Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๙)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ  (อ่าน 69 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,972
Karma: +17/-3


« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 09:41:25 am »

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๙)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
จะแสดงพระคุณของพระพุทธเจ้าบทว่า อรหํ ตามความหมายที่ ๒ ว่า ผู้กำจัดข้าศึก ผู้ทำลายข้าศึก อันข้าศึกนั้น ที่เป็นข้าศึกศัตรูปัจจามิตรทั้งหลาย เมื่อยกเข้ามาก็ย่อมทำลายล้างชีวิตร่างกายทรัพย์สิน ย่อมกดขี่บังคับขับไสให้เป็นทาส สิ้นความเป็นไท ข้าศึกศัตรูจึงเป็นผู้เบียดเบียนทำลายต่างๆ ให้บังเกิดความทุกข์เดือดร้อน ดังที่ปรากฏอยู่ในโลก นั่นเป็นศัตรูภายนอก เป็นข้าศึกภายนอก เพราะฉะนั้น หมู่ชนที่อยู่กันในโลกนี้ รวมกันเป็นประเทศชาติ จึงต้องมีการป้องกัน มีการต่อสู้ข้าศึกศัตรูทั้งหลาย มิให้พ่ายแพ้ เพราะถ้าพ่ายแพ้ก็จะต้องถูกทำลายล้าง หรือว่าถูกกดขี่ข่มเหงบังคับขับไสต่างๆ ต้องตกเป็นทาส

พระพุทธเจ้าทรงกำจัดข้าศึก หมายถึงทรงกำจัดข้าศึกภายในคือกิเลส พร้อมทั้งบาปอกุศลทุจริต
ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นเพราะกิเลสได้สิ้นเชิง

ด้วยว่ากิเลสนั้น ชื่อว่าเป็นข้าศึก ซึ่งเป็นผู้ทำลายล้าง คือเป็นผู้ทำลายล้างคุณงามความดีทั้งหลาย ทำลายล้างความสุข ดังจะพึงเห็นได้ว่าเมื่อกิเลสบังเกิดขึ้น เช่นโลภะความโลภ หรือราคะความติดใจยินดี โทสะความขัดเคือง โมหะความหลง หรือที่เรียกว่าตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ย่อมทำให้จิตใจเดือดร้อน เหมือนอย่างก่อไฟขึ้นในใจ เผาใจตนเอง ฉะนั้น จึงเรียกกิเลสเหล่านี้ว่าเป็นอัคคีคือไฟ ดังที่เรียกว่าไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ในอาทิตตปริยายสูตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเทศนาครั้งที่ ๓

กิเลสเป็นเหมือนอย่างไฟ

เพราะฉะนั้น กิเลสเมื่อเกิดขึ้นก็เหมือนอย่างเป็นไฟที่เผาจิตใจ เหมือนอย่างข้าศึกภายนอกยกเข้ามาเผาบ้านเผาเมือง ทำจิตใจให้ไม่เป็นสุข และก่อเจตนาให้ประกอบกรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศล เป็นทุจริตทางกายทางวาจาทางใจต่างๆ บรรดาบาปอกุศลทุจริตดังกล่าว ย่อมเกิดจากกิเลสทั้งนั้น กิเลสก่อให้บังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น บาปอกุศลทุจริตต่างๆ พร้อมทั้งกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดขึ้น จึงเป็นผู้ทำลายกุศล บุญ สุจริตต่างๆ ทำลายล้างความดี

และการที่มนุษย์เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ทำร้ายร่างกายกัน ฆ่าฟันกัน ซึ่งเป็นการทำลายล้างชีวิต ตั้งแต่ระหว่างบุคคลต่อบุคคล จนถึงระหว่างหมู่ จนถึงระหว่างประเทศ เป็นสงครามระหว่างประเทศ จนถึงเป็นสงครามโลก ฆ่าฟันกันล้มตายนับแสนนับล้านคน ทำลายล้างบ้านเรือนทรัพย์สมบัติต่างๆ ของกันและกัน เหล่านี้ก็เกิดเพราะกิเลสทั้งนั้น จึงให้ก่อกรรมซึ่งเป็นการเบียดเบียนกันดังกล่าว ถ้าหากว่าไม่มีกิเลสเป็นเหตุก่อขึ้น ความเป็นข้าศึกศัตรูกันภายนอกก็จะไม่มี ความเป็นข้าศึกศัตรูกันภายนอก ที่เรียกว่าข้าศึกว่าเรียกว่าศัตรูกันนั้น ก็เกิดจากกิเลสนี่แหละ ทั้งนั้น

