Cdthamma

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ

ผู้เขียน หัวข้อ: พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ  (อ่าน 105 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 0 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

คุณเสรี ลพยิ้ม

  • ผู้ดูแลระบบ
  • สมาชิกขั้นสูงสุด
  • *****
  • Karma: +17/-3
  • กระทู้: 3,074
พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 12:23:44 pm »
พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

ภาวนาอย่าไปติดสุข

นักภาวนาจะมาติดอยู่กับสุขเวทนาอันนี้ หลงก็หลงกันอยู่ในความสุขนี้
เพราะตัวเองต้องการความสุข สิ่งใดจะเป็นไปในทางที่จะให้เกิดความสุขใจ ก็
ต้องวิ่งเต้นแสวงหาเพื่อได้มาให้สมใจ ถึงจะมีความทุกข์บ้าง ก็พยายามดิ้นรนหา
ความสุขต่อไป มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ต้องการความสุขทั้งนั้น
อะไรบ้างความสุขที่มนุษย์ต้องการ ขอให้ท่านได้พิจารณาด้วยปัญญาท่านเอง จะ
ให้ผู้เขียนนำมาเขียนในเรื่องความสุขที่มนุษย์ต้องการ จะเป็นหนังสือเล่มหนาเกิน
ไป แต่เพียงชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น เช่นความสุขของเด็กที่ต้องการก็เป็นอย่าง
หนึ่ง ส่วนความสุขที่หนุ่มสาวต้องการก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง มีอะไรบ้าง ให้เราใช้
ปัญญาพิจารณาดูเอง คนที่มีครอบครัวแล้วต้องการความสุขอะไร คนเฒ่าคนแก่
ต้องการความสุขอะไร ร้อยเปอร์เซ็นต์มนุษยโลกเกิดมาต้องการความสุขทั้งนั้น
ส่วนความทุกข์ไม่มีใครในโลกมีความต้องการ ส่วนความสุขที่มนุษยโลกต้องการ
มีความเท่าเทียมกันมีอะไรบ้าง มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ที่
ชอบใจ ทั้งหมดนี้จึงรวมอยู่ในเวทนาทั้งนั้น แต่ผู้เขียนจะเน้นอยู่กับอารมณ์ที่เป็น
สุขให้มาก เพราะนักปฏิบัติยังมาหลงกันอยู่จุดนี้ เพื่อจะได้ใช้ปัญญาพิจารณาแก้
ปัญหาของตัวเองบ้าง สุขเวทนาที่เราหามาทับถมจิตอยู่ในขณะนี้ จึงทำให้นัก
ปฏิบัติเกิดความลืมตัว ประมาทมัวเมาในชีวิตตัวเอง แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
และมั่นคงเผลอตัวไม่ได้ คอยแต่จะพลิกแพลงกลายไปเป็นความทุกข์ จำเป็นต้อง
ได้ประคับประคองอยู่เสมอ ถ้าเผลอก็ตกลงมาเป็นทุกข์ได้ง่ายทีเดียว ทำให้ต้อง
ดิ้นรนหาวิธีแก้ไขหนีทุกข์ต่อไป แต่แล้วไปเกาะอยู่ในความสุขของกามคุณอยู่อีก
นั่นเอง แล้วก็เผลอตกมาเป็นทุกข์อีก ขึ้น ๆ ลง ๆ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ จึง
หาทางหนีออกจากความสุข หนีออกจากความทุกข์จากโลกนี้ไม่ได้เลย

