Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 7 สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต (5-7) - ท่านว.วชิรเมธี  (อ่าน 79 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 3,067
Karma: +17/-3


« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 12:07:29 pm »

7 สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต (5-7) - ท่านว.วชิรเมธี

๕. รักษาใจให้ปราศจากความริษยา

พิธีกร: ความโลภกับความริษยา พระอาจารย์ว่าอันไหนร้ายแรงกว่ากัน แล้วก็จะรักษาใจให้ปราศจากความริษยาได้อย่างไรครับ
ว.วชิรเมธี: ความโลภ ถ้าเราไม่รู้จักสะกดคำว่า “พอ” จะติดตามเราไปจนถึงภพหน้า เชื่อไหม อาตมาเคยไปปิดตาให้คนที่เสียชีวิตแล้วยังหลับไม่ลง หลับไม่ลงเพราะยังหวงสมบัติ ความโลภนั้นมันนำไปจนถึงภพหน้า

คือคุณปู่คนหนึ่งมีลูกหลานเป็นสิบคน แต่พอวาระสุดท้ายปรากฏว่า เขาตายแต่ตาไม่ยอมหลับ ลูกศิษย์ก็เลยนิมนต์อาตมา เพราะว่าเอาพระรูปอื่นไปแล้ว เอาไม่อยู่ อาตมาไปถึงเราก็บอก อืม ก่อนที่ปู่จะไปนี่สั่งอะไรไหม คุณแม่ก็บอกสั่งหมดแล้ว คุยกันหมดแล้ว อาตมาก็ถามว่า ถ้าคุยกันหมดแล้ว ทำไมยังหลับตาไม่ลง อาตมาไม่เชื่อ อาตมาก็เลยบอกว่า ขอคนในอยู่นี่สัก ๓ คนพอ ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องขอเชิญไปข้างนอกสักระยะ

ในที่สุดก็เหลือคนใน ๓ คน อาตมาก็ถามว่า โยมถ้าอยากให้พ่อของโยม
หรือคุณปู่ตายตาหลับ ขอตอบตามความเป็นจริง มีเรื่องไหนที่คนนอกไม่รู้ไหม ที่ปู่ไปทำไว้
ที่พ่อไปทำไว้ คุณแม่ร้องไห้ ลูกคนโตร้องไห้
พระอาจารย์คะ พระอาจารย์รักษาความลับได้ไหมคะ (เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง) พระอาจารย์ก็บอก
ยืดอกเลยนะ โยมดูหน้าอาตมา หน้าอย่างนี้น่าเชื่อถือไหม แต่ตอนนี้เอามาเล่า เขาอนุญาตแล้วนะ (เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง)
อาตมาก็บอก เอ้า โยมเล่ามา สุดท้ายคุณแม่ก็เลยบอกว่า สามีนี่เคยไปมีเมียน้อยอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วเป็นคนที่ลูกไม่ยอมรับ เพราะว่าเป็นเหมือนชาวเขา ที่มาทำงานบ้านให้ แล้วสามีก็ไปเผลอใจให้กับโยมมะขิ่นคนนี้ แต่ลูกๆ ไม่ยอมรับ สุดท้ายก็ซื้อบ้านซื้ออะไรให้ที่โน่น แล้วก็คงจะเป็นเรื่องเดียวที่เมื่อสามีล่วงไป ไม่ได้แบ่งอะไรให้คนคนนั้นเลย เขาได้เท่าที่เขาได้ คือบ้านหลังเดียว ส่วนค่าน้ำค่าไฟหาเองทุกอย่าง
พออาตมารู้ปั๊บ อาตมาบอก ขอให้เรียกทุกคนเข้ามา อาตมาจะแสดงปาฏิหาริย์ล่ะ ทุกคนเข้ามา
อาตมาก็เลยนั่งสมาธิข้างเตียง อาตมาก็อธิษฐานในใจว่า เรื่องที่เชียงใหม่ เดี๋ยวอาตมาดูแลให้
(เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง) ลูบตา หลับสนิทเลย ยิ้มเลยนะ เห็นไหม ตั้งแต่นั้นมาใครจะไปภพหน้า
นิมนต์อาตมาตลอดเลย
ศราวุธ จารุจินดา: แล้วตกลงมะขิ่นได้แบ่งอะไรไหมครับ
ว.วชิรเมธี: ตอนนี้รู้สึกว่ามะขิ่นได้แล้ว ได้เงินก้อนหนึ่งที่ครอบครัวใหญ่จัดสรรให้จำนวนหนึ่ง นี่คือตัวอย่างว่า ถ้าคุณปล่อยความโลภไม่ลงปลงไม่เป็น แม้คุณจะจากไปแล้ว แต่ยังตัดไม่ขาด มันก็สามารถข้ามภพข้ามชาติได้ อย่างไรก็ตาม นอกจากความโลภ กิเลสตระกูลเดียวกันก็คือ ความอิจฉาริษยา พอโลภะมา เราจะหวงสมบัติไว้กับเราทั้งหมด เราไม่อยากให้ใคร เราก็ต้องไปอิจฉาเขา ก็คือ ทนให้ใครมาได้ดีมีสุขร่วมกับเราไม่ได้ ลักษณะเฉพาะของอิจฉาริษยา คือเห็นคนอื่นได้ดีแล้วรับไม่ได้ ที่นี่มีไหม เห็นคนอื่นได้ดีแล้วรับไม่ได้ มีไหม บริษัทนี้หายาก คนดีเยอะ ที่อื่นนี่บางทีต้องเขียนคิ้วปลอมกันทั้งบริษัท (เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง) อิจฉามากับคำว่า “ตาร้อน” เห็นหรือยัง ฉะนั้นโรคอิจฉาริษยา ถ้าใครมี ถ้าใครเป็น บั่นทอนสุขภาพจิตมาก

