Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ๑๗๑ - ๑๘๘ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์  (อ่าน 37 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,894
Karma: +17/-3


« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 04:00:59 pm »

๑๗๑ - ๑๘๘ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

171 โลกก็มีคุณเหมือนกัน

ปัญหา มีบางคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้ายประฌามโลก สอนให้หนีจากโลกดังนี้ เป็นความจริงหรือไม่เพียงใด โลกมีส่วนดีอยู่หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนตรัสรู้เราเป็นพระโพธิสัตว์ได้คิดว่าในโลกนี้อะไรหนอเป็นคุณ อะไรหนอเป็นโทษ อะไรหนอเป็นอุบายเครื่องออกไป.... เรานั้นได้คิดว่า สุขโสมนัสอาศัยสภาพใดเกิดขึ้นในโลก สภาพนี้เป็นคุณในโลก โลกไมเที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดานี้เป็นโทษในโลก การปราบปรามฉันทราคะ การละฉันทราคะในโลกได้เด็ดขาด นี้เป็นอุบายเครื่องออกไปในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณของโลกโดยเป็นคุณ ซึ่งโทษของโลกโดยความเป็นโทษ และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปของโลกโดยความเป็นอุบายเครื่องออกไปตามความจริงเพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้ ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์เพียงนั้น...ฯ”

ปุพพสูตร ติ. อํ. (๕๔๓)
ตบ. ๒๐ : ๓๓๒ ตท. ๒๐ : ๒๙๐
ตอ. G.S. I : ๒๓๗



172 ภิกษุควรหัวเราะหรือไม่

ปัญหา ได้ทราบมาว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไม่มีการหัวเราะมีแต่ยิ้มแย้มเท่านั้น
พระภิกษุควรจะหัวเราะหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การขับร้องคือ การร้องไห้ในวินัยของพระอริยเจ้า การฟ้อนรำคือ ความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยเจ้าการหัวเราะจนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยเจ้า เพราะเหตุนั้น และ จงละเสียโดยเด็ดขาดในการขับร้องฟ้อนรำ เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม ก็ควรแต่เพียงยิ้มแย้ม”

โรณสูตร ติ. อํ. (๕๔๗)
ตบ. ๒๐ : ๓๓๕ ตท. ๒๐ : ๒๙๒
ตอ. G.S. I : ๒๓๙



173 ของที่กินไม่รู้จักอิ่ม

ปัญหา ของอะไรบ้าง ที่มนุษย์เสพแล้วไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่าง ไม่มี ๓ อย่างเป็นไฉน คือในการเสพความหลับ ๑ ในการดื่มสุราและเมรัย ๑ ในการเสพเมถุนธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างนี้แล ไม่มี ฯ”

อติตตสูตร ติ. อํ. (๕๔๘)
ตบ. ๒๐ : ๓๓๕ ตท. ๒๐ : ๒๙๒-๒๙๓
ตอ. G.S. I : ๒๓๔-๒๔๐



174 ความสำคัญของจิต

ปัญหา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่ง ที่ถือว่าจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ
พระพุทธองค์ทรงสอนเกี่ยวกับการรักษาจิตไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนคฤหบดี เมื่อบุคคลรักษาจิตไว้ แม้กายกรรมก็เป็นอันรักษา แม้วจีกรรม... มนโนกรรมก็เป็นอันรักษา เมื่อเขารักษากายกรรม วจีกรรม.... มโนกรรม แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม แม้วจีกรรม.... มโนกรรม... ก็เป็นอันไม่ชุ่ม เมื่อเขามี กายกรรม..... วจีกรรม.... มโนกรรม..... ไม่ชุ่ม แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่เสียแม้วจีกรรม.... มโนกรรมก็เป็นอันไม่เสีย เมื่อเขามีกายกรรม วจีกรรม.... มโนกรรม ไม่เสีย ความตายก็เป็นการตายดี การทำกาละก็งาม ดูก่อนคฤหบดีเปรียบเหมือนเมื่อเรือนซึ่งมุงไว้เรียบร้อย แม้ยอดเรือนก็เป็นอันรักษา แม้ไม้กลอนฝาเรือน.... ก็เป็นอันรักษา แม้ยอดเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ไม้กลอน ฝาเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ยอดเรือนก็เป็นของไม่ผุ แม้ไม้กลอน ฝาเรือนก็เป็นของไม่ผุ....ฯ”

