Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ  (อ่าน 75 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,972
Karma: +17/-3


« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 12:23:19 pm »

พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

จิตสงบเพียงข่มกิเลสได้ชั่วคราว

นักภาวนาต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบรู้ ตีความหมายในคำสอนของพระ
พุทธเจ้าให้เข้าใจ ให้มีความถูกต้องในเหตุผลจนมีความมั่นใจ ว่าเป็นอุบายแนว
ทางที่ถูกต้อง ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เช่น สมถกรรมฐาน
และวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งสองนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ในครั้งพุทธกาล
พุทธบริษัทปฏิบัติกันมาอย่างไรจึงได้บรรลุมรรคผล เราต้องค้นดูหลักฐานเดิมมา
เป็นอุบายประกอบบ้าง เพราะกรรมฐานทั้งสองนี้มีผลที่อุดหนุนซึ่งกันและกัน
จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่สำเร็จมรรคผล เพราะมีผู้ปฏิบัติกันมาในวิธีทำ
สมาธิแต่อย่างเดียวมาแล้ว จึงไม่มีใครในยุคนั้นได้บรรลุมรรคผล เช่นพวกฤๅษี
ดาบสพากันทำสมาธิจนจิตมีความสงบถึงขั้นรูปฌาน อรูปฌาน ชำนาญจนเป็น
วสี มีความคล่องตัวในการฝึกจิต ในการเข้าสมาธิและการออกจากสมาธิ มีสติ
ควบคุมให้จิตมีความสงบได้อยู่ตลอดเวลาที่ต้องการ ถึงจะทำให้จิตมีความสงบมี
ความว่างอย่างละเอียดขนาดนั้น ก็ไม่มีดาบสฤๅษีผู้ใดได้มีปัญญาเกิดขึ้น เพื่อรู้
แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม และไม่มีดาบสฤๅษีใด ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้เลย
อย่างมากก็ได้ญาณ ได้ฌาน หรือมีอภิญญาเกิดขึ้นเท่านั้น เช่นมีตาทิพย์มีหูทิพย์
รู้วาระจิตของคนอื่น หรือมีฤทธิ์ต่าง ๆ เท่านั้น จงึ ไม่มีดาบสฤๅษีตนใดมปี ัญญารู้
แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ไม่มีอริยเจ้าในกลุ่มดาบสฤๅษีนี้เลย นี้คือผู้ที่ทำสมาธิแต่
อย่างเดียว อุบายนี้ในช่วงแรกพระองค์ก็ได้ไปฝึกอยู่กับดาบสทั้งสองจนมีความ
ชำนาญ เมื่อพระองค์พิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว จึงรู้ว่าการทำให้จิตมีความสงบแต่
อย่างเดียวนี้ ไม่ใช่แนวทางที่จะสำเร็จได้ นี้คือผู้ที่มีปัญญาเป็นพื้นฐานมาก่อน
แล้ว เมื่อทำในสมาธิแล้ว ก็มีความรอบรู้ด้วยปัญญาว่า การทำสมาธิแต่อย่าง
เดียวไม่ใช่ทางละกิเลสตัณหา อวิชชาได้เลย จึงไม่มีดาบสฤาษีใดละกิเลสตัณหา
ราคะโมหะอวิชชาให้หมดไปจากใจได้ ถึงจะทำให้จิตมีความสงบในสมาธิระดับ
ไหน ก็เป็นเพียงข่มกิเลสตัณหาไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเผลอตัวเมื่อไร ความ
โลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ ตัณหา ก็ฟูขึ้นที่จิตตามเดิม

นี้เราพากันปฏิบัติทุกวันนี้ เราเอาใครเป็นครูเป็นอาจารย์กันแน่ แต่ทุกคน
ก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เอาพระพุทธเจ้านั้นแหละเป็นเนติแบบฉบับ ทุก
คนก็ว่าเป็นผู้เดินตามยุคลบาทของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นี้เป็นเพียงคำพูด แต่การ
ทำการปฏิบัตินั้นทำตามแบบฉบับของพวกดาบสฤๅษี ความต้องการให้ปัญญาเกิด
ขึ้นจากการทำสมาธินั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะ การทำสมาธิ เป็นเพียง
อุบายให้จิตมีความสงบเท่านั้น ส่วนปัญญาจะเกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นจาก โยนิโส
มนสิการ คือการใคร่ครวญ การนึกคิดตรึกตรอง ให้แยบคายในเหตุในผล มัน
เป็นคนละอุบายกัน เพียงเท่านี้ ก็ยังตีความหมายในคำว่า สมถะและวิปัสสนาไม่
ถูกต้อง ยังมีความเข้าใจผิดความเห็นผิดตามหลักความจริง ถ้ามีความเห็นผิดใน
เบื้องต้น การปฏิบัติต่อไปก็เป็นอุบายที่ผิด แม้ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติก็ผิดกัน
ทั้งหมด ฉะนั้นการตีความหมายให้ผิดจากหลักความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งปกปิด
มรรคผลนิพพาน จะไม่สมความต้องการที่ตัวเองกำลังปฏิบัติอยู่ในชาตินี้เลย