เคยมีดาราคนหนึ่งเล่าให้อาตมาฟัง เป็นดาวค้างฟ้า วันหนึ่งดารารุ่นใหม่โผล่ขึ้นมา ปิ๊งเลย ดาราคนนี้
พอเห็นรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา นอนไม่หลับทุกคืน ยิ่งเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน เห็นมีแต่ข่าวคนอื่น ต้องกินยาทันที รับไม่ได้ แล้วเวลาดูละครโทรทัศน์ ถ้าเห็นคนในรุ่นเดียวกันมาเล่นละคร จะดูไม่จบตอน ถ้าดูแล้วมีน้องใหม่โผล่ขึ้นมา แล้วมีสไตล์การแสดงเหมือนตัวเอง วันนั้นความดันขึ้น ทั้งๆ ที่ออกจากวงการแล้วนะ แต่ยังปล่อยไม่ลงปลงไม่เป็น เธอบอกว่า ที่ตรงนี้ฉันเคยอยู่ ใครจะมาอยู่ไม่ได้

ลองคิดดูสิ ความอิจฉาริษยา ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นอดีตไปแล้ว แต่ยังยึดติดถือมั่นว่า ที่ตรงนี้ต้องเป็นของฉันเท่านั้น ใครก็มาอยู่ตรงนั้นไม่ได้ ปล่อยไม่ลงปลงไม่เป็น ละครก็ไม่ได้เล่นแล้ว แต่ชีวิตยังคงไม่มีความสุข ฉะนั้น ถ้าใครมีความอิจฉาในดวงใจ มะเร็งทางอารมณ์จะเกิดขึ้น แล้วมันจะกัดกินความสุขในหัวใจเรา ตราบใดก็ตามที่เขายังได้ดีมีความสุข แล้วเราอิจฉาเขา เราก็จะทุกข์ตราบนั้น ถ้าเขาได้ดีมีสุข เราก็จะได้ไม่ดีมีทุกข์ มันตรงกันข้าม ฉะนั้นมีคนที่เราริษยาอยู่ในใจหนึ่งคน ก็เหมือนกับมีนรกหนึ่งขุมอยู่ในนี้

ถ้าเรามีใครสักคนที่ริษยาหนึ่งคน นรกหนึ่งขุม ฉะนั้น คุณโยมไปดูว่าตนเองมีนรกกี่ขุม ถ้ามีนะ ได้โปรดเวนคืนเสีย อย่าไปหวงนรกเลย ใครก็ตามที่มีความริษยาอยู่ในใจนะ ไฟนรกเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา ริษยาเขาคือจุดไฟเผาตัวเอง แล้วคุณทำไปทำไม มันไม่มีความสุขเลย
ฉะนั้นถ้าอยากจะมีความสุขมันง่ายนิดเดียว เอาความริษยาออกไปจากใจ เห็นใครได้ดีมีความสุข อนุโมทนาสาธุการกับเขา อย่าไปแช่ง อย่าไปด่า อย่าไปอิจฉา อย่าไปสกัดขาเขา เห็นใครได้ดีมีความสุข โอ้โฮ คนรุ่นใหม่เขาเก่งเนอะ โอ้โฮ คนรุ่นนี้มีคนเก่งเยอะจัง เห็นคนรุ่นพ่อเก่ง ก็บอกว่า สาธุ คนรุ่นพ่อเรานี่เป็นคนคุณภาพจริงๆ เห็นคนรุ่นเราเก่งก็บอกว่า โอ้โฮ คนรุ่นฉันยอดจริงๆ เห็นรุ่นน้องเก่งๆ ก็บอกว่า เออ สังคมไทยมีความหวังแล้ว รุ่นน้องก็เก่ง