กูฏสูตร ที่ ๑ ติ. อํ. (๕๔๙)
ตบ. ๒๐ : ๓๓๕-๓๓๖ ตท. ๒๐ : ๒๙๓-๒๙๔
ตอ. G.S. I : ๒๔๐



175 ความเห็นผิดคืออย่างไร

ปัญหา ข้อที่ว่าโลภและโกรธเป็นมูลเหตุให้เกิดอกุศลกรรมนั้น พอจะเข้าใจแล้ว
แต่ข้อที่ว่าโมหะอันเป็นเหตุให้เกิดมิจฉาทิฐิความเห็นผิดนั้นคือเห็นอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิมีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเช่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์พวกที่เกิดผุดขึ้นไม่มี สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตามไม่มีในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทิฐิวิบัติ.... เพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก.....ฯ”

อยสูตร ติ. อํ. (๕๕๗)
ตบ. ๒๐ : ๓๔๕ ตท. ๒๐ : ๓๐๒
ตอ. G.S. I : ๒๗๐



176 ฤกษ์ยามในพระพุทธศาสนา

ปัญหา ทางพระพุทธศาสนามีการสอนให้ถือฤกษ์ถือยามในการทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี.... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย.... ด้วยวาจา.... ด้วยใจในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย.... ด้วยวาจา.... ด้วยใจในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย..... ด้วยวาจา... ด้วยใจในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น...”

สุปุพพัณหสูตร ติ. อํ. (๕๙๕)
ตบ. ๒๐ : ๓๗๘-๓๗๙ ตท. ๒๐ : ๓๓๕
ตอ. G.S. I : ๒๗๒



177 ข้อปฏิบัติของอเจลกะ

ปัญหา พวกอเจลกะซึ่งเป็นนักบวชพวกหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีหลักปฏิบัติอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....อเจลกะบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไร้มารยาท เลียมือเขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเฉพาะ ไม่รับภิกษาที่เขานิมนต์ ไม่รับภิกษาปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่บุคคลยื่นคร่อมธรณีประตูนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้นำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมสากนำมา ไม่รับภิกษาที่คน ๒ คนบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงที่นักแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่ที่สุนัขได้รับการเลี้ยงดู ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันตอมเป็นกลุ่ม ไม่กินเนื้อ ไม่กินปลา ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว เยียวยาอัตตภาพด้วยข้างคำเดียวบ้าง..... รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง เยียวยาอัตตภาพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง เยียวยาอัตตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันเดียวบ้าง... ๒ วันบ้าง... ๗ วันบ้าง ประกอบความขวนขวายในการบริโภคภัตที่เวียนมาถึงตั้งกึ่งเดือนเช่นนี้บ้าง อเจกะนั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่าง... ลูกเดือย.... กากข้าว... ยาง... สาหร่าย.... ข้าวตัว.... กำยาน หญ้า.... โคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหรบ้าง บริโภคผลไม่หล่นเยียวยาอัตตภาพอเจลกะนั้น ทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกัน.... ผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล... ผ้าเปลือกไม้... หนังเสือ... หนังเสือทั้งเล็บ ผ้าคากรอง.... ผ้าเปลือกปอกรอง... ผ้าผลไม้กรอง... ผ้ากัมพลทำด้วยผมคน.... ผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์... ผ้าทำด้วยปีกขนนกเค้าบ้าง เป็นผู้ถอนผมและหนวด เป็นผู้ยืนคือห้ามอาสนะบ้าง... เป็นผู้กระโหย่ง คือประกอบความเพียรในการกระโหย่งบ้าง เป็นผู้นอนบนหนาม.... เป็นผู้อาบน้ำวันละ ๓ ครั้งบ้าง... เป็นผู้ขวนขวายในการทำให้ร่างกายเดือดร้อน กระสับกระส่ายหลายวิธีดังกล่าว....ฯ”

ติ. อํ. (๕๙๖)
ตบ. ๒๐ : ๓๘๐-๓๘๑ ตท. ๒๐ : ๓๓๗-๓๓๘
ตอ. G.S. I : ๒๗๓-๒๗๔



178 ความรักทำให้คนตาบอด

ปัญหา มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า คามรักทำให้คนตาบอด ดังนี้ทางพระพุทธศาสนา
ยอมรับคำกล่าวนี้ว่า เป็นความจริงหรือไม่เพียงใด ?

