Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวยกับซวย - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 102 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 3,001
Karma: +17/-3


« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2018, 12:22:41 pm »

รวยกับซวย - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

หลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ เป็นพระมหาเถระที่มีลูกศิษย์
ลูกหาทั่วประเทศ ไม่จำเพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อันเป็นบ้านเกิดและที่ตั้งของวัดสะแก อันเป็นสถานพำนัก
ของท่านเท่านั้น

ตอนที่ท่านแรกบวช ท่านมิได้ปรารถนา
มรรคผลนิพพานแต่อย่างใด หากต้องการเรียนรู้
วิชาคงกระพันชาตรี และเวทมนต์คาถา
เพื่อสึกออกไปแก้แค้นโจร
ที่ปล้นบ้านโยมพ่อโยมแม่ของ
ท่านถึงสองครั้งสองครา

แต่ต่อมาท่านได้คิด นึกสลดสังเวชใจ
ที่ปล่อยให้ความอาฆาตพยาบาท ครอบงำจิตใจนานนับสิบปี
ในที่สุดท่านได้ตั้งจิตอโหสิกรรมแก่คนเหล่านั้น
แล้วมุ่งเจริญสมณธรรม อย่างจริงจัง

ในวัยฉกรรจ์ท่านได้เดินธุดงค์ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี
จนในที่สุดได้มาพำนักที่วัดสะแก นับแต่นั้นก็ได้เป็นที่พึ่งทางใจแก่
ญาติโยมมาโดยตลอด ต่อมาราวๆ ปี ๒๔๙๐ คือเมื่ออายุได้ ๔๓ ปี
ท่านตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด ใครที่ตั้งใจมากราบนมัสการ
หรือฟังธรรมจากท่าน แม้จะเดินทางไกลเพียงใด ก็ไม่ผิดหวังเลย

เพราะเมื่อมาถึงวัดสะแก จะเห็นท่านนั่งรับแขกหน้ากุฏิตั้งแต่เช้า
จรดค่ำ แม้กระทั่งเมื่อท่านชราภาพมากแล้ว มีลูกศิษย์จัดทำป้าย
กำหนดเวลารับแขกเพื่อถนอมสุขภาพของท่าน แต่ไม่นานท่านก็ให้
นำป้ายออกไปด้วยความเมตตาที่ท่านมีต่อญาติโยมทั้งหลายนั้นเอง

ท่านมีวิธีสอนธรรมะแก่ญาติโยมอย่างแยบคาย คราวหนึ่ง
มีศิษย์มากราบท่านโดยพาเพื่อนซึ่งเป็นนักเลงเหล้าตามมาด้วย
เมื่อสนทนากับหลวงปู่ได้พักหนึ่ง ศิษย์ผู้นั้นได้ชักชวนเพื่อนให้
สมาทานศีลห้า พร้อมกับ ทำสมาธิ ภาวนา นักเลงเหล้าผู้นั้น
แย้งต่อหน้าหลวงปู่ว่า

จะให้ผมสมาทานศีล และปฏิบัติตัวได้ยังไง
ก็ผมยังนั่งกินเหล้า เมายาอยู่นี่ครับ

หลวงปู่ดู่ แทนที่จะคะยั้นคะยอเขา กลับตอบว่า กลับตอบว่า
“เอ็งจะกินก็กินไปซิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้า
สักวันละ 5 นาทีก็พอ

ชายผู้นั้นเห็นว่า นั่งสมาธิ วันละ 5 นาที
ไม่ใช่เรื่องยาก จึงรับคำหลวงปู่

นับแต่วันนั้น เขาก็นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
ตามที่รับปากเอาไว้ ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว
บางวันถึงกับงดกินเหล้ากับเพื่อนๆ
เพราะได้เวลาปฏิบัติพอดี เมื่อได้สัมผัสกับความสงบจากสมาธิ
ภาวนาเขาก็มีความสุข จึงโหยหาเหล้าน้อยลง จนในที่สุดก็เลิก
เหล้าไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ละชีวิตทางโลก
อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และมุ่งมั่นกับการปฏิบัติธรรม

หลวงปู่รู้ดีว่า การขอร้องให้เขาเลิกเหล้านั้น เป็นเรื่องยาก
ดังนั้นแทนที่ท่านจะห้ามเขากินเหล้า ท่านกลับขอให้เขาทำ
สิ่งที่ง่ายกว่านั้น คือนั่งสมาธิแค่วนั ละห้านาที
ท่านรู้ดีว่า ใตรที่ทำสมาธิ ภาวนาทุกวันแม้จะไม่กี่นาที
ไม่นานก็จะเห็น อานิสงส์ของการปฏิบัติ และปฏิบัตินานขึ้นเอง
จนเลิกเหล้าได้ในที่สุด

