Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2017, 10:07:42 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
41 - ศาสนาแห่งเหตุผล - 12-07-27 - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 92 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 02:59:56 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
สติปัฏฐาน ๔ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

ต่อไปนี้ ขอให้ทุกท่านจงสำรวมใจของเรา เพื่อให้เกิดความสงบ เพราะเราต้องการความสุข เมื่อใจสงบแล้วก็มีสุข ความสุขที่เกิดขึ้นจากความสงบนั้น เป็นความสุขที่สะอาด ความสุขที่บริสุทธิ์ และเป็นความสุขที่มั่นคงถาวร หาได้โดยไม่เดือดร้อนทั้งตัวเองและบุคคลอื่น เป็นความสุขที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้บรรลุถึง แล้วประกาศให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังอบรมฝึกฝนให้ได้ความสุขเช่นนั้น เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ให้พากันตั้งใจฟังธรรมเพื่อให้เกิดความสงบสุข

เพราะเราทั้งหลายต้องการความสุข ให้พากันดูซิว่า ความสุขอยู่ที่ไหน ให้เราตรวจดูเสียก่อน การภาวนาไม่ต้องรีบร้อน ให้ตรวจให้มีความรู้สึกตัวของเราให้สมบูรณ์ให้รอบคอบ แล้วปลอบจิตของเราให้ดี ตั้งใจให้ดี เพราะความสุขนั้นมาในรูปลักษณะแห่งความดี ใจที่ดีนั้นต้องมีคุณธรรมประจำใจของเรา คุณธรรมที่ดีสูงสุด ก็คือพระพุทธเจ้า ถ้าพูดถึงอานุภาพแล้ว พระพุทธเจ้ามีอานุภาพ ถ้าพูดถึงความประเสริฐแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสูงสุด เพราะฉะนั้นเราเอาคุณของพระองค์มาระลึกไว้ในใจ เรียกว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วพยายามระลึกถึง พุทโธ พุทโธ เราพึงทำความเข้าใจว่า พุทโธนั้นคือเป็นผู้ตื่น เมื่อเราระลึกพุทโธ แล้วเราต้องรู้ตัว ธรรมดาคนตื่นคือคนรู้ตัว คนหลับคือคนไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น ว ีภาวนาพุทโธอย่าให้หลับ อย่าให้หลงต้องรู้ตัวอยู่เสมอ ต้องทำความรู้ตัวให้มีกำลัง คำว่ารู้ตัวนี้ รู้กว้างๆ คือตัวที่เรานั่งอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่สงบก็ตาม ให้รู้ตัวเสียก่อน เมื่อเราระลึกพุทโธ สร้างความรู้ พุทโธ รู้ตัวความรู้ ค่อยตั้งตัวได้แล้ว เราก็พยายามใช้ความเพียร ใช้ความระลึกเพื่อเป็นกำลังของจิต เพื่อให้จิตมั่น ทำงานตามความต้องการของเรา
เมื่อเราระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ความรู้นั้นย่อมแผดเผากิเลสที่ทำให้เราหลงได้ เพราะความรู้กับความหลงนั้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ถ้ามีความรู้น้อย ความหลง ความพลั้ง ความเผลอก็มากขึ้น ถ้ามีความรู้ตัวมาก ความหลงก็น้อยลงไป ถ้าเรามีความรู้เต็มเปี่ยม ความหลงก็ไม่มี เพราะมันไม่มีที่อยู่ ที่เกาะ ที่อาศัย

เพราะฉะนั้นเราพยายามบรรจุความรู้คือพุทโธนั้น แม้แต่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็ต้องการความรู้ ไม่ใช่ต้องการอันอื่นเพื่อกำจัดความหลง ความหลง ถ้าเราไม่ตรวจตรองพิจารณาแล้ว เราไม่เข้าใจว่าเป็นภัยอย่างสำคัญ เราผู้ต้องการความสุข สิ่งที่ก่อกวนมีกิเลสเป็นต้น มันต้องอาศัยความหลงนี้แหละเกิดขึ้น ไม่ว่าความโกรธก็ดี ไม่ว่าความโลภก็ดี หรือราคะโทสะก็ดี ต้องอาศัยความหลงเป็นพื้นฐาน หรือจะว่าเป็นสิ่งที่อาศัยเกิดขึ้นก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นการภาวนาเพื่อความรู้ตัวนี้แหละ จึงเป็นเครื่องแผดเผาความหลงให้หมดไป เมื่อความหลงไม่มีแล้ว สิ่งที่ดีมีอยู่ในจิตใจเราก็รู้ สิ่งที่ไม่ดีมีอยู่ในจิตใจเราก็เห็น เพราะเราไม่หลง จิตใจมีความสุขเราก็รู้ จิตใจมีความทุกข์เราก็รู้

ความสุขและทุกข์ทั้งสองอย่างนี้ เราต้องการสิ่งใด เราก็เอาสิ่งนั้นไว้ สิ่งไหนที่เราไม่ต้องการคือความทุกข์ เราไม่ต้องการ เมื่อเรารู้แล้ว เราก็พยายามศึกษาในเรื่องทุกข์ ว่ามีมูลฐานมาจากอะไร ที่ไหนความทุกข์ทางกายมีอะไรเป็นปัจจัย อาศัยอยู่ได้อย่างไร เราก็ควรศึกษา การศึกษารู้ทุกข์เป็นกิจญาณในสัจจะ คือเราจะต้องศึกษา เพราะเราไม่ต้องการทุกข์ เพื่อเราจะออกจากทุกข์ หรือต้องการพ้นจากทุกข์ ทุกข์ที่เราได้ยินได้ฟังมาในพระสูตร ท่านชี้ลงที่ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เราก็ควรรู้จักว่าชาติอยู่ไหน อะไรเป็นชาติ คำว่าชาติความเกิดนี้เป็นที่ประชุมรวมแห่งขันธ์ห้ามีอยู่ในตัวของเรานี้เอง

ขันธ์ห้าที่เราเคยยึดว่าเป็นตัวเรานั้น เราควรศึกษาว่าเป็นตัวของเราแน่นอน หรือมีรูปเป็นต้น เรามากำหนดรูป ว่ามีเราอยู่ตรงไหน เมื่อเราถามโดยสัจจะโดยธรรมแล้ว ไม่เห็นมีตัวเราอยู่ตรงไหน หรือของเราอยู่ตรงไหน สิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสภาพกลายเป็นธรรมไป ผมก็เป็นธรรม ขนก็เป็นธรรม คำว่า “ธรรม” คือสภาวะแห่งความจริงที่มีอยู่และปรากฏอยู่ เขาเป็นอยู่อย่างนั้น ธรรมเหล่านั้นเขาไม่ได้รับรู้ว่าเขาเป็นผม เขาไม่ได้รับรู้ว่าเขาเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เราไปสมมุติเรียกเขาแล้วก็หลงยึดหลงถือ หลงยินดียินร้าย ทุกข์จึงเกิดขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของธรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันต้องมีความคร่ำคราทรุดโทรมไปตามหลักสูตรของมันเอง

สูตรของธรรมนี้เปิดเผย มิได้ปกปิดตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่อดีต ใครเกิดมามีประมาณเท่าใด ความแก่ก็มีประมาณเท่านั้น ไม่มีใครจะเหลืออยู่ได้แม้แต่คนเดียว จะได้ศึกษาวิชาความรู้สูงเท่าใดก็ตาม หรือจะได้รับความนิยมชมชอบ สมมุติว่าเป็นผู้ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์สูงอย่างไรก็ตาม ความแก่นี้มิได้เกรงกลัวอำนาจหรือความรู้ใดๆ ทั้งสิ้น จึงเรียกว่า “ธรรม” เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา มีเท่าไรก็แก่เท่านั้น เพราฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราสมควรจะศึกษาได้ ไม่ใช่เป็นของปกปิด มีประจำตัวของเราทุกๆ คน แต่ที่เราไม่แจ้งชัดในจิตในใจนี้เพราะความหลงตัวนี้เอง คอยมาขัดขวางให้เรามัวเมาไป ไม่ได้ดูให้แจ้งชัด พอใกล้จะรู้แล้วก็ถูกส่งสิ่งอื่นมาปกปิด ก่อกวนให้จิตใจเราไม่อยู่คงที่ ให้ไปรู้เรื่องอื่นใหม่อีกอยู่เรื่อยไป จิตที่เราแก้ความหลงก็เลยทำไม่สำเร็จ

