Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: " ญาณ 16 "  (อ่าน 15252 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: ตุลาคม 20, 2005, 09:20:00 am »

สวัสดีครับ

วันนี้จะกล่าวถึง ญาน 16 หรือจะเรียกว่าวิปัสสนญาณ 16 ที่มาในอรรถกถา คัมภีร์วิสุทธิมรรค  ปัญญานิเทส  ที่ต้องกล่าวถึง ญาณ 16   ก็เพราะว่าการเจริญวิปัสสนา หรือการปฏิบัติวปัสสนานั้น   ธรรมแตะละประเภท  อันเป็นอุปการะแก่กันและกัน   เพื่อให้เกิดวิปัสสนา  เช่นวิปัสสนาภูมิ 6   สติปัฏฐาน4    วิปัสสนาญาน16  และวิสุทธิ 7  เป็นต้น ในการกล่าวถึงญาณ 16 นั้น ขอยการปฏิบัติสติปัฏฐานสงเคราะห์ลงในกายายุปัสสนาสติปัฏฐาน อิริยาบถบรรพ และสัมปชัญญะบรรพ และบางครั้งอาจะกล่าวถึงในสติปัฏานที่เหลือ ทั้ง 3 เข้าประกอบด้วยเพื่อความเข้าใจในญาณ 16 ดังกล่าวเท่าที่จะเป็นได้...มาเริ่มกันเลย นะครับ

**********  ญาณที่ 01. ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาน   *************

***  เมื่อการพิจารณา   หรือการกำหนดดูรูปนามเป็นอารมณ์  ตามนัยของสติปัฏฐาน  จนกระทั่ง นามรูป กระจายออกไปแล้ว สัมมาทิฏฐิอันเป็นปัญญาที่รู้ถูกก็ปรากฏ  คือ  เมื่อนามอะไร  รูปอะไรเกิดขึ้น   ก็รู้ทันทีว่า  นี่เป็นรูปนั้น ๆ  นี่เป็นนามนั้น ๆ

***   เช่นอิริยาบถทั้งหลาย  มีนั่ง  มีนอน เป็นต้น และที่รู้ว่าเป็น  รูปนั่ง  รูปนอน  ฯ  หรือที่รู้ว่า  รูปนั่ง หรือ รูปนอน  นั้นเป็นนามรู้  ไม่ใช่เรารู้  คือรู้สึกแต่ว่า เป็นนามเป็นรูปไปทั้งนั้น

*** การรู้เช่นนี้  จะทำลายความเห็นผิด  ที่เคยเห็นไปว่า  เป็นเรานั่ง  เรานอน หรือเรารู้  แล้วจิตใจก็จะรู้สึกว่า  มีแต่  รูป กับ นาม  เท่านั้น คือจะดูอิริยาบถอะไร   ก็รู้ว่าเป็นรูปนั้น ๆ   จะดูนามที่รู้รูปอะไร   ก็รู้ว่าเป็นนามนั้น ๆ  ทุกอย่าที่ดูหรือกำหนดอยู่   ก็ล้วนแต่เป็น รูป เป็นนาม  ไปหมด  ไม่มีใครผู้ใด ไม่มีสัตว์ บุคคล  ผู้หญิง  ผู้ชาย  มาเป็นผู้นั่ง ผู้นอน   และไม่มีใคร  คนใด  คนหนึ่ง  มาเป็นผู้รู้   ผู้เห็นเลย

*** การรู้หรือการเห็นอย่างนี้  วิปัสสนาท่านเรียกว่า  นามรูปปริจเฉทญาณ ซึ่งเป็นญาณขั้นต้น โดยได้เห็นการกระจัดกระจายออกไป ของนาม ของรูปไปหมด   อัตตวิปลาสที่สำคัญว่า  " เรา  "   ไม่มีในความรู้สึกนั้นแล้ว ญาณ คือความรู้สึกอันเกิดจากปัญญา ที่ได้เห็นความจริงเช่นนี้ ในวิสุทธิท่านเรียกว่า  ทิฏฐิวิสุทธิ  คือความเห็นถูกต้องตรงกับความเป็นจริง   ( ที่มานัย  ม. มู.รถวินีตสูตร 12  / 236  / 292 ) ที่ไม่เจือด้วยความเห็นผิด ที่สำคัญว่าเป็นเรา หรือเป็นตัวเป็นตนของเรา  หรือมีเรา มีของเราในที่นั้น

*** แต่ความเห็นถูกเช่นที่นี้  ยังไม่เข้าถึงไตรลักษณ์  ผู้ปฏิบัตจะต้องกำหนดนามรูปนั้น ๆ  เป็นอารมณ์ต่อไปอีก  แล้วจึงจะเห็นไตรลักษณ์  มีความไม่เที่ยงเป็นต้นได้

*** วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ... สวัสดีครับ   พิศร   ครับ   :idea:
จูฬติปิฎกธาระ
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 24, 2005, 01:59:15 pm »

.
.
.
.
โสฬสญาณ หรือ ญาณ ๑๖

วิปัสสนาญาณ หมายถึง ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นประจักษ์แจ้งซึ่ง ไตรลักษณ์ แห่งรูปนาม

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นรูปเห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้


๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ


๓. สัมมสนญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่า สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์


๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว


๕. ภังคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด


๖. ภยญาณ บ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย เป็นที่น่ากลัว เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น


๗. อาทีนวญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น


๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า เกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์


๙. มุญจิตุกมยตาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง


๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์


๑๑. สังขารุเบกขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว


๑๒. อนุโลมญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจญาณนี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได้


๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน


๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาณ


๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข

๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต,ผลจิต,นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่ ตั้งแต่ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ รวม ๑๐ ญาณ นี้เรียกว่า วิปัสสนาญาณ เพราะสัมมสนญาณนั้น เริ่มเห็นไตรลักษณ์แล้วบางแห่งก็จัดว่า วิปัสสนาญาณ มีเพียง ๙ คือ นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ จนถึงญาณที่ ๑๒ อนุโลมญาณ เพราะอุทยัพพยญาณเป็นญาณแรกที่รู้เห็นไตรลักษณ์ ด้วยปัญญาชนิดที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัย จินตามยปัญญาเข้ามาช่วย



ข้อมูลทั้งหมดมาจาก
อภิธัมมัตถสังคหะ  ปริจเฉทที่ ๙
http://aphidham.mcu.ac.th/html/book/prariset9.html ดูหน้า77-78
.
.
.
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2005, 10:30:20 am »

สวัสดีครับ

*** เรื่องญาณ16 นี้เป็นเรื่องยาก อยู่ 2 อย่างครับ  อย่างที่ 1 การศึกษาให้รู้ให้เข้าใจ อย่างที่ 2  ก็คือ การปฏิบัติจนเข้าถึง หรือ  การรู้ญาณ  การเข้าถึงญาณ  แต่ทางทฤษฎีการเรียนรู้เรื่องญาณ 16  คิดว่าคงไม่ยากนัก  แต่การเข้าถึงนี่ซิครับ แม้แต่ญาณที่ 1 ชื่อว่านามรูปปริจเฉทญาณ นับว่ายากที่สุดสำหรับนักปฏิบัติใหม่ ๆ ครับ มันต้องอาศัยปัญญาบารมีมามากด้วย  เป็นไตรเหตุ  เป็นญาณสัมปยุตตด้วย เอาอย่างกลาง ๆ เพื่อบุคคลที่เป็นทวิเหตุและมีศัทธากันบ้างดีไหมครับ  มาว่ากันปริยัติ กึ่งการปฏิบัติ  หรือปนกันไปทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ  หรือทฤษฎีแนวปฏิบัต โดยไม่ขัดกัน เป็นปัจจัยกัน อย่างเช่นสติปัฏฐาน 4  วิสุทธิ 7 เป็นต้น สัมพันธ์สอดคล้องกัน  เพราะกระผมคิว่าปัจจุบันสื่อทางธรรมหาได้ง่าย แต่จะให้ธรรมสอดคล้องเป็นปัจจัยกันให้เกิด วิปัสสนาญาณ นั้น ต้องผ่านการทำงานที่ถูกต้องตามแนวสติปัฏฐาน  โดยเฉพาะต้องมีเสนาสนะที่เป็นสปายะเป็นต้น หรือในปัจจุบันสำนักปฏิบัติธรรม ที่เป็นสำนักวิปัสสนาจริงๆ นะครับ ก็ค่อนข้างหายาก

***  ... ถ้ามีโอกาส ผมจะค้นหาชื่อสำนักวิปัสสนา มาให้สมาชิกและท่านผู้สนใจได้ศึกษาเลือกเข้าปฏิบัติกันในจังหวัดของท่านเองด้วย  ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา และในปัจจุบัน  ที่ยังจะตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ  ในประเทศไทยเรา  แต่บางสำนักเปลียน
แปลงไปแล้วกลายเป็นสอนสมาธิไปครับ แต่นั่นก็ตามกาลเวลาครับ  ถ้าท่านได้เข้าใจเรื่องวิปัสสนาแล้วท่านเลือกปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ให้พบธัมมสปายะนั้นยากครับ  ...

***  วันนี้ขอสวัสดีก่อน นะครับ... พิศร   ครับ   :idea:
กระดิ่งน้อย
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2005, 01:45:31 pm »

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ

ปริยัติธรรม
(ขอใช้ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของพระเทพเวที (ปัจจุบัน พระธรรมปิฎก) ประยุทธ์ ปยุตโต เป็นหลัก เนื่องจากท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตเอกทางปริยัติธรรมในยุคปัจจุบัน ซึ่งวงการศึกษายกย่องว่าเป็นเอกในยุครัตนโกสินทร์) ระบุว่านามรูปปริจเฉทญาณคือญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม และอะไรเป็นนามธรรม

ความรู้จากการปฏิบัติ
ผู้แรกปฏิบัติจะต้องมีเครื่องระลึกของสติ ซึ่งจะเป็นรูปหรือนามก็ได้ เช่น กำหนดพองยุบ (รูป) กำหนดลมหายใจ (รูป) กำหนดอิริยาบถยืน-เดิน-นั่ง-นอน (รูป) กำหนดสุข-ทุกข์ (นาม) กำหนดกุศล-อกุศล (นาม) เป็นต้น ผู้ปฏิบัติจะต้องจำแนกให้ได้ว่า รูปก็ดี นามก็ดีที่กำลังระลึกรู้ในปัจจุบันนั้น เป็นเพียงอารมณ์ที่ถูกจิตรู้ ตัวจิตผู้รู้อยู่ต่างหาก หากยังแยกจิตกับอารมณ์ปรมัตถ์ หรือผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ ยังไม่จัดเป็นวิปัสสนาญาณ แต่เป็นเพียงการทำสมถะเท่านั้น
ผลอันเกิดจากการทำสมถะคือนิมิต เช่น เห็นตัวเองนั่งอยู่ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง มันเป็นนิมิตทั้งสิ้น ซึ่งสามารถรู้เห็นได้เพราะกำลังสมถะ ไม่ใช่เพราะอำนาจของญาณเครื่องรู้อันวิเศษที่เราซักล้างด้วยอินทรีย์สังวรศีล หรือด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์สะอาดของเราแต่อย่างใด เพียงจิตสงบเล็กน้อยก็เห็นได้แล้ว แต่บางคนแม้จะสงบเท่าใดก็ไม่เห็น ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด


๒. ปัจจยปริคคหญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของรูปนาม คือรู้ว่ารูปนามทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัยและเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว ปฏิจจสมุปบาทก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี

ความรู้จากการปฏิบัติ
คือความหยั่งรู้ของจิตที่เห็นว่า เหตุปัจจัยของรูปนามคือวิญญาณ (ความรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างแจ้งชัดว่า "วิญญาณ ปัจจยา นามรูปัง" คือวิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป
กล่าวคือเมื่อเราเจริญสติสัมปชัญญะ โดยมีสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่เป็นรูปหรือนามก็ตาม เราจะค่อยๆ เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วรูปนามปรากฏขึ้นได้เป็นคราวๆ ก็เพราะจิตส่งออกไปรู้มันเข้า โดยวิญญาณหยั่งเข้าที่รูป รูปก็ปรากฏ วิญญาณหยั่งเข้าที่นาม นามก็ปรากฏ หากวิญญาณไม่หยั่งลง สิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏมาสู่ภูมิความรับรู้ของจิต เช่น ในขณะที่อ่านหนังสืออยู่นั้น เราเห็นตัวหนังสือ สลับกับการรู้ความหมายของมัน เพราะเรามีวิญญาณทางตาและวิญญาณทางใจ แต่ในขณะนั้นเราไม่ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุ เพราะเราไม่มีวิญญาณทางหู เสียงจึงไม่ปรากฏทั้งๆ ที่มีเสียงอยู่ เราจะรู้ความจริงว่า รูปนามเป็นของแยกต่างหากจากจิตชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเห็นชัดว่า รูปนามปรากฏได้เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย
นอกจากนี้ยังจะเห็นอีกว่า รูปเป็นปัจจัยของนามก็ได้ นามเป็นปัจจัยของรูปก็ได้ รูปนามต่างก็อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นคราวๆ ได้


๓. สัมมสนญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน

ความรู้จากการปฏิบัติ
สัมมสนญาณ เป็นสภาวะต่อเนื่องจากปัจจยปริคคหญาณ คือเมื่อเราเห็นว่านามรูปมีวิญญาณ (ความรับรู้) เป็นปัจจัยให้มันปรากฏและนามรูปต่างก็เป็นปัจจัยแก่กันและกัน เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะมากขึ้น จิตจะเห็นความจริงชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยสัมมสนญาณว่า ทั้งรูปและนามล้วนแต่ปรากฏเป็นคราวๆ ถ้าจิตไม่ไปรู้มันเข้า มันก็ไม่ปรากฏ และสิ่งที่ปรากฏนั้นมันตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์ คือมันไม่เที่ยง (อนิจจัง) และเป็นของที่ทนอยู่ได้ชั่วขณะแล้วก็ดับหรือเปลี่ยนสภาพไป (ทุกขัง) ทั้งนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน และสิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้นั้น เป็นของภายนอกที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเราหรือของเรา(อนัตตา) ความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องของปัญญาล้วนๆ ไม่มีอาการของสมถะเข้ามาปะปนเลย


๔. อุทยัพพยญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือพิจารณาความเกิดขึ้นและดับไปแห่งขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไปทั้งหมด ในตำราอื่นๆ กล่าวถึงอุทยัพพยญาณว่ามี ๒ ระดับคือ
(๑)       ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณอย่างอ่อน และหากดำเนินผิดพลาดจะเกิดวิปัสสนูปกิเลส และ
(๒)       พลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณเห็นความเกิดดับที่มีความเข้มแข็ง พ้นจากวิปัสสนูปกิเลส

ความรู้จากการปฏิบัติ
ในทางปฏิบัติจะสอดคล้องกับปริยัติธรรม คือญาณนี้จำแนกเป็น ๒ ช่วงตอน ได้แก่
ตรุณอุทยัพพยญาณ ญาณช่วงนี้เป็นอุทยัพพยญาณขั้นเริ่มต้น ได้แก่ การมีสัมปชัญญะคือความรู้ตัว และมีสติระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและธรรมารมณ์(ความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ) เช่น รู้รูปนั่ง รูปเดิน รูปยุบ รูปพอง และรู้ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตามสัญญาอารมณ์ เช่น ความสุขความทุกข์ กุศลอกุศล เป็นต้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่าอารมณ์ที่ถูกรู้ทั้งปวงนั้นเกิดดับสืบต่อกันไปเรื่อยๆ ในขั้นนี้หากสัมปชัญญะคือความรู้ตัวอ่อนลง จิตจะไหลตามสติไปเกาะอยู่กับอารมณ์ที่จิตรู้ เช่น กำลังเดินจงกรม จิตก็ไปอยู่ที่เท้า กำลังเคลื่อนไหวมือ จิตก็ไปอยู่ที่มือ กำลังระลึกรู้จิต จิตก็ไปเพ่งอยู่กับความนิ่งว่าง ฯลฯ สภาพนี้คือจิตพลิกจากการทำวิปัสสนาซึ่งต้องประกอบด้วยความรู้ตัวไม่หลงตามอารมณ์ ไปเป็นสมถะคือการที่จิตหลงตามสติไปเกาะอยู่กับอารมณ์อันเดียว ในขั้นนี้หากสิ่งใดปรากฏขึ้น เช่น เกิดแสงสว่าง เกิดปัญญาแตกฉาน เกิดญาณพิเศษต่างๆ เกิดการตั้งสติแข็งกล้าจนอึดอัด ฯลฯ ผู้ปฏิบัติจะเกิดสำคัญมั่นหมายว่า สิ่งที่เกิดนั้นเป็นของดีของวิเศษ เกิดมานะอัตตารุนแรงนั่นคือวิปัสสนูปกิเลส
พลวอุทยัพพยญาณ เป็นอุทยัพพยญาณที่มีกำลังเข้มแข็ง คือแทนที่ผู้ปฏิบัติจะหลงดูแต่อารมณ์หยาบๆ เช่น รูปนั่ง รูปเดิน หรือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ผู้ปฏิบัติที่มีกำลังของสัมปชัญญะและสติปัญญามากขึ้น สามารถดูเข้าไปถึงปฏิกิริยาของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อจิตไปรู้อารมณ์ต่างๆ เช่น ในขณะที่เดินจงกรมเกิดความรู้สึกตัวเบา แทนที่สติจะรู้แค่ว่าเดินและตัวเบา สติกลับเห็นลึกซึ้งต่อไปว่า ในขณะนั้นจิตมีความเบิกบาน เพลิดเพลินยินดีมีราคะที่ตัวเบาสบาย และมีตัณหาอยากให้ตัวเบาอยู่อย่างนั้นนานๆ หรือรู้อารมณ์อยู่ จิตเกิดอึดอัด สติก็รู้ว่าจิตไม่ชอบใจหรือมีโทสะต่อความอึดอัด และจิตมีตัณหาคืออยากให้หายจากความอึดอัด หรือในขณะนั้นความจำ (สัญญา) เกี่ยวกับลูกเกิดขึ้น แล้วจิตคิดกลุ้มใจไปต่างๆ นานาๆ สติปัญญาก็กล้าแข็งพอที่จะเห็นว่า จิตส่งออกไปเกาะเกี่ยวพัวพันเรื่องลูก จิตเป็นทุกข์ไม่สบาย เห็นโทสะที่เกิดขึ้น และเห็นความอยากจะให้ความทุกข์ดับไป หรือขณะนั้นนั่งดูจิตเห็นว่างๆ ประเดี๋ยวความคิดผุดขึ้นไม่ว่างเสียแล้ว เดี๋ยวคิดดี เดี๋ยวคิดร้าย เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ และเห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า เป็นราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง เป็นบุญบ้าง เป็นกลางๆบ้าง สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปไม่ขาดสาย นี่เป็นอุทยัพพยญาณที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกชั้นหนึ่ง คือเปลี่ยนจากการเห็นสิ่งที่มากระทบ เป็นการเห็นปฏิกิริยาของจิตต่อสิ่งที่มากระทบนั้น และเป็นขั้นที่วิปัสสนูปกิเลสแผ้วพานไม่ได้ เพราะจิตฉลาดรู้เท่าทันกลมายาของกิเลส เนื่องจากอ่านจิตใจของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


๕. ภังคญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันตามเห็นความสลาย คือเมื่อเห็นความเกิดดับแล้ว คำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด

ความรู้จากการปฏิบัติ
เมื่อเห็นอารมณ์เกิดดับบ่อยเข้า และเห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์บ่อยเข้า ผู้ปฏิบัติที่มีสติสัมปชัญญะเข้มแข็งจะพบว่า เมื่อจิตเกิดปฏิกิริยาใดๆ ต่ออารมณ์เพียงแวบเดียว พอรู้ทัน ปฏิกิริยานั้นก็จะดับไปทันที เช่น กำลังรู้ตัวอยู่ ได้ยินเสียงลูกร้องไห้เสียงดัง จิตมีปฏิกิริยาต่อเสียงคือเกิดความโกรธผ่านแวบเข้ามา สติรู้ทันความโกรธที่กำลังปรากฏ จิตไม่เผลอไปตามความโกรธ ความโกรธจะดับวับไปต่อหน้าต่อตาทันที แม้อารมณ์อื่นเกิดแล้วพอรู้ก็ดับเช่นกัน จิต จะกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมคือเป็นกลางและรู้ตัว จะขาดความรู้ตัวไม่ได้เลย
สภาวะที่เห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์ขาดหายไปต่อหน้าต่อตานั้นคือภังคญาณ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อารมณ์ภายนอกที่มากระทบนั้น มันเกิดดับไปตามเหตุปัจจัยภายนอก เช่น ลูกร้องไห้ เราก็ได้ยินเสียงร้องไห้ จะห้ามไม่ให้ได้ยินไม่ได้ สิ่งที่เราแก้ไขได้ก็คือ เมื่อเราได้ยินเสียงนั้นแล้ว หากจิตไม่เป็นกลาง เช่น เกิดโกรธหรือเกิดห่วงใย สติจะรู้ทันอย่างว่องไว แล้วปฏิกิริยาของจิต เช่น ความโกรธหรือความห่วงใยจะดับไป จิตกลับเข้าสู่ความเป็นกลางดังเดิม


๖. ภยญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือเมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น

ความรู้จากการปฏิบัติ
ผู้ปฏิบัติจะพบว่า ไม่ว่าอารมณ์ชนิดใดเกิดขึ้น จะเป็นอารมณ์ภายนอก เช่น รูปและเสียง หรืออารมณ์ภายใน เช่น ความสุขและความทุกข์ ความดีและความชั่ว ความฟุ้งซ่านและความสงบ อันเป็นปฏิกิริยาของจิตต่อสิ่งที่มากระทบก็ตาม ก็ล้วนแต่จะต้องดับไปทั้งสิ้น แม้กระทั่งอารมณ์ที่ละเอียดประณีต เช่น ฌานสมาบัติ แม้กระทั่งความว่างของจิต ก็ยังเป็นของไม่เที่ยง อันแสดงว่าภพชาติทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง พึ่งพาอาศัยถาวรไม่ได้ (ภพก็คือสภาพที่จิตเกาะเกี่ยวอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ถ้าเกาะอารมณ์ละเอียดก็เป็นภพละเอียด เช่น เทวดาและพรหม ถ้าเกาะภพหยาบก็เป็นสัตว์ในอบายภูมิ มีความทุกข์ความเร่าร้อนมาก) ผู้ปฏิบัติไม่ได้เกิดความกลัวตายเพราะความรักตัวกลัวตาย แต่กลัวเกิดเพราะเห็นว่าไม่ว่าเกิดเป็นอะไรก็ต้องทนทุกข์เวียนว่ายไม่รู้จบสิ้น


๗. อาทีนวญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันคำนึงเห็นโทษ คือเมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่องจะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์