วิธีคิดแบบนี้ มีความสุขไหม มีความสุขมาก คิดบวกหมดเลย แต่ถ้าเราคิดลบ เห็นคนรุ่นพ่อเก่งมาก อายุป่านนี้แล้วยังไม่วางมือ ทุกข์ไหม ทุกข์ ตราบใดที่เขาไม่วางมือ ทุกข์ไหม ทุกข์ เห็นคนรุ่นเดียวกันเก่ง ก็ไปว่าเขาอีก เห็นหรือยัง เห็นเด็กกำลังเก่งขึ้นมา กำลังเป็นดาวทอแสง ต้องรีบจัดการ มิเช่นนั้นเราจะลำบาก เห็นไหมว่ามันเปลี่ยนมุมคิด ถ้าคุณไม่เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตไม่เปลี่ยน ฉะนั้นจุดเดียวกัน จะมองให้ทุกข์ก็ได้ จะมองให้สุขก็ได้ ริษยานี่แหละ ถ้าเรากำจัดได้ เราก็มีความสุข กำจัดไม่ได้ก็มีความทุกข์ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากมีความสุขหรือมีความทุกข์ ต้องถามตัวเอง ถ้าอยากมีความสุขก็เอาริษยาออกไป เอามุทิตา คือความพลอยอนุโมทนาสาธุการเข้ามาแทนที่ ทำได้อย่างนี้ก็มีความสุขทุกคืนวัน

๖. จัดสรรวันเวลาให้คนรัก

พิธีกร: การมีเวลาให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก ต้องทำอย่างไรบ้างครับ
ว.วชิรเมธี: อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก การมีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รัก
เราคนไทยรักในหลวง ทุกคนคงจะเคยเห็นภาพในหลวงประคองสมเด็จย่า ก็คือสมเด็จแม่ของพระองค์ท่าน คุณโยมดูสิว่า พระองค์มีงานหนักขนาดไหน แต่พระองค์ก็ยังแบ่งเวลาไปกินข้าวกับแม่ได้ คำถามก็คือ แล้วเราทั้งหลายกินข้าวกับพ่อกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เคยนึกออกไหม
ฉะนั้นเราคงต้องถามตนเองว่า เรามีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รักไหม

อาตมามีภาพอยู่ภาพหนึ่ง ภาพนั้นก็คือภาพที่โยมพ่อไปนั่งสมาธิอยู่เบื้องหลังของอาตมา อาตมา
จัดปฏิบัติธรรม สอนคนนั้นคนนี้เยอะแยะมากมายไปทั่วโลก คิดเสมอว่ายังตายไม่ได้ ถ้ายังไม่สามารถสอนพ่อกับแม่ นั่นก็เป็นเหตุให้เมื่อปีที่แล้ว อาตมาก็จัดสรรเวลาไปจำพรรษาเชียงราย คือจำพรรษากรุงเทพฯ มา ๑๔ ปีแล้ว ปีที่แล้วไปจำพรรษาที่เชียงราย เหตุผลหลักๆ ต้องการให้พ่อมาจำพรรษาด้วย ผลก็คือพ่อมาอยู่กับอาตมาด้วย

ทุกเช้าเวลาที่อาตมาตื่น อาตมาก็ไปเดินจงกรมในสวน โดยที่อาตมาไม่บอกใคร โยมพ่อก็เดินตาม หมาก็เดินตาม ก็คือการเดินจงกรมของอาตมา อาตมามีความสุข พ่อก็มีความสุข พ่อกินข้าวได้เยอะมาก กินอาหารอร่อย แล้วพอมาอยู่กับอาตมา พ่อชอบไปตลาด พ่ออายุ ๘๐ แล้ว ชอบเข้าครัว ชอบทำกับข้าว แล้วเวลาทานข้าวก็ทานได้เยอะมาก

ปกติโยมพ่ออาตมาจะสุขภาพดี แม้อายุจะ ๘๐ ปีแล้ว แต่ผมก็ยังสีดำสนิท พ่อสุขภาพดีเพราะพ่อออกกำลังเสมอ ปีที่แล้วพอหน้าฝน พ่อก็ลงไปว่ายน้ำ อาตมาก็ยืนอยู่บนฝั่ง พ่อ ๘๐ ว่ายน้ำออกไปข้างนอก แล้วอาตมาล่ะ ๓๖ ทำไมอาตมาว่ายน้ำไม่ได้ ถ้าเกิดเครื่องบินตก อาตมาตายคาที่เลยนะ สมมติว่าตกลงน้ำนะ ตกที่อื่นมันไม่รอดอยู่แล้ว เราต้องคิดว่ามันต้องตกลงน้ำ อาตมาคิดเข้าข้างตัวเองเสมอเวลาเดินทางไปเมืองนอก สาธุ ถ้าเครื่องบินตก ตกลงน้ำยังพอมีทางรอด แต่ก็ติดอยู่ว่าเราว่ายน้ำไม่เป็นปีที่แล้วเห็นพ่อว่ายน้ำ อาตมาก็เลยตัดสินใจลงไปว่ายน้ำกับพ่อ แล้วพ่อก็สอนอาตมาให้ว่ายน้ำ คุณโยมเชื่อไหม พ่อสอนอาตมาให้ว่ายน้ำ จนอาตมาเป็น พ่อก็สอนว่า อย่าเร็ว อย่าเร่ง แล้วก็อย่ารีบ เราก็ทำตามท่าน ทำไปๆ ภายใน ๓ วัน อาตมาว่ายน้ำเป็น ทุกวันนี้พ่อยืนอยู่บนฝั่งแล้วดูอาตมาว่ายน้ำ
วันหนึ่งตอนเย็นๆ ประมาณ ๔ โมงเย็น โยมกลับกันหมดแล้ว อาตมาก็ลงว่ายน้ำกับโยมพ่อ คิดว่าปลอดคนแล้ว ว่ายกันสองพ่อลูก สักพักหนึ่งมีรถตู้แล่นเข้ามา โยมก็มายืนริมฝั่ง ยืนมองกัน คุณหญิงคุณนายใส่เพชรพราว ตกใจเลย อาตมาก็อยู่กลางน้ำ พ่ออาตมาขึ้นไปได้ แต่พระลูกชายไม่รอด สุดท้ายลูกศิษย์ก็เลยเอาผ้าเอาจีวรมาห่มให้อาตมา เดินขึ้นมา อาตมาคิดในใจ ตายแล้ว หมดกัน ที่สั่งสมมา ศรัทธาสลายหมด