เพราะฉะนั้น เราจะต้องการความสำเร็จให้ถึงที่จุดหมายปลายทางนั้น ต้องทำให้ต่อเนื่องกันไป อย่าให้ความหลงเกิดขึ้นได้ พยายามรักษาความรู้ไว้เพื่อให้ตื่นอยู่เสมอเรียกว่า “พุทโธ” ระลึกรู้อยู่อย่างนั้น เพื่อไม่ให้หลง ถ้าหากความหลงเกิดขึ้นในเรื่องอันใด เราก็พยายามวิจัยในเรื่องนั้น เพื่อให้คลี่คลายความหลง เพื่อให้รู้ความจริงว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรหลง เพราะเมื่อเราหลงแล้ว นำทุกข์นำความมัวหมอง นำความลำบาก นำความเสียใจ นำความกระวนกระวายมาสู่ตัวของเรา เราทั้งหลายที่ได้รับทุกข์มีประมาณเท่าใด ทุกข์เหล่านั้นไม่ใช่มาจากอื่นไกล มาจากกิเลสตัวหลงที่เราไม่ได้ผูกให้เกิดความรู้ ขับไล่มันให้ออกไปเราจึงหลงแล้วหลงอีก ยึดมั่นถือมั่นสำคัญหมายต่าง ๆ นานา เป็นเหตุให้หนักอกหนักใจ เป็นเหตุให้เดือดร้อนเนื้อร้อนใจ เป็นเหตุให้มัวหมองในจิตในใจ

เพราะเหตุนั้นเราทั้งหลายจงพยายามฝึกหัดอบรมวิธีภาวนาให้รู้ เพื่อจะได้แก้ความหลง เมื่อเราบรรจุความรู้ในจิตใจของเราไม่ให้เผลอหนักเข้าๆ แล้ว จิตถึงสภาพมีกำลังความเป็นหนึ่ง ก็ได้รับความวิเวก มีความสงบเมื่อความสงบเกิดขึ้น ความสุข ความอิ่มอกอิ่มใจก็ย่อมเกิดขึ้นจากความสงบนั้น แต่ไม่ใช่การหลับ การหลับนี้ ไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่ภาวนา ถึงแม้ว่าจะสงบก็จริงแต่ไม่มีประโยชน์ เพราะจิตถูกกิเลสคือความหลงครอบงำไม่รู้ตัว ลืมไปหลับไป จิตไม่เอาการเอางานเอาธุระอันเรียกว่ากรรมฐาน

การภาวนานี้เป็นการงานชนิดหนึ่ง เป็นงานที่ออกจากทุกข์ ก็คือออกจากความหลง ความไม่รู้ตัวนี้เอง ให้เกิดความรู้ตัวขึ้นมา ขอให้เราท่านทั้งหลายที่เริ่มต้นภาวนานั้นอย่าอยากรู้มาก เพียงแต่รู้ตัวก็พอแล้ว รู้ตัวอย่างเดียวให้เป็นหนึ่งจริงๆ จะเป็นผู้เข้าถึงพุทโธ

ที่แท้จริง ไม่เอาอะไรหรอก เอาความรู้ตัวอยู่นี่ ไม่ให้เผลอกำหนดเหมือนกับไฟที่ติดสว่างอยู่ตลอดเวลา ไม่มีดับไม่มีมืด ให้ติดต่อเนื่องกัน แม้แต่ขณะหายใจเข้าออกก็ไม่มีเผลอ แต่อย่าไปข่มบังคับจนเป็นทุกข์ ในขณะที่รู้ตัวนั้น เราทำความพอใจ ทำความสบายใจ ทำความดีใจปลอบใจของเราให้มีความพยายามในอารมณ์อย่างนี้ เราจะออกจากทุกข์ได้เพราะความรู้ตัวนี้

เมื่อความรู้เต็มเปี่ยมมีกำลังแล้ว เราก็สามารถจะใช้ความรู้นั้นระลึกธรรมต่างๆ อดีตก็ตาม ปัจจุบันก็ตาม สามารถที่จะรู้ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เริ่มต้นพระองค์ก็ตั้งสติ คือความรู้อันนี้เอง ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ ทำความรู้ตัวอยู่อย่างนี้ เมื่อความรู้ในปัจจุบันมีกำลังเต็มที่จนจิตใจสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์อันอื่นที่จะมาหลอก ที่มาดึงไปมาลากไป ทีเพียงพยายามรู้ ความรู้อย่างเดียวเท่านั้น มีกำลังเต็มที่แล้ว พระองค์จึงน้อมรับความรู้อันนั้น ถอยหลังไปที่พระองค์ได้ผ่านมาแล้ว ว่าเรามาจากไหน มาอยู่ที่นี้ พระองค์ก็สามารถใช้ความรู้ระลึกตามลำดับที่พระองค์ผ่านมา พระองค์มาอย่างไร เกิดมาอย่างไร อยู่ในครรภ์เป็นอย่างไร เพราะจิตดวงนี้แหละเป็นผู้รู้ มีลักษณะรู้อยู่แล้ว แต่ถูกอารมณ์หลงเข้าครอบงำ เราจึงไม่สามารถที่จะเข้าใจในตัวของเราว่าได้มาจากไหน อยู่อย่างไร

พระองค์สามารถระลึกในชาติถอยหลังไปอีก ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง จนถึงอสงไขยชาติบ้าง เรียกว่าบุพเพนิวา
สานุสติญาณ อาศัยสติที่พระองค์เจริญให้เต็มที่บริบูรณ์ เกิดความรู้ตัวเอง มีพลังอย่างเต็มที่ในจิตใจแล้ว สามารถไปใช้ระลึกที่พระองค์ท่องเที่ยวมา มีประมาณเท่าใด ความรู้ส่วนนี้ก็มีกำลังเพียงพอแล้ว สามารถที่จะรู้ได้ จนถึงอสงไขยชาติ ไม่มีที่สิ้นสุด

การระลึกชาติได้นั้นมีประโยชน์ทำให้ผู้รู้นั้น มีความสลดสังเวชในชาตินั้นๆ เคยทำชั่วอย่างนั้น ได้รับทุกข์อย่างนั้น แต่แล้วทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในตัวของเรานับชาติไม่ถ้วนนั้น ไม่ใช่เพราะความดี ล้วนแต่เป็นความชั่วที่เกิดขึ้น อาศัยความหลง เราเข้าใจผิดนึกว่าเป็นความดีแล้วกระทำ เกิดความเบื่อหน่ายในการกระทำต่อไปอีก มีประโยชน์คือทำให้พระองค์รู้ความจริงขึ้นมา สลดสังเวชเบื่อหน่าย คลายความยินดีในภพในชาติที่เกิดแล้วเกิดเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพระองค์สามารถกำหนดจากปัจจุบัน แล้วจะไปอย่างไรต่อไปอีก

มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงทั้งพระองค์เองและบุคคลผู้อื่น พระองค์ก็สามารถระลึกในปัจจุบันว่าบุคคลผู้ใดทำดีไว้ ได้ละอัตตภาพนี้แล้ว ก็ไปในทางสุคติ บุคคลผู้ใดทำชั่วไว้ ความชั่วนั้นกลายเป็นนิสสัยเป็นปัจจัย และติดตัวบุคคลผู้นั้น จะต้องไปสู่ทุคติ เพราะความไม่ดีของตนที่ตนกระทำไว้อันเป็นกรรมอันมัวหมอง

พระองค์รู้แจ้งชัดข้อเท็จจริงข้อนี้ พระองค์เกิดความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่มีที่สิ้นที่สุด แต่เราไม่รู้ตัวว่าเราเคยเกิดมาแล้ว และเคยตายมาแล้วหลายภพหลายชาติ แล้วจะต้องไปเกิดอีกไม่มีที่สิ้นที่สุด เราจึงเป็นคนมัวเมา จึงเป็นคนประมาท จึงเป็นคนหลง ไม่มีความเพียร ไม่มีความพยายามเพื่อจะออกไปจากความเกิดอันนี้ มีแต่ยินดีในความเกิด มีแต่ความปรารถนาในภพในชาติของตนไม่มีที่สิ้นสุด
พระองค์มีความเบื่อหน่ายแล้วพระองค์กลับมาดูจิตในปัจจุบัน ธรรมชาติอะไรที่ทำให้เราท่องเที่ยวไม่มีที่สิ้นสุด พระองค์ก็มากำหนดที่จิตในปัจจุบัน มาเป็นอาสวะเครื่องดองในจิตในใจ อาสวะเครื่องดองนั้น คือความรักใคร่พอใจนี้ส่วนหนึ่ง ในรูปในเสียงในกลิ่นในรสที่เรามีอยู่ในจิตใจอยู่เป็นประจำ ที่พาให้เราก่อภพก่อชาติ ไม่มีที่สิ้นที่สุด เมื่อเราพอใจในสิ่งใด เราก็ยึดไว้ เกิดอุปาทานในสิ่งนั้น เมื่ออุปาทานมีในจิตใจแล้ว เราอุปาทานสิ่งใด เราก็จะต้องไปอยู่ในที่นั้น ท่องเที่ยวอยู่ในที่นั้น เพราะความอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ก็อาศัยอุปาทานเป็นปัจจัย

