Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดัดสันดานกิเลส - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  (อ่าน 129 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 3,038
Karma: +17/-3


« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 12:44:44 pm »

ดัดสันดานกิเลส - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

อย่าเห็นงานใดเป็นงานสำคัญยิ่งกว่างานเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี่คืองาน
ของพระผู้บวชมาเพื่อชำระกิเลสอาสวะ ซึ่งเป็นเสี้ยนเป็นหนามฝังจมอยู่ภายในจิตใจ
ออกให้หมด เพราะอำนาจแห่งความเพียรนี้เท่านั้น อย่างอื่นไม่มีทางที่จะให้กิเลสหมด
สิ้นไปได้ดังใจหมาย

พระพุทธเจ้าเวลาทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อความตรัสรู้ พระองค์มีงานอะไรเข้าไป
แทรกเราได้คิดกันบ้างไหม เราระลึกอยู่ทุกวันทุกเวลาว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ นั้นน่ะ มี
ความหมายแค่ไหน เราต้องระลึกถึงปฏิปทาของพระองค์ท่านด้วยซิ เวลาออกทรงผนวช
พระองค์มีการงานเป็นความวุ่นวายเพื่อสั่งสมกิเลสความกังวลหม่นหมองที่ไหน….ไม่
มี มีแต่ทรงประกอบความเพียรเพื่อการถอดถอนกิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น เพียงแต่ยัง
ไม่ทรงทราบวิธีการปฏิบัติ จึงมีความล่าช้าและได้รับความลำบากไปเป็นธรรมดาของ
ผู้นำแห่งสัตว์โลก

แต่หลักใหญ่ก็คือ ความสนพระทัยต่อความพากเพียรนั้นไม่มีใครสู้ท่านได้ เวลา
นั้นไม่ปรากฏว่ามีงานใดมาแทรกแซงบ้างเลย พระสาวกอรหัตอรหันต์เหล่านั้น มีองค์
ไหนบ้างที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรม แต่มีงานอื่นงานใดเข้ามาแทรกแซงให้ยุ่ง
เหยิงวุ่นวาย ท่านไม่มีนี่
เรื่องการก่อสร้างโน่นก่อสร้างนี่ของท่านเหล่านั้นก็ไม่เห็นในตำรับตำรา อยู่ที่
ตรงไหนป่าไหน เขาลูกไหน มีแต่ท่านประกอบความเพียรเพื่อชำระกิเลส เพื่อฆ่ากิเลส
ถ่ายเดียวในที่นั้นๆ ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอยู่ในสถานที่นั้นๆ ซึ่งล้วนเป็นงาน
เพื่อถอดถอนกิเลส ตรงตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ประทานไว้สำหรับพระจริงๆ
นี่ควรจำควรระลึกเรื่องเหล่านี้เข้าสู่ใจของผู้ปฏิบัติเรา
อย่าเอาเรื่องโลกเรื่องสงสาร เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง เรื่องสกปรกที่เห่อกันเข้ามา
ทำลายจิตใจของนักบวชและนักปฏิบัติภาวนา จะเป็นบ้าไปด้วยกันหมดไม่อาจสงสัย
เวลานี้พระธุดงคกรรมฐานเรากำลังเป็นบ้าเห่อกัน เห่อในการก่อสร้างก็เห่อ
เห่อว่าเขานิยมนับถือก็เห่อ เขานิมนต์ไปปลุกเสกที่นั่นที่นี่ก็เห่อ สร้างนั้นสร้างนี้ก็เห่อ
ปลุกเสกนั้นปลุกเสกนี้ในบรรดาเครื่องรางของขลังต่างๆ ก็เห่อ สิ่งนี้ก็ขลังสิ่งนั้นก็ขลัง
ในตัวในย่ามพระธุดงคกรรมฐานเต็มไปด้วยของขลังๆ ทั้งที่หัวใจหาความขลังไม่ได้เลย
แล้วจะเอาสิ่งนี้ขลังสิ่งนั้นขลังมาจากไหน

ขอให้ขลังที่หัวใจของพระปฏิบัติจริงนี้เถอะน่ะ มีจิตแน่วแน่ดำเนินตาม
หลักธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยความพากเพียร เพื่อถอดถอนกิเลสให้หมดไปโดย
ลำดับๆ เถอะ เรื่องความขลังไม่ต้องบอกไม่ต้องแสวงหาที่ไหนกันละ มันขลังเอง ขลัง
อยู่คนเดียวไม่ต้องไปขลังเพื่ออวดโลกอวดสงสารเขาหรอก ไปอยู่ที่ไหนก็ขลัง ถ้าหัวใจ
หมดจากสิ่งต่ำทรามแต่ชอบขลังๆ นี้แล้ว จิตไม่ดีดดิ้น ไม่ดิ้นรนกวัดแกว่ง อยู่ด้วย
ความสงบสุขตามหลักธรรมชาติที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว

สิ่งทั้งปวงในโลก ไม่มีอันใดมาทำลายคุณค่าของใจได้ นอกจากกิเลสประเภท
ต่างๆ มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา เป็นตัวการสำคัญ นี่แลคือสิ่งที่
เหยียบย่ำทำลายจิตใจให้หาคุณค่าไม่ได้ ให้หาความขลังไม่ได้ เพราะฉะนั้นจงดำเนิน
จิตตภาวนาตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อุบายวิธีเหล่านี้เป็นทางเดินที่
ถูกต้อง เป็นอุบายวิธีถอดถอนกิเลสได้โดยลำดับ จนถึงความสิ้นสุดวิมุตติพระนิพพาน
ไม่นอกเหนือไปจากความพากเพียรที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้นี้ไปได้เลย
อย่าหลงโลกหลงสงสาร โลกนี้ล้วนแต่สิ่งอนิจจังและหัวใจมีกิเลส อย่าได้ปลงใจ
เชื่อง่ายๆ ใครหรือเพศใดก็ตามถ้าไม่ปฏิบัติตามศีลธรรมอันเป็นหลักความดีเครื่องตาย
ใจ ไม่งั้นจะลืมตัวมั่วสุมแล้วเสียไปได้จริงๆ ให้น้อม พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ นี้ไว้ภายในใจ
องค์ใดประพฤติปฏิบัติดีประพฤติปฏิบัติชอบ ตลอดถึงความรู้ความเห็นที่จะเป็น
เครื่องชักจูงหรือเป็นคติเตือนใจเราได้ จงยอมรับเป็นกัลยาณมิตรหรือเป็นครูเป็น
อาจารย์ และคบค้าสมาคมเข้าใกล้ชิดสนิทสนมโดยธรรม
ในธรรมท่านก็กล่าวไว้ว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีเพื่อนฝูงอันเป็นกัลยาณมิตรซึ่งเป็น
คติเครื่องสอนใจซึ่งกันและกันได้ ให้พึงไปกับกัลยาณมิตรหรือท่านองค์นั้นเถิด
หากว่าไม่มีกัลยาณมิตรที่ควรคบแล้วไซร้พึงไปคนเดียว แต่อย่าทำความลามกนะ
แน่ะ ท่านสอนไว้ จำไว้เป็นคติตลอดไป

ใจอย่าเล็งที่ไหนอย่าเล็งอะไรมากยิ่งกว่าธรรม อย่าตื่นโลกตื่นสงสาร ทุกวันนี้ยิ่ง
มีแต่ของปลอมเครื่องยั่วยวนกวนใจ ทำลายธรรมะภายในใจให้แหลกเหลว ล้อมหน้า
ล้อมหลังและแทรกซึมเข้ามาทุกด้าน คืบคลานเข้ามาทุกแห่งทุกหน ไม่ว่าในวัดนอกวัด
สถานที่ต่างๆ ตามบ้านตามเมืองแทบไม่เว้น มีแต่เรื่องทำลายศีลธรรมแทบทั้งนั้นจะ
ไว้ใจได้อย่างไร ผู้ปฏิบัติเพื่อเห็นภัยในสิ่งที่เป็นภัย ยังมองไม่เห็นสิ่งเป็นภัยที่ใกล้ชิดติด
ตัวอยู่รอบด้านแล้ว จะพ้นภัยได้อย่างไร