สักพักหนึ่งอาตมาก็ไปนั่ง ญาติโยม คุณหญิงคุณนาย ซึ่งไปแจกผ้าห่มแจกอะไรมา แจกข้าวแจก
ของที่โรงเรียนมา ก็บอก พระอาจารย์ ตาแก่นั่นใคร อืม เล่นของสูงนะ อาตมาก็บอก โยมพ่ออาตมาเอง พ่อท่านหรือคะ ทำไมสมาร์ทกว่าพระลูกชาย (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) อาตมาเลยบอกว่า โยมพ่ออาตมาเองโยม
โยมคนหนึ่งก็บอกว่า เมื่อคืนได้ดูพระอาจารย์ด้วยนะ ออกช่อง ๙ กับสุทธิชัย หยุ่น โยมรู้สึกศรัทธา
จนน้ำตาไหลเลย อาตมาก็ถามว่า แล้วศรัทธายังเหลืออยู่ไหม (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) โยมกลับบอกว่า ศรัทธาเพิ่มขึ้นเจ้าค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าพระอาจารย์จะปลีกเวลามาหาพ่อได้ นี่ ดูพวกเราสิ วันนี้ก็ไปแจกสมุดเสื้อผ้าแจกดินสอให้กับเด็ก แต่พวกเราก็ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่เลยเจ้าค่ะ วันนี้มาเห็นพระอาจารย์แล้ว บอกได้เลยว่า รู้สึกบาปมาก อาตมาเลยบอกว่า โยมอยากไถ่บาปไหม ทำอย่างไรล่ะค่ะ อาตมาว่าจะตัดแว่นตาให้โยมพ่อน่ะ ก็แย่งกันเป็นเจ้าภาพเลย

การที่เราไปอยู่กับพ่อของเรา พ่อสุขภาพดีขึ้นมาทันตาเห็น อาตมาได้บทสรุปว่า อาหารที่อร่อยที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คืออาหารที่กินกับลูกชายลูกสาวของท่าน วันเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คือวันเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันกับลูกชายลูกสาวของท่าน และกิจกรรมที่ดีที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่จำเป็นต้องไปเมืองนอก แต่คือการได้ใช้เวลานั่งล้อมวงคุยกัน หรือกินข้าวร่วมกัน
โมงยามเล็กๆ แค่นี้ เราพยายามสร้างขึ้น คำถามคือ แล้วเราทั้งหลายได้สร้างไหม ครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึก
โรแมนติกที่สุดกับคนที่เรารัก คือเมื่อไหร่ อันนี้อยากจะให้ถามตัวเราเอง อย่างน้อยที่สุดอาตมาคิดว่าตอนที่โยมแม่อาตมาไม่อยู่ อาตมาทำไม่ทัน เพราะมัวแต่เรียนหนังสือ แม่ก็ชิงล่วงลับดับขันธ์ไปเสียก่อน บอกให้รอได้เปรียญ ๙ ก็ไม่รอ แต่ก่อนที่แม่จะไป อาตมาก็มีเรื่องสะเทือนใจ แต่สะเทือนใจแล้วก็สบายใจด้วย