ทุกคนต่างเป็นทาสของกิเลสตัณหา

เพราะฉะนั้น ตัวข้าศึกที่แท้จริงของโลก ของชาวโลก ของแต่ละคน จึงอยู่ที่กิเลสนี้เอง กิเลสนี้เองเป็นตัวข้าศึกสำคัญ ซึ่งบังเกิดขึ้นในจิตใจ และกิเลสนี้เองย่อมกดขี่ข่มเหงบังคับขับไส โลกหรือชาวโลก ให้ประกอบกระทำกรรม ซึ่งเป็นเครื่องเบียดเบียนกันดังกล่าว ซึ่งยกตัวอย่างมากล่าวนั้น หรือจะยกตัวอย่างศีล ๕ ว่าการผิดศีล ๕ ทั้ง ๕ ข้อนั้น ก็เกิดมาจากกิเลสทั้งนั้น การผิดศีล ๘ ก็ดี ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ดี หรือว่าเรียกอย่างอื่นว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็ล้วนเป็นเพราะกิเลสทั้งนั้น ซึ่งบังคับขับไสจิตใจของบุคคลทั้งหลาย ให้ประกอบกระทำไปตามอำนาจของกิเลส และสัตว์บุคคลทั้งหลายก็ลุอำนาจของกิเลส เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากต่างๆ

ในข้อนี้ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า กิเลสหรือตัณหาดังกล่าว เป็นนายที่ครอบงำบังคับขับไสสัตวโลกหรือชาวโลก หรือชาวมนุษย์ทั้งหลายซึ่งเป็นบุถุชน ยังหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส ให้ประกอบบาปอกุศลทุจริตต่างๆ ให้เบียดเบียนกันต่างๆ อยู่ไม่ว่างเว้น แม้ว่าในภายนอกจะเข้าใจกันว่ามีอิสรเสรี ไม่เป็นทาสของใคร แต่เมื่อพิจารณาให้ดีที่จิตใจแล้วก็จะเห็นว่า ส่วนมากนั้นยังลุอำนาจของกิเลสของตัณหา เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของตัณหาอยู่โดยมากทั่วไป ไม่มีอิสรเสรีของจิตใจที่แท้จริง เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ เมื่อยังเป็นโลกของบุถุชนคนที่มีกิเลสหนา จึงกล่าวได้อย่างถูกต้องต่อสัจจะคือความจริง ว่าต่างเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของตัณหา กันอยู่ทั่วไป

เพราะฉะนั้น จึงได้มีความคิดที่เป็นตัวเจตนาจงใจ ที่จะทำลายล้างซึ่งกันและกัน ที่จะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ในระหว่างบุคคล ในระหว่างหมู่ ในระหว่างประเทศ จนถึงในโลกทั้งหมด หาความสงบที่แท้จริงมิได้ เพราะว่าไม่มีอิสรเสรีที่แท้จริง

เมื่อยังเป็นทาสของกิเลสเป็นทาสตัณหาอยู่ ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น จะต้องเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น กิเลสนี่แหละจึงเป็นตัวข้าศึกศัตรูปัจจามิตรที่แท้จริง ของบุคลที่ยังมีกิเลสอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น

ซึ่งกิเลสนี้ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอาคันตุกะ คือเป็นผู้ที่จรมา อาศัยอยู่ในจิตนี้ ทำจิตนี้ซึ่งเป็นธรรมชาติปภัสสร ให้เป็นจิตที่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่ากิเลสที่แปลว่าเครื่องเศร้าหมอง และจิตนี้เองก็มีความติดใจยินดี เพลิดเพลินอยู่กับกิเลส เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นทาสของกิเลสดังกล่าว และกิเลสก็เข้าเกาะอยู่กับจิต เหมือนอย่างข้าศึกศัตรูในภายนอก ในโลก ซึ่งยกเข้ามายึดประเทศใดประเทศหนึ่งเอาไว้ได้ ก็เข้าครอบครองประเทศนั้น ทำให้พสกนิกรของประเทศนั้นต้องตกเป็นทาส และก็ครอบครองอยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย

อาสวะ อนุสัย อวิชชา

กิเลสก็เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นอาคันตุกะ คือเป็นแขกเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในจิตใจ ก็เกาะอยู่กับจิตใจ จึงเรียกว่าอาสวะที่แปลว่าหมักหมม เรียกว่าอนุสัยที่แปลว่านอนจม อาสวะนั้นแปลว่าดองก็ได้ เหมือนอย่างเครื่องดองของเมา ซึ่งเมื่อปรุงเข้าแล้ว ก็ทำให้เกิดเป็นสุราเป็นเมรัย ทำให้เมา กิเลสที่เข้ามาดองใจอันเรียกว่าอาสวะ หรือเรียกว่าอนุสัยที่

แปลว่านอนเนื่องก็เช่นเดียวกัน ก็มาดองใจหมักหมมใจ ให้ใจเกิดความเมา เป็นตัวอวิชชาคือความไม่รู้
อันที่จริงนั้น จิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นวิญญาณธาตุ คือเป็นธาตุรู้ ตรัสว่าเป็นธรรมชาติปภัสสรคือผุดผ่อง และตรัสว่าเป็นวิญญาณธาตุคือธาตุรู้ คือมีความผุดผ่องอยู่ในตัว มีความรู้อยู่ในตัว แต่ว่าเมื่อถูกกิเลสเข้ามาเป็นอาสวะดองจิต ก็ทำให้จิตนี้เมา ทำให้ความรู้เป็นความรู้ผิด เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง อันนี้แหละจึงเรียกว่าอวิชชาที่แปลว่าไม่รู้ ไม่ใช่หมายความว่าไม่รู้อะไรๆ

รู้แต่ว่าเป็นความรู้หลง เป็นความรู้ผิด เพราะเหตุว่าถูกอาสวะเข้ามาดองให้เมา เหมือนอย่างคนเมา ก็ทำให้ความรู้วิปริตไปต่างๆ เป็นความรู้ผิด จิตนั้นมีเครื่องดองของเมา คืออาสวะอนุสัยนี้เข้ามาอยู่เป็นประจำแล้ว จึงมีความเมาซึ่งเป็นตัวอวิชชาเป็นความไม่รู้ อันหมายถึงรู้ แต่ว่ารู้ผิด รู้หลง รู้ไม่ถูก ฉะนั้น จึงเรียกว่าโมหะความหลง มีอยู่เป็นประจำ และอันนี้แหละก็เรียกว่าอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา
กามาสวะ ราคานุสัย

และนอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงเอาไว้ ว่ากิเลสที่ดองจิตนั้น ซึ่งมีอวิชชาเป็นข้อสำคัญอันเรียกว่าอวิชชาสวะนั้น เมื่อมีอวิชชา จึงมีราคะคือความติด ก็ติดอยู่ในกิเลสนั่นแหละ เรียกว่ากามาสวะ หรือเรียกว่าราคานุสัย กามาสวะอาสวะคือกามที่แปลว่าความใคร่ หรือความรัก ซึ่งเป็นความรักใคร่ต้องการ หรือเรียกว่าราคานุสัย กิเลสที่เป็นอนุสัยคือที่นอนเนื่องอยู่คือราคะความติดใจ คือความติดเหมือนอย่างสีที่ย้อมผ้า สีก็ติดผ้า กิเลสก็ติดอยู่กับใจ ใจก็ติดอยู่กับกิเลส

