Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทเรียนจากชีวิตเพื่อน - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ  (อ่าน 28 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,894
Karma: +17/-3


« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 02:54:57 pm »

บทเรียนจากชีวิตเพื่อน - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ชายผู้หนึ่งเล่าประสบการณ์อันน่าสลดใจของตนว่า

ผมมาคิดดูว่า เราก็อายุมากแล้ว ร่างกายทรุดโทรมลงไปทุกวัน  แทนที่จะอยู่บ้านกับลูกเมียกลับเมาอยู่นอกบ้านเป็นประจำ เราเอาเวลาที่มีค่ามาใช้โดยไม่มีประโยชน์กลับมีแต่โทษ เสียทั้งสุขภาพทั้งทรัพย์ เคยคิดจะหยุดในวันพระก็เป็นวันที่ไม่แน่นอน หมุนเวียนไปเรื่อย ผมเห็นเพื่อนๆ ใส่บาตรตรงกับวันเกิดของเขาทุกๆ ๗ วัน นับเป็นตัวอย่าง    ที่ดี เพราะวันพระมีคนใส่บาตรมากจนพระขนไม่ไหว วันธรรมดาได้ข้าวน้อย บางทีไม่พอฉัน  ผมควรเอาอย่าง  รู้สึกชั่วที่ผิดศีลข้อ ๕ มานานแล้ว

ตั้งแต่นั้นมา ทุกๆ วันเกิดผมจะงดดื่มเหล้า หากตรงกับวันหยุดผมจะอยู่บ้านอ่านหนังสือ ไม่ไปไหน ถ้าตรงกับวันงานก็ไปทำงาน เย็นกลับบ้านตรงเวลา ครั้งแรกทำท่าจะไปไม่รอด พอถึงเวลาเย็นอยากดื่มใจจะขาด ต้องทำใจแข็ง ไม่ยอมทำตามความรู้สึก พอเลิกงานก็กลับบ้านทันทีไม่ไถลไปที่อื่น

ผมคิดต่อไปว่า ในวันเกิดเมื่อไม่ดื่มเหล้าและทำบุญใส่บาตรแล้ว ควรอธิษฐานขอรับศีลห้าต่อหน้าพระพุทธรูป ตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่งด้วย ผมรู้สึกว่าจิตใจดีขึ้นและภูมิใจว่าได้เริ่มทำความดีให้แก่ตัวเอง
ต่อมาวันหนึ่งเป็นวันหยุดและตรงกับวันเกิดของผมใน ๗ วัน ผมใส่บาตรเสร็จแล้วก็มารับศีลจากพระพุทธรูป  เพื่อนก็ขับรถมาชวนไปเที่ยว และดื่มเหล้าที่ชายทะเล ผมขอตัวและขอโทษเพื่อนๆ โดยบอกว่า วันนี้ผมถือศีล ๕ งดดื่มของมึนเมา เพื่อนๆ บอกว่า ถึงไม่ดื่มก็ต้องไปเป็นเพื่อน ผมปฏิเสธว่าอย่าเอาผมไปเกะกะรถเลย แต่เพื่อนๆ ไม่ยอม  ทำท่าจะฉุดผมขึ้นรถให้ได้ ภรรยาผมต้องช่วยพูดขอตัวแทน เพื่อนๆ จึงยอมขึ้นรถขับออกไปด้วยความไม่ค่อยพอใจ

คืนนั้นสองทุ่มเศษ ผมกำลังนอนอ่านหนังสือในห้องรู้สึกเคลิ้มๆ ก็เห็นเพื่อนที่มาชวนไปเที่ยวเมื่อเช้านี้คนหนึ่ง เดินเข้าประตูมา ท่าทางเมามาก เสื้อผ้ายับยู่ยี่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ก้มหน้าคอตกเดินโซเซมานั่งตรงหน้าเก้าอี้ยาวที่ผมนอนอยู่ ผมลุกขึ้นนั่ง ตกตะลึงคิดว่า เมาขนาดไม่มองทางแล้วมาได้อย่างไร จึงชวนให้ค้างที่บ้านและถามว่าจะดื่มชาร้อนๆ ไหม

เสียงเพื่อนตอบอย่างลำบากและก้มหน้าคอตกอยู่อย่างเดิมว่า
ไม่ต้อง-อั๊วอยู่ไม่ได้-อั๊วต้องไป-อั๊วมาบอก-ว่า-เมื่อ-เช้า-นี้-ลื้อ-คิดถูก-แล้ว-ทำถูกแล้ว-อั๊วมา-ขอโทษ-ลื้อ-อั๊ว-ผิด-ความ-สนุก-คือทุกข์-ขออโหสิ-ให้อั๊ว-ด้วย !

