Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ๑๒๑ - ๑๓๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์  (อ่าน 120 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,841
Karma: +17/-3


« เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2017, 11:06:36 am »

๑๒๑ - ๑๓๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

121 เมื่อถูกด่าควรทำอย่างไร

ปัญหา เมื่อเราถูกโกรธก็ดี ถูกด่าก็ดี เราควรทำอย่างไร ควรจะโกรธตอบ ด่าตอบ หรือควรจะเฉยเสีย ?

พุทธดำรัสตอบ “ ดูก่อนพราหมณ์..... ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่ เราไม่รับรู้เรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านนั้น ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าของท่านผู้เดียว ดูก่อนพราหมณ์.... ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่ หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่.... ผู้นี้ เรากล่าวว่า ย่อมบริโภคร่วมกัน ย่อมกระทำตอบกัน เรานั้นไม่บริโภคร่วม ไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้น เป็นของท่านผู้เดียว”


อักโกสกสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๖๓๒)
ตบ. ๑๕ : ๒๓๘ ตท. ๑๕ : ๒๒๕
ตอ. K.S. I : ๒๐๒


122 ผู้ชนะที่แท้จริง

ปัญหา อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ ได้ทราบว่าพราหมณ์ผู้ร่วมนามสกุลภารทวาชหลายคน ได้จากเรือนไปบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าก็โกรธ จึงตรงไปด่าบริภาษพระผู้มีพระภาคถึงพระเวฬุวัน แต่พระผู้มีพระภาคทรงนิ่งเสีย ไม่ได้โต้ตอบ ฝ่ายพราหมณ์เมื่อเป็นพระผู้มีพระภาคทรงนิ่ง ก็ดีใจประกาศว่าเราชนะท่านแล้ว เราชนะท่านแล้ว ?

พุทธดำรัสตอบ “ชนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าวชนะทีเดียว แต่ความอดกลั้นได้ เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ ผู้ใดโกรธ ตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลผู้โกรธแล้ว เพราะการโกรธตอบนั้น บุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ สงบอยู่ได้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ แก่ตนและแก่ผู้อื่น เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือของตนและของผู้อื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า เป็นคนเขลา ดังนี้”

อสุรินทกสูตรที่ ๓ ส. สํ. (๖๓๖)
ตบ. ๑๕ : ๒๔๐ ตท. ๑๕ : ๒๒๗
ตอ. K.S. I : ๒๐๔


123 ชาติไม่สำคัญ

ปัญหา สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ บูชาไฟที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกาแล้ว นำข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟ มุ่งจะให้เป็นทานแก่คนบางคน เขาเหลือบไปเห็นพระพุทธองค์ นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้า แล้วทูลถามถึงชาติของพระองค์ว่าเป็นชาติอะไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึงความประพฤติเถิดไฟย่อมเกิดจากไม้แล บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำ เป็นมุนี มีความเพียร เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วยหิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะ ประกอบด้วยการปราบปราม พึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว ผู้ใดมียัญอันน้อมเข้าไปแล้วบูชาพราหมณ์ผู้นั้น ผู้นั้นย่อมชื่อว่าบูชาพระทักขิเณยยบุคคลโดยกาล”

สุนทริกสูตรที่ ๙ ส. สํ. (๖๖๐)
ตบ. ๑๕ : ๒๔๖ ตท. ๑๕ : ๒๓๔
ตอ. K.S. I : ๒๑๐-๒๑๑


124 การบูชายัญอันประเสริฐ

ปัญหา พราหมณ์ในสมัยพุทธกาลนิยมบูชายัญด้วยการเผาไม้หอม อาหาร เสื้อผ้า ขนม เนย แม้กระทั่งสัตว์ในกองไฟพิธี ถือว่าได้บุญมาก พระผู้มีพระภาคทรงมีทรรศนะในเรื่องนี้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเผาไม้อยู่ อย่างคาดหมายว่าจะบริสุทธิ์ ก็การเผาไม้นี้เป็นของภายนอก ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้น
“ ดูก่อนพราหมณ์ เราละการเผาไม้ ซึ่งบุคคลพึงปรารถนาความบริสุทธิ์ ด้วยการเผาไม้อันเป็นของภายนอก แล้วยังไฟคือญาณให้โพลงภายในตนทีเดียว เราเป็นพระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์ มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่
“ ดูก่อนพราหมณ์ มานะแลเป็นดุจภาระคือหาบของท่าน ความโกรธเป็นดุจควัน มุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็นดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้งกองกูณฑ์ ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นความรุ่งเรืองของบุรุษ
“ ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้ถึงเวททั้งหลายนั่นแล อาบในห้วงน้ำคือธรรมของบุรุษทั้งหลาย มีท่าคือศีลไม่ขุ่นมัว อันบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้วมีตัวไม่เปียกแล้ว ย่อมข้ามถึงฝั่ง....”