โลกปิดบังธรรม

เราเคยเกิดมาสัมผัสกับโลกนี้มานาน ชาติที่ผ่านมาในอดีตเราก็เคยมาเกิดใน
โลกนี้ การเสวยความสุขความทุกข์ของโลกก็เหมือนกันกับในชาตินี้ อนาคตเมื่อ
เราไปเกิดใหม่อีก ก็จะไปเสวยสุขเสวยทุกข์ เหมือนชาติปัจจุบันนี้เอง ทำไมเรา
จึงไม่ใช้ปัญญาพิจารณาดูบ้าง ความสุขที่เกิดขึ้นจากกามคุณนั้น เป็นเหตุให้เกิด
ทุกข์อย่างไร ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองดูบ้าง เดี๋ยวนี้เราหลงความสุขของกามคุณ
แทบจะลืมตาไม่ขึ้น พยายามดิ้นรนแสวงหาความสุขของโลก แทบจะไม่มีการ
พักผ่อนหลับนอน ขนาดนั้นก็ยังไม่พอแก่ความต้องการ มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ
ฉนั ใด ใจที่มีกิเลสตัณหา ย่อมไม่อิ่มในกามคุณฉันนั้น เพราะกามคุณเป็นของมี
อยู่ประจำโลกมาแต่กาลไหน ๆ สัตว์ทุกตัว มนุษย์ทุกคน ย่อมมาหลงอยู่ในกาม
คุณของโลกนี้ทั้งนั้น พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่วางไว้ให้แก่พวกเราทั้ง
หลาย ก็เพื่อให้พวกเราได้เอามาเป็นเครื่องมือบุกเบิก เพื่อแหวกตัวออกจากโลกนี้
ไป เพราะโลกปิดบังธรรมเอาไว้ เราต้องใช้ปัญญาฝ่าฟันความหลงโลกภายในหัว
ใจให้เปิดออกไป ให้ใจได้พบกระแสธรรมบ้าง เมื่อใจเราหลงโลกก็ต้องใช้ปัญญา
เข้าช่วยเหลือ ให้ใจได้เกิดความรู้ความฉลาดรู้เท่าทันความเป็นอยู่ของโลกบ้าง
สิ่งใดที่เป็นเหตุให้ใจเราหลง ก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้แยบคาย อย่าให้ความหลง
อย่างอื่นมีความลี้ลับอยู่ภายในใจ ดังบาลีว่า นตฺถิ โลเก รโหนาม ความลับไม่
มีในโลก นี้ก็เพราะปัญญาพิจารณารู้เห็นทั้งหมด ว่าทุกอย่างในโลกนี้มีอยู่ใน
ขอบเขตของสัจธรรม คือความไม่เที่ยง และเป็นสถานที่ทนอยู่ด้วยความทุกข์
และโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของเรา จะเอาสมบัติของโลกมาเป็นสมบัติส่วนตัว
แน่นอนไม่ได้ แต่มาอาศัยสมบัติของโลกนี้ชั่วคราวแล้วก็จากไป หรือ ใจที่มี
ความผูกพันกับอารมณ์แห่งความสุขของโลก นั้นก็คือจิตยังหลงติดอยู่ในความสุข
เวทนา ถ้าจิตยังมีความต้องการความสุขของโลกอยู่ จิตก็จะได้รับอารมณ์ของ
ทุกขเวทนาตลอดไป จึงให้ใช้ปัญญาเพิกถอนอารมณ์ทั้งสองนี้ออกจากใจ จึงจะ
ได้พบกระแสธรรมอย่างแท้จริง

