Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติย่อเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)  (อ่าน 68 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 3,067
Karma: +17/-3


« เมื่อ: มิถุนายน 09, 2018, 09:49:46 am »

ประวัติย่อเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
 
          ต่อไปนี้ เป็นประวัติโดยย่อของเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ เท่าที่รวบรวมได้ ซึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมธัชมุนี (ประยูร สนฺตงฺกุโร ป.ธ. ๙) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ รองประธานสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย และเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง ได้รวบรวมไว้และได้เมตตาเอื้อเฟื้อมอบให้ผู้เขียน จึงได้นำมาลงไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนกฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดตามหลักพระพุทธศาสนา

เรื่องที่หนึ่ง

เด็กชายลูเซียตัน หนูน้อยผู้นี้เป็นชาวบราซิล อันเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ พออายุ ๒ ขวบ อ่านและเขียนหนังสือได้เอง อายุ ๔ ขวบ แต่งหนังสือเรื่อง "เชื้อโรคในท่อประปา" พิมพ์เป็นเล่มแรก พ่อแม่มีฐานะดีและมีความรู้ดี

(จากหนังสือพิมพ์เดลอไทม์ ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๓)

เรื่องที่สอง

เด็กหญิงเจีย บาร์เชต แม่หนูน้อยผู้นี้ เป็นชาวเมืองแชมเปี้ยน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา อายุ ๓ เดือนเริ่มพูด อายุ ๖ เดือนพูดได้ อายุ ๗ เดือน เดินได้และเริ่มเรียนหนังสือ พออายุ ๘ เดือนอ่านออกเขียนได้ อายุ ๒ ขวบกำลังอ่านเอ็นไซโคปีเดีย ทั้งสามารถพูดได้ถึง ๒ ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเซอร์เบีย

(จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๔)

เรื่องที่สาม
เด็กชายดำเนิน คงคดี เจ้าหนูน้อยผู้นี้ เป็นเด็กไทย บุตรนายสยาม นางเพ็กเฮี้ยง อยู่บ้านเอราวัณ ตำบลผาอินแปลง อำเภอวังสพุง จังหวัดเลย อายุ ๕ ขวบ อ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถบวกเลขในใจทุกหลักได้เร็วกว่าครูใหญ่ที่โรงเรียนนั้น

(จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๔)

เรื่องที่สี่

เด็กหญิงทิพย์สุดา สุนทรเวช แม่หนูน้อยคนนี้ เป็นลูกหมอจุฑา กับคุณหมอพวงแก้ว อายุ ๑๗ เดือน สามารถอ่านภาษาไทย-หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้คล่อง อายุ ๒ ขวบ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ ที่สาธิตจุฬา ฯ

เรื่องที่ห้า

เด็กชายเงา เจ้าหนูคนนี้ เป็นบุตรนายสาย ชาวเกาะอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุ ๖ ขวบ สามารถบวกลบเลขทุกหลักได้ เมื่อมีผู้ตั้งโจทย์แล้ว แกจะพูดทวนแล้วตอบทันที

เรื่องที่หก

เด็กชายมิเชล โดโช เจ้าหนูน้อยผู้นี้ เป็นชาวเมืองอูนาโปลิส ประเทศบราซิล มารดาชื่อซีโมน เทเรซ่า โดโช อายุ ๒ ขวบ สามารถเล่นเปียโน เพลงคลาสสิค เช่นเพลงของโชคอฟกี้ เป็นต้น และเพลงพื้นเมืองได้อย่างคล่องแคล่ว อ่านโนตก็ไม่ออก เล่นได้โดยไม่เคยเรียนเลย เล่นเป็นเอง นั่งครั้งเดียวก็เล่นได้ หรือเล่นตามโดยไม่ฟังมาก่อนก็ได้ (เรื่องนี้ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความรู้ความสามารถนั้น ได้ติดมาจากชาติก่อนอย่างแน่นอน เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนก็ทำได้ ทั้งที่อายุเพียง ๒ ขวบเท่านั้น แม้โนตเพลงก็อ่านไม่ออก