ความรู้จากการปฏิบัติ
เป็นปัญญาของจิตที่เห็นว่าภพทั้งปวงเป็นที่พึ่งอาศัยไม่ได้ ภพทั้งปวงล้วนแล้วแต่มีความทุกข์ระคนอยู่เสมอ ไม่ว่าภพหยาบหรือละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกข์ สิ่งที่ดับไปก็คือทุกข์ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ มันเป็นปัญญาเห็นความจริงของภพทั้งปวง หรืออารมณ์ทั้งปวงนั่นเอง


๘. นิพพิทาญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่ายคือเมื่อพิจารณาเห็นสังขาร(ความปรุงแต่งต่างๆ) ว่าเป็นโทษแล้ว ย่อมเกิดความหน่ายไม่เพลิดเพลินติดใจ

ความรู้จากการปฏิบัติ
นิพพิทาญาณไม่ใช่อารมณ์เบื่อแบบโลกๆ แต่มันเป็นสภาพที่จิตหมดความเพลิดเพลินมัวเมาในภพหรืออารมณ์ต่างๆ เพราะเห็นจริงแล้วว่าภพทั้งปวงเจือระคนด้วยทุกข์โทษ ในขณะที่คนทั่วไปเพลิดเพลินมัวเมาในภพ คือจิตมีเยื่อใยยึดเกาะรุนแรงในอารมณ์ทั้งปวงที่จรมา
กระดิ่งน้อย
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2005, 01:54:35 pm »

๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันคำนึงด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย คือเมื่อหน่ายสังขารทั้งหลาย แล้วย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปจากสังขารเหล่านั้น

ความรู้จากการปฏิบัติ
ญาณนี้เป็นปัญญาที่เมื่อหมดความเพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆแล้ว จิตจะมีปฏิกิริยาอยากจะข้ามพ้นภพชาติทั้งปวง คืออยากพ้นจากอารมณ์อย่างสิ้นเชิง จิตจะมีความเพียรพยายามค้นคว้าพิจารณา เพื่อพ้นเด็ดขาดจากอารมณ์ แต่ก็สามารถพ้นได้ชั่วคราว พออารมณ์หนึ่งแก้ไขได้ ก็มีอารมณ์ใหม่มาให้พิจารณาแก้ไขอีก เป็นช่วงที่จิตหมุนตัวติ้วๆ เพื่อหาทางออกจากภพ


๑๐. ปฏิสังขาญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง คือเมื่อต้องการพ้นไปเสีย จึงกลับมายกเอาสังขารทั้งหลายทั้งปวงขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์ เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป

ความรู้จากการปฏิบัติ
เมื่อจิตค้นคว้าพิจารณาที่จะออกจากภพหรือพ้นจากอารมณ์ปรุงแต่งด้วยอุบายต่างๆ มากมาย แต่ไม่สามารถพ้นไปได้ จิตจะค่อยๆ สังเกตเห็นว่า เราไม่สามารถดับอารมณ์ทั้งปวงได้ ตราบใดที่มันมีเหตุ มันก็ต้องเกิด เมื่อหมดเหตุมันก็ดับ อารมณ์ทั้งปวงหมุนเวียนเกิดดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา นั่นคือการเริ่มเห็นว่า อารมณ์ต่างๆ ไม่เที่ยง เป็นของทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่อยู่ในบังคับบัญชา ซึ่งก็คือเห็นไตรลักษณ์นั่นเอง


๑๑. สังขารุเบกขาญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือเมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกาะเกี่ยวกับสังขารเสียได้

ความรู้จากการปฏิบัติ
เมื่อจิตพิจารณาเห็นว่าอารมณ์เป็นไตรลักษณ์ จิตจะรู้ความเกิดดับของอารมณ์ด้วยความเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ แต่ในขั้นนี้คงเห็นว่าอารมณ์เป็นไตรลักษณ์เท่านั้น แต่ตัวจิตเองยังรู้สึกเป็นตัวตนของตน ไม่เห็นเป็นไตรลักษณ์ไปด้วย
ญาณนี้เป็นญาณที่สำคัญมาก หากจิตของผู้ปฏิบัติมีสัมปชัญญะคือรู้ตัว มีสัมมาสมาธิคือเป็นกลางและตั้งมั่น ไม่เผลอเลื่อนไหลไปตามอารมณ์ มีสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏตามที่มันเป็นจริง จิตจะเห็นอารมณ์ทั้งปวงผ่านมาแล้วผ่านไป เหมือนนั่งอยู่บนฝั่งน้ำเห็นสิ่งของลอยตามน้ำมา เป็นของดีของสวย เช่น ดอกไม้บ้าง ของสกปรก เช่น สุนัขเน่าบ้าง แต่จิตก็เป็นกลางระหว่างทั้ง ๒ สิ่งนั้น ไม่ยินดีกับดอกไม้ ไม่ยินร้ายกับสุนัขเน่า จิตรู้ว่าดอกไม้ลอยมาแล้วก็ต้องลอยไป สุนัขเน่าลอยมาแล้วก็ต้องลอยไป ไม่มีความอยากเจือปนว่า อยากให้ดอกไม้ลอยมาอีก หรือไม่อยากให้ดอกไม้ลอยตามน้ำไป แม้ความไม่อยากให้สุนัขลอยมาอีก หรือลอยมาแล้วอยากให้รีบลอยพ้นๆ ไป ก็ไม่มีเช่นกัน
นี่คือสภาวะของการเจริญมหาสติปัฏฐานที่แท้จริง มันเกิดขึ้นโดยไม่ต้องข่มบังคับจิตให้เป็นกลาง ญาณนี้เป็นทางแยก ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิจะก้าวล่วงเข้าสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์ ส่วนผู้ที่ปรารถนาสาวกภูมิ จิตจะดำเนินพัฒนาต่อไป


๑๒. อนุโลมญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือการวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปเป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ

ความรู้จากการปฏิบัติ
อนุโลมญาณนั้นเป็นสภาวะสืบต่อจากสังขารุเบกขาญาณ คือเมื่อจิตเป็นกลางรู้สังขารหรืออารมณ์ที่เกิดดับต่อเนื่องเฉพาะหน้าตามความเป็นจริงแล้ว จิตจะมาถึงอนุโลมญาณ โดย จิตจะรวมลงสู่ภวังค์ เมื่อจิตไหวตัวขึ้นรู้อารมณ์ทางใจแล้ว จะเกิดอนุโลมญาณสืบเนื่องกันเป็นช่วงสั้นๆ คือหมดความดิ้นรนที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานเพื่อให้พ้นจากอารมณ์ทั้งปวง สิ่งใดจะเกิดมันก็เกิด สิ่งใดจะดับมันก็ดับ ความอยากพ้นจากความเกิดดับไม่มีเลย มีแต่การอนุโลมยอมรับสภาพว่า สิ่งทั้งหลายเมื่อมีเหตุมันก็เกิด เมื่อหมดเหตุมันก็ดับ เป็นสภาพที่จิตคล้อยตามต่ออริยสัจจ์นั่นเอง จิตตรงนี้ขจัดโมหะได้ แต่ยังไม่เห็นพระนิพพาน


๑๓. โคตรภูญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณครอบโคตรคือความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู้ภาวะอริยบุคคคล

ความรู้จากการปฏิบัติ
ถึงขั้นนี้คำสอนทางปริยัติธรรมเข้าไม่ถึงเสียแล้ว จึงไม่สามารถจำแนกอธิบายลักษณาการของโคตรภูญาณได้
โคตรภูญาณเป็นญาณหยั่งรู้ว่า ขณะนั้นกระแสจิตที่ส่งออกนอกไประลึกรู้อารมณ์จะปล่อยวางอารมณ์แล้วถอยย้อนคืนเข้าหาตัวจิตผู้รู้ มันไม่ได้เกาะเกี่ยวกับอารมณ์จึงไม่อาจจัดเป็นโลกียญาณ และไม่ได้เข้าถึงธาตุรู้อันบริสุทธิ์แท้จริง จึงไม่ใช่โลกุตรญาณ แต่เป็นรอยต่อตรงกลางนั่นเอง ขณะนั้นสติสัมปชัญญะจะแจ่มใสตลอด เพียงแต่จิตจะดำเนินวิปัสสนาอยู่ในฌานเท่านั้น


๑๔. มัคคญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณหยั่งรู้ในอริยมัคค์ คือความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น

ความรู้จากการปฏิบัติ
เมื่อสติซึ่งเคยระลึกรู้อารมณ์ย้อนตามโคตรภูญาณเข้ามาระลึกรู้จิตผู้รู้ ซึ่งตัวจิตผู้รู้เองก็มีสัมปชัญญะอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสติ ทั้งสัมปชัญญะ ทั้งกุศลธรรมฝ่ายการตรัสรู้ทั้งปวงที่รวมเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม ประชุมรวมลงที่จิตผู้รู้ดวงเดียว ในขณะนั้นมโนวิญญาณที่ห่อหุ้มธาตุรู้ถูกกำลังของมรรคหรือมัคคสมังคีแหวกออก ธาตุรู้ซึ่งถูกห่อหุ้มมานับกัปป์กัลป์ไม่ถ้วนก็ปรากฏตัวขึ้นมา สภาพที่มัคคสมังคีแหวกมโนวิญญาณอันนั้นเกิดในขณะจิตเดียว บางคนตามรู้ได้ บางคนตามรู้ไม่ทันเพราะปัญญาอบรมมาได้ไม่เท่ากัน


๑๕. ผลญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณในอริยผล คือความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลขั้นนั้นๆ

ความรู้จากการปฏิบัติ
เมื่อมโนวิญญาณถูกแหวกออกแล้ว ธรรมชาติอันบริสุทธิ์แท้จริงก็ปรากฏขึ้น มันไม่มีรูปร่างตัวตนใดๆทั้งสิ้น ปรากฏเป็นแสงสว่าง ว่างบริสุทธิ์ เป็นตัวของตัวเอง จิตในขณะนั้นมีอาการเบิกบานร่าเริงโดยปราศจากอารมณ์ปรุงแต่ง


๑๖. ปัจจเวกขณญาณ

ปริยัติธรรม
ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือสำรวจรู้มรรคผลและกิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน

ความรู้จากการปฏิบัติ
ในขณะที่บังเกิดมรรคผลนั้น ปราศจากความคิดมีแต่ความรู้ เมื่อมัคคญาณยังไม่ถึงขั้นอรหัตมัคค์ ย่อมมีกำลังไม่มากพอที่จะส่งผลให้จิตหลุดพ้นได้ถาวร แต่จะปรากฏเพียงเล็กน้อย ๒-๓ ขณะก็จะถูกมโนวิญญาณกลับเข้ามาห่อหุ้มปกคลุมอีก เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติจะคิดนึกได้และรู้ชัดว่า อ้อ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับไป พระพุทธเจ้ามีจริง ทรงสอนธรรมเป็นของจริง ปฏิบัติแล้วหลุดพ้นได้จริง ผู้ปฏิบัติสามารถหลุดพ้นเป็นอริยสาวกตามพระองค์ได้จริง จะรู้ชัดว่าความเป็นตัวตนไม่มีอยู่จริง โดยเฉพาะจะเห็นชัดว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา ความเป็นตัวเราหรือสักกายทิฏฐิเกิดจากสังขารหรือความคิดเข้ามาปรุงแต่งหลอกลวงจิตเท่านั้น จะหมดความลังเลสงสัยในพระศาสนาสิ้นเชิง ไม่มีทางปฏิบัตินอกลู่นอกทางใดๆ ได้อีก กล่าวโดยย่อ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส เป็นอันหมดไปเด็ดขาด กิเลสในจิตใจเหลือมากน้อยเพียงใดก็รู้ชัดในใจตนเอง
กระดิ่งน้อย
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2005, 01:59:20 pm »