ปัญญาขั้นพื้นฐานมีอยู่กับทุกคน

เมื่อมีคำโต้แย้งขึ้นว่า ถ้าจิตไม่มีความสงบเป็นสมาธิก่อนแล้ว ปัญญาจะ
เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบว่าปัญญาเกิดขึ้นนั้น คืออารมณ์ของวิปัสสนาญาณ หรือ
อีกศัพท์หนึ่งว่า ภาวนามยปัญญา แปลว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนา ปัญญา
ประเภทนี้แหละนักภาวนามีความต้องการยิ่งนัก แต่ก็ยากมากที่นักภาวนาจะมี
ปัญญาประเภทนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นปัญญาขั้นสูง เป็นปัญญาที่ตัดกระแสโลก
เป็นปัญญาท่ตี ัดความสงสัยลังเล เป็นปัญญาที่ถอนรากถอนโคนตัวอุปาทาน ที่มี
ความยึดมั่นถือมั่นในตัวอัตตาให้หมดไปจากใจ เป็นปัญญาของผู้กำลังจะได้บรรลุ
ธรรมในขณะนั้น ถ้าผู้ใดมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นได้แล้ว อีกไม่กี่นาที ผู้นั้นก็จะ
ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งในไม่ช้า อย่างต่ำจะได้บรรลุธรรมขั้นพระอริยโส
ดาขึ้นไป นี้แลคำว่าปัญญาเกิด มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นลม ๆ แล้ง ๆ ตามความเข้าใจของ
ตัวเอง เพราะเป็นปัญญาขั้นสูง ขั้นละเอียด เป็นปัญญาที่กำลังจะหลุดจากปุถุชน
ขึ้นเป็นพระอริยะ เป็นปัญญาของนักปราชญ์ผู้ฉลาดรอบรู้ในหลักสัจธรรม เป็น
ปัญญาของผู้มีความรอบรู้ในเหตุผลอย่างทั่วถึง ปัญญาประเภทนี้ มิใช่จะเกิดขึ้น
ลอย ๆ ตามความเข้าใจของตัวเอง และเป็นปัญญาที่บังคับไม่ได้ ปัญญาประเภท
นี้ ถ้านักปฏิบัติทำไม่ถูกหลักเป็นไปตามสัมมาทิฏฐิแล้ว อีกร้อยกัปพันกัลป์
ปัญญาประเภทนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกับผู้ภาวนาผิดนี้เลย