(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๔)

เรื่องที่เจ็ด

เด็กชายชารอน สโตน เจ้าหนูผู้นี้ เป็นชาวเมืองแซกเกอร์ทรวน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเด็กมรไอคิวสูงมาก คือมีไอคิว ๑๖๕ ถึง ๑๗๔ (คนทั่วไปมีไอคิว ๙๐ ถึง ๑๐๙ เท่านั้น) เมื่ออายุ ๔ ขวบทำเลขบวก ลบ คูณ อ่าน-เขียนหนังสือได้หมด)

(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๗)

เรื่องที่แปด

เด็กหญิงชนิดา ศรีเกษม แม่หนูน้อยผู้นี้ เป็นบุตรสาวของนายวันชัยกับนางนพพร ศรีเกษม อยู่บ้านเลขที่ ๔๗ หมู่ ๒ แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร อายุ ๑๒ ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่ง แต่สามารถเรียนระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้คะแนนยอดเยี่ยม

ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกล่าวว่า เป็นเด็กสมองดีเป็นเยี่ยม แม้ผู้ใหญ่อายุ ๗๑ ปี เรียนชุดวิชาเดียวกันกับเด็กหญิงชนิดานี้ ก็ยังไม่สามารถสอบผ่านเหมือนแม่หนูน้อยคนนี้

(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๒๗)

เรื่องที่เก้า

เด็กชายจิจิง เจ้าหนูน้อยผู้นี้ เป็นชาวเมืองวูฮั่น ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ บิดาเป็นนักค้นคว้าทางการพัฒนากรรมพันธุ์วิทยา มารดาเป็นคนธรรมดา เมื่ออายุได้ ๑ ขวบเพิ่งสอนเดิน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เก่งเท่าคนจบจากมหาวิทยาลัย มีความสามารถรู้ส่วนสัด รูปทรงทางคณิตศาสตร์ได้ยิ่งกว่าผู้ใหญ่ อายุ ๒ ขวบ มีความเชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์อย่างหาตัวจับยาก อายุ ๔ ขวบ สามารถท่องจำโคลงภาษาจีนโบราณนับร้อย ๆ โคลงได้ สามารถรู้วิชาคำนวนชั้นสูง ดังนั้นมหาวิทยาลัยวูฮั่นจึงมีมติรับเข้าเรียนชั้นปริญญา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

(จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘)

เด็กฝาแฝด

ข้อพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิดใหม่ข้อสุดท้าย คือ ข้อที่แตกต่างกันในเด็กฝาแฝด

เด็กฝาแฝด คือ เด็กที่เกิดจากท้องแม่เดียวกัน ในคราวเดียวกัน ในเวลาห่างกันประมาณ ๕ นาที เป็นคู่แฝดบ้าง ๓ คนบ้าง ๔ คนบ้าง ส่วนมากเป็นแฝดคู่ ถ้าเป็นชายก็มักเป็นชายคู่ ถ้าเป็นหญิงก็มักเป็นหญิงทั้งคู่ แต่ฝาแฝดบางคู่เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็มี ฝาแฝดบางรายในปัจจุบัน แพทย์ต้องผ่าท้องแม่แล้วนำเด็กออกมาก็มี และเด็กฝาแฝดนี้มีอยู่มากทุกประเทศในโลก

           ตามกฏทางวิชาชีววิทยา วิชาจิตวิทยา และวิชาสังคมวิทยา ถือว่า การที่คนเราจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร มีปัญญาดีหรือไม่ดี มีความเสื่อมหรือมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัย ๒ ประการ คือ

๑. กรรมพันธุ์ (Heredity) ๒. สิ่งแวดล้อม (Environment)

