Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร  (อ่าน 21 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,820
Karma: +17/-3


« เมื่อ: ตุลาคม 10, 2017, 04:42:23 pm »

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

การปฏิบัติธรรมต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ นั่ง นอน ยืน เดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนะ พระต้องนั่งภาวนา เดินภาวนา ยืนรำพึง พุทโธ แล้วก็นอน แต่ “นอน” นั้นอย่าหลับ นี่แหละแก้ไม่ได้ ในตอนนี้แก้ไม่ได้ ชาติปิทุกขา พยาธิปิทุกขา มรณัมปิทุกขา ชราปิทุกขา เป็นโรคประจำตัวนะ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มีโรคประจำตัวพระองค์ พระสารีบุตรก็ดุจเดียวกัน มีโรคโลหิตออกจากทวารหนัก พระสารีบุตรต้องตายด้วยวิธีนี้เทียวนะ โลหิตออกมา เอากระโถนรองไปนะ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็เหมือนกัน โรคประจำชีวิตนี่

นี่แหละ คนหนึ่ง ๆ เป็นคลังของโรค เป็นเรือนของโรค เขาเรียกว่า อริยสัจ ๔ ของจริง แม้อุบาสก อุบาสิกา นั่งภาวนารู้จักของจริง ต้องวางนะ มันเป็นเรื่องของจริงนะ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์นะ การเจ็บการปวดน่ะมี มีอยู่เช่นนั้น เขาเรียก คลังของโรค เรือนของโรค เหตุนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้เท่า ท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถือขลังว่าเป็นตัวเป็นตน ท่านถือเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ของชีวิตนะ จะไปถึงไหนทราบไม่ได้นะชีวิต
แล้วอีกประการหนึ่ง เรื่องปาณาติบาตนั้น เรื่องอทินนาทานให้ผล เรื่องกาเมให้ผล เรื่องมุสาให้ผล เรื่องสุราให้ผล ศีลห้านี้ ควรนักควรหนาควรที่เราจะรักษา เป็นสมบัติอย่างยิ่งนะ ศีลห้านี้ ให้สำเร็จโสดาบัน อริยบุคคลนะ อำนาจศีลห้า อำนาจศีลแปดให้สำเร็จอนาคา น้องอรหันต์นะ
 
นี้แหละ คนหนึ่ง ๆ มีโรคประจำตัวนะ อย่างท่านอาจารย์มั่นก็มีอยู่ ท่านอาจารย์เสาร์ก็มีอยู่ อาตมาก็มีอยู่ นี่แหละ เป็นเรือนของโรค เป็นคบลังของโรค ประเดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี่อยู่ ป่วยไข้อยู่ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้วในโลกนะ พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่ศีล ๑ บำเพ็ญทาน ๑ ภาวนา ๑ อบรมดวงจิตนะ อันอื่นพึ่งไม่ได้หมดนะ คลังของโรคนี่เป็นคลังใหญ่ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเรื่อย ๆ นะ นั่งนานก็ไม่ได้ นอนนานไม่ลุกสักทีก็ไม่ได้
 
ยืนให้เลือดลงขานะ เดินนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอกัน
พระโยคาวจรเจ้าองค์ไหนเสมอกัน อายุยืน อย่านั่นนานนะ

 
เป็นโรคเหน็บชา อัมพาตนะ มันนั่นทับโลหิตนะ มันเดินไม่สะดวก ร่างกายเมื่อย แปล๊บ----เป็นโรคได้
นี่แหละ โรคนี้เป็นโรคประจำตัวของเรา ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณาทุกข์ นะ


ความเกิดเป็นทุกข์ใหญ่โตนะ เรามาเกิดในท้องมารดานะ แหม....ไอ้ทุกข์อันนี้ไม่ใช่เล่น ท่านพูดในพระไตรปิฎกนะ ท่านว่ามี ๓ ชนิด การที่เกิดของมนุษย์นะ หนึ่ง บิดามารดาเคล้าคลึงกันนะ สอง สัตว์เข้าสู่น้ำอสุจิประสมกันนะ ให้เมียเลี้ยง เลี้ยงเจ็ดวันแปรอย่างหนึ่ง เจ็ดวันแปรอย่างหนึ่งนะ เป็นห้าแห่ง เป็นตุ่มออกห้าแห่งนะ แขนสอง หัวหนึ่ง ขาสอง
 
ความทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดในท้องมารดานั้น ทุกข์มาก คล้าย ๆ ลิงหนีฝนเข้าในโพรงไม้ หันหน้าเข้าทางหลังมารดา อาหารของเก่า ของใหม่โพกหัวเด็กนะ นี่แหละไม่ได้เหยียดขาเหยียดแข้ง คล้าย ๆ กับสัตว์ในโลกันต์นรก ทุกข์มาก เป็นชาติทุกข์ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินก็ไม่ได้ ขยายตัวก็ไม่ได้ และอีกประการ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เด็กที่ออกในท้องมารดานั้น มันใหญ่ในท้องแล้วออกมา ไม่ใช่ใหญ่ข้างนอกแล้วคลานเข้าไป มันเหมือนกับว่านายช้างควาญช้างนะ ไสช้างออกจากเพดานในช่องแคบ มันป่วนปั่นเหลือเกิน มารดาก็สละชีวิต เด็กก็ต้องสละชีวิต เป็นตายอย่างไรทราบไม่ได้นะ อาศัยนางพยาบาลมากที่สุด นางผดุงครรภ์เป็นผู้เอาออก คนไหนเอาออกไม่ได้ทางทวาร มันติดนะ ต้องตัดผ่าออก เพราะเครื่องมือมี แต่ก่อนเครื่องมือไม่มีต้องตายทั้งแม่ทั้งลูกเจียวนะ นี่แหละ....ชาติทุกข์ แล้วออกมาแล้วนะ นั่นเองแหละเป็นเรือนของโรค เป็นคลังของโรค เวลาเด็กป่วย บิดามารดาไม่ได้นอน รักลูกมากที่สุดนะ! เดี๋ยวก็เจ็บนั่นเจ็บนี่ เป็นหวัดเป็นไอ...อะไรทุกอย่าง
 
นี่แหละกว่าเราจะได้ชีวิตมาถึงขนาดนี้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่สุดนะ ให้ระลึกถึงธรรมะนะ มันไม่เที่ยงนะ ชีวิตนั้นไม่เที่ยง มันประกอบด้วยทุกข์นะ สิ่งใดมีทุกข์ สิ่งใดมีไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตนใช่ตัว เราอยู่ทุกวันไม่ว่าพระ ไม่ว่าคฤหัสถ์ต้องตาย ต้องเผา ต้องฝังกันนะ

นี้แหละพระอริยเจ้าระลึกถึงตนได้มากที่สุด คณะอุบาสกอุบาสิกาคนไหน พระเณรคนไหนไม่มีธรรมะเป็นวิหารธรรมอยู่ในจิต เป็นทุกข์มาก ปัญจขันธาทุกขา ทุกข์มากที่สุด หากว่ามีเรือนอยู่ สำเร็จโสดาบัน มีเรือนอยู่

ภาวนา พุทโธ แล้วถ้าจำศีล บริจาคทาน เรือน ๓ ประการนี้เป็นเรือนใหญ่ อยู่ในดวงจิต หากว่าความทุกข์มาถึงแล้วเข้าไปหาเรือน มีที่พักนะ มีศีล มีกัลยาณธรรมนะ คนไหนไม่ภาวนาพุทโธ ไม่รักษาศีล ไม่บำเพ็ญทาน คนนั้นเป็นทุกข์ใหญ่ ไม่มีเรือนที่จะเข้าพึ่งพาอาศัย เหล่านี้ ราคะ โทสะมันร้อน คล้าย ๆ แดดเดือนห้านะ ต้องเข้าพักในต้นไม่ใหญ่ ต้นไม้ในที่นี้เปรียบเหมือน พุทโธ เข้าไปใต้ต้นไม้ได้รับอากาศมาสี่ทิศ สำราญใจ

เหตุนั้น...ขอให้ตั้งอกตั้งใจให้กับ พุทโธ พุทโธ ไม่ใช่ของหนักนะ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงใจนะ ภาวนาบริกรรม พุทโธ พุทโธ นะ จิตลงสู่ภวังค์ ความสงบอันนี้เกิดมาจากพุทโธ เกิดมาจากการภาวนานะ สุขุมมากที่สุด บางคนขนพองสยองเกล้า บางคนตัวใหญ่ ปีตินะ บางคนตัวเล็ก หาตัวไม่เห็นนะ นี้เรียกว่า ปีติ พุทโธ อำนาจพุทโธ ล้างหัวใจให้สะอาด
 
พยาธิทุกข์ เล่า...นี้แหละอย่าไปรังเกียจ พยาธิ อย่าไปรังเกียจนะ ของดี ของพระอริยเจ้าเชียวนะ
ไม่มีพยาธิทุกข์ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ไม่มี พระนิพพานก็ไม่มีเสียแล้ว