เหมือนกับเราทั้งหลายในชาติปัจจุบันนี้แหละ ถ้าเรายึดที่ไหนเป็นที่นอน เวลาเราต้องการนอน เราก็พาร่างอันนี้แหละไป ถึงแม้ว่าเราไปอยู่ที่อื่นก็ตาม ก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่นั้น ถ้าเราอุปาทานในภพที่ดี เราก็ได้ไปในที่ดี ถ้ามีทุนพอจะไปได้ ถ้าหากเราอุปาทานในสิ่งที่ไม่ดี เพราะจิตน้อมไปพอใจเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ดี ก็ให้ปรากฏตัวในสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น เราทั้งหลายมาบำเพ็ญกุศล ที่ได้มาปรากฏตัวอย่างนี้ก็เพราะจิตใจได้ระลึกนึกอุปาทานสถานที่นี้ก่อน หลังจากนั้นเราก็เตรียมสิ่งของเพื่อเป็นปัจจัย อาศัยกำลังทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ได้มาถึงที่ๆ เราทั้งหลายมาปรากฏก็เพราะจิตถึงก่อน อุปาทานก่อนจากนี้ไปเรายังมีภพอยู่ที่ไหน อุปาทานอยู่ที่ไหน เราก็จะต้องไปที่นั้นอีก ตามที่เราคิดไว้ ยึดไว้แล้ว ไม่ใช่เราไปแล้วจึงคิดตามหลัง คิดยึดไว้แล้วจึงไปได้ นี่แหละที่เรามาเทียบดูเห็นง่ายๆ ว่าเราอยู่ที่ไหน ไปที่นั่น ไปเกิดที่นั่น ไปอยู่ที่นั่น เมื่อระลึกถึงภพใหญ่ที่ขันธ์ทั้งหลายแตกดับไปแล้วเรายึดที่ไหนที่เราเคยทำไว้จนเคยชิน เราระลึกถึงบุญกุศลก็ย่อมไปเกิดในสุคติ ให้มีความสุขเป็นใหญ่

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเห็นความอุปาทานอันนี้ พระองค์จึงเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องท่องเที่ยวอยู่ในภพวัฏฏสงสาร เพราะอาศัยความพอใจ จึงเกิดความยึดถือความรักใคร่ความพอใจ กามาสวะ ภพซึ่งเกิดจากอาศัยความอุปาทานนี้เอง มีอุปาทานเป็นภพ เป็นชาติเป็นชรา พยาธิ มรณะ เป็นอาสวะดองอยู่ในจิตใจ เมื่อเราไม่เห็นโทษเห็นภัยของความยึดถือในสิ่งใด ก็จะต้องแบกสิ่งนั้นเป็นภาระหนัก

เพราะฉะนั้น เราพยายามทำลายภพคือเรารู้จักโทษของขันธ์ มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณแต่ละอย่างๆ นี้ ล้วนแต่เป็นภาระอันหนัก ล้วนแต่มีอยู่ในลักษณะที่ทำให้เราผู้ยึดถือไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร มีแต่ภาระอันหนักเพราะสิ่งเหล่านั้น อยู่ในลักษณะที่เรียกว่าอนิจจัง คือความไม่แน่นอน เมื่อเราผู้ยึดถือตายไป แม้จะต้องการสักเท่าไร สิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนแปลงไป

เหมือนกับเราถือรูปขันธ์ของเรานี่แหละ เรารักเราหวงแหนอย่างยิ่ง ทำนุบำรุงทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกวันทุกเวลา มันต้องการสิ่งใดๆ เราก็หามาให้ แต่ถึงอย่างนั้น อนิจจังคือความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยง ความชราภาพ ความคร่ำคร่า ความสูญสลาย ความหมดไป มันก็หมดไปสิ้นไปทุกวัน ทุกเวลา เราจะต้องหามาบำรุงซ่อมแซมอยู่เสมอมิได้ขาด ถึงอย่างนั้นก็ยังทรุดโทรมไปตามลำดับ มีพยาธิ โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นให้ได้รับทุกข์ทรมาน ทั้งๆ ที่เราทะนุถนอมปฏิบัติป้องกันทุกอย่างๆ ก็ยังมีการเจ็บไข้ได้ป่วย เราแก้ไขอย่างไรก็หนีไม่พ้น

เพียงแต่เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้ามันอยู่มั่นคงถาวรอย่างนั้น ก็ยังพอทำเนา แต่ยังจะแตกสลายกันไปอีก
ไม่เหลืออะไรสักอย่างเลย ที่เราเหน็ดเหนื่อยมาก็เปล่า ไม่ได้รับประโยชน์เลยในรูปขันธ์อันนี้

เมื่อพิจารณาแล้วที่เรามาอาศัยขันธ์อันนี้ ไม่ใช่ที่จะให้เกิดความสุขเหมือนกับที่เราเข้าใจ ล้วนแต่นำความมัวหมองในจิตใจของเราให้เกิดขึ้นทั้งนั้น เมื่อเรารู้สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์แล้ว ความหลงในสิ่งเหล่านี้น้อยลง หรือไม่มีความหลง จิตของเราก็สงบ
ยิ่งรู้เท่าไร ยิ่งมีความสงบ มีความสงบเท่าไร ยิ่งมีความสุข มีความรู้ความสงบ จิตใจของเรายิ่งสะอาด ยิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาดและความบริสุทธิ์นี้ ย่อมไม่มีภัยที่เกิดขึ้นจากความบริสุทธิ์อันนี้เลย

คำว่า “ภัย” มีชาติ มีชรา พยาธิ มรณะ อันเป็นทุกข์อันนี้ไม่มีอยู่ในความสะอาดและบริสุทธิ์ที่จิตใจมองเห็นโทษเห็นภัยแล้ว จิตใจเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด คลายยินดีปล่อยสละวาง ไม่ยึดมั่นสำคัญหมาย ยังเหลือแต่ธรรมชาติผู้รู้อย่างบริสุทธิ์ผ่องใสสะอาด

สิ่งเหล่านี้ถ้าเราทั้งหลาย มีความรู้เพียงพอ มีความพยายามสะสมความรู้ตัวเรียกว่า “พุทโธ” ให้มากขึ้นมาแล้ว จะเอาความรู้นั้นไปใช้ในส่วนไหน เราก็จะได้เห็น รู้แจ้ง เห็นจริงเห็นแจ้งชัด สิ่งไหนควรทิ้งก็ทิ้ง สิ่งไหนควรเอาไว้ เราก็เอาไว้เพื่อให้เกิดประโยชน์ เมื่อกิจการงานของเราที่เราต้องทำเสร็จสิ้นแล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นห่วงในสิ่งเหล่านั้นอีก เราก็จะได้อยู่สบาย นั่งสบาย เดินสบาย คนอื่นเขาวุ่นวาย พระพุทธเจ้าพระองค์ผู้เสร็จกิจแล้วไม่วุ่นวาย

ผู้อื่นถูกแต่ความแก่ครอบงำ มีทุกข์เดือดร้อน มีความเจ็บไข้ครอบงำ มีความตายครอบงำ เดือดร้อน ดิ้นรน วุ่นวาย มัวหมอง พระองค์ไม่วุ่นวาย พระองค์ไม่มัวหมอง พระองค์ไม่ทุกข์ใจ เพราะพระองค์ไม่ทุกข์ใจ เพราะพระองค์รู้ของจริง
เราทั้งหลายจะถึงสภาพแห่งความจริงเช่นนั้น ถึงแม้ว่าขันธ์อันนี้จะมีความแก่ปรากฏก็ตาม จะมีความเจ็บไข้ปรากฏก็ตาม จะมีความตายปรากฏก็ตาม เราก็จะได้มองดูความไข้ความตายนี้อย่างสบาย อย่างพอใจยอมให้มันเป็น เราไม่ได้แก้ไข สละได้อยู่ตลอดเวลา มันอยากตายก็ตายไป เพราะไม่ใช่เรา มันอยากเจ็บก็เป็นส่วนเจ็บ ไม่ใช่ส่วนของเราจะได้แยกออก เรียกว่าเราออกจากทุกข์ได้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งนั้น ส่วนทุกข์ก็เป็นส่วนทุกข์ ส่วนแก่ก็เป็นส่วนแก่
เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลาย การฝึกหัดปฏิบัติอบรมจิตใจ ให้เริ่มต้นจนเกิดความรู้ตัวเสียก่อน พยายามทำความรู้ตัวให้มาก มีสติ นั่งก็รู้ เดินก็รู้ มีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ ถ้าหากว่าเราอบรมความรู้ให้โดยรอบแล้ว เราทั้งหลายไม่ต้องสงสัย จะต้องได้พุทโธแน่นอน พุทโธจะต้องบังเกิดขึ้นในตัวของเราแน่นอน

พุทโธก็แปลโดยตรงแล้วว่าผู้รู้ ส่วนพระพุทธเจ้านั้น พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ พระองค์ได้ฝึกฝนตัวพระองค์เองอย่างถูกต้อง แต่ก่อนพระองค์ก็ยังไม่เป็นพุทโธ พระองค์มาได้จากที่พระองค์ฝึกฝนอย่างถูกต้อง แต่พระองค์เป็นพุทโธพิเศษ เรียกว่า “สัพพัญญูพุทธะ” ส่วนเราก็เป็นพุทโธ เรียกว่า “สาวกะพุทธะ” จะต้องอาศัยได้ยินได้ฟังตามแล้วมาฝึกฝนปฏิบัติตาม และเกิดความรู้ได้เหมือนพระองค์รู้ตัวได้อย่างบริสุทธิ์ เราก็จะได้อาศัยความรู้นั้นมาเป็นที่พึ่งเรียกว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

อารมณ์ที่เรารู้นั้นเรียกว่า “ธรรมารมณ์” เราจะได้เสวยความสุขอย่างที่มีอยู่ประจำจิตโดยธรรมชาติ เป็นของจริงแน่นอน พุทโธนั้นจะกลายเป็นธรรม ส่วนเราปฏิบัติให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์ ก็เท่ากับเราได้ถึงซึ่งพระสงฆ์ เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ประชุมกันเต็มกำลังแล้วในจิตของเรา จะมีอานุภาพทำให้เรามีที่พึ่งที่แท่จริง อันอุดมสูงสุด เพราะฉะนั้นเมื่อเราทั้งหลายได้ยินได้ฟัง ตั้งใจกำหนดภาวนาไปตามสักพักหนึ่ง แล้วจึงค่อยเลิกกัน.......