กรรมพันธุ์นั้น หมายถึงสิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ คือจากสายเลือดของพ่อแม่ ซึ่งเรียกในทางชีววิทยาว่า ยีน (Gene) อันประกอบด้วยเชื้อ ๒ ชนิด คือสเปอร์ม หรือเรียกชื่อเต็มว่า สเปอร์มาโตซัว (Spermatozoa) อันเป็นเชื้อที่มาจากบิดา และไข่ (Ova) อันเป็นเชื้อที่มาจากมารดา เพราะกรรมพันธุ์ที่ได้ มาจากพ่อแม่นี้เอง คนเราจึงมีรูปร่างหน้าตาบางส่วนเหมือนพ่อ มีรูปร่างหน้าตาบางส่วนเหมือนแม่ ไม่ใช่เพียงรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวที่ได้รับถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ของพ่อแม่ แม้แต่สติปัญญา กิริยาท่าทาง อุปนิสัยใจคอ ก็ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ด้วย กล่าวคือ ถ้าเด็กเกิดมาจากพ่อแม่ที่ดี เช่นพ่อแม่สติปัญญาดี มีสุขภาพดี และมีอัธยาศัยดี ลูกที่เกิดมานั้นก็มีกรรมพันธุ์เหมือนพ่อแม่ไปด้วย อย่างนี้เรียกว่ามีกรรมพันธุ์ดี แต่ถ้าเด็กเกิดมาจากพ่อแม่ที่รูปร่างหน้าตาไม่ดี หรือเป็นคนโง่เขลา หรือมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สมประกอบ หรือมีโรคภัยไข้เจ็บมาก หรือมีอัธยาศัยไม่ดี ลูกที่เกิดมาก็พลอยได้รับสิ่งที่ไม่ดีเหมือนพ่อแม่ไปด้วย อย่างดีเรียกว่ามีกรรมพันธุ์ไม่ดี แม้สุภาษิตไทยก็ยืนยันความจริงในข้อนี้ว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" ด้วยเหตุนี้เอง คนไทยเราตั้งแต่โบราณมาจนกระทั่งปัจจุบัน จึงเลือกคู่ครองให้แก่บุตรหลานของตน โดยหวังจะได้กรรมพันธุ์ที่ดีไว้ สำหรับสืบตระกูลของตน เพราะถ้าเลือกไม่ดีแล้ว ก็จะก่อให้เกิดคนไม่ดีคนไม่สมประกอบขึ้นในวงศ์ตระกูลของตน อันเป็นการทำลายวงศ์ตระกูลและก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ตนเอง ครอบครัวและลูกหลานในที่สุด

อันยีน หรือ กรรมพันธุ์ ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่นี้ เป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดสืบเนื่องมาแต่บรรพบุรุษอันนานไกล ซึ่งบางรายกรรมพันธุ์ไม่ปรากฏหรือปรากฏไม่ชัดในลูกของตน แต่ไปปรากฏชัดในรุ่นหลานหรือรุ่นเหลนก็เคยมีเช่นตา ผิวดำแดง แต่ยาย ผิวขาว พ่อแม่ผิวดำแดง ลูกเกิดมาผิวขาว การที่ลูกเกิดมาผิวขาวไม่เหมือนพ่อแม่ ก็เพราะได้พันธุกรรมในด้านผิวมาจากยายนั่นเอง ในกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เคยมี หรือปู่มีหัวทางการช่างหรือทางศิลปะ พ่อและแม่ไม่มีหัวทางนี้เลย แต่ลูกมีหัวทางศิลปะเหมือนปู่ ในกรณีอย่างนี้มีพบบ่อยที่สุด ไทยเราก็ยอมรับความจริงในข้อนี้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า "ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ถ้าจะดูให้แน่ ต้องดูถึงยาย"
 
           อีกอย่างหนึ่ง กรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่นั้น บางรายไม่ปรากฏเด่นชัดในรุ่นลูก แต่ได้ปรากฏเป็นลูกผสมหรือพันทางขึ้น ที่เรียกในวิชาชีววิทยาว่า "ไฮบริด (Hybrid)" เช่นพ่อผิวขาว แม่ผิวดำ ลูกเกิดมาเป็นคนผิวเนื้อดำแดง หรือแม่เป็นคนสูง พ่อเป็นคนเตี้ย แต่ลูกที่เกิดมาเป็นคนขนาดปานกลาง ไม่สูงไม่เตี้ย หรือพ่อเป็นฝรั่ง แม่เป็นคนเอเซีย ลูกที่เกิดเป็นลูกครึ่ง คือรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนฝรั่งทีเดียว และก็ไม่เหมือนคนเอเซียทีเดียว ลูกพันธุ์ผสมหรือลูกครึ่งนี้ แม้ในหมู่สัตว์ดิรัจฉานและพืชก็มีนัยเดียวกัน ฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมีการผสมพันธุ์สัตว์ และพันธุ์ต้นไม้ โดยวิธีการตามธรรมชาติและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ขึ้น และความจริงทางพันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์นี้ยอมรับกันทั่วไป ทั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และคนทั่วไป

