Cdthamma

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ

ผู้เขียน หัวข้อ: สุริยสูตร (โลกถูกไฟทำลายด้วยดวงอาทิตย์ 7 ดวง)  (อ่าน 5287 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 0 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

sittirat

  • บุคคลทั่วไป
สุริยสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 214
                               
         [๖๓]    สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  อัมพ-
ปาลีวัน  ใกล้พระนครเวสาลี  ณ  ที่นั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เรียกภิกษุทั้งหลายว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง   ไม่ยั่งยืน   ไม่น่าชื่นชม   นี้เป็น
กำหนด  ควรเบื่อหน่าย  ควรคลายกำหนัด    ควรหลุดพ้น   ในสังขาร
ทั้งปวง   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ขุนเขาสิเนรุ    โดยยาว    ๘๔,๐๐๐
โยชน์  โดยกว้าง    ๘๔,๐๐๐ โยชน์  หยั่งลงในมหาสมุทร   ๘๔,๐๐๐
โยชน์    สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป  ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราว
ที่ฝนไม่ตกหลายปี    หลายร้อยปี    หลายพันปี   หลายแสนปี   เมื่อฝน
ไม่ตก  พืชคาม  ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา   ป่าไม้ใหญ่   ย่อมเฉา
เหี่ยวแห้ง    เป็นอยู่ไม่ได้    ฉันใด  สังขารก็ฉันนั้น   เป็นสภาพไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืน     ไม่น่าชื่นชม    นี้เป็นกำหนด   ควรเบื่อหน่าย    ควรคลาย
กำหนัด  ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในกาลบางครั้งบางคราว   โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน   พระอาทิตย์ดวงที่   ๒   ปรากฏ    เพราะพระอาทิตย์
ดวงที่   ๒   ปรากฏ   แม่น้ำลำคลองทั้งหมด   ย่อมงวดแห้ง    ไม่มีน้ำ
ฉันใด   สังขารก็ฉันนั้น  เป็นสภาพไม่เที่ยง...  ควรหลุดพ้น.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในกาลบางครั้งบางคราว   โดยล่วง
ไปแห่งกาลนาน  พระอาทิตย์ดวงที่  ๓  ปรากฏ   เพราะอาทิตย์ดวง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 215

          ที่  ๓  ปรากฏ   แม่น้ำสายใหญ่ ๆ  คือ  แม่น้ำคงคา  ยมุนา  อจิรวดี
สรภู  มหี  ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง  ไม่มีน้ำ  ฉันใด   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ในกาลบางครั้งบางคราว    โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน   พระอาทิตย์ดวงที่  ๔  ปรากฏ    เพราะอาทิตย์ดวงที่  ๔
ปรากฏ     แม่น้ำสายใหญ่ ๆ  ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่   คือ
แม่น้ำคงคา  ยมุนา  อจิรวดี  สรภู  มหี  ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง   ไม่มีน้ำ
ฉันใด    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น    เป็นสภาพ
ไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ในกาลบางครั้งบางคราว    โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน  พระอาทิตย์ดวงที่  ๕  ปรากฏ  เพราะอาทิตย์ดวงที่   ๕
ปรากฏ   น้ำในมหาสมุทรลึก  ๑๐๐  โยชน์ก็ดี  ๒๐๐ โยชน์ก็ดี  ๓๐๐
โยชน์ก็ดี   ๔๐๐  โยชน์ก็ดี   ๕๐๐  โยชน์ก็ดี   ๖๐๐  โยชน์ก็ดี   ๗๐๐
โยชน์ก็ดี   ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง   ๗  ชั่วต้นตาลก็มี   ชั่วต้นตาล
ก็มี  ๕   ชั่วต้นตาลก็มี  ๔   ชั่วต้นตาลก็มี  ๓  ชั่วต้นตาลก็มี  ๒  ชั่ว
เพียงเอว  เพียงเข่า   เพียงแต่ข้อเท้า   เพียงในรอยเท้าโค   ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย   น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ
เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง  เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ ๆ  ตกลงมา   น้ำเหลืออยู่
ในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ  ฉะนั้น  เพราะพระอาทิตย์ดวงที่  ๕ ปรากฏ
เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง   เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา  น้ำเหลืออยู่
ในรอยเท้าโคในที่นั้น  ๆ  ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่  ๕ ปรากฏ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 216