การทำสมาธิ

เพื่อความถูกต้องเป็นสัมมาสมาธิที่จะหนุนให้วิปัสสนาญาณ
เกิดขึ้นก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนปัญญาประเภทนี้จะเกิดขึ้นได้เล่า นี้เราเป็นนักปฏิบัติ
ต้องมีความรอบรู้ในการทำสมาธิ ว่าสัมมาสมาธิเป็นอย่างไร โมหสมาธิ มิจฉา
สมาธิเป็นอย่างไร ถ้ายังเป็นโมหสมาธิ เป็นมิจฉาสมาธิอยู่ตราบใด วิปัสสนา
ญาณก็จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ขณะนี้เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในขั้นอนุบาล ยังล้มลุก
คลุกคลานยังไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูก
ต้อง อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนวิปัสสนาญาณจะ
เกิดขึ้นได้เล่า ฉะนั้นการภาวนาปฏิบัติเราต้องเข้าใจในพื้นฐาน ตีความหมายใน
คำว่า สมถะ และวิปัสสนาให้เข้าใจ หรือมีคำถามว่า สมถะ กับวิปัสสนาจะ
ปฏิบัติอย่างไหนก่อนกัน ตอบได้ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังก็ได้ เพราะอุบายทั้ง
สองนี้เป็นพลังหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจในอาการของจิตตัว
เอง ถ้าช่วงไหนจิตไม่ชอบนึกคิดอะไร ในช่วงนั้นให้ทำสมาธิไปก่อน เมื่อจิตมี
ความสงบพอสมควรแล้ว จึงใช้ปัญญาพิจารณาในหลักสัจธรรมทีหลัง หรือใน
ช่วงใดจิตเราชอบนึกชอบคิดไม่อยู่เป็นปกติ จะกำหนดคำบริกรรม หรือกำหนด
อานาปานสติ ก็มีแต่ความลืมตัวออกไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ในช่วงนั้นก็ต้องใช้
ปัญญาพิจารณาไปก่อน เรื่องที่จะนำมาพิจารณานั้นให้สังเกตดูจิตตัวเองว่า มี
ความคิดติดพันอยู่ในเรื่องอะไร ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้อยู่ในขอบเขตของไตร
ลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ มีเรื่องที่จะให้คิดพิจารณาอีก ก็ให้
พิจารณาตามหลักความจริงในเรื่องนั้น ๆ และให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป เมื่อ
จิตมีความเหนื่อยในการคิดพิจารณาแล้วก็ต้องหยุด แล้วมากำหนดจิตเพื่อทำ
สมาธิต่อไป การเจริญในสมถะ และวิปัสสนานั้น เรามีความสะดวกในอิริยาบถ
ใดก็ทำได้ทั้งนั้น จะสำเร็จผลประโยชน์ในการปฏิบัติเหมือนกัน

ฉะนั้นการปฏิบัติเราต้องวางพื้นฐานไว้ให้ดี ขณะนี้ปัญญาของเรามีอยู่แล้ว
ใช้ปัญญาที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในทางธรรม แต่ก่อนมาเรามีแต่ใช้ปัญญาคิดไป
ในทางโลก คิดไปไม่มีขอบเขต คิดไปไม่มีจุดหมายปลายทาง จึงเรียกว่า
ปัญญาลอยตามกระแสโลก หาที่จบสิ้นไม่ได้ เดี๋ยวคิดเรื่องโน้น เดี๋ยวคิดเรื่องนี้
ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องของคนอื่น คิดไม่มีการจบสิ้น ผู้มีความคิดได้อย่างนี้
แสดงว่าผู้นั้นมีปัญญาอยู่ในตัว แต่ก็เป็นปัญญาขั้นโลกีย์ ปัญญาขั้นนี้มีอยู่กับทุก
คน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชาติใดภาษาใด จะมีการศึกษาน้อยศึกษามาก ปัญญาก็ต้อง
มีอยู่ในตัว ถึงจะไม่มีใครสอน แต่ก็มีปัญญาประเภทนี้ประจำนิสัย ถ้าผู้มีการ
ศึกษาขั้นสูงขึ้นไปในวิชาต่าง ๆ เช่นผู้คิดทำจรวดขึ้นไปเที่ยวรอบโลก ไปดวง
จันทร์ หรือคิดทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างในโลกนั้น ก็เพราะมีปัญญาทั้งนั้น คิด
สร้างโลกให้มีความเจริญ คิดทำลายโลกเพื่อให้เกิดความหายนะ ก็ใช้ปัญญาทั้ง
นั้น นี้แสดงว่าปัญญามีอยู่กับทุกคน ไม่ต้องทำสมาธิให้จิตมีความสงบ ปัญญาก็
มีอยู่ประจำตัว แต่เป็นปัญญาในทางโลก เป็นปัญญาสร้างสรรค์หรือทำลายโลก
นั้นเอง