           แต่มีตัวแปรอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำกรรมพันธุ์นั้นให้อ่อนลงหรือเปลี่ยนไป คือ สิ่งแวดล้อม คือถ้าคนเราได้รับสิ่งแวดล้อมดี เช่น ได้รับการเลี้ยงอบรมดี ได้อากาศ อาหาร และที่อยู่อาศัยดี ได้มิตรดีหรือได้งานดี แม้กรรมพันธุ์จะไม่ดี หรือไม่ค่อยดี คนนั้นก็อาจกลายเป็นคนดีและเจริญขึ้นมาได้ ถ้ายิ่งผู้นั้นมีกรรมพันธุ์ดีอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งได้สิ่งแวดล้อมที่ดีเข้าอีก เขาก็ยิ่งมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนเราได้สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น การอบรมเลี้ยงดูไม่ดี ได้อาหาร อากาศ และที่อยู่อสศัยไม่ดี ไม่เหมาะ ได้รับการศึกษาอบรมไม่ดี หรือไม่ได้รับการศึกษาอบรม หรือได้เพื่อนที่ไม่ดี ได้งานที่ไม่ดี แม้เจาผู้นั้นจะมีกรรมพันธุ์ดีมาก่อน ก็อาจเป็นคนไม่ดี ไม่เจริญรุ่งเรืองไปได้ ถ้ายิ่งมีกรรมพันธุ์ไม่ดีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้สิ่งแวดล้อมไม่ดีเข้าอีก ผู้นั้นก็ยิ่งเป็นคนต่ำทราม และประสบความเสื่อมหนักขึ้น ฉะนั้น ในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ทุกประเทศในโลกจึงได้พยายามจัดสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด เพื่อความอยู่ดีกินดี เจริญรุ่งเรืองของคนในประเทศ

          แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างกรรมพันธุ์กับสิ่งแวดล้อมนี้ มีการถกเถียงกันมากในหมู่นักจิตวิทยาตะวันตกว่า อย่างไหน จะมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากกว่ากัน นักจิตวิทยาบางกลุ่มถือว่ากรรมพันธุ์มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อม เช่นถ้าคนสมองไม่ดี หรือสันดานเดิมไม่ดี อันเป็นกรรมพันธุ์มาจากพ่อแม่แล้ว แม้จะได้รับสิ่งแวดล้อมดีขนาดไหนก็เอาดีไม่ได้ เช่นเด็กที่สมองหรือมีไอคิวต่ำ จะฝึกให้ฉลาดขึ้นได้ยาก หรือเด็กที่มีพ่อแม่เป็นอันธพาล เป็นโจร แม้จะได้รับสิ่งแวดล้อมดี เช่นได้รับการศึกษาอบรมดีก็เอาดีได้ยาก กลับเป็นคนต่ำไปในที่สุด เพราะไม่ทิ้งแถว คือกรรมพันธุ์เดิมของตน

          แต่นักจิตวิทยาบางกลุ่มถือว่า สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเหนือกรรมพันธุ์ โดยอ้างว่า คนเราแม้จะมีกรรมพันธุ์ดีสักปานใดก็ตาม แต่ถ้าได้รับสิ่งแวดล้อมไม่ดี เช่น การเลี้ยงดูอบรมไม่ดี ได้ที่อย฿่ อาหาร และอากาศไม่ดี หรือไม่ได้รับการศึกษาในทางที่ดี และไม่ได้มิตรที่ดี ก็ย่อมไม่อาจเจริญก้าวหน้าในชีวิตไปได้ เพราะตัวหนุนไม่ดี มีแต่หนุนในทางที่เสีย ฉะนั้น คนเราจะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต หรือทำประเทศให้เจริญได้ ก็ต้องปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ดี เช่น ด้วยการศึกษา การคมนาคม การแพทย์ และการศาสนา เป็นต้น
 