สติปัฏฐาน ๔ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

แสดง ณ. วัดป่าอุดมสมพร
เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๓

โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดสติปัฏฐาน ๔
โดยคุณ : ไก่แก้ว [15 ก.พ. 47]


 93 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 02:49:55 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ตอบปัญหาชาวกรุงเทพ - โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

หลังจากที่ท่านกลับจากเชียงใหม่ เข้าพักที่วัดบรมนิวาสกรุงเทพ ฯ
ตามคำสั่งของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ( ติสโส อ้วน ) ก่อนเดินทางไปอุดร ฯ
ในระยะที่ท่านพักอยู่ที่นั้น ปรากฏว่ามีคนมาถามปัญหากับท่านมาก
มีปัญหาของบางราย ที่แปลกกว่าปัญหาทั้งหลาย ซึ่งมีดังนี้

( จาก"ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตโต"
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน )
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์( ติสโส อ้วน )
วัดบรมนิวาส กรุงเทพ ฯ

*******************************************

ชาวกรุงเทพ
ได้ทราบว่าท่านรักษาศีลองค์เดียว มิได้รักษาถึง ๒๒๗ องค์
เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช้ไหม

หลวงปู่มั่น
ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว

ชาวกรุงเทพ
ที่ท่านรักษาเพียงอันเดียวนั้นคืออะไร
หลวงปู่มั่น
คือใจ

ชาวกรุงเทพ
ส่วน ๒๒๗ นั้นท่านไม่ได้รักษาหรือ

หลวงปู่มั่น
อาตมารักษาใจไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
จะเป็น ๒๒๗ หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อบัญญัติห้าม อาตมาก็เย็นใจว่า
ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล ๒๒๗ หรือไม่นั้น
สุดแต่ผู้นั้นจะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธาน
ของกายวาจาอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา นับแต่เริ่มอุปสมบท

ชาวกรุงเทพ
การรักษาศีลต้องรักษาใจด้วยหรือ

หลวงปู่มั่น
ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้น
จะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตาย
นักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก
ถ้าเป็นศิลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด
ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้ ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรม
สมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว

ชาวกรุงเทพ
ได้ยินในตำราว่าไว้ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยเรียกว่าศีล
จึงเข้าใจว่าการรักษาศีลไม่จำเป็นต้องรักษาใจก็ได้
จึงได้เรียนถามอย่างนั้น

หลวงปู่มั่น
ที่ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยนั้นก็ถูก แต่กายวาจาจะเรียบร้อยเป็นศีลได้นั้น ต้นเหตุมาจากอะไร
ถ้าไม่เป็นมาจากใจ ผู้เป็นนาย คอยบังคับกายวาจาให้เป็นไปในทางที่ถูก เมื่อเป็นมาจากใจ
ใจจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อตัวเองบ้าง จึงจะควรเป็นผู้ควบคุมกายวาจาให้เป็นศีลเป็นธรรม
ที่น่าอบอุ่นแก่ตัวเอง และน่าเคารพเลื่อมใสแก่ผู้อื่นได้ ไม่เพียงแต่ศีลธรรมที่จำเป็น
ต้องอาศัยใจเป็นผู้คอบควบคุมรักษาเลย แม้กิจการอื่น ๆ จำต้องอาศัยใจเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยดี
การงานนั้น ๆ จึงจะเป็นที่เรียบร้อยไม่ผิดพลาดและทรงคุณภาพโดยสมบูรณ์ตามชนิดของมัน
การรักษาโรคเขายังค้นหาสมุฏฐานของมัน จะควรรักษาอย่างไรจึงจะหายได้เท่าที่ควร
ไม่เป็นโรคเรื้อรังต่อไป การรักษาศีลธรรมไม่มีใจเป็นตัวประธานพาให้เป็นไป

ผลก็คือความเป็นผู้มีศีลด่างพร้อย ศีลขาดศีลทะลุ ความเป็นผู้มีธรรมที่น่าสลดสังเวช
ธรรมพาอยู่ธรรมพาไปอย่างไม่มีจุดหมาย ธรรมบอ ธรรมบ้า ธรรมแตก ซึ่งล้วนเป็นจุดที่ศาสนา
จะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วยอย่างแยกไม่ออก ไม่เป็นศีลธรรมอันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา
และไม่น่าเลื่อมใสแก่ผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างเลย อาตมาไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
บวชแล้วอาจารย์พาเที่ยวและอยู่ตามป่าตามเขา เรียนธรรมก็เรียนไปกับต้นไม้ใบหญ้า
แม่น้ำลำธาร หินผาหน้าถ้ำ เรียนไปกับเสียงนกเสียงกา เสียงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ
ตามทัศนียภามที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง ไม่ค่อยได้เรียนในคัมภีร์ใบลาน
พอจะมีความรู้สแตกฉานทางศีลธรรม

การตอบปัญหาจึงเป็นไปตามนิสัยของผู้ศึกษาธรรมเถื่อน ๆ
รู้สึกจนปัญญา ที่ไม่สามารถค้นหาธรรมที่ไพเราะ เหมาะสม
มาอธิบายให้ท่านผู้สนใจฟัง อย่างภูมิใจได้

ชาวกรุงเทพ
คำว่าศีลได้แก่สภาพเช่นไร และอะไรเป็นเป็นศีลอย่างแท้จริง

หลวงปู่มั่น
ความคิดในแง่ต่าง ๆ อันเป็นไปด้วยความมีสติ รู้สิ่งที่ควรคิดหรือไม่ควร
ระวังการระบายออกทางทวารทั้งสาม คอยบังคับกายวาจาใจ ให้เป็นไปในขอบเขต
ของศีลที่เป็นสภาพปกติ ศีลที่เกิดจากการรักษาในลักษณะดังกล่าวมา
ชื่อว่ามีสภาพปกติไม่คะนองทางกายวาจาใจให้เป็นกิริยาที่น่าเกลียด

นอกจากความปกติดีงามทางกายวาจาใจของผู้มีศีลว่าเป็นศีลเป็นธรรมแล้ว
ก็ยากจะเรียกให้ถูกได้ว่าอะไรเป็นศีลเป็นธรรมที่แท้จริง เพราะศีลกับผู้รักษาศีลแยกกันได้ยาก
ไม่เหมือนตัวบ้านเรือนกับเจ้าของบ้านเรือนซึ่งเป็นคนละอย่าง ที่พอจะแยกกันออกได้ไม่ยากนัก
ว่านั่นคือตัวบ้าน และนั่นคือเจ้าของบ้าน
 
ส่วนศีลกับคนจะแยกจากกันอย่างนั้นเป็นการลำบากเฉพาะอาตมาแล้วแยกไม่ได้
แม้แต่ผลคือความเย็นใจที่เกิดจากการรักษาศีลก็แยกไม่ออก ถ้าแยกออกได้
ศีลก็อาจหลายเป็นสินค้ามีเกลื่อนตลาดไปนานแล้ว และอาจจะมีโจรมาแอบขโมยศีลธรรมไปขาย
จนหมดเกลี้ยงจากตัวไปหลายรายแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ศีลธรรมก็จะกลายเป็นสาเหตุ
ก่อความเดือดร้อนแก่เจ้าของเช่นเดียวกับสมบัติอื่น ๆ ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเอือมระอา
ที่จะแสวงหาศีลธรรมกัน เพราะได้มาก็ไม่ปลอดภัย

ดังนั้น ความไม่รู้ว่า "อะไรเป็นศิลอย่างแท้จริง" จึงเป็นอุบายวิธีหลึกภัยอันอาจเกิดแก่ศีล
และผู้มีศีลได้ทางหนึ่งอย่างแยบยลและเย็นใจ อาตมาจึงไม่คิดอยากแยกศีล
ออกจากตัวแม้แยกได้
 
เพราะระวังภัยยาก แยกไม่ได้อย่างนี้รู้สึกว่าอยู่สบาย
ไปไหนมาไหนและอยู่ที่ใด
ไม่ต้องเป็นห่วงว่าศีลจะหาย ตัวจะตายจากศีล
และกลับมาเป็นผีเฝ้ากองศีล
เช่นเดียวกับคนเป็นห่วงสมบัติ
ตายแล้วกลับมาเป็นผีเฝ้าทรัพย์
ไม่มีวันไปผุดไปเกิดได้ฉะนั้น.