บทสรุปเกี่ยวกับโสฬสญาณ
โสฬสญาณเป็นพัฒนาการทางปัญญาของจิตที่เจริญสติและ สัมปชัญญะอย่างถูกต้อง มีความต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยเริ่มตั้งแต่

- การรู้จักจำแนกรูปและนาม อันเป็นสิ่งที่ถูกรู้หรือเป็นอารมณ์เครื่องระลึกของสติออกจากจิตผู้รู้ (ญาณ ๑)

- รู้ว่ารูปหรือนามปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อจิตไปรู้มันเข้า (ญาณ ๒)

- รู้ว่ารูปนามทั้งปวงนั้นปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อถูกรู้ และรูปนามทั้งปวงนั้นล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์ (ญาณ ๓)

- รู้ว่ารูปนาม และปฏิกิริยาของจิตต่อรูปนามที่จิตไปรู้เข้า ล้วนแต่เกิดดับต่อเนื่องกันไป (ญาณ ๔)

- ต่อมาพอจิตมีปฏิกิริยาใดๆ ต่อสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ปฏิกิริยานั้นจะดับไปทันที (ญาณ ๕)

- ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า ภพชาติทั้งปวง อันหมายถึงการที่จิตเข้าไปอิงอาศัยอารมณ์ต่างๆ นั้น เป็นของไม่ปลอดภัย เนื่องจากอารมณ์ทั้งปวงล้วนแต่เกิดดับ (ญาณ ๖)

- ในระหว่างที่อิงอาศัยอารมณ์นั้น จิตไม่ได้มีความสุขจริง เพราะภพชาติทั้งปวงล้วนแต่มีทุกข์มีโทษในตัวของมันเอง (ญาณ ๗)

- จิตคลายความเพลิดเพลินพึงพอใจในภพชาติต่างๆ (ญาณ ๘)

- จิตพยายามดิ้นรนแสวงหาทางออกจากภพหรือการตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ต่างๆ (ญาณ ๙)

- จิตพบว่าหนีจากอารมณ์หรือภพไม่ได้ เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับของเรา จึงจำเป็นต้องอยู่กับมัน (ญาณ ๑๐)

- จิตเป็นกลางต่ออารมณ์ เพราะเห็นแล้วว่ามันเป็นของเกิดดับ และหนีมันไม่ได้ ยิ่งพยายามไปปฏิเสธมัน ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น จิตจึงไม่ปฏิเสธอารมณ์ เป็นกลางต่ออารมณ์ (ญาณ ๑๑)

- จิตปล่อยวางอะไรจะเกิดมันก็เกิด ไม่ได้ปรารถนาแม้กระทั่งมรรคผลนิพพาน (ญาณ ๑๒)

- เมื่อจิตหมดความอยาก (ไม่มีตัณหา - พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละตัณหาอันเป็นตัวสมุทัย แล้วนิโรธจะปรากฏเอง) จิตก็ปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวง ถอยเข้าหาจิตผู้รู้อย่างอัตโนมัติ (ญาณ ๑๓)

- สติ สมาธิ ปัญญา และธรรมฝ่ายการตรัสรู้ทั้งปวง รวมลงที่จิตดวงเดียวเป็นมรรคสมังคี กำลังของมรรคแหวกมโนวิญญาณซึ่งห่อหุ้มปิดบังธรรมชาติอันบริสุทธิ์ออก (ญาณ ๑๔)

- ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ปรากฏตัวขึ้น เป็นความว่าง สว่าง บริสุทธิ์ จิตหมดความปรุงแต่ง หมดการแสวงหา หมดกิริยาของจิต แต่ไม่ใช่หมดความรู้สึกอันเป็นการขาดสติสิ้นเชิง (ญาณ ๑๕)

- ต่อมาสัญญาเกิดขึ้น จิตจะรู้ว่า เมื่อครู่นั้นเกิดอะไรขึ้น รู้จักพระรัตนตรัยที่แท้จริง รู้แล้วว่าทางปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปทั้งสิ้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อยังอยู่กับโลกก็ต้องอยู่อย่างสร้างเหตุดี เพื่อเอาผลของกรรมดีเป็นที่อาศัยอันสบาย (ญาณ ๑๖)

ตลอดสายของโสฬสญาณ ไม่มีเรื่องของนิมิตแปลกปลอมใดๆ เลย แต่ผู้ใดเจริญสติและสัมปชัญญะไม่ถูกต้อง หลงทำสมถะอยู่แล้วคิดว่าเป็นวิปัสสนา จะหลงไปเอานิมิตมาอธิบายเป็นวิปัสสนาญาณ และเห็นญาณต่างๆ ขาดจากกันเป็นท่อนๆ ไม่เห็นความสืบต่อเป็นสายโซ่ของญาณทั้ง ๑๖ ขั้นตอน

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่มุ่งโจมตีผู้อื่น แต่เพราะสงสารหมู่เพื่อนผู้ปฏิบัติจะเกิดสำคัญผิดหลงทาง จึงเขียนเพื่อจะสะกิดใจให้คิดสักนิดว่า จะฝึกหัดปฏิบัติธรรมอย่าหลงเชื่ออาจารย์อย่างเดียว ให้รู้จักศึกษาไตร่ตรองให้รอบด้านและรอบคอบ สิ่งที่ผู้เขียนเขียนขึ้นนี้อาจจะไม่จริงหรืออาจจะจริงก็ได้ ไม่ได้ต้องการให้เชื่อ เพียงแต่อย่าหลงงมงายขาดเหตุผลเชื่ออาจารย์ไปข้างเดียว ถ้าผิดขึ้นมาจะเสียประโยชน์ของตนเอง ผู้เขียนไม่ได้เสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ใดๆ ด้วย

(ลอกมาจากบทความของ คุณปราโมทย์ ๑๘ กันยายน ๒๕๓๙)
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2005, 02:29:47 pm »

สวัสดีครับ

****  ที่ผ่านมากล่าวมาถึงญาณที่ 1 ที่ชื่อนามรูปปริจเฉทญาณ ซึ่งญานที่ 1 นี้นับว่าเป็นญาณที่เข้าถึงได้ยากอยู่มาก ทั้งนี้ก็แล้วแต่วาสนาบารมีนะครับ เพราะเป็นปัญญาที่ท่านที่ยังไม่เข้าถึงจะต้องรู้ว่า ต้องมีธรรมแวดล้อมร่วมเข้าสงเคราะห์กันอยู่มาก  อาทิเช่น สติปัฏฐาน วิสุทธิ เป็นต้น และก็เป็นเรื่องของอารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติได้เข้าไปรู้ไปเห็นมาจากการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น  ดังนั้น ท่านที่ยังเข้าไปไม่ถึงอารมณ์นั้น ๆ ที่จะกล่าวถึง  ก็ให้ถือว่าเป็นการศึกษาปริยัติแนวปฏิบัติไปก่อนก็ได้นะครับ  อย่างน้อยก็เป็นแผนที่  ที่จะทำให้ให้เดินไม่ผิดทาง เมื่องลงมือเดินในทางเส้นเดียวนี้   แต่ถ้าหากมีครูอาจารย์ที่ท่านเข้าใจทั้งปริยัติและปฏิบัติช่วยแนะนำให้ด้วยแล้ว ในเวลาทำงาน ก็อาจจะทำให้เข้าถึงญาณในขั้นต้นนี้ได้ เพราะก่อนจะเข้าถึงญาณที่ 1 ได้นั้นต้องมีสิ่งแวดล้อมมาก ดังที่กระผมได้ตั้งเป็นหัวข้อไว้แล้ว หลายหัวข้อ เพื่อเป็นแนวปริยัติและแนวปฏิบัติ ปนกันไป  และบางท่านก็ติ่งมาบ้างว่ามีธรรมะอะไรมากมายอย่างนั้น  แท้จริงแล้วเวลาทำงาน ธรรมะเหล่านั้น ต้องเข้าร่วมทำงานตามเหตุตามปัจจัยกันครับ   และบางท่านก็กรุณายกมาให้เห็นทั้งหมด ทั้ง 16 ญาณแล้ว....วันนี้จะได้กล่าวในญาน ๆ ต่อไป นะครับ

*****   ญาณที่ 2 ปัจจยปริคหญาณ   ******

๏ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เจริญวิปัสสนาตามพระแนวสติสัมปัฏฐาน จนได้นามรูปขึ้นสู่อารมณ์ที่ถูกต้องชัดเจน ก็นับว่า กรรมฐานของวิปัสสนาเกิดแล้ว และผู้ปฏิบัติก็พิจารณา หรือกำหนดนามรูปนั้นต่อไปอีก

๏ เมื่อกำหนดนามรูปมากๆเข้า  นามก็มีมากอย่าง  รูปก็มีมากอย่าง  และการกำหนด มิได้ปะปนกัน  นามอันใดเกิดขึ้น  รูปอันใดเกิดขึ้น  ก็กำหนดรู้เฉพาะนามนั้นๆ  ไม่ก้าวก่ายกัน เมื่อการกำหนดนั้นได้สัดส่วนแล้ว นามใด รูปใด เกิดขึ้น ก็รู้เหตุ และปัจจัย ที่ทำให้ นามนั้น  รูปนั้น เกิดขึ้น   ด้วยการกำหนด จับอยู่ ที่นามรูปที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันนั้นว่า  นามก็ดี  รูปก็ ดี ต้องอาศัยปัจจัย  จึงจะเป็นไปได้

๏ เช่น นามธรรมทั้งหลายมีวิญญาณ เป็นต้น ต้องอาศัยวัตถุ  ทวาร และ อารมณ์ เป็นปัจจัย จึงเกิดขึ้นได้  ส่วนรูปทั้งหลาย มีอิริยาบถ เป็นต้น จะเป็นไปได้ก็เพราะนาม ดังนี้

***  วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ...พิศร  ครับ   :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2005, 07:29:31 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาว่ากันต่อ ครับ

****    เมื่อได้เห็นปัจจัยของนามและรูปที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยอำนาจที่มีสติกำหนดดูอยู่  ก็จะเกิดปัญญารู้แน่ชัดว่า  นามรูป นั้น หาได้เกิดขึ้นเพราะการบันดาลของพระเจ้า หรือ ของพระอินทร์ พระพรหม หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆไม่   ความจริง นามรูป ทั้งหลายก็อาศัยเหตุในอดีต  มีอภิชฌา  ตัณหา  อุปาทาน  กรรม เหล่านี้ เป็นปัจจัยให้เกิด และมีอาหาร เป็นผู้อุปถัมภ์ จึงจะเป็นไปได้

****    เมื่อความรู้ถูกเกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว  ก็ทำให้รู้แน่ชัดตลอดไปในกาลทั้ง 3 ว่า  นามรูปที่เกิดขึ้นในอดีต ก็อาศัยเหตุเช่นเดียวกันนี้  และนามรูปที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน  ก็อาศัยเหตุดังนี้เหมือนกัน  แม้นามรูปที่จะเป็นต่อไปข้างหน้า ก็อาศัยเหตุดังนี้ ทำนองเดียวกัน

*****  วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ...พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2005, 06:59:28 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกัน นะครับ

***   เมื่อปัญญาได้เข้าไปรู้แจ้งรามความเป็นจริงดังนี้แล้ว  ผู้ปฏิบัติหรือโยคาวจร ก็จะสิ้นความสงสัยในกาลทั้ง 3 ว่า ในอดีตเราได้เคยเกิดหรือเปล่าหนอ  และใจชาตินี้เราเกิดมาเพราะอะไรหนอ  และชาติต่อไป เราจะเกิดอีกหรือไม่หนอ  ความสงสัยเช่นนี้จะไม่มีเลยแก่ผู้ปฏิบัติ  เมื่อเข้าถึงปัญญาดังกล่าวนี้แล้ว