ภวาสวะ ปฏิฆานุสัย

และภวาสวะอาสวะคือภพความเป็นนั่นเป็นนี่ ตั้งต้นแต่เป็นเราเป็นของเรา ด้วยอำนาจของความยึดถือ และเมื่อมีเป็นเราเป็นของเรา ก็ต้องมีความกระทบกระทั่ง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าปฏิฆานุสัย อนุสัยกิเลสที่นอนจมอยู่คือ ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง เพราะว่าเมื่อเป็นเรา เป็นของเรา อันเป็นภวาสวะขึ้นแล้ว ก็ต้องมีความรักในเรา รักในของๆ เรา อันเป็นตัวกามหรือตัวราคะดังกล่าวนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้จึงมีปฏิฆะคือความกระทบกระทั่ง เพราะว่ามีอะไรที่ผิดใจ อันหมายความว่าผิดต่อความต้องการ ผิดต่อความรัก ผิดต่อความใคร่ ก็กลายเป็นความกระทบกระทั่ง เป็นชนวนของความโกรธ ของโทสะ
และอวิชชานั้นก็เป็นอวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่คืออวิชชา

อาสวะ ๓ อนุสัย ๓

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสแสดงอาสวะไว้ ๓ กิเลสที่เป็นเครื่องดองจิตหมักหมมจิต คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา และก็แสดงอนุสัยไว้ ๓ เหมือนกันก็คือ ราคานุสัย อนุสัยคือราคะก็ตรงกันกับกามาสวะ ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือความกระทบกระทั่ง ก็สืบเนื่องกันกับภวาสวะอาสวะคือภพ กับ อวิชชานุสัย อนุสัยคืออวิชชา ก็เป็นอย่างเดียวกันกับอวิชชาสวะ
นี้เป็นกิเลสที่กล่าวได้ว่าเป็นกิเลสอย่างละเอียด อันมีประจำอยู่ในจิตของบุถุชน สามัญชน หรือของชาวโลกทั่วไป และกิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยเหล่านี้ ดังที่ได้แสดงแล้วว่า เหมือนอย่างเป็นตะกอนที่นอนอยู่ก้นตุ่ม เมื่อยังไม่ฟุ้งขึ้นมาน้ำในตุ่มก็ดูใสสะอาด เหมือนอย่างเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะยังมีตะกอนนอนอยู่ก้นตุ่ม เมื่อไปกวนน้ำในตุ่มให้หวั่นไหว ตะกอนก็ฟุ้งขึ้นมาทำน้ำให้ขุ่น
จิตก็ฉันนั้น เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบ อาสวะอนุสัยเหล่านี้ก็นอนจมอยู่เฉยๆ เก็บตัวอยู่เฉยๆ ไม่ปรากฏ คล้ายๆ กับว่าเหมือนไม่มีกิเลส ครั้นเมื่อจิตนี้กระทบอารมณ์ อารมณ์นั้นก็ได้แก่เรื่อง เรื่องที่จิตคิด เรื่องที่จิตดำริ เรื่องที่จิตหมกมุ่นถึง อันเป็นเรื่องที่ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง ๖ คือทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายและทางมนะคือใจ อารมณ์เหล่านี้เมื่อเข้ามาสู่จิต ก็มากวนจิตให้หวั่นไหว กิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยจึงฟุ้งขึ้นมา ยกเอาอนุสัยเป็นที่ตั้ง ราคานุสัยอนุสัยคือราคะ ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นกามฉันท์ ความพอใจรักใคร่ในกาม หรือเรียกว่าราคะก็ได้ แต่แปลว่าความยินดี หรือความกำหนัดติดใจ
ปฏิฆานุสัยอนุสัยคือปฏิฆะ ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นโทสะความโกรธ อวิชชาสวะอาสวะคืออวิชา ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นโมหะคือความหลงถือเอาผิด