สุนทริกสูตรที่ ๙ ส. สํ. (๖๖๕)
ตบ. ๑๕ : ๒๔๘-๒๔๙ ตท. ๑๕ : ๒๓๕-๒๓๖
ตอ. K.S. I : ๒๑๒-๒๑๓


125 สุขของพระพุทธเจ้า

ปัญหา ความสุขของคนธรรมดาสามัญกับความสุขของพระพุทธเจ้ามีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ ดูก่อนพราหมณ์ โคใช้ ๑๔ ตัว ของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้ ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข
“ ดูก่อนพราหมณ์ งาทั้งหลายอันเลว มีใบหนึ่งและสองใบในไร่ของเรา ไม่มีเลย ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข
“ ดูก่อนพราหมณ์ หนูทั้งหลายในฉางเหล่าย่อมไม่รบกวนเรา ด้วยการยกหูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้น ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข
“ ดูก่อนพราหมณ์ เครื่องลาดของเรา ใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดารดาษด้วยสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข
“ ดูก่อนพราหมณ์ หญิงหม้าย บุตรธิดา มีบุตรคนหนึ่งและสองคนของเราไม่มีเลย..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข
“ดูก่อนพราหมณ์ แมลงวันมีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า (ของมัน) ย่อมไม่ไต่ตอมเราเลย ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข
“ ดูก่อนพราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทวงเราเลยว่าท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข

พหุธิติสูตรที่ ๑๐ ส. สํ. (๖๖๙)
ตบ. ๑๕ : ๒๕๐-๒๕๑ ตท. ๑๕ : ๒๓๗-๒๓๘
ตอ. K.S. I : ๒๑๕-๒๑๖


126 ชาวนาพิเศษ

ปัญหา วันหนึ่งกสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเตรียมจะไถนาพระพุทธองค์เสด็จไปบิณฑบาต พราหมณ์เห็นแล้วกล่าวขึ้นว่า เขาเองไถและหว่านแล้วจึงบริโภค และขอให้พระพุทธองค์ไถและหว่านแล้วบริโภคเช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่าเราก็ไถและหว่านแล้วบริโภคเหมือนกัน พราหมณ์จึงกล่าวว่า พระองค์ตรัสว่าเป็นชาวนา แต่เขาไม่เห็นไถของพระองค์เลย ?

พุทธดำรัสตอบ “ ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประตักเรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้าด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก
“นี่การไถ เราไถอย่างนี้แล้ว ย่อมมีอมฤตเป็นผล ครั้นไถอย่างนี้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”

กสิสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๖๗๔)
ตบ. ๑๕ : ๒๕๔ ตท. ๑๕ : ๒๔๑
ตอ. K.S. I : ๒๑๗-๒๑๘


127 ทำบ่อย ๆ ดี

ปัญหา พระผู้มีพระภาคเสด็จไปบิณฑบาตที่บ้างอุทัยพราหมณ์ติดกัน ๓ ครั้ง อุทัยพราหมณ์ก็ใส่บาตรทั้ง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ ได้กล่าวขึ้นว่า พระสมณโคดมนี้ติดในรส (อาหาร) จึงเสด็จมาบ่อย ๆ ?

พุทธดำรัสตอบ “ กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนย่อมตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อย ๆ แว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญญชาติบ่อย ๆ ยาจกย่อมขอบ่อย ๆ ทานบดีก็ให้บ่อย ๆ ทานบดีให้บ่อย แล้วก็เข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ ผู้ต้องการน้ำนม ย่อมรีดนมบ่อย ๆ ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ บุคคลย่อยลำบากและดิ้นรนบ่อย ๆ คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อย ๆ ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อย ๆ ก็เพื่อได้มรรค แล้วไม่เกิดอีก ดังนี้”

อุทัยสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๖๘๐)
ตบ. ๑๕ : ๒๕๖ ตท. ๑๕ : ๒๔๒-๒๔๓
ตอ. K.S. I : ๒๑๙-๒๒๐


128 บุคคลที่ควรยำเกรง

ปัญหา (มานัตถัทธพราหมณ์ทูลถาม) ไม่ควรทำมานะ (เย่อหยิ่งต่อ) ในใคร ควรมีความเคารพในใคร พึงยำเกรงใคร บูชาใครด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี ?

พุทธดำรัสตอบ “ ไม่ควรทำมานะในมารดาบิดา พี่ชายและในอาจารย์ เป็นที่ ๔ พึงมีความเคารพในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรงบุคคลเหล่านั้น บูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี บุคคลพึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เพราะอนุสัยนั้น”

มานัตถัทธสูตรที่ ๕ ส. สํ. (๖๙๙)
ตบ. ๑๕ : ๒๖๒ ตท. ๑๕ : ๒๔๒-๒๔๘
ตอ. K.S. I : ๒๒๖


129 แม้พระพุทธเจ้ายังทรงปวารณา

ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดแล้วทั้งกาย วาจา ใจ ไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดบกพร่องใด ๆ ที่จะต้องสารภาพต่อผู้อื่น และให้ผู้อื่นตักเตือนมิใช่หรือ ?

พุทธดำรัสตอบ “ ดูภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอปวารณาเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจะไม่ติเตียนกรรมไร ๆ ที่เป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเราบ้างหรือ ?

ปวารณาสูตรที่ ๗ ส. สํ. (๗๔๔)
ตบ. ๑๕ : ๒๘๐ ตท. ๑๕ : ๒๖๕
ตอ. K.S. I : ๒๔๒


130 กำเนิดมนุษย์ในครรภ์

ปัญหา (อินทกยักษ์ทูลถาม) ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าว่า รูปหาใช่ชีพไม่ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อ จะมาแต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเป็น เปสิ จากเปสิ เป็นฆนะ จากฆนะ เกิดเป็น ๕ ปุ่ม ต่อจากนั้นก็มีผมขนและเล็บเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใดสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น

อินทกสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๘๐๓)
ตบ. ๑๕ : ๓๐๓ ตท. ๑๕ : ๒๘๖
ตอ. K.S. I : ๒๖๓


๑๒๑ - ๑๓๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]