มีอยู่วันหนึ่งแม่ชวนอาตมาไปเดินดูตู้เสื้อผ้า แล้วโยมแม่ก็เปิดตู้เสื้อผ้า พอเปิดตู้เสื้อผ้าปุ๊บ ผ้าถุงก็ไหลมากองสูงท่วมหัวเข่า แม่ก็บอกอาตมาว่า ลูกรู้ไหม ทุกวันนี้แม่มีความสุขที่สุดในหมู่บ้าน อาตมาก็ถามว่า ทำไมล่ะโยมแม่ แม่ก็บอกว่า ก็แม่มีผ้าถุงมากกว่าทุกคนในหมู่บ้าน คุณโยมเชื่อไหม แม่พูดแล้วก็น้ำตารื้น ทั้งหมดนั้นคือผ้าถุงที่พระลูกชายซื้อให้ ซื้อทุกปีๆ เวลาไปที่ไหนเจอผ้าถุงสวยๆ อาตมาก็ซื้อ
แต่มีครั้งหนึ่งอาตมาได้รับบทเรียนตอนไปบรรยายที่โคราช แล้วไปเลือกผ้าถุง เลือกขึ้นมา แล้วคลี่ดูลายมัน มีโยมผู้หญิงมือเท้าสะเอวด่าอาตมาเลย พระสมัยนี้มันก็เป็นเสียอย่างนี้ ซื้อผ้าถุง (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) ด่าชุดใหญ่เลย โอ ศาสนาจะไม่เสื่อมได้อย่างไร นี่ลงทุนซื้อผ้าถุงให้กิ๊กเลยเหรอ ด่าเสร็จอาตมาก็เลยชี้แจงว่า โยมด่าจบหรือยัง เห็นแกเหนื่อยแล้ว แกก็นั่ง อาตมาบอกว่า โยม ขอโทษนะ ที่เลือกนานเพราะซื้อให้แม่ พูดเท่านั้นแหละ ทำไมท่านไม่บอกโยมตั้งแต่แรก ก็โยมหยุดให้อาตมาบอกไหมล่ะ (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) สุดท้ายซื้อ ๑ ผืนได้แถมมา ๓ ผืน
ปีที่แล้วอาตมาก็ไปบรรยายที่โคราช แวะไปอีกครั้งหนึ่ง คุณโยมรู้ไหมร้านนั้นทำอะไร
มีป้ายตัวโตๆ ท่าน ว. ซื้อผ้าถุงร้านนี้ (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) ดูสิกลาย

เป็นจุดขาย ตอนนั้นเป็นจุดตายด่าเรา ฉะนั้นอาตมาก็คิดว่า เออ โชคดีนะที่เรายังมีเวลา
ให้กับแม่ของเราก่อนจะตาย ทุกวันนี้ก็ยังมีเวลาให้กับพ่อ
อยากถามในที่นี้ทิ้งท้ายว่า เรามีเวลาให้กับบุคคลอันเป็นที่รักของเราแล้วหรือยัง

๗. ตระหนักถึงคำว่าพอ

พิธีกร: บนโลกนี้มีโรคอยู่โรคหนึ่งครับ ที่รักษาตามโรงพยาบาลไม่ได้ นั่นคืออาการมีเงินไม่พอ คือคนมีแสนก็อยากมีล้าน พอมีล้านเห็นเพื่อนมี ๑๐ ล้าน ก็อยากมี ๑๐ ล้าน พอมี ๑๐ ล้าน อีกคนมีร้อยล้าน ก็อยากมีร้อยล้าน พอถึงร้อยล้านก็มีพันล้านอีก ก็เลยไม่รู้ มันไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที พระอาจารย์พอจะมียาหรือว่าคาถาอะไรให้กับคนเหล่านี้บ้างไหมครับ

ว.วชิรเมธี: จริงๆ คำว่าพอนี่เขียนง่ายที่สุดนะ “พ” “อ” พอ อาตมาคิดว่าถ้าเราอยากจะพอ เราต้องรู้
สัจธรรมใน ๓ เรื่อง หนึ่งชีวิตมี ๓ สัจธรรม ถ้าไม่เข้าใจใน ๓ สัจธรรมนี้ คุณจะสะกดคำว่า “พอ” ไม่เป็น
สัจธรรมประการที่ ๑ คือ ต้องรู้ว่า ชีวิตนี้สั้นมาก อย่าไปคิดว่าชีวิตนี้ยาว เราเกิดมาแป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว ชีวิตเราแสนสั้น แสนจะเปราะบาง มีบางครั้งที่เราหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน แล้วเราถูกกระดาษหนังสือพิมพ์บาดมือ อาตมาเป็นบ่อยๆ ดูซิว่าชีวิตมันเปราะบางขนาดนี้ เพราะฉะนั้นชีวิตมันแตกดับง่ายๆ แป๊บๆ เดี๋ยวก็ไปแล้ว อายุเฉลี่ยของคนไทยตอนนี้ดูเหมือนว่า ผู้ชายจะอยู่ที่ ๗๐ ผู้หญิง ๗๕ นี่สำรวจเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตมนุษย์นี้แสนสั้น

อาตมาไปที่อิตาลี วันหนึ่งเมื่อแสดงธรรมเสร็จแล้ว ลูกศิษย์พาไปดูต้นมะกอก ต้นมะกอกที่เขาทำน้ำมันมะกอกนั่นแหละ อาตมาไปดูแล้วก็ตกใจ เพราะต้นมะกอกต้นนี้อายุ ๒,๓๐๐ ปี มะกอกต้นนี้ผ่านโลกมา ๒,๓๐๐ ปี ยังสดชื่นเบิกบานแจ่มใส ยังผลิตมะกอก ยังผลิตน้ำมันให้ชาวโลกอยู่ แล้วเราอายุแค่นี้ เราคิดว่าเราแน่ แต่ต้นไม้มันเกิดมาแล้วอายุยืนได้ขนาดนั้น เราเคยเห็นมนุษย์อายุพันปีไหม ไม่เคยเห็น หายากมาก อย่างมากก็แค่หนึ่งร้อยปี ร้อยนี่ก็เต็มที่แล้ว แต่ถ้าเต็มสุดๆ ก็ ๑๒๐ ปี
พิธีกร: เพศชายเป็นเพศที่แข็งแรง แต่ทำไมอายุเฉลี่ยถึงน้อยกว่าผู้หญิงล่ะครับ