ตอบปัญหาชาวกรุงเทพ - โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ


 94 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 02:33:30 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร

เทศนาภาษาใจ ๑
หลวงปู่ปุดดา ถาวโร
วันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๒๔
ณ วัดอาวุธวิกสิตารา ศาลาธรรมสาร


ลำดับนี้ น้อมนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมี ชาวพุทธทั้งหลายด้วยภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เกิดให้มีขึ้นที่กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจ นี้มีมาแต่อดีตแล้ว มาถึงปัจจุบันด้วย ตัวเรามาเกิด ก็มีปู่ มีย่า มีตา มียาย เป็นพื้นรองรับอยู่เสมอไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็มีพุทธมารดาบิดาเหมือนกัน จึงได้เป็น เหตุผลซึ่งกันและกัน

ทำไมมีพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระธรรมแล้ว มีพระสงฆ์แล้ว จะต้องมีหมู่มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม เข้าไปศึกษาในกุตตธรรม จึงได้มีเหตุมีผลเนื่องมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบันนี้และอนาคตหมดเมื่อไร ? ไม่มีหมด ธรรมชาติก็คือ กฎธรรมดา ถ้าไม่มีกาย วาจา จิต รองรับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธเข้ามาเกิดในหมู่มนุษย์ไม่ได้ จะเป็นเทวดา เป็นพรหมไม่ได้ จะขึ้นไปเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ โลกุตตรธรรมไม่ได้ กฎธรรมดาต้องมี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อย่างอุปัชฌาย์สอนภิกษุสามเณรในโบสถ์แล้ว ต้องมีอธิศีล ศีลอยู่ที่จิต อธิจิตรับได้ทั้งศีลทั้งสมาธิด้วย อธิปัญญารับได้ทั้งปัญญาด้วย ถ้าหากไม่มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะมาแต่อดีตแล้ว อยู่ในห้องก็เป็นคนไม่ได้ ในวินัยปิฎกห้ามไว้ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์เป็นบาป กฎหมายสัมมาทิฐิ มนุษย์ธรรมมีมาแต่ในท้อง นอกท้องก็มี มนุษย์อย่างนี้คือมนุษย์ที่จะต้องรับพระธรรมเทศนาของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไปรับถึงเทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม เพราะพื้นเดิมมีกาย วาจา จิตแล้วกายกรรมสาม ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ ไม่ได้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นสัมมาวาจาอยู่ในตัวของมันเอง สัมมาอาชีวะมีผัสสาหาร มโนสัญญเจตนาหาร วิญญาณหารอย่างที่เมื่อมาอยู่ในครรภ์มารดาก็ต้องอาศัยอาหารมารดานั่นเอง ส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาจนครบสิบเดือนแล้ว พระสาวกก็สิบเดือน เว้นไว้แต่องค์ที่พิเศษบางองค์ต้องอยู่นานกว่านั้น

เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ไม่มีอะไร มีน้ำนมมารดานี่เอง พระเจ้าแม่น้าก็เป็นแม่เลี้ยงของ พระพุทธเจ้าของเรา พระชนนีคลอดได้เจ็ดวันก็ทิวงคตไปแล้ว พระราชกุมารจะอยู่กับใครก็อยู่กับ พระแม่น้านี่เอง พ่อเดียวกันแต่คนละแม่กับนันทกุมารเขามีมาอย่างนี้

ปัจจุบันนี้จะห้ามมนุษย์ไม่ให้มีมนุษย์ธรรมเทวธรรม พรหมธรรม จะไม่ให้มีโลกุตตรธรรมห้ามไม่ได้ ธรรมห้าไม่ได้ ฝ่ายดีก็ห้ามไม่ได้ ฝายสัมมาทิฐิก็มีจริง ฝ่ายมิจฉาทิฐิที่มนุษย์มีแต่ร่างกาย แต่จิตใจยังไม่เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไม่เว้นจากกาม ไม่เว้นจากปาณาติบาต อทินนา กาเม มุสา สุราพวกหนึ่ง พวกหนึ่งนั้นเห็นโทษกายกรรม ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เห็นโทษของ กาเมมุสาวาท กิเลสสี่ตัวนี้ลามก จะเป็นเดรัจฉานหรือเป็นร่างกายมนุษย์ก็ลามก คบกิเลสลามกแล้วก็เสวยกรรมชั่ว กายไม่เว้นฆ่าสัตว์ไม่เว้นลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามอยู่ ยังมุสาวาทอยู่ก็เป็นอบายภูมิ ทั้งสี่ มันไม่ต่างกับเดรัจฉาน เปรต อสุรกายเลย มันเป็นพวกเดียวกัน แต่ต่างกายเนื้อหนังกัน
เพราะฉะนั้นอุปัชฌาย์จึงได้ถามว่า เกศามีหรือไม่ มี โลมา นขา ทันตา ตโจ มนุษย์โสสิ มีจริงหรือมีจริง ปุริโสสิ เป็นมนุษย์ชายจริงหรือ? จริง บรรพชาเปกขะไม่มีขัดข้อง อุปสัมปันโนมี ๒๕ รูป คัดค้านไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมา ถ้าหากว่าทำแบบเดิมอย่างอุปัชฌาย์สอน ๒๕ รูป ได้อบรมให้มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะ เมื่อมีอย่างนี้ก็พร้อมไปด้วยองค์ ๘ ประการเหมือนกัน กายกรรมสามมีศีล สามตัว วจีกรรมสี่ศีลสี่ตัว เป็นเจ็ดตัว พวกสัมมาอาชีวะเขาไม่ได้กินอาหารดิบ เขากินอาหารสุก เขาไม่ได้ร่วมกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะเขาไม่ร่วม จึงเป็นอุบาสก อุบาสิกาขึ้นได้

ทำไมอุบาสก ๗ ขวบ บรรลุพระโสดาได้ อุบาสิกาบรรลุพระโสดา ๗ ขวบได้ สามเณร ๗ ขวบ บรรลุอรหันต์ได้เพราะมีมาแต่พื้นเดิมรองรับแล้ว พอออกจากโบสถ์มาหรือว่าเดินมาแต่เจ็ดปีมาแล้ว ไปเรียนมากเข้า ๆ เอาขยะมูลฝอยอะไรผสมเข้าเอาโลภะมูล ๘ ผสมเข้า โทสะมูล ๒ โมหะมูล ๒ มาผสมเข้า เอาราคะมาถม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเข้า ถ้ามานั่งดูปัจจุบัน ภิกษุก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม กายเดียว จิตเดียว ไม่มีราคะ โทสะ พื้นมันดีแล้ว
ปกติกาย วาจา ปกติตา หู จมูก กาย ใจ อาจจะเป็นศีล ๘ ก็ได้ ศีล ๕ ก็ได้ ศีลอุโบสถก็ได้หรืออาจจะเป็นศีล ๑๐ ก็ได้ อาจจะเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ในธรรมคุณนั้นก็ได้ในธรรมคุณนั้นมีกายนั่งกายเดียว กายเดิน กายยืน กายนอนไม่มี จะอาบน้ำ ห่มผ้า

ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ไม่มี กายขี้ กายเยี่ยวก็ไม่มี กายกินข้าว กินน้ำ ไม่มีผัสสาหาร มโนสัญญาเจตนาหาร วิญญาณหารเป็นปกติแล้ว ถึงนั่งอยู่อย่างนี้ก็เป็นปกติ นอน ยืน เดิน เป็นปกติ อาบน้ำ ห่มผ้า ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ เป็นปกติ ไม่หลงเสียเลย จะบวชหรือไม่บวชไม่มีปัญหาอะไรมันหมดกิเลสแล้วก็แล้ววกันเท่านั้นเอง อายุ ๗ ขวบก็ได้ อายุ ๘๐ ปี ก็ได้ อย่างนี้น่านิยมในคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า ปฏิเวธก็ขี้มาให้รู้จักทุกข์ ปฏิบัติให้รู้จักทุกข์กาย ทุกข์ใจ ให้พ้นทุกข์กาย ทุกข์ใจ นั่นเอง ปฏิเวธให้พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง เรียกว่าพ้นทุกข์แล้วอยู่กับธรรมะ อยู่กับปริยัติก็ได้ อยู่กับปฏิบัติก็ได้ ปฏิเวธธรรมก็ได้

ขอเชิญชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายให้พร้อมเพรียงกันเจริญกายบริสุทธิ์ปัจจุบันวาจาบริสุทธิ์ปัจจุบัน จิตบริสุทธิ์ปัจจุบัน ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยไปสู่ มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม อย่างต่ำ ๆ ไปพักอยู่โสดา สกิทาอนาคาก็ได้ ถ้าไม่อยากพัก ก็ตัดสังโยชน์เสีย อนุสัยเจ็ดเสียแล้วไม่มีอวิชชาสวะไม่มี อวิชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชานุสัย นั่นแหละเรียกว่า พ้นทุกข์ ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ ธรรมชาติแห่งธรรม ไม่ใช่ธรรมชาติแห่งสัตว์ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุก ๆ วัน อย่างนี้เรียกว่าธรรมชาติของสัตว์ ธรรมชาติของธรรมะปกติอยู่ทุกวันนี้ ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ปกติ ศีลปกติ สมาธิปกติ ปัญญาปกติ นี่แหละ ขอชักชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย ให้เจริญโลกียธรรม โลกุตตรธรรม นิโรธธรรม นิพพานธรรม ด้วยความสวัสดี

เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร


 95 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 02:17:27 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย

...เหตุ...