ผลที่มันแสดงออกมาก็คือความรุ่มร้อน ที่สุมอยู่ภายในอยู่ตลอดเวลาที่สัมผัส
สัมพันธ์กัน เราต้องการความรุ่มร้อนหรือ ทั้งที่เราบวชมาเพื่อความร่มเย็น ทำอย่างไร
ถึงจะให้มีความร่มเย็น ก็ต้องฝืนกิเลส ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงได้รับความร่มเย็นมาแล้วเพราะการปฏิบัติ

แถวแนวของพระพุทธเจ้าของสาวกท่านดำเนินอย่างไร ให้ยึดเป็นหลักเป็น
เกณฑ์อย่าให้เสื่อมคลายลงไป อย่าให้อ่อนกำลังลงไป เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เพื่อพุทธ
บูชา ธรรมะบูชา สังฆะบูชา ด้วยข้อปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส เอา…ตายไหนก็ตายเถอะ
ลูกศิษย์ตถาคต ตายด้วยความมีคุณค่าเพราะความเพียรอันอาจหาญชาญชัย
เรื่องขลังตรงนั้นขลังตรงนี้ นั่นคือความคิดอุตริหลอกตัวเอง แล้วก็ลุกลามไปไม่
มีประมาณ อย่าไปหาของขลังๆ อย่างที่ทำกันนั้นน่ะ ปลุกเสกนั้นปลุกเสกนี้ และแสดง
อภินิหารก่อสร้างนั้นก่อสร้างนี้เพื่ออวดอภินิหารกัน แต่หัวใจไม่สนใจมองดูบ้างว่ามันมี
อะไรอยู่ในนั้น ไม่ใช่อภินิหารบ้าร้อยตัวมันปลูกโรงละครอยู่ในนั้นจะเป็นอะไรไป
ได้ย้อนจิตมาดูกันบ้างหรือเปล่านักปฏิบัติเราน่ะ

อภินิหารของพระก็เป็นผู้ปราบปรามกิเลสให้อยู่หมัดล่ะซิ ไม่มีตัวกิเลสตัวใดที่
จะแทรกขึ้นมาภายในจิตใจได้ กิเลสทุกประเภทหมดไม่มีเหลือภายในจิตใจเลย
เหลือแต่ขันธ์ล้วนๆ นั้นแลคือผู้ขลัง เป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้แผ่อำนาจภายในตัวเอง ปราบ
กิเลสให้อยู่หมัดไม่มีเหลือ นี่แหละอำนาจอยู่ตรงนี้ ความขลังอยู่ตรงนี้ เมื่อได้ถึงขั้น
ความขลังเต็มภูมิแล้ว อยู่ไหนก็ขลัง ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสมมุติทั้งหลายที่พาให้ขลัง
แต่ขลังอยู่ในหลักธรรมชาติของจิตของธรรมล้วนๆ ซึ่งมีอยู่ภายในใจที่ได้ชำระสิ่งสกปรก
โสมมหาคุณค่าไม่ได้ออกหมดแล้ว นี่ความขลังอยู่ตรงนี้ เราจะไปหาความขลังที่ไหน
ตื่นโลกตื่นสงสารไปไหน

เดี๋ยวนี้กำลังกำเริบนะ กรรมฐานเราน่ะ ทำให้วิตกวิจารณ์กับกรรมฐานสายท่าน
อาจารย์มั่นอยู่มากทีเดียว เดี๋ยวนี้ใครก็ว่าเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นๆ เพราะ
ประชาชนเคารพนับถือท่านอาจารย์มั่น เฉพาะอย่างยิ่งภาคกลาง ซึ่งมีความสนใจใฝ่ทาง
ธุดงคกรรมฐาน ธุดงควัตรสายท่านอาจารย์มั่น ดูซิพอมีเวลาว่างบ้าง เขาอุตส่าห์
ตะเกียกตะกายมาด้วยความหิวกระหาย อยากพบอยากเห็นอยากกราบไหว้บูชาพระที่
ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่มีอรรถมีธรรมภายในใจ ด้วยความหิวกระหายมานาน
เพราะฉะนั้นพอว่างเวลาใดจึงพากันมาภาคอีสานมิได้ขาด ยิ่งนับวันมากขึ้นโดยลำดับ
ที่น่าเห็นใจสงสารมาก เราดูไหมเราเห็นไหมประชาชนทุกชั้นวรรณะที่หลั่งไหลมาน่ะ
วัดไหนก็มีแต่ภาคกลางแทบทั้งนั้นมาจองกฐินไว้หมด ด้วยแรงศรัทธาพาให้เป็น พอ
ว่างเวลาใดก็พากันมา แม้ว่างเพียงวันเสาร์วันอาทิตย์แค่นั้นก็เอา ยิ่งมีวันปิดชดเชย
บ้าง หรือมีงานทางราชการหยุดวันหนึ่งและมีวันศุกร์คั่นอยู่ตรงกลาง ลาได้กี่วันเขาก็ลา
มา นี่เขาหาของดีจากพระธุดงคกรรมฐาน พากันทราบบ้างหรือยัง

ส่วนพวกเราซึ่งอยู่ในแนวรบเพื่อชัยชนะ คว้าเอาของดีและดีเลิศมาครองได้คิด
อย่างไรบ้าง หรือคิดแต่กลัวโรงละครภายในใจจะชำรุด ต้องพะวักพะวงซ่อมอยู่ไม่หยุด
ด้วยวิธีการดังกล่าวมา (แบบเสกๆ สรรๆ ปลูกๆ สร้างๆ ) พระเราผู้ที่จะสามารถทรง
ของดีไว้ให้เขาได้อาบได้ดื่มอย่างเต็มจิตเต็มใจนั้น มันจะเป็นการขายตัวโดยไม่รู้ตัวนะ
ถ้าไม่รีบคิดและเตรียมตัวให้สมเพศแต่ขณะบวชหรือขณะนี้เป็นต้นไป
ธรรมดาของจิตที่มีกิเลส พอมีอะไรมายั่วนิดๆ ส่งเสริมนิดๆ มันเป็นบ้าไปทันที
ทันควันทีเดียวแหละ นี่ไม่ว่าใจใคร ว่าให้ใจเราใจท่านที่อยู่ด้วยกันและรู้อยู่ด้วยกันนี่
แหละ มันลืมตัวตรงนี้ เพราะจิตไม่มีหลัก ถ้าจิตมีหลักแล้วเป็นยังไงก็ไม่หวั่นไม่ไหว
เวลาที่จะอนุโลมผ่อนผันตามโลกสงสารตามกาลอันควรก็อนุโลมเสียเล็กๆ น้อยๆ
เพราะโลกกับธรรมอยู่ด้วยกัน คำว่ากาลเทศะ ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมทราบความหนักเบา
มากน้อย ในสถานที่,กาล,บุคคล.พออนุโลมก็อนุโลมไปเสีย พอหมดเหตุการณ์ที่ควร
อนุโลมแล้วก็ดีดพับเข้ามา คงเส้นคงวาอยู่ตามเดิม เพราะจิตมีหลักย่อมไม่ฝ่าฝืน
เหตุผลอรรถธรรม

ถ้าจิตไม่มีหลัก หากฎเกณฑ์ไม่ได้ เคร่งก็เคร่งเสียจนเป็นทิฐิมานะ ถ้าลงหย่อน
ยานแล้วเคร่งกลับตัวไม่ได้ ดีดตัวไม่ได้ จมไปเลย….นั่น ให้พากันระมัดระวัง เรื่อง
เหล่านี้จะไม่เกิดกับใครแต่จะเกิดกับพวกผู้ปฏิบัตินี่เอง ต่อไปนี้กรรมฐานจะไม่เหลือ
แล้วนะ เพราะความลืมตัวนั่นแหละจะสังหารให้วอดวายน่ะ เห็นเขาชมเชยสรรเสริญ
บ้างก็เป็นบ้าไป ไม่ได้สติยับยั้งตัว จงพากันระมัดระวังตรงนี้ให้มาก