ว.วชิรเมธี: ก็เพราะความแข็งแรง เพศชายจึงไม่เจียมสังขาร เที่ยวไปทำในสิ่งที่ไม่ได้รับมอบหมาย ที่รับมอบหมายจริงๆ ไม่ค่อยทำ เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสเสี่ยงชีวิตมาก นี่การประเมินบอกอย่างนั้น
ชีวิตแสนสั้น เราตระหนักรู้ คุณจะมาประมาทแล้วใช้ชีวิตแบบเรื่อยเฉื่อยๆ แบบนี้ไม่ได้ เพราะชีวิตแตกดับกันง่ายนิดเดียว นี่สัจธรรมประการที่ ๑

สัจธรรมประการที่ ๒ คือ ตัณหาหรือความโลภไร้ขีดจำกัด พระพุทธเจ้าบอกว่า ตัณหาเหมือนทะเล แม่น้ำที่ไหลลงไปในทะเลร้อยสายพันสาย คุณโยมเห็นทะเลยกป้ายไหม บอกแม่น้ำจ๋า ไม่ต้องไหลลงมาแล้ว ทะเลอิ่มด้วยน้ำแล้ว เคยเห็นไหม ไม่เคยมี ทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำฉันใด ตัณหาก็ไม่เคยอิ่มด้วยวัตถุที่เราป้อน คุณเติมไปสิ คุณมีเงินหมื่นล้าน ก็อยากมีแสนล้าน มีแสนล้านก็อยากมีล้านล้าน มีล้านล้านบาทก็อยากเปลี่ยนเป็นล้านล้านยูเอสดอลลาร์ มันไต่ไปเรื่อยๆ เป็นทศนิยมที่ไม่รู้จบ

ธรรมชาติของตัณหาหรือความโลภคือเติมไม่เต็ม ถ้าคุณอยากจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อหาเงินไปเติมให้มันเต็ม มันไม่เต็ม คนที่พยายามเติมความโลภให้เต็มนั้นเหมือนคนที่รดน้ำลงไปในกองทราย รดลงไปก็หายๆ ฉะนั้นถ้าเรารู้จักธรรมชาติของตัณหาคือความโลภว่ามันเติมไม่เต็ม เราต้องไม่วิ่งตามมันไปสุดลิ่มทิ่มประตู เราตามมันไปเท่าที่จำเป็นว่าต้องกินต้องใช้ ที่เหลือจุนเจือสังคม

พิธีกร: แล้วอย่างนี้ในทางพุทธศาสนา มียาแก้ความโลภไหมครับ
ว.วชิรเมธี: พุทธศาสนามีการแก้ความโลภ ด้วยการรู้สัจธรรม ๓ ประการนี้
สัจธรรมที่ ๑ ชีวิตสั้น สัจธรรมที่ ๒ ความโลภ เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม สัจธรรมประการที่ ๓ คือ
ทรัพยากรมีจำกัดมาก ถ้าคุณอยากเอาทรัพยากรทั้งหมดมารวมไว้ที่ตนเอง คุณจะต้องทะเลาะกับ
คนทั้งโลก เพราะของพวกนี้มันต้องแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ พอคุณไม่แบ่ง เขาเกลียดคุณ เห็นหรือยัง เราก็จะไม่มีความสุข ถ้าเรารู้สัจธรรม ๓ ประการนี้ เราจะเลิกวิ่งตามความโลภและรู้จักสะกด
คำว่า “พอ” โดยอัตโนมัติ ถ้าอยากสะกดคำว่า “พอ” ต้องรู้ว่า

๑. ชีวิตแสนสั้น
๒. ความโลภเติมไม่เต็ม
๓. ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด

ถ้าเราเข้าใจ ๓ สัจธรรมนี้แล้ว เราก็จะพอ ถ้าเราไม่บอกตัวเองว่าพอ ชาตินี้ฉันคงไม่ได้พักผ่อน
ฉันคงไม่หายเหนื่อยแน่ ฉันคงต้องเป็นหนูถีบจักร วิ่งไปทั้งคืนทั้งวัน คืนแล้วคืนเล่า
ครั้งแล้วครั้งเล่า จนแก่ เจ็บ ตาย กันไปข้างหนึ่ง แล้วก็ไม่มีชีวิตที่สงบสุข