ครั้นกาลต่อมาหลวงปู่ขาวได้โอกาสดีจึงขึ้นไปเที่ยววิเวกทางบ้านพวกชาวยางอีกครั้งหนึ่งไปพักบำเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่ที่แม่สุนประมาณ 1 เดือน เร่งความเพียรอย่างอุกฤต ขณะที่เริ่มทำความเพียรอย่างเต็มที่นั้น คือ ช่วงที่ท่านเพิ่งหายจากป่วยไข้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นมาตลอดพรรษาร่ายกายแข็งแรงดีขึ้นตามลำดับ รู้สึกเจริญอาหารท่านจึงตั้งปัญหาถามตนเองว่า

“ถ้าฉันอิ่ม อิ่มแล้วจะไปทำอะไร” ใจหนึ่งตอบว่า
“จะตั้งใจทำความเพียร”
“จริงหรือ” อีกใจหนึ่งถาม ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“จริง” “
“เรายังไม่เชื่อตัวนะ ลิ้นมนุษย์ใจมนุษย์มันแสนจะหลายเหลี่ยมหลายคม แต่เราจะคอยดูว่ามันจะจริงหรือเท็จ
ถ้าเจ้าจะทำความเพียรจริง ๆ แล้วเราจะให้เจ้าฉันอิ่มหนำสำราญนั้นแหละ ” ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“ลองดูก็แล้วกันเราจะเห็นกันในไม่ช้านี้”
ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ออกบิณฑบาตมาฉันให้เต็มอิ่มแล้ว ขอให้ชาวศรัทธาช่วยทำทางจงกรมให้ 3 เส้น 3 แห่ง

เส้นที่ 1 บูชาคุณพระพุทธเจ้าจอมบรมครูผู้สอนสั่ง
เส้นที่ 2 บูชาพระธรรมเจ้า อันเป็นพระโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์ “นิยยานิกธรรม” นำผู้ประพฤติปฏิบัติว่าให้พ้นไปจากทุกข์
เส้นที่ 3 บูชาคุณพระอริยสงฆ์ขัณสณะ ผู้หมดแล้วซึ่งกิเสลอาสวะทั้งหลายทั้งปวง

เมื่อได้อธิษฐานไว้อย่างนี้แล้วก็ได้ตั้งสัจจบารมีสำทับอีกที หวังจะให้แน่นหามั่นคงเจ้าไปอีกคือ
ตอนเช้าฉันจังหันเสร็จ ทำกิจวัตร ทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว ต้องเดินจงกรมสำรวมจิต

จนถึงตะวันเที่ยง นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง
ตั้งแต่บ่าย 2 โมง เป็นต้นไปเดินจงกรมเส้นพระธรรม
จนถึงบ่าย 4 โมง หยุดทำกิจวัตร มีการกวาดลานวัด
และตักน้ำใช้ น้ำฉัน และน้ำสรง เมื่อเสร็จกิจวัตรทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
ไปเดินจงกรมเส้นที่ 3 บูชาพระอริยสงฆ์
จนถึง 1 ทุ่มต่อจากนั้นสวดมนต์ไหว้พระ

การสวดมนต์ไหว้พระของท่านนั้นเป็นการสวดแต่เพียงย่อ ๆ เท่านั้น เพราะจะเป็นการเปลืองเวลา ในการที่จะปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด เพราะท่านกล่าวว่า “เวลาของชีวิตเรามีน้อย วันเดือนมันเคลื่อนคล้อยลอยไป ชีวิตเราก็ใกล้เข้าขยับเข้า จ่อปากมัจจุราชทุกทีๆ เราจะชักข้าไม่ได้แล้ว”

แล้วนั่งสมาธิต่อจนถึง 6 ทุ่ม จึงพักผ่อน
ตื่นมาเวลา 03.00 น. นั่งสมาธิต่อจนถึง 8 โมงเช้า จึงไปบิณฑบาต โปรดเป็นกิจวัตรประจำวัน

การนั่งสมาธิภาวนา บำเพ็ญเพียร ท่านใช้บริกรรม “ทวัตติสสาการ” ตั้งแต่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ จนถึงอาการ 32 อนุโลมปฏิโลม ถอยกลับไปกลับมาไม่ให้เผลอสติ ถ้าเผลอเมื่อไรต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป จนสติอยู่กับบริกรรมนั้น บริกรรมอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบไม่ออกไปเที่ยวใด ๆ อยู่กับบริกรรมตลอดเวลา หนักเข้าแม้จะไปบิณฑบาต ตักน้ำ กวาดลานวัด ก็ไม่เผลอ ในกรรมฐานที่ได้ตั้งไว้ อาการ 32 ชำนาญทั้งอนุโลมปฏิโลม

...ผล...

จิตก็สงบอย่างเต็มที่ ปรากฏอารมณ์กับจิตขาดออกจากกัน ไม่ข้องเกี่ยวแก่กัน ผู้รู้และความสว่างไสวอยู่ส่วนหนึ่ง อารมณ์ก็ปรากฏเป็นอีกส่วนหนึ่ง อารมณ์เป็นของเปลี่ยนแปลงเกิด ๆ ดับ ๆ ไม่คงที่

เมื่อจิตได้หยั่งลงสู่ฐานของมันจริง ๆ แล้ว มันก็หดตัวเข้าไปสู่ความไม่รับรู้อะไรทั้งหมดทั้งสิ้นแต่ก็มิได้ติดอยู่ในแสงอันสว่างไสว หรือความสงบนั้น ปัญญาพุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำพุ มันทำงานของมันเอง เหมือนเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องสัมภาระ มีน้ำมัน ลม ไฟ อย่างสมบูรณ์และบริบูรณ์

ต่อจากนั้นก็ค้นคิดเรื่องไตรลักษณ์ จนแจ้งประจักษ์ในใจ ไม่ข้องใจ ไม่สงสัยในเรื่องนั้น ๆ นับว่าตั้งแต่เข้ามาในพุทธศาสนา จิตใจได้รับความสงบเยือนเย็น เป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงทำเกิดความสว่างไสวในจิต จนมองเห็นโลกได้อย่างแท้จริง

นับแต่ขณะโลกธาตุไหวฟ้าดินถล่มวัฏจักรภายในจิตจมหายไปแล้ว ธาตุขันธ์และจิตใจทุกส่วนต่างเป็นอิสระไปตามธรรมชาติของตนไม่ถูกจับจองกดถ่วงจากฝ่ายใด อินทรีย์ห้า อายตนะหกทำงานตามหน้าที่ของมันจนกว่าธาตุขันธ์จะหาไม่ โดยไม่มีการทะเลาะวิวาทกระทบกระทั่งกันดังที่เคยมา

(การทะเลาะท่านหมายถึง ความไม่ลงรอยระหว่างสิ่งภายใน กับสิ่งภายนอกสัมผัสกัน
ทำให้เกิดความยินดียินร้าย กลายเป็นความสุขทุกข์ขึ้นมา และเกี่ยวโยงกันไปเหมือนลูกโซ่
ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้)

คดีต่างๆ ภายในจิตที่มีมากและวุ่นว่ายยิ่งกว่าคดีใดๆ ในโลกได้ยุติลงอย่างราบคาบ นับแต่ขณะศาลสถิตยุติธรรมได้สร้างขึ้นภายในใจโดยสมบูรณ์แล้ วเรื่องก่อกวนลวนลามต่างๆ ไม่มีประมาณ ซึ่งเคยยึดจิตเป็นสนามเต้นรำ และทะเลาะวิวาทบาดหมางไม่มีเวลาสงบลงได้ เพราะอวิชชาตัณหาเป็นหัวหน้า บงการบัญชางานให้โกลาหลวุ่นว่าย ร้อยแปดพันประการนั้น ได้สงบลงอย่างราบรื่นชื่นใจ กลายเป็นโลกร้างว่างเปล่าภายในจิต ผลิตวิชาธรรมแทนอธรรม กิจนอกการภายในได้เป็นไปโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่มีอริศัตรูมาก่อกวนวุ่นวาย ตาเห็น หูได้ยิน จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจรับทราบอารมณ์ต่างๆ เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่อาจเอื้อมปีนเกลียวยุแหย่แปรรูปคดีให้ผิดเป็นถูก ผูกเป็นแก้ แย่เป็นดี ผีเป็นคน พระเป็นเปรต เปรตกลับเป็นคนดี แม้เป็นหรือตายก็มีความสุขนี่คือท่านผู้นิรทุกข์ปราศจากเครื่องร้อยรัดด้วยประการทั้งปวง

ขณะที่องค์หลวงปู่ขาวท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์

คัดเอามาจากประวัติหลวงพ่อทูลครับ คงเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอีกแล้ว...