***    ปัญญาที่รู้อย่างนี้  วิปัสสนาท่านเรียกว่า ปัจจยปริคหญาณ และใน วิสุทธิ 7 ท่านเรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ  คือ เป็นความเห็นถูกที่ไม่เจือปนด้วยความสงสัย  ญาณที่ 1 กับญาณที่ 2 ท่านจัดเข้าเป็นปัญญาในขั้นหนึ่ง เรียกว่า ญาตปริญญา  ผู้ประกอบด้วยญาณนี้แล้วนับว่าเป็นผู้ได้รับความอบอุ่นใจ ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนามีคติแน่นอน ได้ชื่อว่า  “ จูฬโสดาบัน ” ( ที่มานัย.- อรรถกถา วิสุทธิมรรค ปัญญานิเทส )

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนครับ...สวัสดีครับ   พิศร  ครับ    :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2005, 08:45:44 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

******     ญาณที่ 3 สัมมสนญาณ     *******

***    ในญาณที่ 2 คือ ปัจจยปริคหญาณ นั้น ผู้ปฏิบัติรู้แต่เพียงปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นของนามรูปเท่านั้น  ส่วนการดับของนามรูป ผู้ปฏิบัติยังไม่เห็น  เพราะสันตติของนามรูปยังไม่ขาด และนามรูปนั้นดับรวดเร็วมาก ทั้งปัญญาของผู้ปฏิบัติยังหยาบอยู่  ยังไม่พอจะเข้าถึงปัญญา ที่เห็นความดับของนามรูปได้

***    เมื่อผู้ปฏิบัติได้บำเพ็ญปัจจยปริคหญาณ หรือ กังขาวิตรณวิสุทธิ เต็มที่
ด้วยการกำหนดรู้เหตุปัจจัยของนามรูปนั้นๆแล้ว  ผู้ปฏิบัติก็คงกำหนดนามรูปนั้นๆแหละ ต่อไปอีก

***    เมื่อกำหนดนามรูปมากๆเข้า แล้วก็จะเห็นความดับของนามรูป แต่ว่าความดับของนามรูปในขั้นนี้  ยังไม่ใช่ชนิดสันตติขาด  เช่น ในเวลาที่นั่งอยู่ เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถนั่ง ก็จะเห็นอิริยาบถนั่งนั้นดับไป หรือ ในเวลายืน  เมื่อเลิกยืนแล้ว รูปยืนก็หมดไป จึงเห็นรูปยืนไม่เที่ยง ซึ่งตอนแรกๆก็จะเห็นตามไปอย่างนี้ก่อน  ยังไม่เห็นรูปนั่ง หรือรูปยืนดับไปในปัจจุบันอารมณ์เมื่อยังไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ คือ มิได้เห็นรูปนั่งดับไป ในขณะที่กำลังนั่งอยู่  หรือไม่เห็นรูปยืนดับไป ในขณะที่กำลังยืนอยู่  ถ้าเห็นรูปนั่งหรือรูปยืนดับชนิดสันตติขาด จะต้องเห็นในขณะที่กำลังนั่งอยู่ หรือกำลังยืนอยู่นั่นเอง  เช่นนี้จึงจะแน่นอน

***    การเห็นอย่างนี้ก็จะรู้ไปยัง อดีต อนาคต ด้วย  แม้ว่าอดีต หรือ อนาคตเป็นไปอย่างนี้เหมือนกัน ไม่มีความสงสัยเลย

***    ตามที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นเพียงรวบรวมเรื่องราวย่อๆ ในอารมณ์ขณะปฏิบัติเฉพาะส่วนที่รู้ได้ ในเวลาที่กำลังปฏบัติอยู่เท่านั้น  ซึ่งการเห็นอย่างนี้  วิปัสสนาท่านเรียกว่า   “ สัมมสนญาณ ”  คือ  ญาณที่เข้าไปเห็นนามรูปว่า  “ ไม่เที่ยง ” แต่การเห็นนี้ยังเป็นอดีต  เพราะว่าเมื่อหมดไปแล้ว  หรือ ดับไปแล้ว จึงเห็น  ไม่ได้เห็นในระหว่างรูปนั้นยังตั้งอยู่  แต่ก็เรียกว่า เห็นไตรลักษณ์ เหมือนกัน เพราะเห็นไม่เที่ยง เห็นเกิดดับเหมือนกัน แต่ยังไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะปัญญายังไม่แก่กล้าพอ  สัมมสนญาณ นี้ท่านสงเคราะห์อยู่ใน มัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธิ

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2005, 01:20:59 pm »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

ญาณที่ 4 อุทยัพพยญาณ
   
*** อุทยัพพยญาณ เป็นปัญญาที่เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของนามรูปที่ได้กำหนดดูอยู่นั้น  อันเป็นการเห็นอยู่ชนิดสันตติขาด  ไม่ใช่อย่างในสัมมสนญาณ

*** คำว่า “สันตติขาด” หมายถึง การสืบต่อของนามรูปนั้นดับลงโดยไม่ทันที รูปใหม่หรือนามใหม่จะเกิดขึ้นมาให้กำหนดแทน ส่วนสัมมสนญาณนั้นจะเห็นรูปใหม่นามใหม่ เกิดขึ้นแล้ว  จึงจะเห็นรูปเก่านามเก่าดับไป โดยที่จิตกับอารมณ์ก็ยังดับไม่พร้อมกัน   ส่วนในอุทยัพพยญาณนั้น  จิตเกิดขึ้นในอารมณ์ใด จิตกับอารมณ์นั้นก็ดับลงไปโดยยังไม่มีจิตกับอารมณ์ใหม่ เกิดขึ้นมาแทน  แล้วจิตกับอารมณ์ก็ดับลงพร้อมกัน

*** ฉะนั้น การเห็นไตรลักษณ์ในอุทยัพยญาณ จึงเป็นการเห็นที่ชัดเจนและแน่นอน และความรู้ คือ ปัญญาในญาณนี้สามารถจะฉุดกระชากอนุสัยกิเลส กิเลสมีทิฏฐานุสัยเป็นต้น หรือ คาหธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิหรือวิปลาสธรรมที่หมักดองอยู่ในจิตสันดานให้หลุดก่อนขึ้นมา และท่านจัดเป็นปริญญา ชื่อว่า ตีรณปริญญา

*** วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ ... สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 12, 2006, 07:32:38 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

        ปัญญาที่ชื่อว่าอุทยัพพยญาณ เข้าอยู่ได้ใน 2 วิสุทธิ ของ วิสุทธิ 7 คือ

***  1 . ถ้ายังมีวิปัสสนูปกิเลส 10 เกิดปะปนอยู่อุทยัพพยญาณ ก็อยู่ในมัคคามัคญาณทัสนวิสุทธิ คือ วิปัสสนูปกิเลสที่จะเป็นกิเลสของวิปัสสนาได้นั้นจะต้องเกิดวิปัสสนาญาณที่จัดเข้าในปฏิปทา อันแท้จริงเสียก่อน มิฉะนั้น มัคคามัคญาณทัสนวิสุทธิอันแท้จริงก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะญาณอันนี้จะต้องรู้อย่างถูกต้อง อะไรที่ใช่มรรค อะไรที่ไม่ใช่มรรค แล้วจึงจะเรียกว่ามัคคามัคคญาทัสนวิสุทธิ มรรคที่แท้จริงในที่นี้ได้แก่ อุทยัพพยญาณ ส่วนที่ไม่ใช่มรรคก็ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส 10 (ที่มานัย.- ขุ . ปฏิ . ยุคนีทธกถา  31 / 543 / 324 )

***  2 . อุทยัพพยญาณที่บริสุทธิ์ปราศจากวิปัสสนูปกิเลสนั้นจัดเข้าอยู่ในปฏิปทาญาณทัสสนสมุทธิ ซึ่งผู้ปฏิบัติจะเห็นไตรลักษณ์ชัดเจนในตอนนี้มาก และอุทยัพพยญาณได้อารมณ์มาจากญาณทั้ง 3 ข้างต้น คือ ได้นามรูปปริเฉทญาณ ได้ความเกิดขึ้นของนามรูปมาจากปัจจยปริคหญาณ ได้ความดับของนามรูปมาจากสัมมสนญาณ ครั้นเมื่อเข้าถึงอุทยัพพยญาณ ปัญญาก็เห็นทั้งเกิดทั้งดับของนามรูปในขณะปัจจุบัน

***  วันนี้ขอหยุไว้ก่อนนะครับ ... สวัสดีครับ   พิศร  ครับ   :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2006, 04:51:35 pm »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

***    สรุปแล้ว อารมณ์ของญาณทั้ง 3 ข้างต้นมารวมปรากฎที่อุทยัพพยญาณนั้นญาณเดียวเท่านั้น  ฉะนั้นจึงถือว่า อุทยัพพยญาณเป็นญาณสำคัญในวิปัสสนาขั้นต้นของวิปัสสนาญาณ 9 ( ที่มา นัย .- พระบาลี . ขุ . ปฏิ  31 / 1  และอรรถกถาวิสุทธิมรรค  ปัญญานิเทส ) เพราะในญาณต่อๆ ขึ้นไป อารมณ์ของญาณนั้นๆ ก็เดินตามอารณ์ของอุทยัพพยญาณโดยไตรลักษณ์ชัดเจนขึ้นตามสำดับ เพราะเหตุว่าได้พิจารณารูปมากมายก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องเห็นความจริงของรูปนามมากขึ้น

***    เมื่อได้ความรู้มากขึ้น กิเลสที่เกิดจากความไม่รู้ก็หมดมากขึ้น  เมื่อกิเลสซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางหมดมากไปเท่าไร ความรู้คือปัญญาก็ยิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น ฉันใดการมีความเพียรเอาสติสัมปชัญญะกำหนดรูปนามก็เหมือนกับการเช็ดกระจกฉันนั้น  เปรียบได้แก่ปัญญา การเห็นลักษณะตามความเป็นจริงของเงานั้น  ได้แก่ ไตรลักษณ์   ไตรลักษณ์นั้นเป็นกรรมฐานของวิปัสสนา ซึ่งมีอยู่ 40 ประการ คือ อนิจจลักษณะ 10 ประการ ทุกขลักษณะ 25 ประการ อนัตตลักษณะ 5 ประการ รวมกันเป็น 40 ประการ

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ    :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2006, 06:49:55 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

   ***    อนึ่ง สิ่งที่เป็นเครื่องปิดบังพระไตรลักษณ์ ( ที่มา นัย . -  อรรถกถา  วิสุทธิมรรค  ปัญญานิเทส  274 ) คือ อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  นั้น ท่านกล่าวไว้ดังนี้

***   1 . สิ่งที่ปิดบังอนิจจัง ได้แก่ สันตติ คือ ความความสืบต่อของนามรูปที่เกิดขึ้นติดต่อกันอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของนามและรูป เมื่อไม่เห็นความจริงของนาม และรูปดังนี้แล้วก็ต้องเกิดความสำคัญผิดขึ้นว่านามคือจิตก็ดี เจตสิกก็ดี รูปก็ดี เป็นของเที่ยง ไม่มีการเกิดดับ เมื่อมีความเข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็ต้องเห็นว่านามรูปเป็นของดีเป็นสาระธรรม และก็ต้องเห็นเป็นสุขและเป็นตัวตน เพราะเมื่อเกิดวิปลาสขึ้นใจลักษณะใดลักษณะหนึ่งแล้ว เหลืออีก 2 อย่างก็ต้องเป็นไปด้วย เพราะเหตุว่าในลักษณะทั้ง 3 นี้ มีอารมณ์ที่จะต้องไปร่วมกัน คือ เมื่อวิปลาสเกิดขึ้นในอารมณ์ใดหรือลักษณะใด อีก 2 ลักษณะก็ต้องมีร่วมไปในอารมณ์นั้นด้วย