พุทธดำรัสตอบ “.....บุคคลผู้กำหนัด อันความกำหนัดครอบงำรึงรัดจิตใจไว้ ย่อมรู้แม้ซึ่งประโยชน์ตน ตามความเป็นจริง ย่อมรู้แม้ซึ่งประโยชน์ผู้อื่น ตามความเป็นจริงย่อมไม่รู้แม้ซึ่งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ทั้ง ๒ ฝ่ายตามความเป็นจริง.... ความกำหนัดแล ทำให้เป็นคนมืด ทำให้เป็นคนไร้จักษุ ทำให้ไม่รู้อะไร ทำให้ปัญญาดับ เป็นไปในฝ่ายความคับแค้นไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน.....ฯ”

ฉันนสูตร ติ. อํ. (๕๑๑)
ตบ. ๒๐ : ๒๗๗-๒๗๘ ตท. ๒๐ : ๒๔๓-๒๔๔
ตอ. G.S. I : ๑๙๖



179 พระพุทธศาสนาก็ส่งเสริมทรัพย์

ปัญหา มีบางคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนาสอนจะให้คนออกจากโลกท่าเดียว
ไม่ส่งเสริมการมีโภคทรัพย์ จริงหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลสองตาเป็นไฉน บุคลบางคนในโลกนี้ มีนัยน์ตาเป็นเหตุได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ ทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น ทั้งมีนัยน์ตาเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งที่เป็นกุศล และอกุศล รู้ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวและประณีต รู้ธรรมที่มีส่วนเปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าคนสองตา.....”

อันธสูตร ติ. อํ. (๔๖๘)
ตบ. ๒๐ : ๑๖๓ ตท. ๒๐ : ๑๔๖
ตอ. G.S. I : ๑๑๒



180 ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ

ปัญหา ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ มีความสัมพัน์กันอย่างไรหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะถือมั่นธาตุ ๖ ปถวี อาโปเตโช วาโย อากาศ วิญญาณ สัตว์จึงลงสู่ครรภ์ เมื่อมีการลงสู่ครรภ์ ถึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เราบัญญัติว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ แก่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเป็นไฉน คือ แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชรา... มรณะ... โสกะ.... ปริเทวะทุกข์... โทมนัส... อุปายาส... การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก...การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก.... ความปรารถนาสิ่งใดมิได้สมหวัง... ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ..... โสกะ.... ปริเทวะทุกข์... โทมนัส... อุปายาส...
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจชอบ”


ติตถสูตร ติ. อํ. (๕๐๑)
ตบ. ๒๐ : ๒๒๗-๒๒๘ ตท. ๒๐ : ๒๐๐-๒๐๑
ตอ. G.S. I : ๑๖๐-๑๖๑



181 คนฟังธรรม ๓ ประเภท

ปัญหา คนที่ไปฟังเทศน์ ฟังธรรมอยู่ตามวัดเป็นประจำนั้น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก.... คือ บุคคลมีปัญญาคว่ำ ๑ บุคคลมีปัญญาเช่นกับตัก ๑ บุคคลมีปัญญากว้างขวาง ๑....
“.....บุคคลมีปัญญาคว่ำ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนหม้อคว่ำ ถึงจะเอาน้ำรดลงที่หม้อนั้นย่อมราดไปหาขังอยู่ไม่..... นี้เรียกว่าบุคคลมีปัญญาคว่ำ
“.....บุคคลมีปัญญาเช่นกับตักเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรม..... แก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ครั้นลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็งจำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบนตักของบุรุษมีของเคี้ยวนานาชนิด คือ งา ข้าวสาร ขนมต้ม พุทรา เกลื่อนกลาด เขาลุกจากอาสนะนั้น พึ่งทำเรี่ยราดเพราะเผลอสติ..... ที่เรียกว่า บุคคลมีปัญญาเหมือนตัก
“.....บุคคลมีปัญญากว้างขวางเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรม..... แก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นได้
แม้ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นได้
เปรียบเหมือนหม้อหงาย เอาน้ำเทใส่ไปในหม้อนั้น ย่อมขังอยู่ หาไหลไปไม่... นี้เรียกว่า บุคคลมีปัญญากว้างขวาง......”