           นักจิตวิทยาถกเถียงกันในปัญหาทั้ง ๒ ประเด็นนี้ว่า อย่างไหนจะมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากกว่ากัน ในระหว่างกรรมพันธุ์กับสิ่งแวดล้อม ยังไม่อาจจะตกลงกันได้เป็นเวลานาน ทราบว่านักจิตวิทยาต้องใช้เวลาในการสังเกตและค้นคว้าถึง ๑๐๐ ปี จึงตกลงกันได้ว่า ทั้ง ๒ อย่างนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เท่า ๆ กัน

           ทางพระพุทธศาสนายอมรับความจริง ๒ ประการนี้เหมือนกัน แต่มีความหมายกว้างและลึกกว่าความคิดของนักจิตวิทยาตะวันตก ซึ่งส่วนใหญ่ยังเชื่ออยู่ในด้านวัตถุนิยม ยังไม่ยอมรับในด้านจิตใจว่ามีจริง ฉะนั้น จิตวิทยาตะวันตกจึงมุ่งศึกษาแต่พฤติกรรม คือ การแสดงออกของจิตเท่านั้น ยังไม่ยอมรับเรื่องจิตโดยตรงเหมือนทางพระพุทธศาสนา เว้นไว้แต่นักจิตวิทยาบางคนเท่านั้น ที่เริ่มหันมาสนใจจิตวิทยาทางพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น

           เกี่ยวกับเรื่องกรรมพันธุหรือกรรมพันธุ์ นี้ นักจิตวิทยาตะวันตกส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับกฏแห่งกรรม โดยเฉพาะกรรมที่ติดต่อข้ามภพข้ามชาติมาให้ผลในปัจจุบัน ยอมรับแต่เพียงยีน (Gene) อันเป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ในปัจจุบันเท่านั้น คือยอมรับเรื่องชาตินี้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ทางพระพุทธศาสนาถือว่า กรรมพันธุ์นั้นไม่ใช่อยู่ที่ยีน อันเป็นส่วนรูปร่างกายที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ในชาติปัจจุบันเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหมายถึง กรรมที่เป็นบุญและบาปอันติดอยู่ที่จิต ซึ่งผู้นั้นได้ทำเอาไว้ในชาติปางก่อน และในชาติปัจจุบันอีกด้วย แม้การที่เราเกิดมาได้พันธุกรรมเช่นนี้ ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ในปัจจุบัน ก็เพราะกรรมในอดีตส่งมาให้เราได้พ่อแม่เช่นนี้ รวมทั้งส่งให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดในตระกูลต่ำหรือตระกูลสูง เกิดในประเทศยากจนหรือร่ำรวย เจริญหรือเสื่อม ก็เพราะกรรมส่งมาหรือดลบันดาลมาให้เราได้รับทั้งสิ้น และกรรมที่ทำเราให้เจริญหรือเสื่อม ให้ได้รับความสุขหรือทุกข์นั้น ก็ไม่ใช่กรรมในอดีตอย่างเดียว แต่เป็นกรรมที่เราทำไว้ในชาตินี้อีกด้วย

           พระพุทธศาสนาไม่เชื่ออำนาจดวงดาว ไม่เชื่ออำนาจพระเจ้าว่าจะมาดลบันดาลชีวิตของเรา ให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งไม่เชื่อความบังเอิญ แต่เชื่อว่า เรามีสุข มีทุกข์ เสื่อมหรือเจริญ ก็เพราะกรรมที่เราทำไว้เอง ทั้งในชาตินี้และในชาติที่ล่วงมาแล้ว
 
ฉะนั้น กรรมพันธุ์ในพระพุทธศาสนา จึงมีความหมายกว้างกว่า

ประวัติย่อเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]