พิธีกร: “การไม่โลภ” กับ “การทำกำไร” มันเกี่ยวกันไหมครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจธนาคาร
เป็นธุรกิจอะไรก็ตาม ถ้าท่านอาจารย์บอกว่า คนเราไม่ควรโลภ แปลว่า เราไม่ควรทำกำไรมาก
ใช่หรือเปล่าครับ
ว.วชิรเมธี: ถ้าไม่โลภแล้วอะไรล่ะที่เป็น
แรงจูงใจทำให้เราลุกขึ้นมาทำกำไร แรงจูงใจมันมี
๒ ประเภท คือ

๑. แรงจูงใจคือตัณหา คือความโลภ
๒. แรงจูงใจคือปัญญา คือเหตุผล

ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช้ความโลภนำทาง เราสามารถใช้ปัญญานำทางได้ เช่น เรามีกลุ่มธุรกิจอยู่ในเครือ
เราอยากให้ธุรกิจมีกำไร ถ้าเราอยากจะรักษากำไรให้ดียิ่งขึ้น เราก็ใช้ปัญญาเยอะๆ สิ ปัญญา
ทำให้เราสร้างยุทธศาสตร์ ทำให้ธุรกิจของเราไปต่อได้ ใช้ปัญญามาแทนโลภะก็ได้

แต่ถ้าเราโลภอย่างเดียว ก็คือทำในสิ่งซึ่งไม่ควรทำ เช่น ปล่อยกู้โดยที่ขาดสติบ้าง หรือว่าใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงบ้าง มาหลอกลวงผู้ที่ถือหุ้น ผู้ที่ประกอบธุรกรรมร่วมกับเรา สุดท้ายเป็นอย่างไร เราอยากได้เม็ดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นๆ เงินมันไม่ถึง เราก็แต่งบัญชี สุดท้ายความโลภจะนำไปสู่อะไร ความโลภก็นำไปสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั่นเอง เห็นหรือยังว่า ถ้าให้ความโลภนำทางอย่างเดียว ยิ่งใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็พังลงมา แต่ถ้าให้ปัญญานำทาง ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งยั่งยืน

ฉะนั้น จากนี้ไปเราไม่ใช้ความโลภแล้ว ความโลภมันเป็นเรื่องในระดับสัญชาตญาณ หมู หมา กา ไก่ มันก็มี อาตมาอยู่ที่วัด มีหมา ๔ ตัว หนึ่ง ชื่อ ซุปเปอร์ สอง ชื่อ โอบามา (อาจารย์ครับ (หัวเราะ) หมาพระอาจารย์ชื่อโอบามาเหรอครับ – พอล) โอบามา พระอาจารย์ชื่นชมเขามาก อีกตัวหนึ่งชื่อเดิมชื่อพิงกี้ แต่พอพระอาจารย์กลับจากอเมริกาไปเรียกพิงกี้มันไม่หัน พี่สาวแอบเปลี่ยนชื่อเป็นจันทร์ฟอง (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) จันทร์ฟองนี่เป็นภาษาไทยก็คือ พระจันทร์วันเพ็ญ พี่สาวบอกว่ามีแต่ชื่อฝรั่ง เอาชื่อล้านนาบ้างเหอะ มันเลยกลายเป็นจันทร์ฟอง พระอาจารย์บอก นี่ดีนะไม่เปลี่ยนชื่อเป็นเครือฟ้า (เสียงหัวเราะ – พอล) แล้วอีกตัวหนึ่งก็คือโจโฉ คือมันฉลาดแกมโกง

พระอาจารย์เลี้ยงหมา ๔ ตัว แล้วล่าสุดสิบสองปันนาเพิ่งถวายนกยูงมาอีก ๓ ตัว ฟังให้ดีนะ
มันเกี่ยวกับธรรมะอย่างไร ตัวหนึ่งตัวผู้ชื่อโจวเหวินฟะ อีกตัวหนึ่งชื่อกงลี่ อีกตัวหนึ่งชื่อจางซื่อยี่
(เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) ในชีวิตพระอาจารย์ก็คงไม่มีโอกาสกระทบไหล่เขา ก็เลยนำมาตั้งชื่อเสียเลย เช่น โอบามา เราก็คงไม่มีโอกาสไปจับมือ แต่ทุกวันเราก็อยู่กับโอบามา อยู่กับซุปเปอร์ อยู่กับจันทร์ฟอง วันดีคืนดี เราก็เรียกโจวเหวินฟะมาลูบหัว

อาตมาอยู่กับสัตว์เหล่านี้ ได้เห็นชัดว่า สัตว์มีความโลภ สัตว์มีอิจฉา เวลาที่ซูเปอร์วิ่งมาใกล้อาตมา โอบามาจะกระโดดกัดเลย จนตอนนี้ต้องแยกกรงกันอยู่ เพราะมันอิจฉาริษยา เห็นไหม เพราะฉะนั้นในสัตว์เราเห็นสัญชาตญาณเขา โลภก็มีนะ เคยเห็นหมาโกรธไหม โกรธขนาดว่ามันกัดกันปุ๊บ แยกไม่ออก ต้องเอาน้ำสาดหนักกว่าคนอีก เพราะฉะนั้นกิเลสระดับโลภ โกรธ หลง เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ถ้าเรายังคงทำอะไรโดยใช้ความโลภนำ แสดงว่าเราไม่ใช้อะไรสูงไปกว่าสัญชาตญาณเลย