อวกุชชิตาสูตร ติ. อํ. (๔๖๙)
ตบ. ๒๐ : ๑๖๔-๑๖๕ ตท. ๒๐ : ๑๔๗-๑๔๘
ตอ. G.S. I : ๑๑๒-๑๑๓



182 ควรให้ทานแก่คนเช่นไร

ปัญหา มีบางคนกล่าวหาพระพุทธองค์ว่า ทรงสรรเสริญเฉพาะท่านที่เขาถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ทรงส่งเสริมสนับสนุนทานที่เขาให้แก่นักบวชอื่น ๆ ดังนี้จริงหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนวัจฉะ ผู้ใดพูดว่าพระสมณโคดมตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราคนเดียว ไม่ควรให้แก่คนอื่น ๆ พึงให้ทานแก่สาวกของเรานี้แหละ ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของคนอื่น ๆ .. ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่าไม่พูดตามที่เราพูดทั้งกล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่ดี ไม่เป็นจริง
“.....ดูก่อนวัจฉะ ผู้ใดแลห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทานอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมทำอันตรายแก่วัตถุ ๓ อย่าง เป็นโจรดักปล้นวัตถุ ๓ อย่าง วัตถุ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ย่อมทำอันตรายแก่บุญของทายก ๑ ย่อมทำอันตรายแก่ลาภของปฏิคาหก ๑ ตนของบุคคลนั้นย่อมเป็นอันถูกกำจัด และถูกทำลายก่อนทีเดียวแล ๑....
“.....ดูก่อนวัจฉะ ก็เราพูดเช่นนี้ว่า ผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะหรือน้ำล้างขันไปแม้ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำคลำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้าน ด้วยตั้งใจว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิดดังนี้ ดูก่อนวัจฉะ เรากล่าวกรรมซึ่งมีการราดล้างน้ำภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยการกล่าวไปไย ถึงในสัตว์มนุษย์เหล่า
“.....อีกประการหนึ่ง เราย่อมกล่าวว่า ทานที่ให้แก่ท่านผู้มีศีล มีผลกมากที่ให้ในคนทีลหาเหมือนเช่นนั้นไม่ ทั้งท่านผู้มีศีลนั้น เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ แล้ว.... คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑.... ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ประกอบด้วยศัลขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุติขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุติญาณทัสสนขันธ์ที่เป้นของพระอเสขะ ๑... เรากล่าวว่า ทานที่ให้ในท่านที่ละองค์ ๕ ได้ ประกอบด้วยองค์ ๕ ที่กล่าวมา มีผลมากฯ”

ชัปปสูตร ติ. อํ. (๔๙๗)
ตบ. ๒๐ : ๒๐๕-๒๐๖ ตท. ๒๐ : ๑๘๒-๑๘๓
ตอ. G.S. I : ๑๔๓-๑๔๔



183 ข้อตอบโต้ลัทธิต่าง ๆ

ปัญหา สมณพราหมณ์บางพวกยืนยันว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ที่บุคคลได้รับเสวยอยู่นั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ คือ เป็นผลแห่งกรรมเก่านั้นทั้งสิ้น ดังนี้ พระพุทธองค์ทรงแก้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่มีว่าวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายมีว่าวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้.... จริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้น.... ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ จักต้องลักทรัพย์ จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ จักต้องพูดเท็จ จักต้องพูดคำส่อเสียด จักต้องพูดคำหยาบ จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ จะต้องมากไปด้วยอภิชฌา จักต้องมีจิตพยาบาท จักต้องมีความเห็นผิด
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือ กรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนว่าเป็นสาระสำคัญแล้ว ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือไม่ว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้.....ฯ”