ผู้มุ่งธรรมย่อมไม่สนใจกับสิ่งใดมากยิ่งกว่าธรรม ยืนเดินนั่งนอนย่อมมีสติ นี่จึง
ได้ชื่อว่าผู้มีความเพียร มีสติอยู่กับตัว ไม่ได้อยู่กับธรรมบทใดอาการใดก็ตาม ให้มีสติ
อยู่ มีความรู้สึกอยู่กับตัวจนกลายเป็นสัมปชัญญะ คือมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอเพราะการ
ฝึกฝนอบรม ทีแรกก็ขาดวรรคขาดตอน แรกจริงๆ ก็ล้มลุกคลุกคลานสติสตังไม่ค่อยมี
แต่การพยายามเพราะอำนาจแห่งความมุ่งมั่นเป็นเครื่องฉุดลากกันไปก็พยายามถูไถไป
ได้ ค่อยเข้มแข็งขึ้นโดยลำดับ ๆ

นี่ได้เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังไม่ทราบกี่ร้อยกี่พันครั้ง ว่าได้เคยเป็นอย่างนั้น
มาแล้วล้มลุกคลุกคลาน แต่สำคัญความมุ่งมั่นมีมาก การกระทำของเรายังไม่รู้วิธี
ลูบๆ คลำๆ ด้นๆ เดาๆ ไป ล้มบางลุกบ้างคลานไปบ้าง ทั้งๆ ที่ความตั้งใจมีมากแต่
เพราะความไม่เข้าใจในงานก็ต้องเป็นอย่างนั้นไปก่อน เวลาฝึกอบรมเข้าโดยลำดับๆ
จิตก็ค่อยคล่องแคล่ว ค่อยรู้วิธีและปรากฏผลขึ้นมาพอให้เห็นเล็กๆ น้อยๆ เป็นเครื่อง
แปลกประหลาด เปน็ เครื่องสะดุดใจ เปน็ เครื่องทำให้เกิดความดูดดื่มต่อความ
พากเพียรที่จะทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้โดยลำดับ มันก็ค่อยตั้งตัวขึ้นมาได้
จนใจมีความสงบ เย็น…ก็รู้

ใจถ้าหาความสงบไม่ได้แล้วอย่าเข้าใจว่าเพศพระนี้จะมีความสุขนะ สุขเพียง
ร่างกายเฉยๆ นั่นไม่มีคุณค่าอะไร ยังเป็นเครื่องเสริมกิเลสเข้าไปอีก มีแต่กินแต่นอนอยู่
เฉยๆ มันเสริมกิเลสให้มีกำลังมากนะ ร่างกายเนื้อมีกำลังมากต้องทับใจ ราคะก็มาก
ฉันอะไรเข้าไปพอมีกำลังแข็งแรง กิเลสคอยแต่กำเริบ ผมเองรู้ แม้สมัยกำลังเรียน
หนังสืออยู่ก็ยังรู้ กำลังวังชาทางกายของเรามีเต็มที่เราก็รู้ ว่ามันทับจิตใจให้กวัดแกว่ง
ผิดปกติ ฉันนมไม่ได้จิตคอยแต่จะกำเริบท่าเดียว ต้องได้ระมัดระวังอาหารที่เป็นภัยต่อ
จิตใจอยู่เสมอ

เพราะฉะนั้น แม้กำลังเรียนหนังสือก็ไม่ยอมฉันนม เวลาเขามาทำบุญให้ทาน
ได้มาก็ถวายพระผู้ใหญ่ไปเสีย เราไม่ฉัน ยิ่งออกมาปฏิบัติแล้ว ไม่ฉันเลย จนทา่ น
อาจารย์มั่นท่านรู้นิสัย เมื่อตาปะขาวต้มมัน เขาเทเอานมผสมแจกพระ ท่านรีบสั่งตา
ปะขาวเลยนะ ว่านี่ตาปะขาว ท่านมหาท่านไม่เอานมนะ ตักถวายท่านมหาก่อน แล้ว
ค่อยผสมนมทีหลังนะ ท่านรู้นิสัยเรา รู้เรื่องของเราและยกเราเป็นต้นเหตุ แล้วหาอุบาย
สอนพระในวงนั้นเอง ท่านฉลาดมากนี่

คิดดูผมเคยฉันช้อนเมื่อไร เวลาผมไปอยู่ที่นั่น ท่านก็รู้ความตั้งใจของผมมี
ขนาดไหน ท่านรู้อย่างเต็มใจ เราตั้งใจขนาดไหนเราก็รู้เต็มใจของเรา ท่านก็รู้เต็มใจ
ของท่าน เพราะผมเคยได้ยินท่านพูดถึงเรื่องการฉันช้อน ท่านว่าพระกรรมฐานฉันช้อน
ดูแล้วมันขวางตาขวางใจ สะดุดใจทันที ท่านว่ามันเหมือนพระเจ้าชู้ ขุนนาง การฉัน
เพื่อความเห็นภัย จะหาอะไรมาเป็นความสะดวกสบาย มาโก้เก๋อย่างนั้น มันขัดกันกับ
ความเห็นภัยในการฉัน

โดยหลักฐานพยานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส ปิณฺฑปาตํ
ปฏิเสวามิฯ นั่น ฉันพออัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรกับรสกับชาติ ไม่ได้ไป
ดูดดื่มไปสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านั้น ฉันพอยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่ง เพื่อระงับเวทนา
ความทุกข์ในธาตุในขันธ์ไปเท่านั้น การเอาช้อนมาซดโฮกๆๆ มันก็เป็นการส่งเสริม
กิเลส เป็นพระเจ้าชู้ไปละซิ ท่านว่าองค์ท่านเอง ท่านก็ไม่ฉันช้อนด้วย
เราฟังท่าน ฟังด้วยความสนใจจริงๆ ไม่สักแต่ว่าฟัง ท่านว่าอะไรมันเยิ้มๆ เข้า
ไปในหัวใจ มันถึงใจเลย เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังเสมอ อยู่กับท่านถึงแปดปี ไม่เคยมี
ความเคยชินกับท่านเลย ท่านจะพูดทีเล่นทีจริงมันก็จับปั๊บๆๆ ตลอดเวลาเหมือนเทป
นี่พูดถึงเรื่องราคะตัณหา มันกำเริบรุนแรงและรวดเร็ว เวลาธาตุขันธ์มีกำลังมัน
คอยแต่จะกำเริบ ฉันมากมันก็กำเริบ และทับจิตนั่นแหละไม่ใช่ทับอะไร เราเคยเป็นมา
หมดแล้ว เวลาธาตุขันธ์มีกำลังเต็มที่เราก็รู้ เหมือนกับว่ามันดีดปึ๋งปั๋งๆ มีอะไรมาเพิ่ม
นิดหนึ่งก็เสริมมันทันที จึงต้องระงับด้วยการฉันน้อยๆ หรืออด ให้กำลังกายอ่อนเพลีย
ลงของมันไปเรื่อยๆ ไม่ส่งเสริม ภาวนาก็ดีดขึ้นๆ อุบายวิธีฝึกฝนเจ้าของต้องรู้ ไม่รู้
ไม่ได้