สัญญา ที่เป็นนามของจิตอีกอย่างหนึ่ง ถึงจะเป็นอนิจจัง อนัตตาก็ตาม
จะนำมาแก้กิเลสตัณหานั้นต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ เพื่อจะใช้สัญญาเป็น
อุบายตัดกำลังของกิเลสตัณหา คำว่าสัญญาความจำ เราต้องใช้ปัญญาเลือกเฟ้น
จำสิ่งที่ควรจำ สิ่งใดที่จะก่อให้กิเลสตัณหาฟูตัว และเป็นโทษภัยแก่ใจ ก็ต้องใช้
อุบายออกตัว อย่าให้ความสนใจในสิ่งนั้น ๆ เช่น รูปเพศตรงข้าม เห็นแล้ว ใจ
เกิดมีปฏิกิริยาไปในทางบวก คือความรัก ต้องการความสัมผัส ถ้าอาการของจิต
ผิดปกติที่จะทำให้เกิดราคะ ก็อย่าไปจดจำรูปลักษณะผิวพรรณความสวยงามของ
เขา อันจะทำให้ใจมีความกำเริบเศร้าหมองจนลืมตัวลืมธรรม ถ้าผู้มีปัญญาที่
ฉลาดจะใช้สัญญาจำในอุบายที่จะให้เกิดธรรม เช่น เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย
คนมีความทุกข์ หรือเห็นซากศพของคนและสัตว์ ทั้งหมดนี้ให้จำไว้ให้ดี ให้ติด
ตาติดใจได้มากเท่าไรยิ่งดี จะหลับตาลืมตา หรืออยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้ปรากฏ
แก่ใจอยู่ตลอดเวลา นี้ใช้สัญญาที่จะก่อให้เกิดในทางธรรม เมื่อจำใส่ใจไว้แล้ว
ก็น้อมเข้ามาหาตัวเอง ว่าเราก็จะเป็นไปในลักษณะนั้น เช่นเห็นคนแก่ก็จำเอาคน
แก่น้อมเข้ามาในตน เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย ก็จำแล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง เห็น
คนมีทุกข์ เห็นซากศพ ก็จำแล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง ใช้ปัญญาทบทวนดูทั้งเขา
ทั้งเราให้เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ทั้งเราทั้งเขาจะต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนี้
เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าคนนั้นจะสวยงามและขี้เหร่ ไม่ว่าคนรวยคนจน ขึ้นชื่อ
ว่าคนผู้เกิดมาในโลกนี้แล้ว ย่อมตกอยู่ในสภาพนี้เหมือนกันทั้งหมด นี้คือใช้
สัญญาให้เป็นประโยชน์ในทางธรรม เช่นพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ก่อนที่
พระองค์จะได้ออกบวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็น
คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และใช้สัญญาจำไว้จนติดใจ พระองค์ก็น้อมเข้ามาหา
ตน ใช้ปัญญาพิจารณาตนให้เป็นเหมือน คนแก่ คนเจ็บ คนตาย จนจิตเกิด
ความเบื่อหน่าย เห็นโทษเห็นภัยในการเกิด จึงได้หนีไปบวชจนตรัสรู้เป็นพระ
พุทธเจ้า เอาธรรมที่พระองค์รู้แล้วมาสั่งสอนพวกเราทั้งหลาย ฉะนั้นสัญญา ถ้า
ผู้มีปัญญาเอามาใช้ ก็จะเป็นอุบายที่จะให้พบกระแสธรรม