 
นี้แหละเป็นเครื่องปรับกัน ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณาทุกข์ นี่เป็น “มรรค” นะ พิจารณาให้เห็นความตายของเราทุกคืน อย่ามัวเมาเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ ให้ระลึกถึงตัว มีวิหารธรรมเหมือนว่าฝากเงินไว้กับธนาคารนะ เมื่อเวลาอับจนจะได้เบิกเอามาใช้

อีกประการหนึ่ง รักษาศีล ศีลห้าจะได้เมียงาม จะได้ผัวงาม จะได้ลูกหลานงาม แม้ความฉลาด พุทโธนี้ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงจิต จับองค์ภาวนาพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนโง่นะ คนฉลาด หากว่าพระองค์เข้ามาประทับในจิตใจของพวกเรา แม้เรามีหิริโอตตัปปะ เกรงกลัวในพระองค์ แล้วภาวนาพุทโธเข้าไป ความสงบมี เมื่อความสงบมี นั่นแหละเป็นความสุขใหญ่โต ไม่ร้อน มีวิหารธรรมเป็นเครื่องพักอยู่ในดวงจิต อุบาสกอุบาสิกานะ จิตสะอาดนะ จิตใจสูง นี่แหละข้อให้ตั้งอกตั้งใจอย่าประมาทนะ อย่า...!!!

การเจ็บการป่วยนี่เป็นของดีของพระอริเจ้าเชียวนะ จิตไม่เพลิดเพลิน พิจารณาเรื่องการตายเสมอ ๆ นะ การตายอันนี้น่ะเราตายมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้นั่งอยู่ที่นี่ต้องตายนะ คือหมายความว่ามาสู่ท้องมารดามันใหญ่นะ มันออกมา ออกจากท้อง ออกมาเป็นเด็กนะ ตายตอนเป็น

เด็กนะ มาเป็นหนุ่มนะ ตายเมื่อตอนเป็นหนุ่ม มาแก่ชรา ผมหงอกฟันหลุด หนังเป็นเกลียว กำลังก็น้อยถอยลงไป ให้เห็นในตอนนี้นะ ให้ภาวนาสังขารในตอนนี้เสีย อวัยวะของเรานะ เกิดมานะ “อัคคังมนุสเสสุ” นะ มนุษย์เป็นเลิศที่สุดนะ เลิศกว่าพระอินทร์ พระพรหมนะ มนุษย์นี่นะ เลิศกว่าอบายภูมิทั้งสี่นะนั่น มนุษย์นั้นมีทั้งอกุศล และกุศล ภาวนาเข้าไปนะเลือกเอามนุษย์เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เอาพระอินทร์เอาพรหม เพราะมนุษย์เป็นเลิศ เลือกเอาได้ มนุษย์เป็นพระปัจเจกได้ เป็นพระอรหันต์ได้นะนั่น ของดีอยู่ในมนุษย์นะ แต่ของชั่วร้ายก็อยู่ในมนุษย์เหมือนกัน มนุสนรโก มนุสเปโต มนุสเดรัจฉาโน นะ...นั่น ทำไม่ดีเป็นอกุศลนะนั่น ที่เป็นกุศลนะ มนุสพรหมา มนุสเทวา มนุสโลกุตตร

นี้แหละฉันใดก็ดี ไม่มีที่พึ่งแล้วในโลกนะ นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปแล้วนี่ขอให้ตั้งใจนะ การเจ็บการป่วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เร่งความเพียรนะ อย่าประมาทนะ นั่น ใส่บาตรใส่พกนะ นั่น รักษาศีลนะนั่น....ศีลห้า แล้วก็ภาวนา “พุทโธ”นะ กิเลสของเรา เราหอบมาตั้งแต่อดีตชาติ มันประชุมกับปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอนุสัยนะนั่น มันดองกันมานาน ดองกันนานนะนั่น มันคล้าย ๆ กับน้ำทะเลดองกันนานนะ กลายเป็นรสเค็มนะ ใช้ไม่ได้ แม้กิเลสของเรานะ ดองกันนาน เกิดราคะฆ่ากันได้ เกิดโทสะฆ่ากันได้ เกิดโมหะฆ่ากันได้นะ นั่น นี้แหละ ราคะ โทสะ เป็นของดีของพระอริยเจ้านะนั่น ไม่มีอันนี้ไม่ได้บวชนะ นั่น พระองค์ไม่เอาคนกระเทยบวช คนบวชมานะ คนมีกำลัง มีราคะ โทสะ โมหะ มีเหตุนะ นั่น มีเหตุนะ จึงใช้มรรคประหารเข้าไปประหารเข้าไปนะ
 