ทีนี้พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านก็รู้ว่าผมไม่ฉันช้อน เวลาผมออกจากท่านไปเที่ยวที่
ไหนๆ ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่าผมไปด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่เต็มฐาน ไปทรมานอยู่ตามป่า
ตามเขาลูกไหนๆ ท่านก็รู้ แล้วท่านทำไมพูดขึ้นมาว่า ท่านมหานานมานัก ไปหลายวัน
แล้ว มัวไปซดซ้ายซดขวาอยู่ที่ไหนกัน นั่นฟังซิ ท่านตีหน้าผากพระตีกระบาลพระรู้ไหม
พระองค์ดื้อๆ มันมีที่แสดงให้ท่านเห็น ท่านไม่พูดตรงๆ ถ้าพูดตรงๆ มันจะเจ็บมาก
ไป กิเลสตัวดื้อของพระจะเกิดขึ้นมา แล้วจะเป็นบาปแก่ตัวเอง ท่านจึงหาอุบายพูด
อย่างนั้น ว่าท่านมหานี่ไปซดซ้ายซดขวาอยู่ที่ไหนนา ไม่เห็นมา ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่าเรา
ตั้งใจขนาดไหน เราไม่เคยแตะช้อนเลยท่านก็รู้ แต่ทำไมท่านพูดอย่างนั้น ก็คือท่าน
สอนหมู่สอนคณะในวงนั้นนั่นเอง เวลาขากลับมาพระก็เล่าให้เราฟังจนได้แหละ ท่าน
พูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับเรา พระจะต้องเล่าให้ฟังหมด บรรดาอุบายของท่านอาจารย์มั่น
พูดกับพระหรือพูดถึงเรา

ฉะนั้นต้องระวังการขบการฉัน ผัดๆ มันๆ ถ้ามากๆ มันก็เสริม นี่รู้เจ้าของตอน
ธาตุมีกำลัง ไม่ได้หมายถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้อะไรมันก็อย่างว่านั่นแหละ ถ้าเป็นความ
ต้องการทางธาตุขันธ์ เราก็ต้องการให้ฉันได้นั่นแหละ ส่วนที่ว่ามันจะไปเสริมกำลังให้
เป็นราคะ โทสะ โมหะ นั้นเราไม่ได้สนใจ ไม่ได้คิด แต่มันฉันไม่ได้เพราะเวลานี้ธาตุมัน
ชำรุดของมันแล้ว นี่พูดให้หมู่เพื่อนฟังในการปฏิบัติต่อตัวเอง ที่มีอายุพรรษาน้อยมัน
เป็นไปได้นะ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์มีอะไรไปเสริมมันแสดงตัวขึ้นมาทันที การภาวนาไม่
สะดวก ผู้เป็นนักภาวนาสังเกตจิต จะต้องทราบเรื่องธาตุเรื่องขันธ์มันเกี่ยวข้องกับจิต
อย่างไรบ้าง นอนมากมันก็แสดง ถ้านอนมากราคะจะแสดงอาการกำเริบผิดปกติ
เหมือนกัน ต้องได้ระมัดระวัง

วิธีการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เล่นๆ นะ ต้องมีอุบายแยบคายสำหรับตัวเอง
สังเกตตัวเอง สักแต่ทำไปสุ่มสี่สุ่มห้าไม่คิดหน้าคาดหลัง ไม่ทบทวนเหตุผลโดยทาง
ปัญญาแล้วมันไม่ได้เรื่อง มันต้องใช้หัวคิดปัญญา

หมู่เพื่อนที่มาอยู่ใหม่นี้ก็ให้ดู มาศึกษาอบรม ตามีให้ดู ท่านพาทำยังไง หมู่
เพื่อนทำยังไง หูมีให้ฟัง ท่านพูดอะไร ให้ดูให้ฟัง ชื่อว่ามาศึกษาอบรม ไม่ใช่มาฟังครู
บาอาจารย์ขึ้นต้น นโม ตสฺส ถึงจะว่าเทศน์ การเห็นด้วยตาได้ยินด้วยหู สิ่งที่มาสัมผัส
อายตนะของเราที่เกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อน ครูบาอาจารย์ ล้วนแต่เป็นการฟังการศึกษา
ทั้งนั้น ถ้าเราจะเป็นผู้สนใจต่อการศึกษา ต้องได้รับการศึกษาการอบรมอยู่ตลอดเวลา
โดยหลักธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกันอย่างไรอย่าลืมเรื่องการก่อสร้างยุ่งเหยิงวุ่นวาย
อย่าหามาทับมาถมจิตใจ นี้ไม่ใช่
งานเพื่อถอดถอนกิเลส เป็นงานเพิ่มกิเลส งานสั่งสมกิเลสมากขึ้น ให้เกิดความกังวล
วุ่นวาย เพราะการสร้างเกี่ยวกับการเงิน เกี่ยวกับผู้อื่น เวลานี้ทราบกันไหมว่าเงินกำลังมี
อำนาจ เหยียบย่ำทำลายศีลธรรม วัดวาอาวาส ตลอดถึงหัวใจพระเณรแหลกไปหมด ได้
พากันคิดหรือยัง รีบคิดนะ ไม่คิดได้หรือมันเกี่ยวข้องกับเราอยู่ทุกเวลา ตามองเห็นพับ
อดคิดไม่ได้ มันต้องคิด อะไรๆ มีแต่เงินๆ ใจเมื่อไปทางนั้นแล้วย่อมลืมธรรมนั่น
แหละ ปล่อยให้วัตถุเข้ามาเหยียบย่ำทำลายจิตใจเสีย เลยไม่ได้เรื่องได้ราวในสิ่งที่
ต้องการคืออรรถธรรมอันเป็นของประเสริฐ

บวชมาแทนที่จะมาถอดถอนกิเลส มันกลับกลายเป็นเรื่องมาสั่งสมกิเลสด้วยงาน
นั้นงานนี้ ด้วยการเสาะการแสวง ด้วยความพอใจในสิ่งนั้นสิ่งนี้ซึ่งเป็นด้านวัตถุไปเสีย
แล้วมันสั่งสมกิเลสวันหนึ่งๆ มากเท่าไร เราจะว่าเราเป็นกรรมฐาน เราไม่ได้คิดถึงเรื่อง
ว่าอะไรที่ว่าเป็นภัยแก่จิตใจเวลานี้ จึงหาความสงบร่มเย็น หาความสว่างแจ่มใสภายใน
จิตไม่ได้ นั่นคืออะไรพาให้เป็น ก็คืออารมณ์ของใจนั่นเอง อารมณ์ความอยาก อารมณ์
ความหลง ความฟุ้งเฟ้อความเห่อกับหมู่กับเพื่อนกับวัตถุนิยม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง
ทำลายจิตใจทั้งนั้น ผู้ตั้งใจเป็นอรรถเป็นธรรมไม่ต้องยุ่ง

บิณฑบาตได้อะไรมาฉันพอ เท่านั้นพอ ได้น้อยได้มากพอ ไม่ได้สนใจว่าอาหาร
มีน้อยอาหารมีมาก อาหารนี่รสดีไม่ดี ไม่สนใจ พอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้นเป็นที่พอใจ
แล้ว ขอให้ได้บำเพ็ญธรรมะ ขอให้ธรรมะสมบูรณ์ สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญ เป็นเพียง
อาหารปัจจัยเครื่องอาศัยเท่านั้น ความพากเพียรให้สมบูรณ์นั้นเป็นที่พอใจ นี่เคยได้
เหตุได้ผลมาอย่างนี้ จะรู้มากรู้น้อยก็รู้มาด้วยวิธีการนี้ ไม่ได้รู้มาด้วยความเหลือเฟือ
ความอิ่มหนำสำราญ การกินมากนอนมาก อยู่สะดวกสบายก็เคยมาแล้ว แต่ไม่ได้รู้ด้วย
วิธีนี้ รู้ด้วยความอดอยากขาดแคลนต่างหาก เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดได้ว่า ธรรมเจริญ
แก่ผู้ปฏิบัติด้วยความอดอยากขาดแคลน เขียมๆ แต่ธรรมหาความเจริญไม่ได้หรือ
ธรรมฉิบหายไปเพราะความฟุ่มเฟือย ความเหลือเฟือ เช่น วัดป่าบ้านตาดนี้เหลือเฟือ
มาก แต่จะทำอย่างไรมันเป็นอัธยาศัยใจศรัทธาของประชาชน เป็นแต่เพียงว่ากระซิบ
กระซาบบอกพระบอกเณรเราให้รู้วิธีปฏิบัติตัวเอง ต่อปัจจัยไทยทานทั้งหลายโดย
รอบคอบ ไม่ลืมตัว