ดังนั้นอาตมาคิดว่าสำคัญที่สุด แทนที่เราจะทำธุรกิจธุรกรรมด้วยการใช้ความโลภนำ เราใช้ปัญญาสิ ลุกขึ้นมาทำแผนสิ ว่าจะนำบริษัทของคุณไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้อย่างไร เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) จะมีคติธรรมส่วนตัวอยู่บอกว่า ผมจะไม่ลงทุนธุรกิจที่ผมไม่รู้จัก เขาใช้ความโลภไหม เขาไม่ใช้ บัฟเฟตต์บอกว่ามีคนมาชวนผมไปลงทุนในสนามบิน ในหุ้น ในสื่อ ในอะไรเยอะแยะมากมาย แม้กระทั่งในการเมือง วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกผมไม่ทำ ถึงแม้จะเห็นเม็ดเงินลอยอยู่ตรงหน้า ผมไม่ทำ เพราะผมถือปรัชญาไม่ลงทุนธุรกิจที่ผมไม่รู้จัก

ผู้ชายคนนี้ประสบความสำเร็จเพราะใช้ความโลภหรือปัญญา เขาใช้ปัญญา ฉะนั้นเราอย่าไปคิด
เฮ้ย มันต้องโลภน่ะ ถ้าไม่โลภในธุรกิจมันไปไม่ได้ ถ้าคุณใช้ความโลภนำทาง อะไรจะเกิดขึ้น
ก็วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ นั่นคือการใช้ความโลภนำ

ฉะนั้นตอนนี้เทรนด์ของโลกไม่ใช้ความโลภนำนะ แต่ให้ใช้ปัญญานำ
เพราะเราได้รับบทเรียนเรียบร้อยแล้ว

เมื่อมีสติ ก็มีคุณภาพชีวิต

พิธีกร: ผมขออนุญาตสรุปที่พระอาจารย์สอนมาก็แล้วกันนะครับ สิ่งที่มนุษย์ควรจะแสวงหามากกว่าเงิน และนับว่าเป็นความมหัศจรรย์แห่งชีวิต ที่เราได้ฟังมาก็จะมี การเกิดมาเป็นมนุษย์ การที่ได้พบพระพุทธศาสนา การมีกัลยาณมิตร การมีความสุจริตเป็นนิสัย การมีใจปราศจากริษยา การมีเวลาให้คนรัก และการรู้จักคำว่าพอ มีนอกเหนือจากนี้อีกไหมครับ

ว.วชิรเมธี: อีกประเด็นหนึ่งก็คือการรู้จักการเจริญสติ ถ้าคุณมีสติ สตางค์จะถูกใช้ในฐานะเครื่องมือสร้างคุณภาพชีวิต ถ้าคุณไม่มีสติ สตางค์จะถูกใช้ในฐานะศัตรูแว้งมาขบกัด ทำให้เราไม่มีคุณภาพชีวิต ฉะนั้น
คำว่าสติตัวเดียวนี่ต่อยอดไปหาสตางค์ก็ได้ ต่อยอดไปหาศัตรูก็ได้ ถ้าเรามีสติ เรามีทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สติมโต สทา ภทฺทํ” ใครมีสติ คนนั้นโชคดีตลอดกาล อย่างที่อาตมาพูดตั้งแต่ตอนต้นว่า สตินั้นเป็นมารดาของธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในบรรดารอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย รอยเท้าช้างใหญ่ที่สุด รอยเท้าสัตว์ทั้งหมดรวมลงในรอยเท้าช้างได้ฉันใด ในบรรดาธรรมทั้งหลาย สติก็เป็น

มารดาของธรรมทั้งปวงฉันนั้น ถ้าคุณมีสติตัวเดียว คุณธรรมทั้งหมดมารวมกันอยู่จุดเดียว
ดังนั้น อยากจะบอกว่า นอกจากคุณจะมีเงิน มีบ้าน มีรถ คุณจะมีชื่อเสียง คุณจะมีอำนาจแล้ว ขอได้ไหม ขอให้คุณมีสติด้วย ขาดสติเมื่อไหร่ ก็ขาดใจเมื่อนั้น ถ้าคุณมีสติเมื่อไหร่ คุณก็ได้ในสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงเมื่อนั้น

ฉะนั้นคุณสมบัติทั้งหมด ถ้าสรุปแล้วข้อเดียว ขอให้มีสติ
ถ้ามีสติแล้ว คุณธรรมทั้งหมดบรรดามี สิ่งที่เลิศล้ำทั้งหมดในโลกนี้
ที่มนุษย์เราปรารถนาทั้งหมด จะไหลมาอยู่กับคนที่มีสติ

7 สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต (5-7) - ท่านว.วชิรเมธี

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]