ผมไม่สนใจคิดว่าแกพูดตามประสาคนเมา จึงเดินไปที่ประตูห้อง ร้องเรียกภรรยาให้หาน้ำชาร้อนและผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน จากนั้นก็ให้คนจัดที่นอนให้แก พอสั่งเสร็จก็หันหน้าเข้าไปในห้องแต่ก็มองไม่เห็นแกเสียแล้ว ผมตกตะลึงขนลุกไปหมดทั้งตัว เพราะห้องผมก็ไม่ใหญ่โต โปร่ง ไม่มีที่ซ่อน ประตูเข้าออกก็มีประตูเดียวที่ผมยืนอยู่

พอดีภรรยาเดินเข้ามาผมก็รีบเล่าเรื่องให้ฟัง ภรรยาฟังแล้วตื่นเต้นจนถาดใส่น้ำชาเกือบตกจากมือ พูดเสียงสั่นว่า อิฉันสงสัยอยู่แล้ว อิฉันนั่งอยู่ไม่เห็นใครเดินผ่านเข้ามาในห้องคุณเลย ทำไมถึงมีเสียงคุยกันในห้อง  นี่คงมีเหตุร้ายเกิดกับเพื่อนคุณ

รุ่งเช้าก็ได้ข่าวว่า เพื่อนคนที่มาหาเมื่อคืนประสบอุบัติเหตุขณะขับรถกลับกรุงเทพ เขาเสียชีวิตทันทีเพราะคอหัก ส่วนคนอื่นในรถบาดเจ็บสาหัสตามๆ กัน

นับแต่วันนั้น ภรรยาขอร้องให้ผมเลิกดื่มเหล้าตลอดไป แทนที่จะหยุดดื่มเฉพาะวันเกิด ซึ่งตรงกับที่ผมคิด ความตายของเพื่อนทำให้เห็นโทษของเหล้าชัดเจนยิ่งขึ้น

(กฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๑)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑.เพื่อนมาสำนึกเสียใจเอาเมื่อสายไปเสียแล้วสำหรับชาตินี้ แต่ยังไม่สายสำหรับชาติต่อๆ ไป และการที่เพื่อนมาปรากฏตัวให้เห็นเป็นข้อพิสูจน์ว่า ผี (เปรตหรืออสุรกาย)  มีจริง  ชาติหน้ามีจริง

๒.แม้ในสหรัฐอเมริกาก็มีเรื่องวิญญาณปรากฏตัวมากมาย มีตัวอย่างรายหนึ่งซึ่งสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งอเมริกา (American  Society for Psychical Research) สนใจมาก จึงสืบสวนอย่างละเอียดและบันทึกไว้ มีความโดยย่อว่า
 
นายเฮย์เวิร์ธ เป็นอาจารย์สอนวิชาดาราศาสตร์อยู่ที่สมาคม วายเอ็มซีเอ ในเมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลากลางคืน เมื่อเลิกสอน เขาก็กลับบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้านอน ขณะนั้นภรรยาของเขาหลับแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้ยินเสียงคนบิดลูกบิดประตูจึงลุกขึ้นนั่ง แสงจากโคมที่ถนนซึ่งส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้เขาเห็นพ่อของเขาเอง ยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าดูเคร่งขรึม เขาคิดว่าพ่อมาจากแคลิฟอร์เนียเพื่อเยี่ยมเขา พ่อเดินจากประตูมาที่เตียงของเขา ยื่นมือขวาให้ เขาเอื้อมมือไปจับ รู้สึกได้ว่ามือของพ่อกำมือเขาไว้แน่น พ่อไม่ได้พูดทักทาย เพียงแต่ส่ายหน้าช้าๆ แล้วหายวับไปกับตา ปล่อยให้เขายื่นมือค้างอยู่กลางอากาศ

