสดงตามนิมิตออกมาทั้งหลายนั้น กรุณาท่านอย่าหลงตามนิมิต ให้พยายามทวนกระแสจิตเข้าสู่จิตเดิม เพราะนิมิตทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง หลงเชื่อนิมิตประเดี๋ยวก็เป็นบ้า การที่แก้บ้านิมิตนั้น ต้องทวนกระแสจิตเข้าสู่จิตเดิม อย่างบางทีเรานั่งภาวนาอยู่กลางป่าเขา

 

มีเสือมานั่งเฝ้าเราผู้บำเพ็ญพรตอยู่กลางป่าเพียงลำพัง เสือนั้นเป็นเทพนิมิตเสียโดยมาก ถ้าเป็นเสือจริง ๆ มันเอาเราไปกินแล้ว ”

 

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเมตตาพูดธรรมะให้ฟังเพียงสั้น ๆ เท่านี้ ก็ก่อเกิดความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง นึกถึงธรรมคำสอนและองค์ท่านเมื่อไร น้ำตาปิ่มไหลเพราะความถึงใจทุกที น้ำตานี้จึงเป็นน้ำตาที่มีคุณค่ามากนะ…

 

5. การปฏิบัติมรรค 8 นั้น สมาธิมรรคเป็นสำคัญมาก

 

เวลาปฏิบัติสมาธิด้วยจิตภาวนา ถ้าจิตเราส่งออกนอกวงกาย

 

…หลวงตาเจี๊ยะจำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่ป่าช้าโนนนิเวศน์ 2 พรรษา

 

หลวงตาเจี๊ยะเล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงธรรม ที่ป่าช้าโนนนิเวศน์นี้ ให้เราฟังว่า

 

“การปฏิบัติการพิจารณาธรรมะ ให้เห็นเป็นปัจจุบันธรรม อย่าส่งจิตถึง อดีต อนาคต จะเป็นความกังวลและฟุ้งซ่านไป เพราะว่าธรรมะทั้งหมดที่พระพุทธองค์ทรงแสดงออกมาจากจิตคือพระทัยที่บริสุทธิ์นั้น การดับทุกข์คือการรู้เท่าทันทุกข์ ไม่ยินดียินร้าย การพิจารณากายให้รู้เท่าทันทุกข์ ให้รู้เท่าทันความเป็นจริง เวลาพิจารณาอย่าใส่สิ่งที่ไม่มีเข้ามา และอย่านำสิ่งที่มีอยู่ออกหรือตัดออก อันนี้จะเป็นความไม่ละเอียดในการพิจารณา การปฏิบัติมรรค 8 นั้น สมาธิมรรคเป็นสำคัญมาก นอกนั้นเป็นส่วนปริยาย

 

เมื่อเราปฏิบัติ สังเกตด้วยธรรมะ และอาการของธรรมะ ที่จิตถึงขั้นละเอียดปราณีตแล้ว ก็จะเป็นสันทิฏฐิกบุคคล คือ ผู้รู้ ผู้เห็น เสียเอง

 

เวลาปฏิบัติสมาธิด้วยจิตภาวนา ถ้าจิตเราส่งออกนอกวงกาย จิตนั้นยังไม่เป็นมหาสติ มหาปัญญา จิตนั้นจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นทางดำเนินอันชอบ

 

นักปฏิบัติสำคัญที่สุดต้องเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ พยายามรักษาจิตให้เสมอ อย่าให้ขึ้นลงตามกิเลสที่มาก่อกวน การรักษาจิตให้เป็นปกติได้ จะมีความสุขในการปฏิบัติ

 

จิตนี้เมื่อเราปฏิบัติถึงจุดแห่งผล อานิสงส์จะหาประมาณมิได้ การปฏิบัติทางจิตจึงจำเป็นแก่บุคคลผู้มีปัญญา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด ธรรมข้อหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลึกลับที่สุด เป็นที่พึ่งถาวรแก่เราได้นั้นก็คือ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ พึ่งตน รู้ตนแล้ว ก็จะรู้ในสิ่งทั่วไป