วางปัญญาขั้นพื้นฐานไว้ให้ตรง

ปัญญาขั้นโลกีย์ทางโลกนี้เอง จะเป็นพื้นฐานในการทำงานเพื่อเป็น
ประโยชน์ในทางธรรม การฟังเทศน์ก็ต้องมีปัญญาขั้นโลกีย์ การศึกษาธรรมะ
เบื้องต้นก็มีปัญญาขั้นโลกีย์ ความเข้าใจในพื้นฐานการศึกษาในทางธรรม ก็ต้อง
มีปัญญาขั้นโลกีย์ แม้การสร้างความดีมีการไหว้พระสวดมนต์ทำบุญให้ทาน ก็
เนื่องด้วยปัญญาขั้นโลกีย์ทั้งนั้น จะรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อย
ยี่สิบเจ็ด ให้มีความสมบูรณ์ได้ ก็ต้องมีปัญญาขั้นโลกีย์เป็นเครื่องรักษา ถ้าไม่มี
ปัญญาความรู้รอบในศีลแล้ว จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย แม้การภาวนา
ปฏิบัติก็ต้องใช้ปัญญาขั้นโลกีย์เป็นพื้นฐาน การทำสมาธิก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณา
ใหเ้ ขา้ ใจ วา่ สมาธขิ นั้ ไหนเปน็ อยา่ งไร จะเปน็ ขณกิ สมาธิ อุปจารสมาธิ อัปป
นาสมาธิ รูปฌาน อรูปฌาน ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาในการทำ หรือเรื่องโมห
สมาธิ มิจฉาสมาธิก็ต้องศึกษาด้วยปัญญาให้เข้าใจ เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้สมาธิ
ประเภทนี้เกิดขึ้นได้ หรือ นิวรณ์ห้า คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ อวิชชา ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาศึกษาให้เข้าใจ และมีอุบาย
ปัญญาป้องกันไม่ให้นิวรณ์นี้เข้าครอบงำจิตได้ ฉะนั้นการวางแผนแนวทางปฏิบัติ
ทุกขั้นตอน ต้องใช้ปัญญาก่อนทั้งสิ้น เพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติธรรม เพื่อ
ป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในบางกรณี คำว่าปัญญาคือ
ความรอบรู้ก็ต้องรู้รอบในการปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติต้องเป็นผู้เตรียมพร้อมใน
การปฏิบัติธรรม ใช้ปัญญาพิจารณาในอุบายในแนวทางปฏิบัติอย่างรอบด้าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติธรรม และใช้ปัญญาแก้ไขในปัญหาที่เป็น
อุปสรรคขัดขวางภายในใจให้หมดไป จึงชื่อว่าผู้มีความฉลาดในการปฏิบัติธรรม

ศรัทธาก็ต้องมีปัญญาประกอบ

ศรัทธา คือความเชื่อ ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาก่อนว่าสิ่งนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ
มีเหตุผลพอเชื่อถือได้หรือไม่ จะเป็นเรื่องของบุคคล หรือเป็นเรื่องคำพูดของคน
พอจะให้ความเชื่อได้หรือไม่ ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาดูบ้าง มิใช่จะเชื่อแบบหลับ
หูหลับตาอย่างงมงาย ดังคำว่า อย่าเชื่อตามตำรา คำนี้ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้
แยบคาย ว่าตำรานั้นมีเหตุผลพอจะเชื่อถือได้ไหม ถ้ามีเหตุผลพอเชื่อได้ก็จำไว้
เป็นตัวอย่าง และนำมาปฏิบัติต่อไป ถ้าเหตุผลเชื่อถือไม่ได้ก็ตัดทิ้งไป คำว่า
เลือกเฟ้น ก็ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้จักของจริงของปลอม ตำ ราก็ต้องเลือก
หาตำราที่มีหลักความจริงในเหตุในผล จึงเป็นศรัทธาญาณสัมปยุต คือพิจารณา
ก่อนแล้วจึงเชื่อ เช่น ตำรา ที่เป็นแนวปฏิบัติมีอยู่ในที่ทั่วไป เราจะตัดสินใจเชื่อ
ในตำราไหน เชื่อในอุบายการปฏิบัติอย่างไร เราก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบ
คอบก่อนตัดสินใจ การใช้ปัญญาพิจารณาให้แยบคายในเหตุในผล จะช่วยให้เกิด
ความเข้าใจอย่างถูกต้องได้เป็นอย่างดี และแก้ปัญหาความเข้าใจผิดไปได้มากที
เดียว ความสงสัยลังเลจะไม่มีในใจ เพราะใช้ปัญญาพิจารณาให้แยบคายก่อนแล้ว
ในครั้งพุทธกาล ผู้ที่ท่านได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน
พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ ในครั้งแรก ท่านเหล่านี้ก็มีปัญญาขั้น
พื้นฐานธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ถ้าไม่มีปัญญามาก่อนแล้ว จะฟังเทศน์ของพระ
พุทธเจ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ว่าพระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องอะไร นี้ท่านเหล่านั้นมี
ปัญญาขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้
พิจารณาด้วยปัญญาในเรื่องอะไร ท่านเหล่านั้นก็ใช้ปัญญาที่เป็นโลกีย์พิจารณาต่อ
ไป เช่นพิจารณา ธาตุสี่ขันธ์ห้า พิจารณาอาการสามสิบสอง พิจารณาเรื่อง
อสุภะ คือความสกปรกโสโครกของธาตุขันธ์ทั้งเราทั้งเขา ให้เข้าใจในหลักความ
เป็นจริง เมื่อใช้ปัญญาขั้นโลกีย์พิจารณาอยู่บ่อย ๆ และสอนจิตให้มีความเข้าใจ
อย่างถูกต้อง สอนจิตให้มีความรู้เห็นตามหลักความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ จิตก็ค่อย
ฉลาดสามารถรู้เห็นในสัจธรรม ท่านเหล่านั้นก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นอริยบุคคลไป
หรือมีพระอริยเจ้าองค์ไหนในครั้งพุทธกาลที่ไม่มีปัญญามาก่อน ทุกคนย่อมมี
ปัญญาขั้นโลกีย์มาก่อนทั้งนั้น ถ้าไม่มีปัญญาขั้นพื้นฐานมาก่อน จะวางแนวทาง
ในอุบายการปฏิบัติให้ถูกต้องได้อย่างไร หรือมีพระอริยเจ้าองค์ไหนที่ไม่มีปัญญา
มาก่อน พอจะนำมาเล่าให้ผู้เขียนฟังได้ไหม หรือถ้าสงสัยในเรื่องนี้ ผู้เขียนก็
พร้อมที่จะอธิบายให้ฟัง เพราะผู้เขียนอ่านประวัติของพระอริยเจ้าองค์ไหนก็ล้วน
แล้วแต่เป็นผู้มีปัญญามาก่อนทั้งนั้น

