Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ๙๓ - ๑๑๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์  (อ่าน 20 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,688
Karma: +17/-3


« เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2017, 11:48:27 am »

๙๓ - ๑๑๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

093 ทุกข์เพราะความมี

ปัญหา (เทวดากล่าวเป็นเชิงแสดงทรรศนะของตน)
คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย
คนมีโค ย่อมยินดีเพราโคทั้งหลายเหมือนกันฉันนั้น เพราะอุปธิ
(อรรถกถาว่า หมายถึง ขันธ์ กาม กิเลส กรรม) เป็นความดีของตน
บุคคลนั้นไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มีความยินดีเลย ?

พุทธดำรัสตอบ “บุคคลผู้มีบุตร ย่อมเศร้าโศก เพราะบุตรทั้งหลาย บุคคลมีโคย่อมเศร้าโศก
เพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉันนั้น เพราะอุปธิเป็นความเศร้าโศกของคน
บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย”

นันทิสูตรที่ ๑ นันทวรรคที่ ๒ ส.สํ. (๒๖-๒๗)
ตบ. ๑๕ : ๙ ตท. ๑๕ : ๘-๙
ตอ. K.S. I : ๑๐



094 ยอดของความรัก

ปัญหา (เทวดากล่าวเป็นเชิงแสดงทรรศนะของตน) ความรักเสมอด้วยความรักบุตรไม่มี
ทรัพย์เสมอด้วยโคไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ย่อมไม่มี สระทั้งหลายมีทะเลเป็นยอด?

พุทธดำรัสตอบ “ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี
แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม”

นันถิปุตตสมสูตร ส.สํ. (๒๘-๒๙)
ตบ. ๑๕ : ๙ ตท. ๑๕ : ๙
ตอ. K.S. I : ๑๐


095 ยอดของภรรยา

ปัญหา (เทวดากล่าวเป็นเชิงแสดงทรรศนะ) กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์สองเท้า
โคประเสริฐสุดกว่าสัตว์สี่เท้า ภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย
บุตรใดเป็นผู้เกิดก่อน บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ?

พุทธดำรัสตอบ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์สองเท้า
“สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุกกว่าสัตว์สี่เท้า
“ภรรยาที่ปรนนิบัติดีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย
“บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย”

ขันติยสูตร ส.สํ. (๓๐-๓๑)
ตบ. ๑๕ : ๑๐ ตท. ๑๕ : ๙-๑๐
ตอ. K.S. I : ๑๑


096 พระอรหันต์กับภาษาสามัญ

ปัญหา พระอรหันต์ที่พ้นจากการสมมติและบัญญัติแล้ว เวลาพูดกับสามัญชนใช้ภาษาอะไรพูด ?

พุทธดำรัสตอบ “ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่ง
ร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่น พูดกะเราดังนี้บ้าง
ภิกษุนั้นฉลาดทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน”

อรหันตสูตรที่ ๕ ส.สํ. (๖๕)
ตบ. ๑๕ : ๒๑ ตท. ๑๕ : ๑๙
ตอ. K.S. I : ๒๑-๒๒


097 ลักษณะพระนิพพาน

ปัญหา จงแสดงลักษณะของพระนิพพานว่ามีอย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “ดิน น้ำ ลม ไฟ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด
สงสารทั้งหลายยอมกลับแต่ที่นี้ วัฏฏะย่อมเป็นไปในที่นี้
นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้”

สรสูตรที่ ๗ ส.สํ. (๗๑)
ตบ. ๑๕ : ๒๒ ตท. ๑๕ : ๒๑
ตอ. K.S. I : ๒๓


098 สิ่งที่ไม่รู้จักตาย

ปัญหา สังขารร่างกายย่อมตายหายสูญไปเป็นธรรมดา
มีอะไรบ้างที่ไม่ตายไปตามสังขารร่างกาย ?

เทวดาตอบ (พระบรมศาสนาทรงรับรอง)
“ชนทั้งหลายเหล่าใด เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้เหมือนพวกเดินทางไกล ก็แบ่งของให้แก่พวกที่
เดินทางร่วมกัน ชนทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อบุคคลทั้งหลายเหล่าอื่นตายแล้ว ก็ชื่อว่าย่อมตาย
ธรรมนี้เป็นของบัญฑิตแต่ปางก่อน....”

มัจฉริยสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๘๙)
ตบ. ๑๕ : ๒๖ ตท. ๑๕ : ๒๕
ตอ. K.S. I : ๒๗-๒๘


099 ฆ่าแล้วทำบุญ

ปัญหา บางคนฆ่าสัตว์แล้วนำมาให้ทาน ผลทานของเขาจะเป็นอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “บุคคลเหล่าหนึ่ง ตั้งอยู่ในกรรมปราศจากความสงบโบยเขา ฆ่าเขา
ทำให้เขาเศร้าโศก แล้วให้ทาน ทานนั้นจัดว่า ทานมีหน้านองด้วยน้ำตา จัดว่าทานเป็นไป
กับด้วยอาชญา จึงย่อมไม่เท่าพึงส่วนแห่งทานที่ให้ด้วยความสงบ....”

มัจฉริยสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๘๓)
ตบ. ๑๕ : ๒๗-๒๘ ตท. ๑๕ : ๒๖-๒๗
ตอ. K.S. I : ๒๙


100 ยอดของทาน

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ
ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ?

พุทธดำรัสตอบ “บุคคลให้อาหารชื้อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข
ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ และผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรม
ชื่อว่าให้อมฤตธรรม”

กินททสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๑๓๘)
ตบ. ๑๕ : ๔๔ ตท. ๑๕ : ๔๒
ตอ. K.S. I : ๔๓


101 การพัฒนาชนบท

ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญการพัฒนาชนบทไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้) ปลูกหมู่ไม้สร้างสะพาน
และชนเหล่าใด ให้โรงน้ำเป็นทาน และบ่อน้ำ ทั้งบ้าน ที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ
เจริญในกาลทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม
สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์”

วนโรปสูตรที่ ๑ ส.สํ. (๑๔๖)
ตบ. ๑๕ : ๔๖ ตท. ๑๕ : ๔๔
ตอ. K.S. I : ๔๕-๔๖


102 ยอดของมิตร

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง
อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน อะไรเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น
อะไรเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า ?

พุทธดำรัสตอบ “พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง
มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน สหายเป็นมิตรของผู้มีธุระเกิดขึ้นเนืองๆ
บุญที่ตนทำเองเป็นมิตร ติดตามไปถึงภพหน้า”

มิตรสูตรที่ ๓ ส.สํ. (๑๖๓)
ตบ. ๑๕ : ๕๐-๕๑ ตท. ๑๕ : ๕๐
ตอ. K.S. I : ๕๑-๕๒


103 ภัยใหญ่ของมนุษย์

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรของเขาหนอย่อมวิ่งพล่าน
อะไรของเขาหนอเวียนว่ายไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่ของเขา ?

พุทธดำรัสตอบ “ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน
สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของเขา”

ปฐมชนสูตรที่ ๕ ส.สํ. (๑๖๗)
ตบ. ๑๕ : ๕๑ ตท. ๑๕ : ๕๐
ตอ. K.S. I : ๕๒


104 อำนาจจิต

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) โลกอันอะไรย่อมนำไป
อันอะไรหนอเสือกไสไปได้ โลกทั้งหมด
เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร ?

พุทธดำรัสตอบ “โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกใสไป
โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง คือ จิต ”

จิตตสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๒๘๑)
ตบ. ๑๕ : ๕๔ ตท. ๑๕ : ๕๓
ตอ. K.S. I : ๕๕


105 สง่าราศีของสตรี

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) อะไรหนอเป็นสง่าของรถ
อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏของไฟ
อะไรหนอเป็นสง่าของแว่นแคว้น
อะไรหนอเป็นสง่าของสตรี ?

พุทธดำรัสตอบ “ธงเป็นสง่าของรถ
ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟพระราชา
เป็นสง่าของแว่นแคว้น สามีเป็นสง่าของสตรี”

รถสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๒๐๑)
ตบ. ๑๕ : ๕๗ ตท. ๑๕ : ๕๗
ตอ. K.S. I : ๕๙


106 ชีวิตประเสริฐ

ปัญหา (เทวดาทูลถาม)
อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อย่างประเสริฐของคนในโลกนี้
อะไรหนอ ที่บุคคลประพฤติดี แล้วนำความสุขมาให้
อะไรหนอเป็นรสดีกว่าบรรดารสทั้งหลาย
คนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร
นักปราชญ์ ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ ?