เสียงกริ่งที่ประตูทำให้เขาหายตกตะลึง เมื่อไปเปิดประตูก็ได้รับโทรเลขด่วนจากแคลิฟอร์เนีย  น้องชายแจ้งข่าวว่า พ่อเพิ่งสิ้นใจเมื่อหัวค่ำนี้เอง เขาส่งโทรเลขให้ภรรยาซึ่งตื่นขึ้นเพราะเสียงกริ่ง และเล่าเรื่องการปรากฏตัวของพ่อ เขาจำได้ว่า พ่อสวมเสื้อผ้าชุดทำงาน ในกระเป๋าเสื้อมีปากกาหมึกซึมเหน็บอยู่ และมีดินสอกับวงเวียนด้วย การที่มีวงเวียนนั้นออกจะแปลกอยู่สักหน่อย

รุ่งเช้า เขาเดินทางไปแคลิฟอร์เนียเพื่อเยี่ยมแม่และน้อง น้องชายเล่าถึงการตายของพ่อให้ฟัง และให้เขาดูชุดที่พ่อสวมอยู่ในขณะถึงแก่กรรม ซึ่งตรงกับที่เขาเห็นทุกอย่าง รวมทั้งวงเวียนที่น่าสงสัยอันนั้นด้วย

เหตุที่สมาคมฯ ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เพราะ

๒.๑.มีพยานหลักฐานแน่นแฟ้น ทั้งญาติพี่น้อง และเอกสารคือโทรเลขฉบับนั้น
 
๒.๒.วิญญาณน่าจะมาปรากฏตัวจริง เพราะรูปร่างที่มาปรากฏแก่ลูกชายตรงกับลักษณะในวาระสุดท้ายของผู้ตาย เรื่องเช่นนี้ลูกชายไม่มีทางทราบได้เลย และเสื้อผ้าที่ผู้ตายสวมอยู่ก็ไม่ใช่ชุดที่สวมอยู่บ่อยๆ จนคุ้นตา ลูกชายเองก็ไม่เคยเห็นพ่อสวมมาก่อนเลย จะนึกเดาเอาว่าพ่อสวมเสื้อผ้าอะไรก็เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะวงเวียนที่ติดกระเป๋านั้น ไม่มีทางเดาเอาได้เลย
 
๒.๓.ร่างที่ปรากฏ ชัดเจน ไม่เลือนรางหรือโปร่งใส ทั้งยัง "สัมผัส" ได้ด้วย นักค้นคว้าทางจิตเรียกผีที่มาปรากฏให้เห็นและสัมผัสได้เช่นนี้ว่า Fully Externalized กรณีเช่นนี้มีน้อยมาก

๒.๔.นายเฮย์เวิร์ธและพ่อแม่พี่น้อง เป็นคนมีใจมั่นคง ไม่อ่อนไหว หรือตื่นเต้นง่าย
 
๒.๕.ผู้ตายเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ หาว่าไร้สาระ ใครสนใจก็เสียเวลาเปล่า ส่วนนายเฮย์เวิร์ธ ก็ไม่เคยเห็นผีมาก่อนเลย และเวลาที่เห็นนั้น เขาเพิ่งจะเอนตัวลงนอน ยังไม่หลับ ยังรู้สึกตัวดีอยู่ จึงไม่ได้ฝันไป

๒.๖.การสอบถามทำอย่างละเอียดถามซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแน่ใจว่า ทุกคนให้การโดยสุจริตและเป็นจริง ตระกูลเฮย์เวิรธ์ก็มีชื่อเสียงเป็นรู้จักกันดี จึงไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อหาผลประโยชน์ หรือหลอกให้คนตื่นเต้น

(คนตาทิพย์ แปลและเรียบเรียงโดย น.พ.สิริ พัฒนกำจร  M.D.)

๓.บางคนหลงคิดว่า "เขากินเหล้า" ที่จริง "เหล้ากินเขา" ต่างหาก ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากถูกเหล้ากิน "เงินทอง สุขภาพ  สมบัติผู้ดี สติปัญญา ฯลฯ" ไปจนแทบไม่เหลือ บางครั้ง เช่นในกรณีนี้ แม้แต่ชีวิตก็พลอยถูกกินไปด้วย

๔.ตราบใดที่ยังไม่เลิกดื่มสุรา ตราบนั้นก็จะยังมีเรื่องที่ต้องเศร้าโศกเสียใจอยู่ร่ำไป

บทเรียนจากชีวิตเพื่อน - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]