Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงปู่ฝากไว้ - 12 - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล  (อ่าน 495 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คุณเสรี ลพยิ้ม
ผู้ดูแลระบบ
สมาชิกขั้นสูงสุด
*****
กระทู้: 2,796
Karma: +17/-3


« เมื่อ: กันยายน 28, 2013, 12:59:36 pm »

หลวงปู่ฝากไว้ - 12 - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ปัจฉิมพจน์ของหลวงปู่
.......................
   เมื่อหลวงปู่ฟังพระสวดมหาสติปัฏฐานจบลงแล้ว สักครู่หนึ่งต่อมา
ท่านกล่าวปรารภถึงลักษณาการที่พระพุทธเจ้าเข้าสู่ปรินิพพาน ตั้งแต่เริ่มต้นมา
จนตลอด ซึ่งจะขอจับเอาใจความตอนท้ายไว้ในที่นี้ว่า

   "พระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไร
ที่ไหนหรอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์ หรือนามขันธ์
ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่นคือ พระองค์ดับเวทนาขันธ์ในภาวะจิตตื่น
หรือวิถีจิตอันปรกติของมนุษย์ ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใด
มาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์
ภาวะอันนั้นจะเรียกว่ามหาสุญญตา หรือจักรวาฬเดิม หรือเรียกว่าพระนิพพาน
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เราปฏิบัติมาก็เพื่อเข้าถึงภาวะอันนั้นเอง"

   วจีสังขารคือวาจาของหลวงปู่ก็สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้

****************************

ป่าดงเกิดขึ้นในเมือง
.......................
   โปรดย้อนหลังไปดูเหตุการณ์เมื่อสมัยใกล้ร้อยปีที่ผ่านมา

   สมัยนั้นแล คณะธุดงค์ของหลวงปู่แยกทางจากคณะท่านพระอาจารย์มั่น
รวมสี่รูปด้วยกัน ออกไปทางอำเภอท่าคันโท กาฬสินธุ์ พากันธุดงค์ไปอยู่
ณ ป่าทึบแห่งหนึ่ง คณะของหลวงปู่ได้รับความยากลำบากอย่างยิ่ง ต้องต่อสู้
กับป่าดงพงไพร สิงสาราสัตว์ทุกชนิด ตลอดถึงต่อสู้กับไข้ป่าอย่างร้ายแรง
ในที่สุดพระเพื่อนธุดงค์รูปหนึ่งทนต่อไข้ป่าไม่ไหว ได้ถึงแก่มรณภาพไป
ต่อหน้าหมู่คณะอย่างน่าเวทนา ยิ่งกว่านั้น เมื่อหลวงปู่แยกจากคณะ
พาเณรน้อยธุดงค์ไปอยู่ด้วยกันเพียงสองรูปที่ป่าอีกแห่งหนึ่งใกล้บ้านกุดก้อม
ไข้ป่ายังตามไปรังควาญชีวิตของเณรน้อยจนถึงแก่ความตายไปต่อหน้าหลวงปู่
อย่างน่าสงสารสลดใจยิ่งนัก สาเหตุก็เพราะขาดหยูกยาที่จะรักษาพยาบาลนั่นเอง ฯ

   แล้วก็โปรดย้อนกลับมาดูเหตุการณ์เมื่อเวลาตี 4 ของวันที่
30 ตุลาคม 2526 สภาพป่าในสมัยนั้นได้ย้อนมาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ณ ห้องนอนของหลวงปู่ เพราะขณะที่หลวงปู่กำลังอาพาธหนักอยู่นั้น
พยาบาลสักคนก็ไม่มี น้ำเกลือสักหยดหนึ่งก็ไม่มี จะมีก็แต่ศิษย์ฝ่ายสงฆ์
นั่งห้อมล้อมอยู่อย่างสงบ เหมือนหนึ่งพร้อมใจกันถวายเสรีภาพ ให้หลวงปู่
มีอิสระอย่างเต็มที่ในการปล่อยวางสังขารขันธ์ โดยการมรณภาพที่ไม่ปรากฏ
ร่องรอย และบริสุทธิ์สงบเยือกเย็นอย่างสิ้นเชิง