***    ในทางปัญญาก็เช่นเดียวกัน คือ เมื่อได้เห็นความจริงของลักษณะใดแล้วอีก 2 ลักษณะก็ได้ชื่อว่า ได้เห็นแจ้งไปด้วย ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐานหรือเจริญสติปัฏฐานจึงเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องทำลายสันตติให้ขาดลง มิฉะนั้น จะทำลายอารมณ์ของวิปลาสไม่ได้

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 08, 2006, 07:04:01 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

***    ในการทำลายสันตตินั้น จะทำลายได้ด้วยการกำหนดนามรูปนั่นเอง หาได้ทำลายด้วยอย่างอื่นอย่างใดไม่ คือจะต้องกำหนดดูรูปและนาม เมื่อจิตและอารมณ์อันใดเกิดขึ้นก็ต้องเอาสติไปกำหนดรู้ในอารมณ์อันนั้น จนกว่าจะเห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของนามและรูปที่เกิดขึ้น เพราะการจะเห็นความเกิดขึ้นของนามและรูปนั้นได้ ก็ด้วยการพิจารณาหรือการกำหนดนั่นเอง และต้องพิจารณาอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน จึงจะสามารถทำลายสันตติได้ และต้องพิจารณาด้วยสติสัมปชัญญะ คือ ต้องมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ว่าบัดนี้กำลังพิจารณารูปอะไรหรือนามอะไร เพื่อให้เห็นความต่างกันของนามและรูปที่เกิดนั้นว่ามิใช่อันเดียวกัน

***    ข้อนี้เป็นความสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้เห็นความขาดของสันตติได้ง่ายเพราะถ้ายังไม่ปรากฏนามรูป เป็นคนละนามคนละรูปแล้วก็จะเข้าใจว่า รูปเหล่านั้นหรือนามเหล่านั้นเป็นอันเดียวกัน หรือที่เกิดขึ้นต่างๆ ก็คือจิตดวงเดียวกัน หรือนามอันเดียวกัน และยังทำให้เข้าใจว่าที่เป็นไปต่างๆนั้น ก็เพราะอาการต่างหาก การเข้าใจว่าเป็นอันเดียวกันนี้แหละเป็นเหตุที่จะให้เห็นความขาดของสันตติไม่ได้เลย เมื่อยังไม่ปรากฏความขาดของสันตติและก็ชื่อว่าเข้าถึงวิปัสสนาภาวนาที่แท้จริงไม่ได้

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ... สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 16, 2006, 08:07:25 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันนะครับ

***   การพิจารณาเพื่อให้เกิดความขาดของสันตตินั้น สำหรับรูปเป็นของหยาบซึ่งอาจจะปรากฏได้บ้างด้วยจินตาญาณ แต่สำหรับนามคือจิตกับเจตสิกนั้น เป็นของยากยิ่งที่จะเข้าไปประจักษ์ความไม่เที่ยงของนามได้ เพราะว่านามเป็นธาตุที่เบา จึงมีความเกิดเร็วและดับเร็วมาก ถ้ายิ่งในสมาธิด้วยแล้ว ก็จะเห็นได้ยากขึ้นไปอีก และยิ่งผู้มีสติปัญญาน้อยด้วยแล้วก็ยากที่จะสามารถแลเห็นได้

***    โดยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น สมควรแก่ผู้ที่มีปัญญากล้า ถ้าผู้ใดมีปัญญาอ่อนสมควรเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะรูปเป็นของหยาบกว่านามและสามารถจะปรากฏความจริงได้ง่ายกว่ากัน

***   2 . สิ่งที่ปิดบังทุกข์  ได้แก่การที่มิได้กำหนดอิริยาบถ ทุกข์จึงไม่ปรากฏ การที่ท่านกล่าวดังนี้ก็เพราะเหตุว่า ความทุกขเวทนาได้เกิดขึ้นย่ำยีบีบคั้นอยู่ที่อิริยาบถทั้งหลายมากที่สุด หากแต่ว่าเราขาดการพิจารณาในอิริยาบถต่างๆเหล่านั้น เราจึงไม่รู้ว่าอิริยาบถทั้งหลายเหล่านั้น ถูกคุคามทุกข์ครอบงำเบียดเบียนอยู่เสมอทุกๆอิริยาบถ

***   เพราะเหตุนี้ในมหาสติปัฏฐานท่านจึงให้พิจารณาอิริยาบถทั้ง 4 เพื่อที่จะได้เป็นเหตุให้เห็นของจริงคือ ทุกข์ เพราะทุกข์เป็นอริยสัจธรรม ในการที่เราไม่เห็นของจริง คือ ทุกข์ก็เพราะว่า อิริยาบถใหม่มันปิบังเสีย เพราะว่าอิริยาบถใหม่ยังไม่มีทุกข์เวทนาต่อเมื่อกำหนดรู้อิริยาบถอยู่เสมอๆในไม่ช้าก็จะปรากฏทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยอิริยาบถเก่าทุกอิริยาบถ เมื่อกำหนดรู้ความทุกข์ในอิริยาบถเก่าอยู่ทุกๆอิริยาบถเช่นนี้แล้ว อิริยาบถใหม่ก็ไม่สามรถปิดบังความจริง คือ ทุกข์ ในอิริยาบถเก่านั้นได้

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 24, 2006, 08:40:44 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

***    แต่การเห็นทุกข์ของผู้เจริญวิปัสสนานั้น มีอยู่หลายขั้น ในขั้นแรกจะได้พบทุกขเวทนาก่อน ขั้นที่สองก็จะได้เห็นสังขารทุกข์ ขั้นที่ 3 จะเห็นทุกขลักษณะ ขั้นที่ 4 ทุกขสัจ จะปรากฏ การเห็นทุกข์จะได้ต้องเห็นเป็นลำดับไปดังนี้
***    ทุกขเวทนาจะเห็นได้ในอิริยาบถเก่า และจะเห็นสังขารทุกข์ได้ในอิริยาบถใหม่ จะเห็นทุกขลักษณะได้ในเมื่อทำการกำหนดนามรูปจนสันตติขาด และจะเห็นทุกขสัจได้ในสังขารุเบกขาญาณที่แก่กล้า ซึ่งมีกำลังพอที่จะอนุโลมให้เห็นอริยสัจทั้ง 4 ได้

***    ผู้ที่มีปัญญาไม่กล้าแข็ง จะเห็นทุกข์โดยลำดับดังกล่าวไปแล้วจนกว่าจะพบที่สุดแห่งทุกข์ ฉะนั้นในขั้นแรกที่จะได้เห็นทุกขเวทนาในอิริยาบถเก่าก็ไม่สู้จะลำบากนัก เพราะทุกขเวทนาเป็นของหยาบย่อมจะปรากฏได้ง่าย แต่การที่จะเห็นสังขารทุกข์ในอิริยาบถใหม่นั้นเป็นของยาก เพราะตามธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีความสำคัญผิดว่า อิริยาบถใหม่เป็นสุข ด้วยเหตุว่าอิริยาบถใหม่นั้นเป็นปัจจัยให้เกิดสุขเวทนา โดยเหตุนี้การที่จะเห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่จึงเป็นการยาก จะต้องมีโยนิโสมนสิการในเหตุผลที่ถูกต้องจริงๆ

***    อนึ่ง ตัณหาคือ อภิชฌา ซึ่งได้แก่ ความยินดีที่เป็นตัวสมุทัย ย่อมอาศัยอยู่ในอิริยาบถใหม่ ส่วนอิริยาบถเก่านั้นเห็นที่อาศัยของโทมนัส คือความไม่ชอบ ซึ่งเป็นโทสะกิเลส

***    โดยเหตุนี้ ผู้เจริญวิปัสสนาด้วยการกำหนดตามอิริยาบถบรรพะ ถ้ายังไม่เห็นสังขารทุกข์ ความทุกข์ เป็นมิตรกับความสุข นอกจากนี้ไม่มีทางใดเลยที่จะขับไล่ โดยเหตุนี้ท่านจึงตั้งทุกข์ไว้เป็นปริญเญยกิจ คือ เป็นกิจที่จะต้องกำหนดรู้ ซึ่งผู้ปฏิบัติที่ต้องการจะล่วงทุกข์จากสังสารวัฏฏ์ จะต้องมีความเข้าใจในเหตุผลดังกล่าวนี้

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร  ครับ    :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 04, 2006, 07:13:23 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

***    ในการที่จะต้องให้กำหนดทุกข์ ก็เพื่อจะละสมุทัยนี่เอง โดยเหตุผลดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นการตัดสินข้อปฏิบัติได้แน่นอนว่า ถ้าหากข้อปฏิบัติที่จะโดยวิธีใดก็ตาม ถเม่เป็นเหตุให้เห็นทุกข์ ดังกล่าวมาแล้วได้ ข้อปฏิบัติอันนั้น ไม่เป็นข้อปฏฺบัติที่จะนำออกจากสังสารวัฏฏ์ได้เลย เพราะข้อปฏิบัติที่จะทำให้ล่วงทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ได้นั้น จะต้องเป็นการให้เกิดนิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่ายในทุกข์ ถ้าขับไล่ตัณหาออกไม่ได้ นิพพิทาญาณก็เกิดไม่ได้ ถ้านิพพิทาญาณเกิดไม่ได้แล้ว วิราคะ และวิสุทธิ ก็เกิดไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น จะเอาความพ้นมาจากไหน

***   โดยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ผู้ปฏิบัติที่กำหนดอิริยาบถ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีอุบายโดยแยบคายที่จะให้เห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่ให้จงได้ และในการปฏิบัติที่จะให้เห็นทุกข์ในอิริยาบถใหม่นั้น ก็ไม่ใช่อื่นไกลก็คือต้องกำหนดทุกข์นั่นเอง แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ ไม่ใช่จะเปลี่ยนไปด้วยความชอบใจของตน โดยนึกอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเช่นนี้ไม่ได้

***    เวลาเปลี่ยนอิริยาบถทุกครั้ง จะต้องพิจารณาให้รู้เหตุผลในการที่จะเปลี่ยนอิริยาบถนั้นว่าจะต้องเปลี่ยนอิริยาบถไปด้วยเหตุอะไร และจะเปลี่ยนเพื่อประโยชน์อะไร ถ้าไม่เปลี่ยนแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะธรรมดาการเปลี่ยนอิริยาบถนั้น เคยมีความเข้าใจผิดอยู่ว่าเพราะอยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยน ถ้าผู้ปฏิบัติคอยพยายามหาเหตุผลของความจริงมาเสนอปัญญาดังนี้ เมื่อปัญญาได้รับเสนอเหตุผลที่ส่งมาให้พิจารณานั้นบ่อยๆครั้ง หรือมากๆ ครั้งเข้าแล้วปัญญาก็จะได้ความจริงตาเหตุผลที่แน่นอนของสภาวะธรรม คือ อิริยาบถเหล่านั้นว่าการที่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ก็เพราะว่ามีความทุกข์บีบคั้นอยู่ในอิริยาบทนั้น จึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปในอิริยาบทใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยนทุกข์บีบคั้นทนไม่ไหว แม้ไม่อยากเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน เช่นนี้ก็จะได้ความจริงว่า การที่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนั้นหาใช่เพราะเราอยากเปลี่ยนไม่ เพราะถึงแม้เราไม่อยากเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนก็ทนไม่ไหว