คนนั้นก็นำมา คนนี้ก็นำมา มันขาดได้เมื่อไร ก็อย่างที่เห็นๆ นั่นแหละ เขาก็
อยากจะได้บุญเป็นเจตนาของเขา เราก็ไม่มีอะไรที่จะตำหนิเขา แต่เราซึ่งเป็นนักปฏิบัติ
ก็ให้รู้ตัวเอาเอง เพื่อปฏิบัติให้เหมาะสมไม่ให้เสียทางด้านจิตใจเรา อาหารประเภทใด
ที่เป็นภัยต่อการภาวนา อาหารประเภทใดที่เป็นคุณต่อธาตุต่อขันธ์ ไม่เป็นภัยต่อการ
ภาวนา ให้ยึดอันนั้นเป็นสำคัญยิ่งกว่าลิ้นกว่าปากกว่าท้อง อย่าให้ลิ้นปากท้องวิ่งแซง
หน้าธรรม ถ้าลิ้นปากท้องได้เดินหน้าธรรมแล้ว ธรรมหาทางก้าวไม่ได้ หาทางออกไม่ได้
เพราะฉะนั้นต้องให้ธรรมเดินหน้าลิ้นปากท้องเสมอ อย่าถือลิ้นเป็นใหญ่ยิ่งกว่าธรรม
เรื่องปากเรื่องท้องอย่าถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าธรรม ผู้นี้แหละผู้จะได้ผลในการปฏิบัติ
เอาทุกข์ก็ยอมรับว่าเราทำงาน เราฝึกทรมานกิเลส กิเลสมีกำลังขนาดไหนเราจะ
ไปทำเบาๆ หย่อนๆ อ่อนๆ กำลังได้หรือ กิเลสมีกำลังขนาดไหนก็ต้องได้ทุ่มเทกัน
เต็มที่ ถึงคราวเป็นเอาเป็น ถึงคราวตายเอาตายไม่เสียดายชีวิต เหล่านี้เราได้เคยทำ
มาแล้ว ไม่ใช่มาคุยให้หมู่เพื่อนฟังเฉยๆ ด้วยความโอ้อวดนะ เราทำมาแล้วทั้งนั้น
บางครั้งสละชีวิตทุ่มกันลงเลย ว่าเอาตายก็ตายเถอะเราถอยไม่ได้ นั่น ถึงขนาดนั้นก็มี
ไม่ทราบกี่ครั้งกี่หนแล้ว ไม่ว่าไปอยู่สถานที่กลัวเคยทำแล้ว เอากลัวอะไรกลัวตรงไหน
เดินบุกป่าเข้าไปที่นั่นเลย

ขณะเดินจงกรมจิตมันหลอก เหมือนกับเสือมีกี่สิบตัวไม่ทราบได้ มาหมอบอยู่
ข้างทางจงกรมเป็นสิบๆ รอบทางจงกรม ดูซิสัญญาอารมณ์มันหลอกเรา ฮึ…มันยังไง
กันนี่ เสือทั้งแผ่นดินจะถือเป็นอาหารอันเอร็ดอร่อยเฉพาะพระไม่เป็นท่าองค์เดียว
เท่านี้หรือ ถึงได้มาคอยรุมกินแต่พระองค์เดียวนี้ เสือตัวไหนใหญ่ที่สุดมันอยู่ที่ไหน
สัญญามันก็หลอก มันอยู่ตรงนั้น เอา ไปให้ตัวนี้กินก่อนเถอะ แล้วก็ก้าวออกจากทาง
จงกรมไปหาเสือตัวที่สำคัญว่าใหญ่ๆ นั้น แต่ไม่มี นั่นเห็นไหม มันหลอกเราหนึ่งครั้ง
แล้วนะจำไว้ เอาไปอีกตรงไหน มันก็หลอกเราว่าตรงนั้นๆ ว่าตรงนี้ๆ ก็บุกป่าเข้าไป
พร้อมกับตัดสินใจ เอานะวันนี้นะ ถ้าความกล้าหาญไม่เกิดไม่ชนะความกลัวเหล่านี้ได้
แล้ว คืนนี้ทั้งคืนจะไปไม่หยุด ใครจะว่าเป็นบ้าเป็นบอเพราะเที่ยวเวลาค่ำคืนในดง
ไหนป่าไหนบ้านก็ตามเถอะ วันนี้จะดัดสันดานมันละ เราไม่เป็นบ้าเราดัดกิเลสตัวมัน
หลอกลวงให้กลัวต่างหาก ก็บุกใหญ่พิจารณาไปเรื่อย บุกไปเรื่อยพิจารณาไปเรื่อย ว่า
เสืออยู่ตรงไหนบุกเข้าไป ไม่มีฟืนมีไฟบุกเข้าไปกลางคืนมืดๆ เลย มีแต่ผ้าอังสะเท่านั้น
แหละติดตัว

เอากินก็กินเถอะ พระหนักศาสนาพระแบบนี้ พระขี้ขลาดหวาดกลัวอย่าให้อยู่
หนักศาสนานานเลย เอา…ถ้าไม่รู้ให้ตายวันนี้ ไม่ตายให้รู้ มีเท่านั้นในหัวใจ ถ้าไม่
เกิดความกล้าหาญจนเป็นที่แน่ใจตัวเองขึ้นเมื่อไรแล้ว จะกลับไม่ได้วันนี้ เอา..เอาให้
ถึงเหตุถึงผลกัน เสือมีเท่าไรมากินเราวันนี้ มากินพระขี้ขลาดหนักศาสนาองค์เดียวนี้
เอากิน กินเถอะ ไม่เสียดายอะไรทั้งนั้น พาบุกเรื่อยเดินเรื่อย กำหนดพิจารณาเรื่อย ว่า

ที่นั่นว่าที่นี่ ว่าที่นี่ว่าที่นั่น เสือตัวนั่นเสือตัวนี่ เสือตัวนี่เสือตัวนั่น อยู่ที่นี่อยู่ที่นั่น แต่ไป
ที่ไหนไม่มีเสือนี่ นี่มันหลอกเรา รู้เพลงของมันเรื่อยๆ ตามกันทัน ก็กำหนดพิจารณา
ไม่ถอยนี่ ไม่ใช่บุกป่าแบบบ้าๆ บอๆ แต่บุกป่าแบบภาวนาจะว่าไง นี่เป็นวิธีภาวนาดัด
สันดานตัวเองจึงทำแบบนั้น พอรู้เข้าๆ เข้าใจเรื่อยๆ ทีนี้จิตมันก็กล้าหาญขึ้นมา
โอ้โฮ บทเวลามันกล้าหาญก็ตัวสั่นเหมือนกับเวลามันกลัวนะ ทีนี้ไม่ว่าอะไรจะมา
ทำให้กลัว แม้หมดโลกนี้กไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้น กล้าหาญจนตัวสั่น ดูซิอำนาจแห่ง
ธรรมเวลาเราปฏิบัติ ไม่ว่าเสือว่าช้างอะไรมาก็เถอะ มันจะอ้าปากกัดเรา เราสามารถ
โดดเข้าในปากมันได้เลยโดยมันจะงับเราไม่ได้ ช้างก็ช้าง เสือก็เสือเถอะไม่กลัวทั้งสิ้น
ยังจะเดินเข้าไปหามันได้สบาย อะไรก็ตามขึ้นชื่อว่าศัตรูหรืออันตรายแล้วไม่มีกลัว เมื่อ
ไม่กลัวแล้วไปทำไมทีนี้ เมื่อไม่กลัวแล้วก็กลับ กลับมาเดินจงกรมสบายไม่มีอะไรละที่นี่
จึงได้เห็นโทษของมัน