****************************

แม้กาลเวลาก็เหมาะสม
.......................
   พระพุทธองค์ท่านทรงบำเพ็ญเพียรค้นคว้าสัจจธรรมตลอดเวลา
ถึง 6 ปี ครั้นได้ตรัสรู้ ก็ตรัสรู้เมื่อเวลาใกล้รุ่ง คือ ตีสี่ล่วงไปแล้ว ครั้นตรัสรู้แล้ว
ทรงบำเพ็ญพุทธกิจตลอด 45 ปี ก็ใช้เวลาตี 4 กว่านี้ แผ่พระญาณสอดส่อง
ดูหมู่สัตว์ผู้ควรได้รับการเสด็จไปโปรด ถึงคราวพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน
ก็เป็นเวลาเดียวกันนั้นอีก ฯ

   อันสังขารธรรมหนึ่ง ซึ่งอุบัติขึ้นเมื่อวันนี้ 4 ตุลาคม 2431
ณ บ้านปราสาท อำเภอเมืองสุรินทร์ ได้เจริญเติบโตและรุ่งเรืองมาโดยลำดับกาล
ดำเนินชีวิตของตนอย่างถูกต้องดีงาม อยู่ภายใต้ผ้ากาสาวพัสตร์จนตลอดอายุขัย
ประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม สมเป็นเนื้อนาบุญอันเอกของโลก
ได้บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ตลอดมา
ตราบเท่าถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2526 หลวงปู่ก็ปล่อยวางสังขารขันธ์ให้ดับลงแล้ว
เมื่อเวลา 4.13 น. เหมือนอย่างนั้นนั่นเอง ฯ

   สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ วันนั้นเป็นวันที่คณะศิษย์ทั้งหลาย ทั้งบรรพชิต
และคฤหัสถ์ ทั้งคามวาสีและอรัญวาสี มาประชุมพร้อมเพรียงกันทำบุญฉลอง
อายุครบ 96 ปี คือ 8 รอบถวายท่าน เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเท่ากับเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

****************************

ผู้ไม่มีวิบากของสังขาร
.......................

   เพิ่งจะเข้าใจได้ตอนนี้เองที่หลวงปู่เคยพูดว่า ท่านไม่มีวิบากของสังขาร ฯ

   เพราะแม้ท่านมีอายุผ่าน 96 ปีล่วงแล้วก็จริง แต่ร่างกายท่านแข็งแรง
ว่องไว สะอาด สงบเยือกเย็น รุ่งเรืองด้วยสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ ไม่หลงลืม
เผอเรอใด ๆ ทั้งสิ้น ฯ

   เมื่อถึงคราวดับสังขาร ก็ดับลงอย่างสงบ ไม่มีร่องรอยในการ
ลำบากขันธ์ ทรมานตน ไม่ให้ผู้อยู่ใกล้ชิด ต้องลำบากกายใจ ในการรักษาพยาบาล
ไม่เปลืองหมอ ไม่เปลืองยา ไม่เปลืองเวลาของท่านผู้ใด ฯ

   ท่ามกลางความสงบเงียบของเวลาตีสี่กว่า ปราศจากผู้คนและยวดยาน
พาหนะทุกชนิด แม้ต้นไม้ใบหญ้าก็สงบเงียบ อากาศเย็นยะเยียบพร้อมกับมีละอองฝน
ลงมาโปรยปรายคล้ายหิมะลง หลวงปู่ผู้วิสุทธิสงฆ์ก็ปลงเสียแล้วซึ่งสังขารธรรม
คงทิ้งไว้แต่โดยพระคุณทั้งหลายให้รำลึกถึงและอาลัยอาวรณ์อย่างมีรู้แล้ว

หลวงปู่ฝากไว้ - 12 - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
หน้า: [1]
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]