***  วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ   :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 21, 2006, 07:16:19 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

***    เมื่อปัญญาได้ความจริงว่า เพราะทุกข์คุกคามให้เปลี่ยนอิริยาบถเช่นนั้นแล้ว ก็ได้ความจริงต่อไปว่า การเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการแก้ทุกขเวทนาที่บีบคั้นอยู่ในอิริยาบถเก่าเมื่อมีความรู้สึกดังนี้แล้วก็จะมีความรู้สึกใหม่ขึ้นมาว่า ในอิริยาบทใหม่นั้นก็ไม่ใช่ของดี เป็นไปเพื่อทุกข์เหมือนกัน เมื่อความรู้สึกในอิริยาบถใหม่เกิดขึ้นดังนี้ ตัณหาคือความยินดีในอิริยาบถก็เกิดขึ้นไม่ได้

***    เมื่อความยินดีไม่เกิดขึ้นในอิริยาบถใหม่แล้ว ความไม่ชอบในอิริยาบถเก่าก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะปัญญาที่เข้าไปรู้ความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ในอำนาจของใคร ไม่มีใครที่จะสามารถบังคับไม่ให้เป็นดังนั้นได้ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีบุคคล ที่ควรจะไปโกรธหรือไม่พอใจ

***    อีกประการหนึ่ง เมื่อได้ความจริงดังนี้แล้ว ญาณสังเวคะก็จะเกิดขึ้น เมื่อได้เห็นความจริงของนามรูปเช่นนั้นแล้ว ก็เป็นปัจจัยที่จะให้ระงับโทสะนั้นด้วย โดยเหตุนี้ โทสะจึงไม่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่า เมื่อความยินดีในอิริยาบถใหม่ และความยินร้ายในอิริยาบถเก่าเกิดขึ้นไม่ได้แล้วสติที่กำหนดอิริยาบถนั้ จึงได้ชื่อว่า เข้าถึงสติปัฏฐาน เพราะสติปัฏฐานเป็นทางนำออกเสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัส

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร  ครับ  :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2006, 07:31:23 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

3 . สิ่งที่บังอนัตตา  ได้แก่ ฆนสัญญา คือความสำคัญว่าเป็นก้อนเป็นแท่งซึ่งหมายความว่าการเป็นอยู่รวมรวมกันของสภาวะธรรมนั้นเอง จึงทำให้มีความสำคัญว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน หรือมีตัวตนก็เกิดขึ้น ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนา จึงต้องมีอุบายอันแยบคาย ที่จะกำหนดนามรูปให้แยกออกจากกันด้วยการกำหนดรู้ลักษณะการงานและเหตุปัจจัยของนามรูปนั้นๆให้ออกไปเป็นคนละส่วนอย่าให้ไขว้เขวกัน

***    โดยเหตุนี้ ท่านจึงจำแนกสภาวะธรรมออกเป็นส่วนสัดตามนัยของวิปัสสนาภูมิทั้ง 6 มีขันธ์ 5 เป็นต้น เพื่อเป็นการสะดวกที่จะพิจารณาแยกออกจากฆนสัญญา เมื่อปัญญาได้พิจารณา รู้ความจริงของสภาวะธรรมตามภูมินั้นๆแล้ว ก็เป็นอันนับว่าฆนสัญญาได้กระจายออกแล้ว ก็ชื่อว่าปัญญานั้นได้เข้าถึงนามรูปปริเฉทญาณอันเป็นปัญญาขั้นแรก

***    อนึ่ง วิธีปฏิบัติเพื่อทำลายฆนสัญญานั้น ก็มิใช่จะมีวิธีอื่นออกไปต่างหากจากการกำหนดนามรูปนั้นไม่ เพราะการทำลายฆนสัญญาได้ก็ด้วยการกำหนดรูปนามนั่นเอง ถึงแม้การทำลายสันตติที่ปิดบังอนิจจัง และอิริยาบถที่ปิดบังอนิจจัง และอิริยาบถที่ปิดบังทุกข์ก็เช่นเดียวกัน กิจการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของนามรูปปริจเฉทญาณ คือการกำหนดนามรูปแยกออกเป็นสัดส่วน มิให้ปะปนกัน เพราะฆนสัญญาความเป็นกลุ่มเป็นก้นกระจายออกไปได้ ก็ด้วยอาศัยการกำหนดแยกนามรูป และสันตติจะขาดลงได้ก็เพราะอาศัยการกำหนดนามรูป อิริยาบถที่ปิดบังทุกข์นั้น จะถูกทำลายการปิดบังลงได้ก็เพราะเหตุทำการกำหนดแยกนามรูปและอิริยาบถเป็นส่วนๆ

***    ฉะนั้น การกำหนดรู้นามรูปจึงเป็นความสำคัญยิ่งของการเจริญวิปัสสนา โดยเหตุนี้ท่านจึงจัดนามรูปปริจเฉทญาณไว้เป็นญาณต้น และเป็นทิฏฐิสุทธิ เพราะเหตุว่าวิปัสสนาทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยนามรูปปริจเฉทญาณ ถ้านามรูปปริจเฉทญาณยังไม่เกิดขึ้นแล้ว วิปัสสนาญาณต่อๆไปก็จะเกิดไม่ได้เลย

***    เมื่อผู้เจริญวิปัสสนาได้ทำการกำหนดนามรูปจนเข้าถึงนามรูปปริจเฉทญาณแล้วต่อจากนั้นก็จะเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามในปัจจยปริคหญาณและต่อไปก็จะเห็นความดับของนามของรูป ในสัมมสนญาณแล้วมาเห็นทั้งเกิดทั้งดับในอุทยัพพยญาณนั้น เป็นการรวมอารมณ์ของญาณทั้ง 3 ญาณในตอนต้นมารวมอยู่ที่องค์ของอุทยัพพยญาณนี้ส่วนอารมณ์ของญาณต่อไปก็เป็นอารมณ์อย่างเดียวกันกับอุทยัพพยญาณ

***    เมื่อผู้เจริญวิปัสสนาได้ปฏิบัติเข้าถึงอารมณ์ของญาณนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าเครื่องปิดบังไตรลักษณ์ทั้ง 3 ได้ถูกทำลายหมดแล้ว คือ ฆนสัญญา ที่ปิดบังอนัตตาก็ถูกทำลายแล้ว อิริยาบถที่ปิดบังทุกข์ก็เพิกถอนออกแล้ว และ สันตติที่ปิดบังอนิจจังก็ถูกทำลายลงแล้ว ฉะนั้นการเห็นไตรลักษณ์ในอุทยัพพยญาณ โดยจะเห็นในลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าได้เห็นทั้ง 3 ลักษณะ เพราะลักษณะทั้ง 3 นั้น รวมอยู่ที่อทยัพพยญาณแล้วทั้งหมด

***    เมื่อผู้เจริญวิปัสสนาได้ทำการกำหนดนามรูปจนเข้าถึงนามรูปปริจเฉทญาณแล้วต่อจากนั้นก็จะเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามในปัจจยปริคหญาณและต่อไปก็จะเห็นความดับของนามของรูป ในสัมมสนญาณแล้วมาเห็นทั้งเกิดทั้งดับในอุทยัพพยญาณนั้น เป็นการรวมอารมณ์ของญาณทั้ง 3 ญาณในตอนต้นมารวมอยู่ที่องค์ของอุทยัพพยญาณนี้ส่วนอารมณ์ของญาณต่อไปก็เป็นอารมณ์อย่างเดียวกันกับอุทยัพพยญาณ

***   โดยเหตุนี้อุทยัพพยญาณ จึงเป็นญาณหรือเป็นปัญญาที่สำคัญของปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ์ อันเป็นหนทางปฏิบัติที่จะให้ถึงวิสุทธิธรรม ซึ่งมีทางเดียวเท่านั้นดังพระบาลีในติลักขณาทิคาถา ( ที่มานัย .- ขุ . คาถาธรรมบท มรรควรรค 25 / 30 43 ) ว่า สัพเพสังขารา อนิจจาติ ยถา ปัญญายะ ปัสสติฯ อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา แปลโดยใจความว่า ผู้ใดถ้าเห็นสังขารคือความเกิดขึ้นของนามรูปว่าไม่เทียงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาด้วย
ปัญญาเมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ ( ขันธ์ 5 คือรูปนาม ) นี้เป็นหนทางอันบริสุทธิ์
ได้แก่ อุทยัพพยญาณ

***    อนึ่ง เพื่อสงเคราะห์วิปัสสนาญาณนี้ อันเป็นไปเนื่องกันกับสติปัฏฐานเพื่อเป็นการปรับปรุงธรรมให้ลงกันดังพระบาลีในมหาสติปัฏฐานว่า สมุททะยะธัมมานุปัสสีวา คือ เห็นความเกิดขึ้นของนามรูป ได้แก่ ปัจจยปริคหญาณ  วะยะธัมมานุปัสสีวา  คือ เห็นความดับไปของนามรูป ได้แก่ สัมมสนญาณ และ สมุทยวยธัมมานุปัสสีวา คือ เห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของนามรูป ความข้อนี้ ได้แก่ อุทยัพพยญาณซึ่งเป็น ตีรณปริญญา

***   และต่อไปนั้น ก็จะละความยึดมั่นถือมั่นอันเกิดจากตัณหาและทิฏฐิ ซึ่งมาในพระบาลีมหาสติปัฏฐานสูตรว่า อนิสสิโต  วิหรติ  น จ  กิญจิ  โลเก  อุปาทิยติ  แปลโดยใจความว่า ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ข้อความนี้เป็น ปหจนปริญญา ซึ่งแก่ญาณที่ต่อจากอุทยัพพยญาณขึ้นไป คือ ตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณเป็นต้นไปจึงถึงมัคคญาณ [b]( ที่มานัย .-  ขุ . มหา . คูหัฏฐกสุตตนิเทส  29 / 66 /58 และในอรรถกถา วิสุทธิมรรคปัญญานิเทส )  [/b]

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2006, 07:15:01 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

******   ญาณที่ 5 ภังคานุปัสสนาญาณ   ******  

***   ภังคานุปัสสนาญาณ หรือ ภังคญาณเป็นปัญญาที่เห็นความดับไปสลายไปของสังขารคือ นามรูป ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ต่อเนื่องมาจากอารมณ์ของอุทยัพพยญาณโดยผู้ปฏิบัติได้เห็นความดับไปของนามรูป ด้วยอำนาจสันตติขาดในอุทยัพพยญาณอันเป็นที่น่าหวาดเสียวมากเพราะเห็นความดับของธรรมทั้งภายในและภายนอกดังพระบาลีในมหาสติปัฏฐานว่า

อิติ  อัชฌัตตํ  วา  กาเย  กายานปัสสี วิหรติ มีใจความว่า ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายอันเป็นภายในบ้าง  

 พหิทธาวา  กาเย  กายานุปัสสี  วิหรติ มีใจความว่า  ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายอันเป็นภายนอกบ้าง

 อัชฌัตต  พหิทธาวา  กาเย  กายานุปัสสี  วิหรติ มีใจความว่า ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกบ้าง