นี่เป็นระยะเป็นครั้งคราว ไม่ใช่มันระงับมันดับไปทีเดียวหมดไม่ต้องแก้ไขกัน
อีกนะ มันมีขึ้นอีกได้เหมือนกัน วันใดวันหนึ่งมันแสดงขึ้นมาอีก เราก็สำทับมันทันทีว่า
จะเอาอีกเหรอ นั่น เพราะเคยเห็นเหตุผลจากกันมาแล้วนี่ เราได้เหตุได้ผลจากวิธีการนี้
มาแล้ว พอถูกสำทับว่าจะเอาอีกเหรอ มันก็หมอบเลย นี่พูดเรื่องความกลัว กลัวแบบนี้
และดัดกันแบบนี้ก็มี เหล่านี้เป็นอุบายวิธีของแต่ละรายจะผลิตขึ้นมาใช้ ฉะนั้นการ
ปราบปรามกิเลสจึงต้องมีหลายวิธี ที่เห็นว่าเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเป็น
ระยะๆ ไป
พูดถึงเรื่องการนั่ง เอ้า จะทุกข์ขนาดไหนความทุกข์นี่ มันไม่เลยธาตุขันธ์นี้ไป
มันอยู่ในธาตุในขันธ์นี่ พิจารณาค้นลงให้รู้ว่าทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ
ทุกข์เป็นสัจธรรมเป็นของจริง ทำไมอยู่กับเรามันจึงจะปลอม มันปลอมเพราะเหตุไร
เอากันละที่นี่

มีต่อ......

คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 3,038
Karma: +17/-3


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 01:36:50 pm »

ต่อ......

พูดถึงเรื่องทุกขเวทนา กำหนดกันไว้สว่างรุ่งขึ้นวันใหม่เป็นอย่างน้อย หรือมัน
จะเตลิดเปิดเปิงไปกว่านั้นก็แล้วแต่เหตุการณ์ แต่อย่างน้อยต้องสว่างเป็นวันใหม่
เสียก่อนถึงจะลุกจากที่นี่ได้ เมื่อยังไม่ถึงนั้น เอา..อะไรจะขาดก็ขาดไปเถอะ วันนี้จะ
ถอยกันไม่ได้ถ้าไม่รู้สัจธรรม พอพูดแล้วก็ยกมือสาธุขึ้นเลย ยกมือขึ้นสาธุว่า สัจธรรมมี
เท่าไรขอจงแสดงให้ข้าพเจ้ารู้เห็นให้หมดในคืนวันนี้ ข้าพเจ้าจะฟังสัจธรรมนี้จนถึง
สว่างหรือสลบตายไปเท่านั้น หากสลบล้มลงไป ได้สติเมื่อไรจะลุกขึ้นมานั่งทันทีไม่มี
ข้อยกเว้น ไม่มีข้อแม้ เช่น เว้นปวดถ่ายหนักถ่ายเบา ไม่ให้มีข้อยกเว้นกันเลย
มีเหตุอันตรายฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในวงวัดเท่านั้น เช่น เกิดขึ้นกับครูบาอาจารย์หรือ
พระเณรในวัดนั้นเรายกให้เพราะอยู่กับหมู่กับเพื่อน แต่สำหรับเจ้าของจะเป็นอะไรก็
เป็นเถอะ ไม่ให้มีการลุกนั่งจากที่นั่งสมาธิภาวนา มันจะปวดขี้ เอา..ทะลักออกไปเลย
เราลุกออกจากที่แล้วเราล้างได้ เราขี้ใส่ตักแม่ขี้ใส่มือแม่ในเวลาเป็นเด็กเล็ก ทำไมเราขี้
ได้ ขี้ใส่ตัวใส่ผ้าของเราเอง ทำไมเราล้างไม่ได้วะ หากว่าเราไปมีข้อแม้แล้วมันจะหาทาง
ออก เดี๋ยวปวดหนักเดี๋ยวปวดเบา เลยไม่ได้เรื่อง เมื่อไม่มีอะไรอื่นแล้วมัดมันไว้เลย
ตอนทุกขเวทนาหนักๆ นั่นแหละที่สำคัญมาก โอ้โฮ คนเราเมื่อจนตรอกจนมุม
จริงๆ แล้วมันไม่ได้โง่อยู่ตลอดไปนะ นี่ก็ได้ความรู้ขึ้นมาอีกแง่หนึ่ง เวลาจนตรอกจน
มุมหาทางออกไม่ได้นั้น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ จะโผล่ขึ้นมาเองและเด่นทีเดียวละ ก็
ไม่มีใครช่วยเหลือเรานี่ เราต้องช่วยตัวเอง เจ็บปวดหนักลำบากมากเท่าไร ทุกข์มาก
เท่าไร สติปัญญาหมุนติ้วๆ ค้นหาความจริง มันทุกข์ที่ตรงไหน เอ้า ทุกข์ที่ตรงไหน
มากเอาตรงนั้นเป็นที่หมาย เอาตรงนั้นเป็นสนามรบเป็นสถานที่พิจารณา เช่น เอวมัน
ปวดมากมันจะหัก เอวมันจะหักตรงไหน อะไรจะหักอะไรจะเจ็บ หนังหรือเจ็บ กระดูก
หรือเป็นทุกข์ หรือเอ็นเป็นทุกข์หรืออะไรเป็นทุกข์ เรายกข้อเปรียบเทียบเข้าให้ทันเหตุ
ทันผลปุ๊บปั๊บๆ ทุกข์มากเท่าไรปัญญายิ่งหมุน จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ความอยากให้ทุกข์ดับ
ไปเท่าไร ยิ่งเป็นการเพิ่มสมุทัยให้ทุกข์ทวีรุนแรงมากขึ้น

เราต้องพิจารณาให้เห็นความจริง ฟาดกันลงไปจนละเอียด แยกแยะเสียจน
ชัดเจน เนื้อเป็นเนื้อ หนังเป็นหนัง เอ็นเป็นเอ็น กระดูกเป็นกระดูก ต่างอันต่างจริง
สรุปแล้วกายเป็นกาย ต่างอันต่างจริง เวทนาเป็นเวทนาเป็นความจริงล้วนๆ ประจักษ์
ขึ้นกับใจว่า อ๋อ ที่ท่านว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ เป็นความจริงเป็นอย่างนี้เอง ไม่ต้องถามใคร
เลย มันรู้ประจักษ์ใจ กายก็เป็นความจริงของกาย เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นสุขเป็นทุกข์ เวลา
นำไปฝังดินหรือนำไปเผาไฟ เมื่อจิตไม่ได้ครองอยู่ในร่างนั้นแล้ว ไม่เห็นเขาว่าอะไร
ใครเป็นคนว่า