 

เพราะตนนั้นแหละเป็นเหตุ เป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง ท่านก็ว่าก็สอนอย่างนี้เสีย”

 

6. ลักษณะนิสัยของหลวงปู่มั่น

 

 และที่ป่าช้าโนนนิเวศน์นี้ หลวงปู่หลุย จันทสาโร ได้บันทึกลักษณะนิสัยของหลวงปู่มั่น เนื้อความมีดังนี้

 

ท่านพระอาจารย์มั่น ภาวนาสถานที่เป็นมงคล มีเทวดามานมัสการตั้งหมื่น ท่านรู้ได้ด้วยภาวนาขั้นละเอียด อมนุษย์ท่านก็รู้ได้

 

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นคนเด็ดเดี่ยว สละชีวิตถึงตาย สลบไป 3 คราว และท่านต้องการคนใจเด็ดเป็นสานุศิษย์

 

ท่านทำตัวของท่านใหม่ อยู่ในตระกูลทั้งหลาย ไม่ทำตัวของท่านให้คุ้นเคยในตระกูลเลย การไปการมาของท่าน ไปโดยสะดวก มาโดยสะดวก ไม่ขัดข้องในตระกูล

 

ท่านเป็นคนมักน้อย ชอบใช้บริขารของเก่า ๆ ถึงได้ใหม่ บริจาคทานให้คนอื่น ๆ ข้อวัตรหมดจดดี

 

สติตั้งอยู่ในสติปัฏฐานเสมอ เป็นผู้ไม่ละการ วาจาพูดก็ดี เทศน์ก็ดี ไม่อิงอามิสลาภสรรเสริญ วาจาตรงไปตรงมาตามอริยสัจ ความรู้ความเห็นอ้างอริยสัจเป็นหลักฐาน เสมอกาย วาจา ใจ เป็นอาชาไนยล้วน

 

ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นคนประพฤติ ขวนขวายน้อย หมดจดในข้อวัตร และหมดจดในธรรม พ้นวิสัยเทวดาและมนุษย์ที่จะติเตียนท่านได้ ไม่เป็นข้อล่อแหลมในพระศาสนา

 

ท่านได้วัตถุสิ่งใดมา ท่านสละทันที สงเคราะห์หมู่พรหมจรรย์ สิ่งอันใดท่านอยู่ที่ไหนเขาถวาย ท่านก็เอาเก็บไว้ให้พระเณรใช้ ณ.ที่นั้น ท่านไม่เอาไปด้วย

 

มีคนเข้าไปหาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่ดูคน ท่านดูจิตของท่านเสียก่อน จึงแสดงออกไปต้อนรับแขก ผู้มาถึงถิ่น

 

อนึ่งท่านหันข้างและหันหลังใส่แขก ท่านพิจารณาจิตของท่านก่อน แล้วพิจารณานิสัยของผู้อื่น นี้เป็นข้อลี้ลับมาก ต่อนั้นถ้าจะเอาจริงเอาจัง ต้องประชันต่อหน้ากันจึงจะเห็นความจริง จิตของท่านพระอาจารย์มั่นฝ่าอันตรายลงไปถึงฐานของธรรมะ นี้ มีราคามาก บ่งความเห็นว่าเป็นอาชาไนยโดยแท้

 

ท่านมีนิสัยปลอบโยน เพื่อจะคัดเลือกคนดี หรือไม่ดี ในขณะนั้นท่านพูดเช่นนั้น ท่านหันกลับเอาความจริง เพราะกลัวศิษย์จะเพลิน นิสัยท่านเป็นคนใจเดียว ไม่เห็นแก่หน้าบุคคล ในเวลาถึงคราวเด็ดเดี่ยวต่อธรรมวินัยจริง ๆ บุคคลใจเด็ดจึงจะอยู่กับท่านได้ เพราะนิสัยของท่านเป็นเช่นนั้น เป็นคนทำจริง เอาจริง