" หลวงปู่ก็ได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี หลวงปู่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดติดต่อกัน เหมือนกับว่าประสบการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเพียง ๒ - ๓ วันนี้เอง กิริยาท่าทางการแสดงออก หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำทีเดียว หลวงปู่เล่าถึงเหตุที่ทำให้เกิดปัญญาในครั้งนั้นว่า

ในบ่ายวันหนึ่ง ได้ลงไปสรงน้ำที่เชิงดอย เป็นเวลาที่ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อมองดูทุ่งนา ก็ล้วนแต่มีข้าวแก่เหลืองเต็มไปหมด ในตอนนั้นน้ำก็ยังไม่ได้สรง ในขณะที่ดูข้าวในนาเขาอยู่นั้น มีความคิดเกิดขึ้นที่ใจว่า เมล็ดข้าวนี้เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นเหตุให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้น

ก็คิดตอบทันทีว่า เมล็ดข้าวเกิดขึ้นจากเมล็ดข้าวเอง เพราะเมล็ดข้าวนั้นมีเชื้อพาให้เกิด เมื่อคนเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไปหว่านลงบนพื้นดิน เชื้อของเมล็ดข้าวนั้นก็เริ่มแตกตุ่มออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น ทีแรกก็เป็นตุ่มขาว ๆ เล็ก ๆ มีรากหยั่งลงไปในพื้นดิน แล้วดูดเอาปุ๋ยต่าง ๆ จากพื้นดินมาเป็นอาหาร ต่อมาก็มีต้นข้าวเล็ก ๆ งอกออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น หลายวันต่อมาก็งอกงามเหมือนกับต้นหญ้า เมื่อได้ประมาณ ๑ เดือน เขาก็ถอนขึ้นมา แยกออกไปปลูกในพื้นดินอีก ต้นข้าวก็ใหญ่ขึ้นแก่ขึ้น เมื่อโตเต็มที่แล้วก็ออกรวงเป็นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ จากนั้นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ ก็แก่ขึ้น มีเมล็ดข้าวสารเกิดขึ้นในเมล็ดข้าวเปลือกนั้น และมีเชื้อติดอยู่กับหัวเมล็ดข้าว เมื่อแก่แล้ว ชาวนาก็จะเก็บเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไว้ เพื่อจะไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อไป เมล็ดข้าวที่จะได้เกิดขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนกันกับเมล็ดข้าวเก่านี่เอง
หลวงปู่อธิบายต่อไปว่า เมล็ดข้าวที่มีเชื้ออยู่นี้ เมื่อไปตกอยู่กับพื้นดินที่ชุ่มเมื่อไรก็จะเกิดเป็นต้นขึ้นมาอีก แต่ถ้าแกะเอาเปลือกนอกมันออกทิ้งไป แล้วใช้เล็บมือแกะเอาหัวเชื้อที่เมล็ดข้าวออกทิ้งไปเสีย เมล็ดข้าวที่เหลือถึงจะเอาไปหว่านลงในพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยน้ำและปุ๋ย เมล็ดข้าวนั้นก็จะไม่เกิดเป็นต้นขึ้นมาอีกเลย หรือเอาเมล็ดข้าวเปลือกนั้นไปคั่วด้วยไฟให้ร้อนไหม้ เมื่อนำมาหว่านบนพื้นดินก็จะไม่เกิดอีกเช่นกัน เพราะเชื้อในเมล็ดข้าวนั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว จึงหมดเหตุหมดปัจจัยที่จะทำให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้นมาได้อีก

เมื่อพิจารณาเมล็ดข้าวเสร็จแล้วก็ โอปนยิโก น้อมเอาเมล็ดข้าวนั้นเข้ามาหากาย และน้อมเข้ามาหาใจ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปว่า ต้นข้าวทั้งหมดเหมือนกันกับร่างกายเรา เมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับใจเรา เชื้ออยู่ในหัวเมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับกิเลส ตัณหา อวิชชา การใช้เล็บมือแกะหัวเชื้อที่อยู่ในเมล็ดข้าวทิ้งไป ก็เหมือนกันกับได้ใช้สติปัญญากำจัดกิเลส ตัณหา อวิชชา ออกจากใจได้แล้ว ถ้าใจไม่มีเชื้อที่จะพาให้เกิดเป็นภพเป็นชาติอีก ร่างกายนี้จะมีมาจากที่ไหน ฉะนั้น เรื่องของใจและเรื่องกิเลส ตัณหา อวิชชา ที่มีอยู่ในใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องกำจัดให้หมดไปในชาตินี้ให้ได้ เพื่อจะไม่ให้ภพชาติของเรายืดเยื้อในการไปเกิดใหม่อีกต่อไป

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ในช่วงที่หลวงปู่เอาเมล็ดข้าวมาพิจารณาด้วยปัญญานี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนาญาณที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าดูเพียงผิวเผินก็เหมือนกับใช้ความคิดพิจารณาธรรมดา ไม่แตกต่างกันกับความคิดพิจารณาของนักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ กำลังของใจ กำลังของสติ กำลังของปัญญา และกำลังบารมี ที่มาบรรจบกันพอดี เรียกว่า บารมีที่อบรมสะสมมาแล้วในอดีตชาติทั้งหมด และบารมีที่หลวงปู่ได้ภาวนาปฏิบัติ สะสมอินทรีย์ที่แก่กล้ามาในชาตินี้ ตลอดทั้งกำลังความเพียรอื่นใดที่หลวงปู่ได้บำเพ็ญมาแล้วทั้งอดีตและปัจจุบัน เมื่อรวมตัวกันได้แล้วจึงได้เกิดกำลังขึ้น เรียกว่า กำลังของวิปัสสนาญาณ นั่นเอง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้จะประหารกิเลส ตัณหา อวิชชา ให้หมดไปจากใจทันที เพราะกำลังของวิปัสสนาญาณนี้ เหนือกว่ากำลังของกิเลสตัณหาทั้งปวง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้เอง จึงเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวของผู้ที่จะได้บรรลุธรรม

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็ได้สรงน้ำ และใช้กระบอกไม้ไผ่ตักเอาน้ำสะพายกลับมากุฏิทันที ในระหว่างที่เดินกลับนี้ หลวงปู่ก็ใช้อิริยาบถเดินจงกรม โดยใช้ปัญญาพิจารณาในสัจธรรมอยู่ตลอด ปัญญานี้จะมีความต่อเนื่องกันจากเมล็ดข้าวดังที่ได้อธิบายมาแล้ว เพื่อเป็นอุบายสอนใจอยู่ตลอดเวลา พิจารณาด้วยปัญญาประกอบเหตุผลให้เป็นไปตามความเป็นจริง ให้ใจได้เห็นทุกข์ โทษ ภัย ในชาติ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าไม่มีอะไรเป็นของของเราอยู่ตลอดเวลา ปัญญาที่นำอุบายธรรมมาสอนใจนั้นห้าวหาญเด็ดเดี่ยวมาก จะพิจารณาเรื่องใดก็รู้เห็นชัดเจนไปทั้งหมด อุบายปัญญาที่นำมาพิจารณานั้นก็เป็นอุบายเก่า ๆ ที่เคยใช้มาแล้วทั้งหมด แต่ก่อนพิจารณาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะใจยังไม่
ยอมรับความจริงในสิ่งนั้น ๆ แต่เมื่อวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นที่ใจได้แล้ว ก็จะประหารกิเลสตัณหาอวิชชาที่มีอยู่ในใจให้หมดไป

นั่นคือ ใจยอมรับตามความเป็นจริงทั้งหมด จะรู้เห็นในความเกิด แก่ เจ็บ และตาย ว่าเป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย ที่น่ากลัวไปเสียทั้งหมด ชาติคือ ความเกิดในอดีตที่ผ่านมา ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย ในชาติปัจจุบันนี้ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เต็มอยู่ในกายในใจทั้งหมด อนาคตที่จะไปเกิดในภพชาติต่อไป ก็จะมีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เหมือนในชาติปัจจุบันนี้เอง ใจจึงมีความกลัวในการเกิดเป็นอย่างยิ่ง และเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ที่จะไปเกิดเอาภพชาติอีกต่อไป

ในตอนเย็นวันนั้น หลวงปู่เดินจงกรมใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ตลอด เมื่อค่ำมืดหลวงปู่ก็ขึ้นไปภาวนาที่กุฏิต่อไป หลวงปู่เล่าว่า การขึ้นไปภาวนาที่กุฏินั้นใช้อุบายในการทำสมาธิ เมื่อใช้สติกำหนดจิตนิดเดียวเท่านั้น ก็ลงสู่ความสงบเต็มที่ หลวงปู่ว่า นับแต่ปฏิบัติภาวนามาหลายปี เพิ่งรู้จักจิตสงบเป็นสมาธิในครั้งนี้เอง แต่ก่อนจิตมีความสงบเหมือนกับสายฟ้าแลบแวบเดียวก็ถอนออกมา แล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาด้วยอุบายธรรมต่าง ๆ ตลอด แต่บัดนี้ จิตมีความสงบหนักแน่นแน่วแน่มาก

หลวงปู่จำคำสอนของหลวงปู่มั่นที่สอนไว้ว่า ขาว ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