ติตถสูตร ติ. อํ. (๕๐๑)
ตบ. ๒๐ : ๒๒๒-๒๒๔ ตท. ๒๐ : ๑๙๗-๑๙๘
ตอ. G.S. I : ๑๕๘-๑๕๙



184 พรหมลิขิตมีหรือไม่

ปัญหา สมณพราหมณ์บางพวกยืนยันว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ที่บุคคลได้รับเสวยอยู่นั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าอยู่ยิ่งใหญ่เป็นเหตุดังนี้ พระพุทธองค์ทรงเห็นอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์..... พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นเหตุจริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้น.... ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์.... จักต้องลักทรัพย์...... จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์..... จักต้องพูดเท็จ..... จักต้องพูดคำส่อเสียด.... จักต้องพูดคำหยาบ..... จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ..... จะต้องมากไปด้วยอภิชฌา...... จักต้องมีจิตพยาบาท..... มิจฉาทิฏฐิ.....
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นสำคัญ ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือไม่ว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้.....ฯ”



185 เหตุเกิดอกุศลมูล ๓

ปัญหา อะไรเป็นเหตุให้เกิด ราคะ โทสะ โมหะ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราคะ มีโทษน้อยคลายช้า โทสะ มีโทษมากคลายเร็ว โมหะ มีโทษมากคลายช้า.....
“สุภนิมิตคือความกำหนดหมายว่างาม เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคายถึงสุภนิมิต ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
“.....อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น.... ปฏิฆนิมิต คือความกำหนดหมายว่ากระทบกระทั่ง (จิต) เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายถึงปฏิฆนิมิต โทสะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง.....” (ในทางตรงกันข้าม ดับราคะได้ด้วย อสุภนิมิต ดับโทสะได้ด้วยเมตตาเจโตวิมุติ ดับโมหะได้ด้วย โยนิโสมนสิการ)

ติตถิยสูตร ติ. อํ. (๕๐๘)
ตบ. ๒๐ : ๒๕๖-๒๕๗ ตท. ๒๐ : ๒๒๖-๒๒๗
ตอ. G.S. I : ๑๘๑-๑๘๒



186 ศีลอุโบสถของศาสนาเชน

ปัญหา ได้ทราบว่าศาสนาเชน ของศาสดามหาวีระ หรือนิครนถนาฏบุตร
ศาสนาที่มีอยู่ในช่วงพุทธกาล จนถึงปัจจุบัน ศาสนาเชนมีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนนางวิสาขา มีสมณะนิกายหนึ่งมีนามว่านิครนถ์ นิครนถ์เหล่านั้นชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า... ท่านจงวางทัณฑะในหมู่สัตว์ที่อยู่ทางทิศบูรพา.... ทางทิศปัจฉิม... ทางทิศอุดร..... ทางทิศทักษิณ ในที่เลยร้อยโยชน์ไป นิครนถ์เหล่านั้นชักชวนเพื่อเอ็นดูกรุณาสัตว์บางเหล่า ไม่ชักชวนเพื่อเอ็นดูกรุณาสัตว์บางเหล่า ด้วยประการฉะนี้
“นิครนถ์เหล่านั้น ชักชวนสาวกในวันอุโบสถเช่นนั้นอย่างนี้ว่า.... ท่านจงทิ้งผ้าเสียทุกชิ้นแล้วพูดอย่างนี้ว่า เราไม่เป็นที่กังวลของใคร ๆ ในที่ไหน ๆ และตัวเราก็ไม่มีความกังวลในบุคคลและสิ่งของใด ๆ ในที่ไหน ๆ ดังนี้.... แต่ว่า มารดาและบิดาของเขารู้อยู่ว่า ผู้นี้เป็นบุตรของเรา แม้เขาก็รู้อยู่ว่า ท่านเหล่านี้เป็นมารดาบิดาของเรา อนึ่ง บุตรและภรรยาของเขาก็รู้อยู่ว่า นี้เป็นบิดาเป็นสามีของเรา แม้เขาก็รู้อยู่ว่า ผู้นี้เป็นบุตรภรรยาของเรา พวกทาสและคนงานของเขารู้อยู่ว่า ท่านผู้นี้เป็นนายของเรา ถึงตัวเขาก็รู้ว่า คนเหล่านี้เป็นทาสและคนงานของเรา เขาชักชวนในการพูดเท็จ ในสมัยที่ควรชักชวนในคำสัตย์ ด้วยประการฉะนี้.....”