 

ท่านพระอาจารย์มั่น หาบุคคลที่จะดูจริตของท่านได้ยาก เพราะท่านเป็นคนนิสัยลึกลับ จะรู้นิสัยได้ ต่อเมื่อบุคคลที่มีภูมิจิตโดยส่วนเดียว

 

ท่านเป็นผู้มีอำนาจในทางธรรมะ ทำอะไรไม่ครั่นคร้าม ชี้เด็ดขาดลงไป ไม่คัดค้านใคร นี่เป็นอัศจรรย์มาก

 

ท่านถือข้างใน ปฏิปทาความรู้ความเห็นของท่าน เกิดจากสันตุฏฐี ความสันโดษของท่าน

 

นิสัยท่านไม่เป็นคนเกียจคร้าน ขยันตามสมณวิสัย หวังประโยชน์ใหญ่ในพระศาสนา

 

ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้ที่สะอาด ไตรจีวร และเครื่องอุปโภคบริโภค ไม่มีกลิ่นเลย ถูกย้อมบ่อย ๆ ท่านเล่าว่า ท่านบวชในสำนักพระอรหันต์สามองค์แต่เมื่อชาติก่อน ๆ โน้น ท่านไม่ใคร่พยากรณ์ใคร ๆ เหมือนแต่ก่อน ท่านพูดแต่ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

 

นิสัยท่านชอบเก็บเอาเครื่องบริขารของเก่ามาใช้ เช่นจีวรเก่า เป็นต้น เพราะว่ามันภาวนาดี ท่านไม่ติดอามิส ติดบุคคล ติดลาภยศสรรเสริญ

 

ท่านถือธรรม เป็นใหญ่ ไปตามธรรมะ อยู่ตามธรรมะ ท่านพูดธรรมะ ไม่เกรงใจใคร ท่านกล้าหาญ ท่านรับรองความรู้ของท่าน ฉะนั้นท่านจึงพูดถึงพริกถึงขิง ตรงตามอริยสัจ พูดดั่งด้วย พูดมีปาฏิหารย์ด้วยวาจาที่บุคคลจะให้สิ้นทุกข์ได้จริง ๆ เป็นวาจาที่สมถวิปัสสนาพอ ไม่บกพร่อง กำหนดรู้ตามใน วาจา จิต วิกาล ตรงไตรทวาร สามัคคี เป็นวาจาที่เด็ดเดี่ยว ขลังดี เข้มแข็งดี เป็นอาชาไนยล้วน วาจาไม่มีโลกธรรมติด เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์

 

พระเณรอยู่ในอาวาสของท่านได้สติมาก พระบารมีของท่านถ้าขืนประมาทจะเกิดวิบัติ ท่านพระอาจารย์มั่น เทวดา และมนุษย์ไปนมัสการท่านเท่าไร หมื่นหรือ แสนหรือ ท่านสามารถกำหนดได้ ท่านระวังเทวดาและมนุษย์ประมาทท่าน ท่านมีระเบียบแม้กิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นระเบียบหมด

 

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพูดคำโน้น คำนี้อยู่เสมอ เพื่อจะให้สานุศิษย์หลง เพื่อละอุปทาน ในสิ่งนั้น ๆ ท่านทำสิ่งที่บุคคลไม่ดำริไว้ สิ่งใดดำริไว้ท่านไม่ทำ นี้ส่อให้เห็นว่า ท่านไม่ทำตามตัณหาของบุคคลที่ดำริไว้

 

จิตของท่านพระอาจารย์มั่นฝ่าอันตรายลงไปตั้งอยู่ในอมตธรรม และบริสุทธิ์ด้วยมหาสติ มหาปัญญา มีไตรทวาร รู้รอบ มิได้กระทำความชั่ว ทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง และมีญาณแจ่มแจ้ง รู้ทั้งเหตุทั้งผลพร้อมกัน เพราะฉะนั้นแสดงธรรมจึงมีน้ำหนักมาก พ้นวิสัยคนที่จะรู้ตาม เห็นตาม เว้นแต่บุคคลผู้บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ แล้วอาจจะฟังธรรมเทศนาของท่านเข้าใจแจ่มแจ้งดี และบุคคลนั้นทำปัญญาสืบต่อสมาธิ