ปัญญาเห็นชอบ ดำริชอบ เห็นชอบ เห็นอวัยวะทุกส่วนมันแปรนี่นะ นี่เรียกว่าเห็นธรรมนะ เห็นชอบเข้าไปแล้วมันทำงานตึงตัง ๆ อยู่นะ เอามือคลำหัวใจเต้นตึ๊ก ๆ มันทำงานอยู่นะนั่น แล้วมันขยายออกนะนั่น อุจจาระปัสสาวะออกจากทั้งเก้าทวารนะนั่น พระอริยเจ้าท่านเห็นอยู่นี่นั่น ท่านไม่หวั่นไหว เรายังไม่เห็น เรายังหวั่นไหวกลัวตายอยู่นี่นั่น
มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เกิดมานะ....อายุน้อยตาย คนนั้นทำปาณาติบาตมาแต่ก่อน...มีเงินมีทองเขาลักเอาไปนะ นั้นเราลักของเขามาแล้วนั่น...มีลูกมีเต้าหรือก็เป็นหญิงโสเภณีไป นั่นผู้หญิงนะ ผู้ชายโจรผู้ร้ายไปนะ เราทำไม่ดีมาแต่ก่อนแล้ว กาเมนะนั่น...แล้วมุสานะ เขามาหลอกลวงเอาเงินเอาทองไปนะ ไม่ได้ใช้นะ...แล้วก็สุราดื่มเข้าไปแล้ว เสียสตินะ กล้าหาญนะนั่น
 
หนังสือพิมพ์มีอยู่นะ เขาออกข่าวมานะนั่น กินเหล้านะปีใหม่นะ ฆ่ากันหลายรายนะ นี่มีการตายอยู่เรื่อย ๆ นะ นี่แหละเทวทูตมันเตือนอยู่เสมอเช่นนี้แหละ เราไม่ควรประมาทนะ ไม่ควรประมาทนะ ให้ระลึกถึงพุทโธพุทโธ เป็นที่พึ่งนะ...นั่น พึ่งคนอื่นไม่ได้ บิดามารดาพึ่งได้ชั่วคราวนะ พึ่งพระราชาก็พึ่งพระองค์ได้ชั่วคราวเมื่อยังมีชีวิตอยู่นะ
 
การเป็นการตายของเรานี่ฝากไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะ นี้แหละเรือนของโรค คลังของโรคมนุษย์นะ ให้ระลึกเสมอ ให้ภาวนาเสมอนะนั่น นี่แหละอย่าส่งออกข้างนอกนะ ใจกล้าหาญ เอ้า...ตายก็ตายนะ ตายเราไม่ต้องง้อนะ ศีลเรามีแล้วนะ ทานเรามีแล้ว เราตายขณะนี้เราไปเกิดสวรรค์นะ เปลี่ยนอัตภาพมนุษย์ไปเกิดสวรรค์นะนั่น เรามีบริบูรณ์ ใส่บาตรอยู่เรื่อยนี่ แล้วรักษาศีลเรื่อยนี่นั่น แล้วก็ภาวนาชำระดวงจิตเรื่อย ๆ นะ นี้แหละคนนั้นน่ะ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์นะ คนไหนมัธยัสถ์ตระหนี่ เกิดมาในภพใดชาติใดเป็นคนกำพร้าอนาถา ขอทานเขากินนะนั่น มีลูกมีเมียก็ไม่ว่าง่ายสอนง่าย ว่ายากสอนยากนะ เป็นผู้ชายเป็นโจรผู้ร้ายนำความทุกข์มาถึงบิดามารดานะนั่น
 
นี้แหละ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคท่านให้ภาวนาพุทโธฉลาดมาก พระองค์ไม่ใช่คนโง่นะ ฉลาดนะ พระองค์ประทับอยู่ในจิตของใคร จีกควาก...ควากลงไป สงบนะ สิ่งไม่รู้ก็รู้ขึ้นมา สิ่งไม่เห็นก็เห็นขึ้นมา อำนาจพุทโธนะ
 
นี้แหละเมื่อท่านทั้งหลายได้สดับตรับฟังแล้วนะ โอปนยิโก น้อมมาปฏิปัตติบูชา
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็จะเห็นอานิสงส์ในพระพุทธศาสนาโดยง่าย

 
สมควรแก่เวลา ดังอาตมะอาตมาวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
เทศน์อบรมพระภิกษุ – สามเณร
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]