อุโปสกสูตร ติ. อํ. (๕๑๐)
ตบ. ๒๐ : ๒๖๔-๒๖๕ ตท. ๒๐ : ๒๓๒-๒๓๓
ตอ. G.S. I : ๑๘๖-๑๘๗



187 ชาติหน้ามีจริงหรือไม่

ปัญหา ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ ? ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริงหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....อริยสาวกนั้น มีจิตหาว่าเรามิได้อย่างนี้ มีจิตหาความเบียดเบียนมิได้อย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองแล้วอย่างนี้ มีจิตหมดจดแล้วอย่างนี้ เธอย่อมได้ความอุ่นใจ ๔ ประการในชาตินี้
“ความอุ่นใจที่หนึ่งว่า ถ้าโลกเบื้องหน้ามีอยู่ ผลแห่งกรรมมีสัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะซึ่งจะเป็นไปได้ คือเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปแล้ว เราจะได้เข้าไปถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่หนึ่ง
“ความอุ่นใจที่สองว่า ถ้าโลกเบื้องหน้าไม่มี ผลแห่งกรรมมีสัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีเราก็จะรักษาตนเป็นคนไม่มีเวร ไม่มีความลำบาก ไม่มีทุกข์ มีแต่สุขในชาตินี้ ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สอง
“ความอุ่นใจที่สามว่า ถ้าเมื่อบุคคลทำบาป บาปชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว (และจะนำผลคือทุกข์มาให้เรา) เราไม่ได้คิดบาปให้แก่ใคร ๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเรา ผู้ไม่ได้ทำบาป ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สาม
“ความอุ่นใจที่สี่ว่า ถ้าเมื่อบุคคลทำบาป บาปชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว (และจะนำผลคือทุกข์มาให้เรา) เราก็ได้พิจารณาเห็นคนเป็นคนบริสุทธิแล้วทั้ง ๒ ส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สี่
“อริยสาวกมีจิตหาเวรมิได้ หาความเบียดเบียนมิได้ มีจิตไม่เศร้าหมอง มีจิตหมดจดแล้วอย่างนี้ ย่อมได้ความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แล ในชาตินี้ฯ”

เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) ติ. อํ. (๕๐๖)
ตบ. ๒๐ : ๒๔๗-๒๔๘ ตท. ๒๐ : ๒๑๗-๒๑๘
ตอ. G.S. I : ๑๗๕



188 หลักในการนับถือศาสนา

ปัญหา ในโลกนี้ มีคำสอนในศาสนา ในลัทธิ และในปรัชญา เป็นอันมาก แม้คำสอนทางพระพุทธศาสนาเองก็มีมากมาย จนทำให้เกิดความสงสัยลังเลว่า อะไรควรเชื่อถือ อะไรไม่ควรเชื่อถือ อะไรควรปฏิบัติตามอะไร ไม่ควรปฏิบัติตาม ขอได้โปรดแนะแนวในการเชื่อถือและในการปฏิบัติด้วย ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา
อย่าได้ถือโดยลำดับสืบ ๆ กันมา
อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินว่าอย่างนี้ ๆ
อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา
อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเนอย่าได้ถือโดย
อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับลัทธิของตน
อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้ถือโดยความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา

“เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั้นแล ว่าธรรมเหล่านี้ (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครประพฤติให้เต็มทีแล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสียเมื่อนั้น

เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) ติ. อํ. (๕๐๕)
ตบ. ๒๐ : ๒๔๓-๒๔๕ ตท. ๒๐ : ๒๑๓-๒๑๕
ตอ. G.S. I : ๑๗๑-๑๗๓


๑๗๑ - ๑๘๘ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]