***   ซึ่งเนื้อความในพระบาลี 3 ตอนนี้ คือเห็นภายในตอนหนึ่ง หมายถึง จิต เห็นภายนอกตอนหนึ่ง หมายถึง อารมณ์ เห็นทั้งภายในและภายนอกตอนหนึ่ง หมายถึง จิตและอารมณ์ ซึ่งได้แก่อุทยัพพยญาณจึงเป็นการดับที่น่าหวาดเสียว แก่ผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น  เพราะเหตุว่าโลกภายนอกซึ่งเป็นอารมณ์อยู่นั้นก็ดับไป และจิตที่รู้อารมณ์นั้นก็ดับลงไปด้วยพร้อมๆกัน จึงนับว่าเป็นการดับที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนตั้งแต่เกิดมาเมื่อโมหะถูกสำรอกออกด้วยความเพียรและสติสัมปชัญญะเช่นนี้แล้วจึงได้เห็นในสิ่งที่ควรเห็น

***    โดยเหตุผลดังกล่าวแล้ว จึงทำให้ผู้ปฏิบัติหันมาสนใจในความดับของนามรูปที่เห็นในอุทยัพพยญาณโดยมิได้สนใจในความเกิด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าความเกิดของนามรูปนั้นไม่น่าหวาดเสียวเหมือนกับความดับส่วนความเกิด มิใช่เพียงจะไม่ทำให้หวาดกลัวเท่านั้นยังทำให้เป็นที่อาศัยกิเลสทั้งปวงมีตัณหาเป็นต้นอีกด้วย

***    ความดับของนามและรูปนั้น นอกจากจะทำให้เป็นที่น่าหวาดเสียวแก่ผู้ปฏิบัติที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นแล้วยังมีอำนาจที่สำรอกหรือฉุดกระชากกิเลสที่ดองอยู่ในจิตสันดานเพื่อชำระล้างให้เข้าถึงธรรมที่บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงอีกด้วยเพราะความดับอย่างนี้ จะพบเห็นได้ก็ด้วยปัญญาเท่านั้นมิใช่วิสัยของผู้ไร้ปัญญาที่จะเห็นได้

***   ภังคานุปัสสนาญาณ คือ ปัญญาที่เห็นความดับของสังขารคือนามรูปนี้ เป็นความรู้ที่แน่ชัดเด็ดขาด มิใช่โดยนึกเอาหรือคาดคะเนเข้าใจเองความดับของนามรูปที่เห็นได้ในญาณนี้ เป็นความดับทุกที่สั่นสะเทือนใจรุนแรงมาก กิเลสจะถูกแผดเผาจนแทบจะไม่มีในอารมณ์อื่นในขณะนั้นเลย จะมีแต่เห็นความแตกทำลายไปของสังขารนามรูปทั้งหลาย ในขณะที่กำลังพิจารณาเท่านั้น และจะรู้สึกว่าธรรมสิ่งใดปรากฏขึ้นหรือเกิดขึ้น ธรรมสิ่งนั้นก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้

***    ด้วยความเห็นและความรู้สึกที่กล่าวมาแล้ว  ย่อมทำลายวิปลาสธรรมมี อัตตวิปลาสเป็นต้น ย่อมละความยึดมั่นถือมั่น คลายความกำหนัดยินดี ที่อาศัยเกิดของสังขารทั้งหลายและย่อมไม่หวั่นไหวในมิจฉาทิฏฐิต่างๆ มีสัสสตทิฏฐิ เป็นต้น

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ... สวัสดีครับ    พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2006, 03:12:50 pm »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

***   ปัญญาในวิปัสสนาญาณนี้ เป็นกำลังสำคัญขั้นแรกของปหานปริญญา ในการที่จะฉุดกระชากกิเลสออกจากสันดาน ที่เคยหมักดองมาในสังสารวัฏฏ์ จนไม่สามารถจะค้นหาเบื้องต้นและที่สุดได้ และในอรรถกถาท่านกล่าวแสดงอนิสงส์ของภังคานุปัสสนาญาณนี้ไว้ 8 ประการ คือ ( ที่มา  อรรถกถา  วิสุทธิมรรค ปัญญานิเทส  3 / 28 )

1 . ละความใคร่ความอาลัยในภพคือ เบญจขันธ์เสียได้ เพราะว่าไม่ใช่ความสุข

2 . ละความใคร่ความอาลัยในชีวิตเสียได้ เพราะเห็นว่าชีวิตเป็นไปเพื่อทุกข์

3 . จะตั้งตนอยู่ในอาชีพที่สุจริต ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

4 . จะหมั่นประกอบความเพียร เพื่อจะได้พ้นจากทุกข์

5 . จะละความขวนขวายในทางที่ผิดจากพระธรรมวินัย

6 . จะไม่หวาดกลัวต่อสิ่งที่จะมาทำให้เสียศีลธรรม

7 . จะเป็นผู้มีขันติและว่าง่ายเลี้ยงง่ายไม่ดื้อรั้น ไม่เป็นไปกับกิเลสของคนอื่น

8 . จะเป็นผู้อดทนต่อความยินดียินร้าย ในกิเลสของตนเอง ในอารมณ์ต่างๆ


***   ผู้ที่เข้าถึงปัญญาในภังคานุปัสสนาญาณย่อมได้รับคุณ 8 ประการดังกล่าวนี้

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2006, 03:20:20 pm »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

********   ญาณที่ 6 ภยตูปัฏฐานญาณ   ***********

***   ภยตูปัฏฐานญาณ หรือภยญาณ เป็นปัญญาที่เห็นความจริงของสังขารธรรมคือนามรูปทั้งหลายว่าเป็นภัย ความรู้สึกว่านามรูปเป็นภัยทั้งนั้น เป็นผลเนื่องมาจากภังคญาณคือ เห็นความแตกความทำลายเป็นรูปนาม ที่อยู่ปฏิบัติได้เห็นมาแล้วในภังคญาณนั่นเอง

***   เมื่อเห็นว่าสังขารไม่เป็นที่น่ายินดีไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารเป็นไปเพื่อทุกข์คือต้องแตกทำลายย่อยยับ ก็เกิดความน่ากลัวความรู้สึกที่น่ากลัวนี้เป็นภยญาณที่ได้อารมณ์มาจากภังคญาณ

 ***   ภยญาณ เป็นญาณที่มีความรู้สึกว่าสังขารคือนามรูปเป็นภัยอันใหญ่หลวงญาณ คือ เมื่อเห็นความดับของนามรูปมากเข้าความรู้สึกว่าเป็นสาระหรือน่ายินดีในสังขารทั้งหลายก็สลายไปแล้วความรู้สึกว่าเป็นภัยที่น่ากลัวก็เข้ามาแทนที่ เมื่อความรู้สึกว่าน่ากลัวเช่นนี้ได้เข้าถึงจิตใจแล้วก็ทำให้เห็นความเกิดขึ้นของสังขารที่เป็นไปใน

กำเนิด 4 ( ม . มู .มหาสีหนาทสูตร 12 / 169 / 117 )

 คติ 5 ( ที . ปาฏิ . สังคีติสูตร 11 / 28 224 )

 วิญญาณฐีติ 7 ( ที . ปาฏิ . สังคีติสูตร  11 / 335  /256 )

ในสัตตาวาส 9 ( ที . ปาฏิ . สังคีติสูตร  11  / 353  / 274 )

เหล่านี้โดยปรากฏว่าเป็นของหน้ากลัวเพราะแน่ใจว่าสังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตก็ตาม และที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ตาม ก็จะต้องมีความย่อยยับดับสูญอย่างนี้ไม่ว่าในภพใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น จึงเรียกปัญญาที่เข้าถึงญาณนี้หรือความรู้สึกในนามรูปทั้งหลายนี้ว่า ภยตูปัฏฐานญาณ

***   ความรู้สึกของปัญญาในตอนนี้ ตัณหาคือสมุทัยจะอาศัยเกิดขึ้นไม่ได้แล้วเพราะต้องหยุดชะงักลง แต่ยังไม่คลายออก เป็นแต่เพียงหยุดเพราะแผ่ซ่านออกไปเท่านั้น เพราะอารมณ์ในที่นี้เป็นข้าศึกแก้ตัณหา อุปมาเหมือนกับคนเป็นโรคผิวหนัง เมื่อถูกทายาเข้าโรคก็หยุดกำเริบไปชั่วคราวแต่ยังตัดรากไม่ขาด หากหยุดทายาเสียเมื่อใดโรคก็จะกำเริบอีกได้

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ    :idea:
phisorn.b
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #23 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2006, 08:12:01 am »

สวัสดีครับ

วันนี้มาต่อกันครับ

*******   ญาณที่ 7 อาทีนวญาณ  *******

 อาทีนวญาณ  เป็นปัญญาที่เห็นสังขารหรือนามรูปว่าเป็นโทษ ปัญญาในญาณนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากภยญาณที่เห็นสังขารเป็นภัย เมื่อภยญาณเห็นสังขารเป็นภัยแล้วก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะเห็นสังขารทั้งหลายว่าเป็นโทษ

***    ตามธรรมดาของปัญญาจะต้องเดินไปตามที่กล่าวนี้ คือว่าเห็นความแตกทำลายของสังขารว่าเป็นในที่ใด ความรู้สึกว่าสังขารเป็นคุณจะเกิดขึ้นไม่ได้ในที่นั้น เมื่อความเป็นคุณเกิดขึ้นไม่ได้แล้ว ก็ต้องเห็นว่าเป็นโทษ ดังนี้เป็นกฏธรรมดาของเหตุผลที่จะต้องให้มีความรู้สึกเป็นไปตามนั้น เพราะผลทั้งหลายย่อมไหลมาจากเหตุ เมื่อเหตุมีความรู้สึกว่าเป็นภัยแล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากเหตุนั้นก็ต้องรู้สึกว่าเป็นโทษ จะเห็นว่าเป็นคุณในสิ่งที่เป็นภัยย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่นั่นเอง

***    การเห็นโทษในที่นี้ อรรถกถาท่านว่าไว้ในฐาน 5 อย่างคือ (ที่มานัย. -  อรรถกถา วิสุธิมรรค  ปัญญานิเทส  2  /  285  และ  ขุ . ปฏิ . ญาณกถา  31  / 116  / 58 )

******    เห็นโทษว่าอย่างไร ?  ********

1 . เห็นโทษในการปฏิสนธิ คือ ความเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลายในภพทั้ง 3 โดยท่านเปรียบเหมือนกลุ่มถ่านเพลิง

2. เห็นโทษในความเป็นไปของสังขารที่ตั้งอยู่ในภพนั้นๆ ประดุจตั้งอยู่ในเพลิง 11 กอง มีชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส ฯ เป็นต้น โดยสังขารหรือรูปนามจะต้องเป็นอย่างนี้ จะถูกไฟเหล่านี้ลุกไหม้เผาผลาญให้เดือดร้อนอยู่เสมอ

3. เห็นเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย มีอวิชชา เป็นต้น ว่าเป็นโทษไม่เป็นคุณเลยจะไปที่ไหน ในภพใหม่ก็ไม่มีคุณเลยเป็นโทษทั้งนั้น เป็นโทษอย่างไร คือเป็นโทษนำมาซึ่งการเกิด ซึ่งความแก่ ซึ่งความตาย เป็นต้น

4. เห็นความเสื่อมสิ้น หรือความย่อยยับไปของสังขารว่าเป็นโทษ

5. เห็นการที่จะต้องไปเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์นั้นเป็นโทษ เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก โทษในที่นี้หมายถึงทุกข์ที่จะต้องเป็นไปในสังสาร คือ นามรูป ท่านเห็นสัตว์ หรือคนที่เกิดในภพใดก็ตามหรือตั้งอยู่ในภพใดก็ตาม เหมือนกับสัตว์นั้น หรือคนนั้นได้ถูกทรมานอย่างน่ากลัวที่สุด

***   วันนี้ขอหยุดไว้ก่อนนะครับ...สวัสดีครับ   พิศร   ครับ     :idea:
หน้า: [1] 2
 
 

Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]