ทุกข์นี่มันเกิดขึ้นมาจากไหน ถ้าว่าใจเป็นทุกข์ ใจมันมีอยู่ทุกเวลาทำไมทุกข์
ประเภทนี้จึงเพิ่งมาเกิด แล้วทุกข์ประเภทนี้ดับไป ทำไมใจจึงไม่ดับด้วย ถ้าว่าใจเป็น
ทุกข์ ทุกข์เป็นใจ เป็นอันเดียวกันจริงๆ ถ้าว่ากายเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นกายก็เหมือนกัน
เวลาทุกข์นี้ดับไปทำไมกายยังมีอยู่ ไม่เห็นดับไปด้วยล่ะ มันแยกมันแยะ
กำหนดพิจารณาที่ไหน จิตจ่อลงไปๆ กำหนดลงไป พอมันรอบของมันแล้วทุกข์
ดับหมดเลยไม่มีเหลือ ต่อจากทุกข์ดับหมดแล้ว กายหายเงียบไปหมดจากความรู้สึก
แต่ใครอย่ามาคาดนะ ให้เป็นตามหลักธรรมชาติของตนเอง จะมาคาดอย่างนั้นไม่ได้
ต้องเป็นสมบัติของใครของเรา ตามจริตนิสัยของใครของเรา จะแสดงขึ้นมาอย่างไรจะ
ทราบเองเป็น สนฺทิฏฺฐิโก อย่าคาดเรื่องของผู้นั้นผู้นี้มาใส่ตัว นอกจากจะยึดเอาปฏิปทา
การดำเนินของท่านมาประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เห็นผลตามจริตนิสัยของตนเท่านั้น นั้น
ถูกต้อง การปฏิบัติจะมายึดว่าจิตของเราเป็นอย่างท่าน คือ ดับร่างกายทุกส่วนใน
ความรู้สึก ไม่มีอะไรเหลือ ทั้งที่จิตไม่เป็นเหมือนท่านว่า นั่นไม่ถูก เพราะเป็นความดับ
ด้วยสัญญาความคาดหมายต่างหาก ต้องให้เป็นขึ้นกับตัวจริงๆ ก็รู้เอง ข้อนี้จะไปคิดไป
ยึดไม่ได้นะ ให้เป็นตามนิสัย แม้แต่ผมเองก็เคยรู้เคยเป็นหลายอย่าง ผมก็ไม่ค้าน
เจ้าของ เพราะเป็นความจริงแต่ละอย่างๆ จะค้านความจริงได้เหรอ เวลามันดับหมดจน
ไม่มีอะไรเหลือเลยในบรรดาส่วนของกาย เหลือแต่จิตที่เป็นของอัศจรรย์ล้วนๆ เท่านั้น

เมื่อเหลือแต่จิตโดยเฉพาะ อะไรจะอัศจรรย์เท่าเล่า ทั้งๆ ที่อวิชชายังมีอยู่ภายใน
ใจนะ แต่ขณะนั้นมันอัศจรรย์ที่สุดเพราะไม่เคยรู้เคยเห็นนี่ มันรวมลงอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อกายเป็นกาย เวทนาเป็นเวทนา จิตเป็นจิต ต่างอันต่างจริงแล้วมันก็ไม่กระทบกัน
หลังจากนั้นมันก็พังทลายลงไป แล้วเวทนาดับหมดๆ กายหายเงียบไปในความรู้สึก
ขณะนั้น เหลือสักแต่รู้ พูดไม่ได้นะว่ามีแต่ความรู้ล้วนๆ เด่นๆ อย่างนี้พูดไม่ได้
ละเอียดกว่านั้นไปอีก เราพูดได้แต่ว่าสักแต่ว่ารู้ หากเป็นของอัศจรรย์อย่างยิ่ง ฟังดูซิ
ไม่มีอะไรปรากฏเลย นี่ละผลของปัญญาเกิดขึ้นจากความคิดค้นในเวลาจนตรอกจนมุม
เพราะฉะนั้น จึงว่าคนเราน่ะไม่ได้โง่อยู่ตลอดไปนะ เป็นแต่ปกตินิสัยมนุษย์เรา
ชอบพึ่งพิงคนอื่นไม่ชอบพึ่งตัวเอง มันจึงไม่ได้เรื่อง นิสัยของมนุษย์เราปกติธรรมดา
เป็นอย่างนั้น แต่เวลาถึงคราวจนตรอกจนมุมหาที่พึ่งไม่ได้จริงๆ แล้ว มันย้อนเข้ามาหา
ตัวเอง พึ่งตัวเองเป็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ขึ้นมาประจักษ์ใจ อันนี้เด่นชัดในเวลานั้น
พอได้ที่หนหนึ่งแล้ว ใจยิ่งมีความกล้าหาญชาญชัย ครั้งต่อไป เอ๊า ฟาดลงไปอีก
แต่การพิจารณา จะยึดอารมณ์อดีตที่เคยพิจารณาได้ผลมาแล้วมาพิจารณาอีก
อย่างเดิมไม่ได้นะ ต้องให้มันคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ด้วยอุบายของเราในปัจจุบัน แต่ละ
ครั้งๆ ให้คิดขึ้นมาเอง แม้จะตรงกับอุบายอันเก่าก็ได้ไม่ผิด และได้ผลเท่ากัน ขอให้
คิดค้นขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ในปัจจุบัน เป็นความถูกต้องเหมาะสมในการแก้กิเลสทุก
ประเภทและทุกๆ ครั้งไป ถ้าไปคาดเอาอุบายของวันนั้นมาใช้ เอาอุบายของวันนี้มาใช้
ไม่ได้นะ มันต้องเอาอุบายใหม่เท่านั้นมาใช้ คิดขึ้นมาปัจจุบัน ค้นขึ้นมาพิจารณาขึ้นมา
เป็นปัจจุบัน มันหากรู้ขึ้นมาเอง นั่นแหละเหมาะกับการแก้กิเลสที่มีอยู่ในปัจจุบันและ
อยู่ภายในจิต พิจารณาแยกแยะโดยอุบายต่างๆ ตามแต่ความแยบคายของแต่ละราย
การพิจารณาจงดูให้ชัด กระดูกมีมาแต่วันเกิด เมื่อเจ็บปวดกระดูก มันเข้าใจว่า
กระดูกเป็นทุกข์ จิตมันก็สงวนกระดูก เกาะยึดในกระดูก กำหนดดูกระดูกและกำหนดดู
ทุกข์ว่าเป็นอันเดียวกันไหม รูปลักษณะมันต่างกันไหม ทุกข์ไม่มีรูป ไม่มีลักษณะ

แต่กระดูกมันมีรูปมีลักษณะ มีสีสันวรรณะ หนัง,เนื้อ,เอ็นเหมือนกัน ทุกขเวทนามันไม่มี
รูปมีลักษณะ มันต่างกันอย่างนี้ แยกลงไป พิจารณาลงไป จิตมันจ่อๆ กำหนดลงไป
ทุกข์มากเท่าไรมันยิ่งหมุนติ้วๆ จนเข้าใจชัดเป็นสัดเป็นส่วนแล้วปล่อย เห็นชัดแล้ว
ปล่อย ใจก็เข้าสงบตัวอย่างสนิทพร้อมความอัศจรรย์เกินคาดไม่ถามใคร
สมาธิประเภทนี้อาจหาญมาก ผิดกับสมาธิที่เรากำหนดโดยทางอารมณ์ของ
สมถะแล้วสงบตัวลงไปอยู่มาก เพราะอย่างผมนี่ชำนาญทางสมาธิมานานไม่ใช่คุย พูด
ให้หมู่เพื่อนฟังซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหา พูดเป็นกันเอง พูดให้ฟังตามความสัตย์ความจริง
เรื่องสมาธินี้ชำนาญจริงๆ เพราะจิตติดสมาธิอยู่ตั้งห้าปี กำหนดให้ลงเมื่อไรได้ทุกเวลา
ไม่มีฝืน เพราะความชำนาญนั่นเอง พอกำหนดให้ลงไป มันแน่วอยู่นั้นเสีย แต่ไม่อาจ
หาญเหมือนกับสงบลงไปด้วยปัญญา ซึ่งกำหนดพิจารณารู้เท่าทันทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
ปล่อยให้สงบลงไป นี่มันอาจหาญมากนะ สง่าผ่าเผยอยู่ภายในนั้นแหละ ผิดกันกับที่เข้า
ไปสงบอยู่เฉยๆ อยู่มาก

วิธีการนี้พอถอนออกมาแล้วก็ได้ความอาจหาญ เป็นคติเครื่องยึดและดำเนิน
เป็นอย่างดี นี่เป็นวิธีการแบบหนึ่งของการสมาธิภาวนา แม้จะไม่แสดงไว้ในแบบแผน
ตำรับตำราก็ไม่สงสัยว่าจะผิดไป