สังขาร นี้ก็เป็นอาการของจิตอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า จิตสังขาร คือความ
ปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนี้ เป็นวิธียุยงส่งเสริมให้ใจมีความเคลื่อนไหวคะนองทาง
ใจโดยตรง ทำให้ใจเกิดความฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ที่ปรุงไป อาศัยอารมณ์ใน
อดีตที่ผ่านมา และปรุงอยู่ในปัจจุบัน และปรุงเรื่องในอนาคต ก่อนที่จะปรุงนั้น
ก็ต้องตั้งปัญหาขึ้นตามสมมุติและสัญญา เช่นเรื่องเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว
สัญญาไปจำอารมณ์แห่งความรักใคร่กับคนใดคนหนึ่ง จำเอารูปร่างลักษณะผิว
พรรณและกิริยา อาศัยความรักเป็นเหตุ แล้วสมมุติขึ้นตามสัญญาที่จำไว้แล้ว
แล้วสังขารความปรุงแต่งก็กำหนดให้เป็นบทละครขึ้นมาในใจ สมมุติว่าเป็นอย่าง
นั้น สมมุติว่าให้เป็นไปอย่างนี้ มีสังขารปรุงแต่งไปตามความต้องการ เหมือน
กับว่าใจได้อยู่ในเหตุการณ์จริง ใจก็เกิดความหลงเพลินไปตามเหตุการณ์ที่ปรุงไป
ใจชอบอย่างไรก็สมมุติไปปรุงไป วาดมโนภาพขึ้นมาเหมือนกับว่าตัวเองอยู่ใน
เหตุการณ์ สังขารความปรุงแต่งไปตามสมมุติและสัญญานี้ ก็มีวิธีต่อเติมเสริม
แต่ง เพิ่มรสชาติไปตามโลกนิยมอย่างหยดย้อยทีเดียว ใจก็มีความเลื่อนลอยไป
ตามเหตุการณ์ที่ตัวเองสร้างขึ้น จนเกิดความเพ้อฝันลืมตัว เรียกว่า สร้างวิมาน
บนอากาศ วาดมโนภาพมาหลอกใจตัวเอง จึงเกิดเป็นธรรมารมณ์ที่ฝังใจอย่าง
แนบแน่น นี้ก็เป็นเวทนา คืออารมณ์ที่ใจกำลังเสวยอยู่ ฉะนั้นสังขารที่ปรุงแต่ง
ไปนั้น ก็มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องหนุน ผลักดันให้สังขารทำงานต่อไป ใจที่มี
โมหะ อวิชชาอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่ากำลังก่อไฟเผาตัวเอง มีแต่ความหลงเพลินไปตาม
สังขารความปรุงแต่งแทบตัวจะลอย หลังจากปรุงแต่งไปตามสมมุติและสัญญา
แล้ว ก็คิดอยากจะสัมผัสตัวจริงว่าเป็นอย่างไร ใจที่เต็มแน่นขนัดไปด้วยกิเลส
ตัณหา ที่มีกำลังอย่างเต็มที่แล้ว และใจก็มีโมหะอวิชชาปกปิดไว้อย่างมืดบอด
สติปัญญาความฉลาดก็ไม่มีแฝงอยู่ในหัวใจบ้างเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปจะมีอะไร
เกิดขึ้น ขอให้เราใช้ปัญญาพิจารณาดูบ้าง เพื่อจะหาอุบายวิธีป้องกันตัว
เรื่องปัจจุบันก็ดี เรื่องอนาคตก็ดี ถ้ามีสังขารความปรุงแต่งอยู่ที่ใจแล้ว