 

จิตของท่านพระอาจารย์มั่นตื่นเต้นอยู่ด้วยความรอบรู้ ไม่เผลอทั้งกาย และวาจา เป็นผู้มีอริยธรรมตั้งมั่นอยู่ในสันดาน ไม่หวั่นไหว ตอนนี้ไม่มีใครที่จะกล้าค้านพระธรรมเทศนาของท่าน เพราะวาจาเป็นอาชาไนย และมีไหวพริบ แก้ปริศนาธรรมกายได้

 

7. เป็นอิสระเต็มตัว คำสอนของพระพุทธองค์ประจักษ์ใจหายสงสัย

 

…”การปฏิบัติร่วมกับพระอาจารย์มั่น ที่วัดโนนนิเวศน์จนถึงหนองน้ำเค็ม จิตใจของเราบรรลุถึงผลอันน่าพอใจไม่เสียดายอาลัยทุก ๆ สิ่งในโลก คำสอนของพระศาสดาประจักษ์ใจหายสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ซาบซึ้งในพระคุณของท่าน พระอาจารย์มั่นที่อบรมสั่งสอนมา”

 

…   เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นพักจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์ จ.อุดรธานีเป็นเวลา 2 พรรษา นับแต่จากเชียงใหม่มา ท่านได้ไปโปรดคณะศรัทธาตลอดจนลูกศิษย์ของท่านทาง จ.สกลนคร

 

8. หลวงปู่เสาร์มรณภาพ

 

…ในปลายปี พ.ศ. 2484 ท่านพระอาจารย์มั่นเข้าไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนครได้สองสามวัน หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ก็มีจดหมายมานิมนต์ท่าน เนื่องจากท่านหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นได้มอบหมายให้หลวงปู่เจี๊ยะเดินทางไปอุบลแทนเพื่อพบกับท่านหลวงปู่เสาร์

 

…หลวงปู่เจี๊ยะจึงเดินทางไปพบกับหลวงปู่เสาร์ที่วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

 

… …เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านหายป่วยแล้ว ท่านก็เดินทางไปทำบุญอุทิศให้พระอุปัชฌาย์ของท่าน ซึ่งอยู่ที่หลีผี ประเทศลาว

 

… …”เรือของหลวงปู่เสาร์จะมาถึงนครจำปาศักดิ์ ประมาณ 5 โมงเย็นเศษ เมื่อเรือของหลวงปู่เสาร์มาถึงเรากับพระเพ็งก็ลงไปรับท่านในเรือ พบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมีอาการหนักมาก จึงจัดเปลหามเข้าไปในวัดอำมาตย์ พาท่านเข้าไปในพระอุโบสถ ท่านก็ทำกริยาให้ประคองท่านขึ้นกราบพระ เราก็ช่วยประคองท่านขึ้นเพื่อกราบพระ เมื่อกราบพระลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติ จึงจับชีพจรท่านดู จึงรู้ว่าชีพจรไม่ทำงาน

 

พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถก็ว่า “หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้ว หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้ว”

 

เราจึงตะโกนพูดขึ้นว่า “ปู่ยังไม่มรณภาพ ตอนนี้ปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่องอย่าเข้ามายุ่ง”

 

จึงพยุงท่านจากอิริยาบถนั่งมาเป็นอิริยาบถนอน แต่ทำได้ยากเพราะท่านมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้ว ขณะที่พยุงให้ท่านนอนลงนั้น สังเกตเห็นมีพระเณรร้องไห้อยู่หลายรูป จึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้าสู่อิริยาบถนอน ท่านก็หายใจยาว ๆ สามครั้ง แล้วท่านก็ถึงแก่มรณกรรม เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2585 …

 