เมื่อได้เห็นผลครั้งหนึ่งแล้วเท่านั้น ทีนี้จิตใจมันกล้าหาญเป็นคนใหม่ขึ้นมาเลย
เรื่องความตายไม่สะทกสะท้าน มีแต่จะให้รู้ความจริงเท่านั้น เอา.ตายก็ตายเถอะ แน่ใจ
เจ้าของด้วยว่าจะไม่พลั้งไม่เผลอเพราะอำนาจแห่งทุกขเวทนามาครอบงำในเวลาจะตาย
เพราะแน่ใจว่าเวลาจะตายจริงๆ ทุกข์จะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเราวะ ก็เวทนาที่
ปรากฏอยู่เวลานี้นี่แล เวลาเกิดความทุกข์สาหัสก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่ผิดจากนี้ไป เพราะ
เราได้พิจารณาชัดเจนแล้ว ได้รู้แล้ว ได้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้วว่าเป็นสัจธรรมเต็มภูมิ
ใจก็เป็นสัจจะคือความจริงอันหนึ่งเต็มภูมิของใจ เวลาจะตายจะเอาอะไรมาหลอกเรา
วะ จะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกให้เราหลงล่ะ แน่ใจว่าไม่หลง
แล้วยังแยกแยะขันธ์ดูอีกว่าอะไรตาย เมื่อเข้าใจขนาดนั้นแล้ว ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม
ไฟ สลายตัวลงไปต่างหาก มันตายที่ไหน มันสลายจากส่วนผสมลงไปสู่ธาตุเดิมของมัน
ตามหลักความจริงต่างหากนี่ จิตก็เป็นจิตต่างอันต่างจริง ใจจึงอาจหาญชาญชัยต่อ
ความเป็นความตาย ต่อความทุกข์ความลำบาก ใจยิ่งสง่าผ่าเผยขึ้นมาโดยลำดับๆ นั่น
ฟังซิ ความจริงเป็นอย่างนั้น

การสละตายมาอย่างนี้ได้สละมาไม่ทราบว่ากี่ครั้งแล้ว เกี่ยวกับเรื่องความกลัว
อะไรๆ ก็เคยทำแบบนั้น สละตายแบบนั้น เรื่องทุกขเวทนา มันกลัวทุกขเวทนาก็ต้อง
สละตายแบบนั้น แล้วได้ผลทุกแบบที่ทำมานี้ เฉพาะอย่างยิ่งการนั่งภาวนา ถ้าลงวันไหน
ได้ฟาดกันตลอดรุ่งแล้ว วันนั้นต้องได้รู้จิตยอดเยี่ยมทุกวัน เป็นแต่เพียงว่ามันลงได้ยาก
ง่ายต่างกัน ช้านานต่างกัน ถ้าคืนที่อากาศดีๆ ยิ่งให้ฝนพรำด้วยแล้วนั่งภาวนาตลอดรุ่ง
วันนั้นช่วยได้มากทีเดียว ถูกสัปปายะ ดินฟ้าอากาศเป็นที่สบายช่วยการภาวนาได้ดี
พิจารณาธรรมทั้งหลายเหมือนกับคีมปากคมๆ นั่นแล พอหนีบปั๊บติดปั๊บๆ กำหนด
พิจารณาอะไรมันเข้าใจปั๊บๆ ทะลุๆ ทีเดียว ก็ลงผึง แน่วแน่ อัศจรรย์เกินคาด
วันเช่นนั้นทุกขเวทนาไม่ครอบงำมากเหมือนวันอื่นๆ ที่อากาศไม่อำนวย นั่ง
เวลาเท่ากันก็ตาม สำคัญที่จิตลงได้ง่ายได้ยาก จิตพิจารณายากพิจารณาง่าย ลงยากลง
ง่าย ถ้าวันไหนได้พิจารณาฟาดกันจนบอบช้ำแทบจะเป็นจะตายแล้วใจถึงลง วันนั้น
ทุกข์มาก ร่างกายบอบช้ำมาก ออกจากสมาธิมาแล้วยังเจ็บปวดไปหลายเวลา ถ้าวันไหน
จับปั๊บติดปั๊บๆ ลงปุ๊บ และพอถอนขึ้นมากำหนดพิจารณาอีกลงปุ๊บอีก ทุกขเวทนาไม่
พอจะมาครอบงำได้ พอถึงเวลาแล้วลุกขึ้นไปเฉย ธรรมดา เหมือนไม่ได้นั่งตลอดรุ่งมา
ก่อนเลย ไม่มีความเจ็บปวดอะไรอ๋อ ทำให้ระลึกย้อนหลังไปถึงเรื่องพระพุทธเจ้า
และสาวกที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ

จิตขณะที่อยู่เป็นเอกเทศเพียงอันเดียวนั้น ไม่ได้รับทราบอะไรในส่วนร่างกาย จะอยู่ไป
ตั้งกัปตั้งกัลป์ทำไมจะอยู่ไม่ได้ เป็นอย่างนั้นนะจิต แม้ร่างกายเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺ
ตา แต่จิตมันไม่ได้มาเกี่ยวกันเลยในขณะนั้น หากร่างกายแตกสลายไปตามกฎของมัน
ก็คงไม่กระเทือนถึงจิตในขณะที่เป็นเช่นนั้นอยู่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกันเลยในขณะนั้น
เรามาเทียบเรื่องทุกขเวทนาว่ามีมากมีน้อยทั้งๆ ที่เวลาเท่ากัน เพราะการ
พิจารณาลำบากสะดวกต่างกัน นี่เราก็ได้ข้อคิดได้เป็นคติสอนเจ้าของ แต่อย่างไรก็ตาม
ผลอัศจรรย์ต้องได้ทุกครั้งทุกคืน ถ้าลงได้ทำถึงขนาดนั้นแล้วได้ทุกครั้งไม่มีพลาด
นี่การภาวนา สำหรับผมมันฟากตาย แต่เราก็พอใจ เมื่อคิดย้อนหลังก็ภูมิใจ
ความเพียรของตัว พอมาอยู่กับหมู่เพื่อนเห็นทำกันงิบๆ แง็บๆ งอบๆ แงบๆ รำคาญ
ตา รำคาญใจ บอกเตือนแทนที่จะเข้าอกเข้าใจเพราะเป็นของหยาบๆ ยังต้องบอกซ้ำๆ
ซากๆ มันยิ่งรำคาญ เอ มันยังไงกันนี่ มันทำให้ฉงนสนเท่ห์ในใจ เอ๊ะ.ยังไงนี่ ต่างองค์
ก็ตั้งจิตตั้งใจมาฟังมาปฏิบัติ แต่ทำไมพูดอย่างนี้ๆ ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจนี่นา ไม่ใช่ของ
รายละเอียดอะไรพอที่จะท่องบ่นสาธยายเหมือนสวดมนต์สวดพรฉะนั้นจงเร่งพิจารณา
ให้เป็นจริงเป็นจังตามหลักธรรม อย่าเอาเรื่องอะไรมายุ่งเหยิงวุ่นวายภายในใจ
ถ้าเดินตามนี้กิเลสมันจะทนได้หรือ พระพุทธเจ้าแก้กิเลสด้วยวิธีนี้ ด้วยอุบายเหล่านี้
ทำไมกิเลสเป็นประเภทเดียวกันกับครั้งพุทธกาล ธรรมะเครื่องแก้กิเลสก็ประเภทเดียวกัน
ความเพียรก็ประเภทเดียวกัน แล้วทำไมจึงแก้กันไม่ได้วะ มันน่าคันฟันแทนจริงๆ นี่

อกาลิโกหมายถึงอะไร กิเลสก็มีอยู่กับหัวใจเราตลอดกาลเวลา ธรรมะคือความ
พากเพียร เป็นต้น ผลิตขึ้นมา เพราะมีอยู่ตลอดกาลเวลาเหมือนกัน หากแก้กิเลสได้
แล้วก็เป็นอกาลิกจิต อกาลิกธรรม เป็นธรรมแท่งเดียว หากาลเวลาไม่ได้ แน่ะ จะให้
พูดอะไรยิ่งกว่านี้ไปอีก มันหมดภูมิของผู้เทศน์แล้ว
เอาเท่านี้แหละ

ดัดสันดานกิเลส - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๑
หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]