เรื่องอนาคตก็ยิ่งสร้างวิมานไว้ล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี เพราะใจต้องการความสุข
จากกามคุณอยู่แล้ว เมื่อความสุขของกามคุณในปัจจุบันนี้ไม่สมใจ ก็คาดหมาย
เอาความสุขในอนาคต ปัจจุบันเรามีบ้านหลังเล็ก อนาคตจะทำให้ใหญ่โต ขณะ
นี้เรายังจน ต่อไปเราอาจจะเป็นเศรษฐี คู่ครองเราไม่ดี ต่อไปเราจะแก้มือใหม่
ใจที่มีการคิดไปในอนาคตแล้วอย่างนี้ เรื่องสังขารสมมุติก็ยิ่งจะทำงานอย่างเต็มที่
คิดว่าจะไม่มีอะไรบกพร่องได้เลย ทุกอย่างจะต้องเพียบพร้อมในกามคุณอย่าง
สมบูรณ์ เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุขในกามจะเป็นยอดแห่งความสุข
ของโลก นี้คือวางโครงสร้างตามจินตนาการเอาไว้ จะต้องการอย่างไร เอาอย่าง
ไรก็ใช้ความปรุงแต่งตามสมมุติต่อไป ใจก็เพลินจนลืมตัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะ
ปญั ญาความฉลาดไม่มใี นใจ จงึ ทาํ ใหกิ้เลสสังขารหลอกใจแทบไมมี่ชนิ้ ดี ฉะนั้น
เราจึงใช้สติปัญญาพิจารณา หาอุบายยับยั้งใจ ไม่ให้กิเลสตัณหาและสังขารได้
ลอยไปตามกระแสของโลกจนลืมตัว ใช้ปัญญาพิจารณาความทุกข์โทษภัยให้ใจได้
มีการตื่นตัวเอาไว้วิญญาณ ก็เป็นอาการของจิต ถึงจะรู้ก็รู้ออกมาจากจิต วิญญาณนี้จะรู้คุม
ถึงรูปขันธ์และนามขันธ์ทั้งหมด เมื่อจิตครองรูปอยู่ ความรู้ของวิญญาณ ก็
กระจายอยู่ในรูปขันธ์อย่างทั่วถึง แม้เวทนา สัญญา สังขาร ก็มีวิญญาณรู้ทั้ง
หมด ถึงตัววิญญาณเองก็รู้อยู่ในตัวมันเอง วิญญาณจึงเป็นรัศมีออกมาจากจิต
โดยตรง เหมือนกับความร้อนของไฟที่เกิดมาจากไฟ ฉะนั้นวิญญาณเพียงเป็น
ความรู้เท่านั้น ส่วนจะรู้ในเรื่องอะไร ก็ขึ้นอยู่ในการสัมผัสของอายตนะ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ชิวหาสัมผัส
กายสัมผัส และมโนสัมผัส ขันธ์ห้าจึงมีวิญญาณเป็นตัวคุมไว้ทั้งหมด ขันธ์ทั้ง
ห้าก็ไม่ใช่ตัวกิเลสตัณหาอวิชชาแต่อย่างใด เป็นเพียงสภาวธรรมที่เป็นกลางอยู่เท่า
นั้น และไม่เป็นสัตว์เป็นบุคคลแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงกิเลสตัณหามาแอบแฝงอยู่
เท่านั้น ฉะนั้นนักปฏิบัติจึงมุ่งกำจัดกิเลสอาสวะที่แฝงอยู่ในขันธ์ให้หมดไป
เพราะ กิเลสตัณหาเพียงเป็นกาฝากของขันธ์ แต่บัดนี้ กิเลสตัณหาอวิชชามายึด
เอาขันธ์เป็นตัวเป็นตนและเป็นเรา ได้ยึดครองขันธ์ว่าเป็นตัวเราอย่างนี้มานาน
ถือเป็นกรรมสิทธิ์อย่างมั่นคงไม่ยอมปล่อยวาง แม้จิตเดิมก็ยังถูกกิเลสตัณหา
อวิชชาครอบงำเอาไว้ จนเปลี่ยนนิสัยเป็นไปตามอวิชชา ตามกิเลสตัณหาทั้งหมด
เปรียบเหมือนคำกล่าวที่ว่า ตกหมู่แร้งก็เป็นแร้ง ตกหมู่กาก็เป็นกา ก็เหมือนจิต
เดิมสะสมอยู่กับกิเลสมานาน จนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กว่าจะแยกออก
จากกันได้ก็ต้องใช้สติปัญญาที่ฉลาดเข้าไปแก้ไข ถ้าแก้ถูกจุดก็เป็นของง่าย ถ้าแก้
ไม่ถูกจุดก็ยากที่กิเลสกับจิตจะแยกจากกัน

ถ้าแก้ปัญหาถูกจุดเป็นของง่าย

อุบายที่จะแก้ไขปัญหา คือแยกกิเลสออกจากจิตนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัส
ไว้แล้วเป็นอย่างดี ในครั้งพุทธกาลมีพุทธบริษัทได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระ
พุทธเจ้าแล้ว จึงแก้ปัญหาไปได้อย่างง่ายดาย อุบายทั้งหมดนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้
วางไว้ให้แก่พวกเราแล้ว แต่พวกเราจะนำธรรมะนั้นมาแก้ปัญหาให้ถูกจุดหรือไม่
ถ้าถูกจุดก็จะผ่านไปได้เร็ว ถ้าไม่ถูกจุดก็จะตกค้างอยู่ในโลกนี้ต่อไป ดังเราได้รู้
อยู่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจสี่ และพระองค์ก็สอนเรื่องอริยสัจสี่แก่พุทธ
บริษัททั้งหลาย ท่านเหล่านั้นก็ได้บรรลุธรรมในอริยสัจสี่ เป็นพระขีณาสพไป
แล้วเป็นจำนวนมาก ขณะนี้เราก็รู้อริยสัจสี่เหมือนกันกับท่าน แต่ทำไมเราจึงนำ
มาแก้ปัญหาของใจตัวเองไม่ได้ จะเป็นเพราะเราไม่มีความจริงจังในการปฏิบัติ
อย่างนั้นหรือ หรือกลัวว่าจะต้องทิ้งญาติขาดมิตรจะไม่มีใครดูแลครอบครัว หรือ
กลัวว่าจะไม่ ได้มาเกิดเห็นความเจริญของโลกอีกอย่างนั้นหรือ หรือมีความห่วงใย
อะไรอยู่ในโลกนี้ คนไหนเป็นอะไร มีอะไรก็เห็นกันอยู่เต็มตาเต็มใจ ในที่สุดก็
หามกันไปเผาที่นั่นที่นี่เป็นทิวแถว อันนั้นเป็นคิวของเขา ส่วนคิวของเราล่ะวัน
ไหนเขาจะหามเราไป ทำไมจึงไม่ใช้สติปัญญาครุ่นคิดดูบ้าง ปัญญาเราก็มีอยู่แล้ว
ทำไมจึงไม่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางธรรม ในทางแก้ปัญหาของตัวเอง
ส่วนปัญญาที่กำลังขุดหลุมฝังตัวเองทั้งเป็น ทำไมจึงมีความฉลาดเหลือหลาย เมื่อ
หมุนกลับเข้ามาทางธรรม ปัญญามันหายไปไหนหมด มีแต่พูดเป็นเสียงเดียวกัน
ว่า ปัญญาไม่มี ๆ นี้จะให้ดึงให้ลากวิธีไหนจึงก้าวเดิน ถ้าเป็นการดึงด้วยเชือก
มือของคนดึงก็จวนจะขาด ทำให้ผู้ดึงหมดกำลังใจ เพราะดึงเท่าไรก็ไม่ยอมเดิน