นิวรณ์ ปริยุฏฐานะ

กามฉันท์หรือราคะกับโทสะและโมหะนี้ เป็นอาการของจิตที่ปรากฏแก่ทุกๆ คน คือแก่ความรู้ของทุกๆ คน ทุกๆ คนเมื่อมีกิเลสเหล่านี้บังเกิดขึ้นก็รู้ใจของตัวเอง ว่าบัดนี้กามฉันท์หรือราคะบังเกิดขึ้นแล้ว โทสะบังเกิดขึ้นแล้ว โมหะบังเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า นิวรณ์ ที่แปลว่ากิเลสที่กั้นจิตไว้ไม่ให้ได้สมาธิ และทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง หรือเรียกว่า ปริยุฏฐานะ คือกิเลสที่ปล้นจิตกลุ้มรุมจิต
เพราะบังเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ ทำจิตใจนี้ให้ไม่สงบ ให้หวั่นไหว ให้ดิ้นรน ด้วยความรักบ้าง ความชังบ้าง ความหลงบ้าง ต่างๆ แต่ว่าก็ยังเพียงบังเกิดอยู่ในจิต แต่ว่าเมื่อไม่สงบ ถูกสนับสนุนให้แรงขึ้น ราคะหรือกามฉันท์นั้นก็แรงขึ้นเป็นตัว อภิชฌา ความโลภเพ่งเล็งเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของๆ ตน หรือโลภเพ่งเล็งเอาของๆ ผู้อื่น บุคคลของผู้อื่นมาเป็นของตน โทสะก็แรงขึ้นเป็นพยาบาทคือความปองร้ายมุ่งร้าย โมหะก็แรงขึ้นเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

มโนกรรม กายกรรม วจีกรรม

เมื่อเป็นดั่งนี้ก็เรียกว่าเกิดเป็น มโนกรรม กรรมทางใจที่เป็นฝ่ายอกุศล อันจะก่อให้เกิด กายกรรม กรรมทางกาย วจีกรรม กรรมทางวาจา ที่เป็นอกุศลสืบเนื่องกันไป การปฏิบัติผิดศีลทุกข้อ เช่น ปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อทินนาทานลักทรัพย์ กาเมสุมิจฉาจารประพฤติผิดในกาม มุสาวาทพูดเท็จ รวมทั้งดื่มสุราเมรัย ก็ล้วนบังเกิดขึ้นเพราะกิเลสที่ปรากฏอย่างแรง คือเป็นอภิชฌาความโลภเพ่งเล็ง
เป็นพยาบาทความมุ่งร้ายปองร้ายหมายล้างผลาญ เป็นมิจาทิฏฐิความเห็นผิดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อทินนาทานลักทรัพย์ กามเมสุมิจฉาจารประพฤติผิดในกาม มุสาวาทพูดเท็จ

กรรมกิเลส

พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกว่า กรรมกิเลส กิเลสที่ปรากฏเป็นตัวกรรมออกมา ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ เพราะฉะนั้น ความบังเกิดขึ้นของกิเลส ความลุกลามของกิเลสในจิตใจนี้ จึงเป็นไปดั่งที่ได้แสดงมานี้
พระพุทธเจ้าได้ทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสนี้ได้สิ้นเชิง ทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสที่เป็นอย่างหยาบได้ด้วย ศีล ที่เป็นอย่างกลางคือเป็นขั้นนิวรณ์ หรือ ปริยุฏฐานะ ที่บังเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตด้วย สมาธิ และกำจัดกิเลสที่เป็นขั้นอาสวะอนุสัย ที่นอนจมหมักหมมอยู่ด้วย ปัญญา

แต่อันที่จริงนั้น แต่ละข้อนี้ที่ว่ากล่าวว่าด้วยศีลนั้น ก็ต้องมีสมาธิปัญญาประกอบด้วย ที่กล่าวว่าด้วยสมาธินั้น ก็มีศีลและปัญญาประกอบด้วย และที่กล่าวว่าด้วยปัญญา ก็ต้องมีศีลมีสมาธิประกอบด้วย แต่ว่ายกเอาข้อใดข้อหนึ่ง คือเป็นหัวหน้าเท่านั้น

ทรงกำจัดทรงทำลายข้าศึกเหล่านี้ได้หมดสิ้น เพราะฉะนั้น จึงทรงเป็นผู้มีอิสรเสรีอย่างเต็มที่ ไม่ต้องตกเป็นทาสของกิเลส ไม่ต้องตกเป็นทาสของตัณหา ไม่ต้องถูกกิเลสถูกตัณหา ครอบงำบังคับขับไสต่างๆ ทรงเป็นอิสรเสรีอย่างบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงได้พระนามว่า อะระหัง

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

พระพุทธคุณบทว่า อรหํ (๒)
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๙)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]