พุทธดำรัสตอบ “ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
อย่างประเสริฐของคนในโลกนี้
ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้
ความจริงเท่านั้นเป็นรสที่ดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย
คนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ”

วิตตสูตรที่ ๓ ส. สํ. (๒๐๓)
ตบ. ๑๕ : ๕๘ ตท. ๑๕ : ๕๘
ตอ. K.S. I : ๕๙


107 ความเพลิดเพลินและทุกข์

ปัญหา (เทวดาทูลถาม) ข้าแต่ภิกษุ
ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์
ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี
ทำไมความเบื่อหน่าย
จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว ?

พุทธดำรัสตอบ “ผู้มีทุกข์นั่นแหละจึงมีความเพลิดเพลิน
ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละจึงมีทุกข์
ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์....”

กกุธสูตรที่ ๘ ส. สํ. (๒๗๑)
ตบ. ๑๕ : ๗๖ ตท. ๑๕ : ๗๘
ตอ. K.S. I : ๗๘


108 สิ่งที่ไม่ควรดูหมิ่น

ปัญหา มีอะไรบ้าง ที่คนไม่ควรดูหมิ่น
แม้จะดูเป็นของเล็กน้อยไม่สำคัญก็ตาม ?

พุทธดำรัสตอบ
“ดูก่อนมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูหมิ่นว่าเล็กน้อย... คือ

๑.กษัตริย์ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์
๒ งู ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก
๓.ไฟ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย
๔.ภิกษุ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม”

ทหรสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๓๒๕)
ตบ. ๑๕ : ๙๙ ตท. ๑๕ : ๙๘
ตอ. K.S. I : ๙๔


109 รักตนให้ถูกทาง

ปัญหา คนทุกคนย่อมรักตนยิ่งกว่าคนอื่นสิ่งอื่น
แต่ส่วนมากรักตนแล้วไม่รู้ว่า
จะปฏิบัติต่อตนอย่างไร
พระผู้มีพระภาคทรงแนะวิธีปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร เพราะว่าชนบางพวก
ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ารักตน
ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายมีความรักตน
ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ชื่อว่าไม่มีความรักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร
ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่กัน ย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักใคร่กันได้
โดยประการใด พวกเขาเหล่านั้นย่อมทำความเสียหาย
แก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น พวกเขาเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน

“ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริต ด้วยกาย วาจา ใจ พวกเหล่านั้นชื่อว่ารักตน
ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้วา เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นพวกเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน
ข้อนั้นเป็นเหตุอะไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ที่รักใคร่กัน ย่อมทำความดีความเจริญ
ให้แก่ชนผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเหล่านั้นย่อมทำความดี
ความเจริญแก่ตนด้วยตนเองได้ โดยประการนั้น
ฉะนั้น พวกเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน”

ปิยสูตรที่ ๔ ส. สํ. (๓๓๕)
ตบ. ๑๕ : ๑๐๓-๑๐๔ ตท. ๑๕ : ๑๐๒
ตอ. K.S. I : ๙๘


110 วิธีล่วงรู้คุณสมบัติผู้อื่น

ปัญหา เพราะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ใดมีศีล มีกำลังใจ หรือมีปัญญาหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ
“ดูก่อนมหาบพิตร ศีลถึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
ก็ศีลนั้นจะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้
ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้

“ดูก่อนมหาบพิตร กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ก็กำลังใจนั้น
จะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้
ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้

“ดูก่อนมหาบพิตร ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา
ก็ปัญญานั้น จะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย
ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้
ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้

“คนผู้เกิดมาดี ไม่ควรไว้วางใจ เพราะผิวพรรณและรูปร่างไม่ควรไว้วางใจ
เพราะการเห็นกันชั่วครู่เดียว เพราะว่านักบวชผู้ไม่สำรวมทั้งหลาย
ย่อมเที่ยวไปในโลกนี้ ด้วยเครื่องบริขาร ของเหล่านักบวชผู้สำรวมดีแล้ว
ประดุจกุณฑลดินและมาสกโลหะ หุ้มด้วยทองคำปลอมไว้
คนทั้งหลายไม่บริสุทธิ์ในภายใน งานแต่ภายนอก
แวดล้อมด้วยบริวาร ท่องเที่ยงอยู่ในโลก”

ชฏิลสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๓๕๖)
ตบ. ๑๕ : ๑๑๔ ตท. ๑๕ : ๑๑๓
ตอ. K.S. I : ๑๐๕-๑๐๖


๙๓ - ๑๑๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]