อีกคราวหนึ่ง มีชาวบ้านซึ่งมีอาชีพหาปลา
มานมัสการท่าน ก่อนกลับท่านขอให้เขาสมาทานศีล ๕
เขารู้สึกลำบากใจ จึงกราบเรียนท่านว่า

“ผมไม่กล้าสมาทานศีลห้า เพราะรู้ว่า
ประเดี๋ยวต้องไปจับปลา จับกุ้ง มันเป็นอาชีพของผมครับ”

หลวงปู่ตอบเขาว่า
แกจะรู้หรืว่า แกจะตายเมื่อไร
ไม่แน่ แกเดินออกไป จากกุฏิข้า
อาจถูกงูกัดตายเสียกลางทาง ก่อนไปจับปลา จับกุ้งก็ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อตอนนี้แกยังไม่ได้ทำบาปกรรมอะไร
ยังไงๆ ก็ให้มีศีลไว้ก่อน” แล้วท่านก็พูดต่อ
ว่า “ถึงจะมีศีลขาด ก็ยังดีกว่าไม่มีศีล”

หลวงปู่ไม่ได้บอก ให้เขาเลิกอาชีพหาปลา แต่ให้มีศีล
เป็นหลักของชีวิต แม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง
ก็ยังดีกว่าไม่มีหลักไว้เลย

คำชี้แจงของท่าน ทำให้ชายผู้นั้น
ยอมทำสมาทาน ศีล 5 ในที่สุด

ท่านมีวิธีติงหรือเตือนที่แยบคาย
คราวหนึ่งมีชายผู้หนึ่ง มาขอเช่าพระอุปคุตที่วัด
เพื่อนนำไปบูชา เขาให้เหตุผลว่า บูชาแล้ว
จะได้รวย เมื่อเขามากราบหลวงปู่ดู่ ท่านก็เปรยขึ้นมาว่า
รวยกับซวย ซวย มันใกล้ๆ กันนะ”
เพื่อนของชายผู้นั้นจึงถามท่านว่า “ใกล้กันยังไงครับ”
“มันออกเสียงคล้ายกัน” ท่านตอบ

สักครู่ท่านก็ขยายความว่า “จะเอารวยน่ะ จะหามายังไงก็ทุกข์
จะรักษามันก็ทุกข์ หมดไปก็ทุกข์อีก กลัวคนจะจี้จะปล้น
ไปคิดดูเถอะ มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง เอาดี ดีกว่า”

ท่านกำพร้าตั้งแต่วัยเยาว์ อาศัยอยู่กับยายและพี่สาว
ได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัวประดู่ทรงทำ
และวีดนิเวศธรมมประวัติ
ครั้นอายุได้ 21 ปี ก็ได้บรรพชาอุปสมบท ในพรรษาแรกๆ
ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ทรงธรรม ในด้านการปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐาน ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม
ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ซึ่งเป็นศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่น

ประมาณปลายปี ๒๕๓๒ ท่านพูดถึงการละสังขารอย่างบ่อยครั้ง
ซึ่่งท่านได้ใช้หลักธรรมขันติ คือความอดทนอดกลั้น ระงับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น
จากโรคภัย จิตของท่านยังทรงความเป็นปกติสงบเย็น จนกระทั่งคืนวัน
อังคารที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๓ ท่านพูดหนักแน่นว่า “ข้าจะไปแล้วนะ”
และกล่าวปัจฉิมโอวาท ย้ำ่ให้ทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
“ถึงอย่างไรก็ขอให้ อย่าได้ละทิ้งการปฏิบัติ ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ
ก็เหมือนนักมวย ขึ้นเวทีแล้วต้องชก อย่ามัวแต่ตั้งท่า เงอะๆ งะๆ”

หลังจากนั้นท่านก็กลับเข้ากุฏิ และละสังขารไปด้วยอาการสงบด้วยโรคหัวใจ

หลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ
วัดสะแก ต. ธนู อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา
กำเนิด ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๔๗
สถานที่เกิด บ้านข้าวเม่า อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา
อุปสมบท ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๖๘ ณ วัดสะแก ต. ธนู อ. อุทัย
มรณภาพ พุธที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๓
สิริอายุ ๘๕ ปี ๘ เดือน ๖๕ พรรษา

ถึงรวยก็ยังทุกข์
ความดีหรือธรรมะต่างหาก
ที่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้


รวยกับซวย - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]