…ขณะที่หลวงปู่เสาร์มรณภาพนั้น ตอนนั้นเราบวชได้เพียง 5 พรรษา”…

 

9. ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

 

…”ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้มอบให้เราไปควบคุมการก่อสร้างเสนาสนะจนแล้วเสร็จ และได้จำพรรษาที่ป่าบ้านโคก ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นในปีนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัวก็ได้มาร่วมจำพรรษาในปีนั้นด้วย

 

ในระหว่างพรรษาท่านพระอาจารย์มั่นชอบเรียกเราว่าเฒ่าขาเป๋ หรือบางทีท่านก็เรียกว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ตามแต่ท่านจะพูดจะสอนเพื่อเป็นคติ อยู่มาวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดถึงหลวงปู่ขาวว่า

 

“หมู่เอ๊ย! ให้รู้จักท่านขาวไว้นะ ท่านขาวนี่เธอได้พิจารณาถึงที่สุดแล้ว”

 

หลังจากท่านกล่าวชมหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านก็หันมาพูดเรื่องเราว่า

 

“เออ! หมู่เอ๊ย! มีหมู่มาเล่าให้เราฟังเรื่องการภาวนาที่เชียงใหม่โว๊ย! เธอปฏิบัติของเธอสามสี่ปี เหมือนเราลงที่นครนายก มันลงเหมือนกันเลย”

 

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านกล่าวย้ำอย่างนั้น

 

“ท่านองค์นี่ภาวนา 3 ปี เท่ากับเราภาวนา 22 ปี อันนี้มันเกี่ยวเนื่องกับนิสัยวาสนาของคนมันต่างกัน ”  

 

การที่นำสิ่งที่ครูบาอาจารย์ชมมาเล่า ไม่ได้หมายความว่ายกตนเทียมท่าน แต่การฝึกที่ปฏิบัติเร็วหรือช้านี้ แล้วแต่บุญกรรมและความเพียรของใครของมัน ที่พูดให้ฟังมิได้เทียบกับท่าน แต่นำสิ่งที่ท่านพูดมาพูดให้ฟัง จะได้รู้ว่าเบื้องหลังเราปฏิบัติมายังไง”…

 

…เมื่อออกพรรษาปี 2485 แล้วท่านก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ออกเที่ยวธุดงค์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ช่วงแรก ๆ ท่านวนเวียนอยู่ในรัศมีของท่านพระอาจารย์มั่น พักอยู่ที่ป่าช้าบ้านนาสีนวลบ้าง ดอยธรรมเจดีย์บ้าง หนองน้ำเค็มบ้าง เข้าไปทางอุดร อุบล มุกดาหาร บางทีก็เที่ยววิเวกไปตามเทือกเขาภูพาน หรือบางทีท่านก็ข้ามไปฝั่งลาวชั่วระยะกาลที่สะดวก ตามปกตินิสัยของท่านที่ชอบอิสระ และเป็นอิสระเต็มตัวแล้ว ไม่กังวลกับสิ่งใดในโลกแล้ว แต่จะไปที่ใดก็ตามมักจะวนเวียนเข้ามากราบท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นเจ้าชีวิต และเป็นผู้ให้ประทีปธรรมแก่ท่าน

 

…เนื่องจากท่านจากภาคตะวันออกอันเป็นบ้านเกิดของท่านมานานเป็นเวลา 8 ปีแล้ว เฝ้านึกถึงบุญคุณของบิดามารดาอยู่ อยากจะทดแทนคุณของท่านด้วยอรรถด้วยธรรม แทนข้าวน้ำปลาอาหาร ทรัพย์สินเงินทอง ประกอบกับทราบว่าโยมมารดาป่วย จึงเป็นโอกาสดีที่จะกราบโยมมารดา ท่านจึงย้อนกลับมา จ.จันทบุรี …

 

10. หลวงตามหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ

 

“ผู้ที่ละนิสัยวาสนาได้ขาดมีตถาคตองค์เดียว ฟังซินะ ตถาคตองค์เดียว นอกนั้นเป็นนิสัยของตัวเองทุกคน”