อริยสัจสี่ที่เป็นอุบายในการปฏิบัติอย่างสำคัญ และก็มีอยู่ในกายในใจของ
เราทุกคน แต่ความขุดค้นด้วยปัญญาเรายังไม่ถึงรากถึงฐาน เป็นเพียงความรู้ใน
การศึกษา อยู่ในขั้นหลักวิชาการตามตำรา ยังไม่ได้ใช้ปัญญาน้อมเข้ามาพิจารณา
ที่กายที่ใจของตัวเองอย่างจริงจัง ถึงจะรู้จริงรู้ถูกต้อง ก็เป็นเพียงรู้จริงตามตำรา
ความรู้ในระดับนี้ จะให้ละกิเลสตัณหาอวิชชาให้หมดไปจากใจยังไม่ได้ เพราะ
เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานในภาคทฤษฎีเท่านั้น เช่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทั้งสี่นี้แบ่งออกเป็นสองตอน ตอนแรก ทุกข์กับสมุทัย ตอนที่สอง นิโรธกับ
มรรค การแยกอย่างนี้จะสะดวกในการศึกษา จะไม่สับสนในการสอนการเรียน

ส่วนภาคปฏิบัตินั้น จะต้องเอามรรคเป็นหลัก เพราะมรรคเป็นศูนย์รวมของ
อุบายและข้อปฏิบัติทั้งหลาย ดังมีคำเปรียบไว้ว่า รอยเท้าช้างย่อมเป็นที่รวมแก่
รอยเท้าสัตว์ทั้งปวง มรรคแปดก็เป็นศูนย์รวมไว้ในอุบายข้อปฏิบัติทั้งหมด
ฉะนั้นมรรคแปดจึงเป็นต้นทางที่สำคัญ ถ้าเริ่มจุดเบื้องต้นตรงแล้ว การเดินทางก็
ต้องตรง หรือตั้งเข็มทิศไว้ตรงแล้ว การเดินเรือก็ต้องตรง มรรคแปดนั้นย่นลง
มาเป็นสาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา การย่นอย่างนี้ก็เพื่อการศึกษา ให้รู้ธรรม
หมวดต่ำ หมวดกลาง หมวดสูง หรือปฏิบัติกันแบบพื้น ๆ ธรรมดา ๆ ก็ปฏิบัติ
กันไป คือไม่ต้องกระตือรือร้น เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ไม่หวัง
อริยมรรค อริยผล ปฏิบัติแบบสร้างบารมีไปเรื่อย ๆ ไม่จำเป็นจะละกิเลสตัณหา
อวิชชาแต่อย่างใด

พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

บันทึกการเข้า

คุณเสรี ลพยิ้ม