          น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี    ฉันใด     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น  เป็นสภาพไม่เที่ยง...   ควรหลุดพ้น.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ในกาลบางครั้งบางคราว    โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน  พระอาทิตย์ดวงที่     ปรากฏ   เพราะอาทิตย์ดวงที่   ๖
ปรากฏ      แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ   ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น
เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว    ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่ง
ขึ้น  ฉะนั้น  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น  เป็นสภาพ
ไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ในกาลนางครั้งบางคราว    โดยล่วงไป
แห่งกาลนาน  พระอาทิตย์ดวงที่  ๗  ปรากฏ  เพราะอาทิตย์ดวงที่  ๗
ปรากฏ      แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ     ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง
มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน     เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขสิเนรุไฟเผา
ลุกโชน   ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก   เมื่อขุนเขาสิเนรุ
ไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย       ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว
ยอดเขาแม้ขนาด  ๑๐๐ โยชน์  ๒๐๐ โยชน์  ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์
๕๐๐  โยชน์    ย่อมพังทะลาย    เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูก
ไฟเผาผลาญอยู่    ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า    เปรียบเหมือนเมื่อ
เนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่     ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า
ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืน   ไม่น่าชื่นชม   ควรจะเบื่อหน่าย   ควรคลายกำหนัด   ควร
หลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ในข้อนั้น  ใครจะรู้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 217

       ใครจะเชื่อว่า   แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่
เหลืออยู่  นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว  (โสดาบัน)
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรื่องเคยมีมาแล้ว  ศาสดาชื่อสุเนตตะ
เป็นเจ้าลัทธิ   ปราศจากความกำหนัดในกาม   ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะ
นั้น  มีสาวกอยู่หลายร้อย   เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย   เพื่อ
ความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก  และเมื่อสุเนตตศาสดา
แสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก   สาวก
เหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป
ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก  ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอน
ได้หมดทุกอย่าง  สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป บางพวกเข้าถึงความ
เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี บางพวกเข้าถึงความเป็น
แห่งเทวดาชั้นดุสิต       บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา
ชั้นยามา   บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช  บาง
พวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล   บางพวกเข้าถึง
ความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล   บางพวกเข้าถึงความเป็น
สหายแห่งคฤหบดีมหาศาล.
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล   สุเนตตศาสดามีความคิด
เห็นว่า   การที่เราจะพึงเป็นผู้มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายใน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 218

          สัมปรายภพไม่สมควรเลย  ผิฉะนั้น  เราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้น
ไปอีก  ครั้งนั้นแล  สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด  ๗  ปี
แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด     ๗     สังวัฏฏวิวัฏฏกัป        เมื่อโลกวิบัติ
เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ  เมื่อโลกเจริญ    เข้าถึงวิมานพรหม
เป็นใหญ่    ไม่มีใครยิ่งกว่า    รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้    เป็นผู้มี
อำนาจมาก   เกิดเป็ท้าวสักจอมเทวดา  ๓๖   ครั้ง   เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม    เป็นพระธรรมราชา  มีสมุทรทั้ง   ๔
เป็นขอบเขต  ผู้ได้ชัยชนะสงคราม  สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่น
มั่นคง   พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ  ๗  ประการ  หลายร้อยครั้ง   พระราช-
โอรสของพระเจ้าจักรพรรดิ    ล้วนแต่องอาจ    กล้าหาญ    ชาญชัย
ย่ำยีศัตรูได้  พระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล    อันมี
มหาสมุทรเป็นขอบเขต   ไม่ต้องใช้อาญา    ไม่ต้องใช้ศาตรา   ใช้
ธรรมปกครอง   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สุเนตตศาสดานั้นแล   มีอายุ
ยืนนานดำรงมั่นอยู่อย่างนี้   แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ  ชรา  พยาธิ  มรณะ
โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัสและอุปายาส   เรากล่าวว่า ไม่พ้นจาก
ทุกข์ได้   ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะยังไม่ตรัสรู้   ไม่ได้แทงตลอด
ธรรม  ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน  คือ  อริยศีล  ๑  อริยสมาธิ ๑
อริยปัญญา  ๑  อริยวิมุติ  ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อริยศีล  อริยสมาธิ
อริยปัญญา   อริยวิมุติ  เราตรัสรู้แล้ว   แทงตลอดแล้ว  เราถอนตัณหา
ในภพได้แล้ว  ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว   บัดนี้ภพใหม่
ไม่มี.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 219

         พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา   ครั้นตรัสไวยากรณ-
ภาษิตนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
                 ธรรมเหล่านี้  คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญาและ
        วิมุตติอันยิ่ง   พระโคดมผู้ทรงพระยศตรัสรู้แล้ว
        พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา  ผู้มีพระจักษุ  ทรงรู้ยิ่ง
        ด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการ
        แก่ภิกษุทั้งหลาย        ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว
        ปรินิพพาน.
                            จบ สุริยสูตรที่  ๒
บันทึกการเข้า