 

…ปี พ.ศ. 2504-2506 ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะได้ไปจำพรรษากับหลวงตามหาบัวที่วัดป่าบ้านตาด ไปช่วยหลวงตาปลูกต้นไม้ ดูแลเรื่องป่า ตลอดจนสร้างเสนาสนะในยุคแรกเริ่ม

 

ท่านหลวงตามหาบัวได้เล่าความตอนหนึ่งถึงหลวงปู่เจี๊ยะไว้ว่า

 

“ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะเป็นพระดีมากนะ บริขารของหลวงปู่มั่น ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะนี่เองเป็นผู้รักษาเป็นประจำนะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรนะ อุ๊ย! ท่านละเอียดละออมากนะ ไม่ว่าจะเป็นอะไร ๆ ของหลวงปู่มั่นแล้ว ใครไปแตะไม่ได้นะ ท่านเรียบร้อยหมดทุกอย่าง ท่านเป็นพระที่ละเอียดละออมาก

 

พูดเรื่องภายในเป็น “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”  คือกริยาภายนอกของท่านไม่น่าดูนะ แต่กริยาภายในของท่านน่าดูมากนะ คนเราแต่ละคน ๆ นิสัยไม่เหมือนกัน แม้มาบวชแล้ว นิสัยนั้น ไม่ได้บวชด้วยนะ บวชแต่เพศ เช่น โกนผม ครองผ้า ครองกริยาการเคลื่อนไหวไปมาตามหลักธรรม หลักวินัย อันนี้ตายตัวเหมือนกัน เคลื่อนอย่างอื่นไม่ได้นะ เคลื่อนไปตามหลักธรรม หลักวินัย ให้ถูกต้อง ถูกต้องไปตามหลักธรรม หลักวินัย แต่กริยานิสัยที่เป็นไปตามนิสัยเดิมของตนซึ่งไม่ผิดธรรมวินัย อย่างนี้ แล้วแต่ใครจะใช้ไปตามนิสัยของตน อันนี้แก้ไม่ได้

 

พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงแสดงไว้ว่า ผู้ที่ละนิสัยวาสนาได้ขาดมีตถาคตองค์เดียว ฟังซินะ ตถาคตองค์เดียว นอกนั้นเป็นนิสัยของตัวเองทุกคน จำไว้ว่านิสัยคือไม่ได้กระเทือนถึงธรรมถึงวินัย เป็นกริยาความเคยชินของแต่ละราย ๆ แสดงออกเองไม่ผิดธรรมผิดวินัยนั้น เรียกว่านิสัย

 

อย่างหลวงปู่เจี๊ยะ นี่ ท่านก็เป็นนิสัยบ๊ง ๆ เบ๊ง ๆ นี่เรียกว่าเป็นนิสัย อันนี้อันหนึ่งนะ แต่ภายในของท่านดีนะ เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาแล้วนี่ ภายในของท่านดี ภายนอกของท่านเป็นอย่างนี้แหละ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง ใครจะไปยึดกริยามารยาทภายนอก มากกว่าภายใน ซึ่งเป็นของสำคัญ จะทำให้เสีย เสียได้ในหัวใจของผู้ไปคิดนั่นแหละ ภายในของท่านดี นิสัยของท่าน บ๊ง ๆ เบ๊ง ๆ อย่างงั้น ดีภายใน

 

นี่แหละ เราถึงได้เตือนเสมอ เรื่องภายในกับภายนอกมันไม่เหมือนกัน คือนิสัยท่านละเอียดภายในนะ แต่กริยาภายนอกของท่านเป็นอย่างนั้น คือท่านเคยอยู่ร่วมกับเรามานาน มันรู้เรื่องกันดี อาจารย์เจี๊ยะนี่ เพราะฉะนั้นจึงว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เราจึงบอกว่าภายในท่านละเอียดละออตรงไปตรงมานี่ หนึ่ง และละเอียดละออทุกอย่าง ไม่งั้นแล้วท่านจะเข้าไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นไม่ได้ง่าย ๆ นะ กริยาอย่างนี้จะเข้าไปหาท่านไม่ได้ พูดง่าย ๆ นะ แต่ทำไมถึงสนิทกันเหมือนพ่อกับลูกเลย