การภาวนา

ถ้ารู้จักใช้ปัญญาพิจารณาในการวางแผนในเบื้องต้นให้ถูกต้อง
ตรงต่ออริยมรรคอริยผลแล้ว การภาวนาปฏิบัติก็ไม่มีอุปสรรคกังวลในความผิด
เพราะตัดความลังเลสงสัยในคำว่าผิดออกไป จะเหลือแต่ความเข้าใจที่ถูกต้อง
การปฏิบัติก็ตรงต่อมรรคผลนิพพาน เหมือนกับผู้ดูแผนที่เส้นทางอย่างถูกต้อง
แม่นยำแล้ว เมื่อขับรถก็เร่งรถเต็มที่ได้ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดทาง เร่งรถให้เร็วได้
มากเท่าไร การที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางก็ถึงได้เร็วเท่านั้น ถ้าดูเส้นทางใน
แผนที่ไม่เข้าใจ ขับรถไปจากที่นี่จะไปวกวนหาทางออกว่าอยู่แถวไหน เดี๋ยวก็
เดินหน้าเดี๋ยวก็ถอยหลัง ถามคนนั้นถามคนนี้ เมื่อไปถามผู้ที่ไม่รู้จักเส้นทาง
เหมือนกัน เขาก็จะบอกส่งเดชพอให้หมดภาระไป ในที่สุดก็จะขับรถคลานไปมา
อยู่แถวไหนไม่รู้ ถ้าหากไปถามผู้ที่ท่านรู้เส้นทางจริง ๆ ท่านก็สงเคราะห์ด้วย
ความเมตตา เราก็จะพอมีทางออกได้ ให้ถือว่าเป็นโชคของเราก็แล้วกัน หรือถ้า
ท่านบอกเส้นทางตรงแล้วไม่เชื่อ หรือไม่ไปตามท่าน ก็ให้ถือว่าเป็นกรรมของเรา
ก็แล้วกัน นี้ฉันใด นักภาวนาปฏิบัติต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อป้อง
กันความผิดพลาดเอาไว้ เมื่อเราวางเส้นทางในอุบายการปฏิบัติไว้ตรงแล้ว การ
ปฏิบัติก็ไม่มีอุปสรรคให้เกิดความลังเลใจ ความเพียรมีมากน้อยเท่าไรก็ตัดสินใจ
ทุ่มเทเต็มที่ ถึงจะมีกิเลสมารเข้ามาขัดขวาง มาหลอกลวงให้เราหลงกลเราก็รู้เท่า
ทัน เพราะรู้แล้วว่าต้องมีมารประเภทนี้เข้ามาขัดขวางหลอกลวงให้เราล่าช้า เรา
ต้องใช้สติปัญญาฝ่าฟันอดทนต่อสู้ ความเพียรมีเท่าไรทุ่มเทเต็มที่ จึงจะผ่านหมู่
มารไปได้ จึงนับได้ว่า เป็นผู้ฝากเป็นฝากตายไว้กับธรรม

พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]