 

อาจารย์เจี๊ยะกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เวลาเข้าหากันนี้เหมือนพ่อกับลูก กริยา บ๊งเบ๊ง ๆ อย่างนี้ ธรรมดาเข้าหาท่านไม่ได้นะ แต่ทำไมท่านอาจารย์เจี๊ยะ จึงเข้ากับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นได้สนิทนัก”

 

11. พระนิพพานแปลว่าสถานที่เยี่ยม ล้ำเลิศประเสริฐสุด หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี ไม่มีภพชาติสังขารแล้ว

 

ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะท่านออกจากวัดป่าบ้านตาดแล้ว ท่านก็เดินทางไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลร่วมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งเป็นพระที่ท่านเคารพอย่างยิ่ง เนื่องด้วยท่านพระอาจารย์มั่นเคยฝากฝังท่านไว้กับหลวงปู่ขาว เพราะตามปกตินิสัยท่านพระอาจารย์เจี๊ยะแล้ว ท่านเป็นคนสบาย ๆ กริยาภายนอกของท่านบางคนเห็น แล้วอาจจะตำหนิได้ ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นห่วง กลัวบุคคลอื่นหรือพระอื่นจะไม่เข้าใจ จึงฝากฝังท่านไว้กับหลวงปู่ขาวให้ดูแล

 

มีข้อความตอนหนึ่งที่พระอาจารย์จันทา ถาวโร ถามพระอาจารย์เจี๊ยะตอนที่จำพรรษาร่วมกันที่วัดถ้ำกลองเพล เรื่องนิสัยวาสนาของท่านว่า

 

“หลวงปู่ กริยาของหลวงปู่เป็นอย่างนี้ จะไม่กลัวคนเขาตำหนิเอาบ้างหรือ”  ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะจึงตอบว่า

 

“กริยาภายนอกจะเป็นอย่างใดก็ตาม แต่ถ้าหากเรามุ่งมั่นปั้นใจจนเที่ยงดี ก็ดีกว่าคนที่กริยางามแต่ใจไม่เที่ยง เพราะนิสัยคนเรามันไม่เหมือนกัน”

 

“เป็นยังไงหลวงปู่ภาวนาจะพ้นทุกข์ไปได้บ้างไหม”  ท่านพระอาจารย์จันทาย้ำถาม

 

“การภาวนาของผมนี้ลอดพ้นได้แล้วนะ คำว่า เจี๊ยะ ๆ นี้ ไม่คืนมาอีกแล้ว เพราะภาวนาสมัยนั้นไปอยู่กับหลวงปู่มั่นที่วัดโนนนิเวศน์“

 

พระอาจารย์จันทาจึงถามอีกว่า “โลกสามไม่กลับคืนมาอีกแล้วหรือปู่”

 

ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะจึงตอบว่า “ไปเลยแหละ ไม่คืนมาเป็นขี้ข้าราคะตัณหาของใครอีก”

 

“ไม่คืนมาอยู่บนโลกนี้กับหมู่เพื่อนทั้งหลายอีกแล้วหรือปู่”  ท่านพระอาจารย์จันทาถามย้ำ

 

“โอ้! ถ้ายังมีการคืนมาอยู่ มันไม่ใช่พระนิพพาน พระนิพพานแปลว่าสถานที่เยี่ยม ล้ำเลิศประเสริฐสุด หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี ไม่มีภพชาติสังขารแล้ว เพราะฉะนั้นผมเองจึงมาอยู่ร่วมกับหลวงปู่ขาว เพราะหลวงปู่ขาวพูดจริง แนะนำสิ่งที่ดีทุกอย่าง ไม่พูดโกหกหลอกลวงใครทั้งนั้น”…

 

12. ภูริทัตตเจดีย์ อาจาริยะบูชา  

 

…เพราะว่าท่านหลวงตามหาบัวเห็นว่า ที่วัดอโศกการามไม่มีพระที่มีหลักจิตหลักใจ จึงนิมนต์ให้หลวงปู่เจี๊ยะมาอยู่วัดนี้ แต่เมื่อท่านมาอยู่วัดอโศกการาม พระเณรก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟังท่านมากนัก มักมองท่านด้วยสายตาว่าเป็นพระแก่เลอะเลือน ไม่มีความหมาย พระบางองค์ถึงขนาดว่า ท่านเป็นบ้า

 

ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะเล่าว่า

 

“พระทุกวันนี้มักติดรูปแบบในการปฏิบัติ มากกว่าการปฏิบัติจริงเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ดังคำที่ว่า โลกชอบแต่ธรรมชัง หรือธรรมชอบแต่โลกชัง สาเหตุเพราะว่าทุก ๆ คนมองแต่กริยาภายนอก อันเป็นไปตามแบบสบาย ๆ เมื่อเป็นดังนั้นท่านจึงสลดใจออกเที่ยวธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ อันเป็นที่สบาย กาย จิต เป็นวิหารธรรม ท่านขึ้นไปตามภาคเหนือ เขากีแล จังหวัดลพบุรี ถ้ำช้างร้อง อันเป็นเขตติดต่อระหว่างจังหวัดตากกับจังหวัดลำพูน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ตามปกตินิสัยของท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านชอบถ้ำมาก เมื่อศิษย์ของท่านออกเที่ยวธุดงค์แล้วมาปรารถว่ามีถ้ำอยู่ตรงโน้นตรงนี้ ท่านก็มักจะเดินทางไปภาวนาที่ถ้ำนั้น ๆ ถ้ำช้างร้องนี้ ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ท่านไปโปรดเทวดา และมีเรื่องราวพิศดารเกี่ยวกับพวก กายทิพย์ อันนี้จะมีเล่าในประวัติฉบับพิศดารของท่าน…

 

…ปัจจุบันท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมีอายุ 86 ปี 64 พรรษา ท่านมีร่างกายอันงอมระงมด้วยอาพาธแต่ท่านยังแสดงนิสัย อาจหาญอาชาไนย ควรแก่การสักการะบูชา สมเป็นพระมหาเถระผู้เฒ่า เป็นรัตตัญญู พระมหาเถระผู้ทรงคุณเช่นนี้ เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึงดูหมิ่นได้ แต่สำหรับธรรมภายในของท่านนั้นสว่างสดใสสุดที่ใคร ๆ จะบังอาจคาดเดาได้

 

 … และที่สำคัญภูริทัตเจดีย์สำหรับบรรจุพระทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นบูรพาจารย์ เป็นผลงานที่ท่านภูมิใจเป็นที่สุด เพราะนั่นคือ อาจาริยบูชา…

 

 ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เจี๊ยะอาจจะแตกต่างจากพระกรรมฐานรูปอื่นในแง่ปลีกย่อย แต่โดยหลักใหญ่แล้วเป็นเอกเทศ ท่านไม่กว้างขวางเรื่องธรรมะภายนอก รอบรู้เฉพาะเรื่องธรรมะภายใน ท่านปฏิบัติลำบาก แต่รู้เร็ว คำสอนของท่านก็เป็นประเภทปัจเจกธรรม เพราะท่านมุ่งเน้นทางด้านจิตใจเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับท่านมีบารมีธรรมที่บ่มบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน เป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อหนุนอยู่อย่างลึกลับ การปฏิบัติของท่านจึงนับว่ารู้เร็วในยุคปัจจุบันสมัย ที่มนุษย์มีกิเลสหนาขึ้นโดยลำดับ…

 

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005777 - โดยคุณ : ห้วยหมากแข้ง [ 16 ก.ค. 2545]