ในคืนนั้น หลวงปู่ข่าวได้ปฏิบัติตามโอวาทของหลวงปู่มั่นได้เป็นอย่างดี ในที่สุด หลวงปู่ขาวก็ได้ตัดกระแสวัฏจักรให้ขาดไปจากใจในคืนนั้นเอง ฉะนั้น วิปัสสนาญาณจึงเป็นญาณที่คมกล้า เป็นญาณที่มีกำลัง เป็นญาณที่เกิดขึ้นเพื่อตัดกระแสของกิเลส ตัณหา อวิชชา โดยตรง เมื่อตัดกระแสของอาสวะกิเลสทั้งปวงหมดไปจากใจแล้ว วิปัสสนาญาณก็สลายไป ไม่ได้ตั้งอยู่นาน และไม่มีวิปัสสนาญาณใดเกิดขึ้นมาอีกเป็นรอบสอง เพราะไม่มีกิเลส ตัณหา อวิชชา เหลืออยู่ภายในใจอีกแล้ว

หลวงปู่ขาวพูดว่า ในเวลาจวนจะสว่างของคืนนั้น กิเลส ตัณหา อวิชชา ที่เป็นเจ้าครองหัวใจมานาน กับวิปัสสนาญาณที่เกิดมาต่อสู้กันนั้น ถือว่าเป็นมหาสงครามเลยทีเดียว กิเลส ตัณหา อวิชชา ก็มีความเหนียวแน่นไม่ยอมหลุดออกไปจากใจ และเกาะยึดติดที่ใจเอาไว้ไม่ยอมปล่อยวาง แต่ก็ทนต่อกำลังของวิปัสสนาญาณไม่ไหว วิปัสสนาญาณจึงได้ฆ่ากิเลสให้ตายคายกิเลสออก สำรอกให้กิเลสหลุด จิตก็เข้าถึงวิมุตินิพพานในคืนนั้นแล เป็นอันว่าสงครามระหว่างกิเลสตัณหากับสติปัญญาที่ห้ำหั่นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สิ้นสุดลงในเวลาจวนสว่างของคืนนั้นเอง

หลังจากที่สนทนากับหลวงปู่จนได้เวลาอันสมควร ก็ต้องลาหลวงปู่กลับไปกุฏิ หลวงปู่ได้สั่งว่า คืนต่อไปมาคุยธรรมะกันอีกนะ คุยกันยังไม่จบ นับแต่เฮารู้ธรรมมานี่ก็หลายปี ยังไม่เคยสนทนาธรรมกับใครยาวถึงขนาดนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง เพราะไม่รู้ภาษากัน หลวงปู่พูดว่า ในครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยได้พูดเรื่องธรรมกับอาจารย์มหาบัว แต่ก็ไม่ได้พูดกันนานเพราะไปในงานกิจนิมนต์ด้วยกัน จากนั้นมาก็เพิ่งมีท่านนี่แหละ พาให้ผมได้พูดธรรมะอีก"

คัดมาจากส่วนหนึ่ง ของหนังสือ ใต้จิตสำนึก
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005233
โดยคุณ : อยากรู้ [ 17 พ.ค. 2545 ]

ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย


 96 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 01:59:31 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

พบกระแสธรรม

หนังสือ พบกระแสธรรม ที่ท่านได้อ่านอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนขอทำความ
เข้าใจกับท่านไว้ในที่นี้ด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน จะได้ไม่เกิดความ
ขัดแย้งกันในเหตุในผล เพื่อให้ตรงตามหลักสัจธรรม เพราะทุกท่านก็ต้องการ
พบกระแสธรรมอยู่แล้ว คำว่าพบกระแสธรรมนั้น ย่อมตีความหมายไปได้หลาย
ทาง ถึงจะตีความหมายกันไปหลายทางก็ตาม แต่ก็มีความหมายหนึ่งจะเป็นแนว
ทางที่ถูกต้อง ถึงผู้เขียนจะให้ความหมายในอุบายการพบกระแสธรรมเอาไว้ในที่
นี้ก็ตาม ก็เพื่อให้ท่านได้พิจารณาด้วยปัญญา ด้วยเหตุผล กลั่นกรองทบทวนตาม
หลักความเป็นจริง เอาหลักเหตุผลมาเป็นเครื่องตัดสิน เพื่อให้ตรงกับคำว่า พบ
กระแสธรรม ฉะนั้นผู้เขียนจึงให้ความหมายไว้ว่า ผู้ที่จะพบกระแสธรรมได้นั้น
จะมีเฉพาะพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันขึ้นไป เพราะพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบัน
เป็นผู้มีดวงตาที่สว่างได้แล้ว ถึงจะไม่สว่างอย่างทั่วถึงก็ตาม ก็นับได้ว่าเป็นผู้
สามารถมองเห็นเส้นทางของพระนิพพานได้ถูกต้อง หรือเข้ากระแสของพระ
นิพพานได้อย่างหายความสงสัย ถึงผู้นั้นไม่เคยเข้ากระแสพระนิพพานมาก่อนก็
ตาม เมื่อผู้นั้นได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยโสดานาทีใด ผู้นั้นก็ย่อมรู้ตัวเอง ว่าตัว
เอง พบกระแสธรรม ก้าวขาเข้าสู่พระนิพพานได้แล้ว จึงเรียกว่าผู้นั้นได้พบ
กระแสธรรมที่ถูกต้อง และจึงนับได้ว่าเป็น นิยตบุคคล คือบุคคลที่ตรงแล้วซึ่ง
พระนิพพานจะไม่มีการเสื่อมถอยกลับมาเป็นปุถุชนอีกต่อไป ถึงจะได้มาเกิดใน
โลกนี้อีก ก็ไม่เกินเจ็ดชาติเป็นอย่างมาก ก็จะถึงที่สุดคือพระนิพพานได้อย่าง
สมบูรณ์

อุบายแนวทางที่นักปฏิบัติจะพบกระแสธรรมได้นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัส
ไว้แล้วเป็นอย่างดี และมีเหตุผลพร้อมแล้วอย่างชัดเจน เพื่อให้เราได้มีความเข้าใจ
อย่างถูกต้อง ว่าในครั้งพุทธกาลนั้น พุทธบริษัทได้พากันปฏิบัติกันมาอย่างนี้จึง
ได้บรรลุมรรคผล ถึงเราจะปฏิบัติกันในช่วงหลังก็ตาม ก็ขอให้พากันปฏิบัติที่ถูก
ต้องตามอุบายเดิม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วเป็นอย่างดี ผลของการปฏิบัติ
ของพวกเราทั้งหลาย ก็จะเป็นผู้พบกระแสธรรม เหมือนกันกับในครั้งพุทธกาล
อย่างแน่นอน จึงนับได้ว่าเป็นผู้เดินตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้
จริง มรรคผลในครั้งพุทธกาลเป็นอย่างไร มรรคผลในยุคปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน
ทั้งนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุธรรมในระดับไหน ผู้นั้นก็จะหายความสงสัยใน
ตัวเองทันที ว่าเราได้พบกระแสธรรมในระดับนั้นแล้ว จะไม่คิดว่าธรรมนั้นผิด
หรือถูก และไม่คิดว่าจะไปถามใครต่อใครอีกต่อไป เช่นในครั้งพุทธกาลผู้ที่ท่าน
ได้พบกระแสธรรมแล้ว จึงไม่ได้ถามพระพุทธเจ้าว่า ธรรมนี้อยู่ในระดับไหน นี้
ก็เพราะผู้ปฏิบัติรู้แก่ใจตัวเองได้แล้ว ถึงท่านเหล่านั้นจะไปกราบพระพุทธเจ้า ก็
ไม่มีความคิดที่จะไปเล่าธรรมที่ตัวเองรู้แล้ว ให้พระพุทธเจ้าฟังแต่อย่างไร ถึง
พระพุทธเจ้าจะพยากรณ์ว่า ผู้นั้นได้บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้แล้วก็ตาม ผู้ที่บรรลุ
ธรรมก็จะไม่ดีใจตื่นเต้นกับคำพยากรณ์นั้นเลย นี้คือผู้ที่พบกระแสธรรมอย่างแท้
จริง จึงเป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตัวอยู่ตลอดไป ถึงจะมีผู้กล่าวสรรเสริญเยินยอ
หรือกล่าวร้ายด้วยประการใดก็ตาม ผู้พบกระแสธรรมแล้วจะไม่เกิดความดีใจ
หรือความเสียใจไปตามโลกธรรมแต่อย่างใด

ในยุคนี้สมัยนี้ ผู้ที่ท่านพบกระแสธรรมแล้ว ความรู้ ความเห็น ความเข้า
ใจ ก็เป็นไปเหมือนกันกับครั้งพุทธกาล ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชนชาติไหนภาษาใด
จะเป็นเพศหญิงเพศชาย หนุ่มแก่ หรือเป็นเพศของนักบวชก็ตาม เมื่อผู้นั้นพบ
กระแสธรรมในระดับไหน ธรรมระดับนั้นก็เหมือนกันทั้งหมด ไม่มีการเปลี่ยน
ไปตามยุคตามสมัย เพราะศาสนธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้
เลือกเฟ้นไว้แล้วเป็นอย่างดี จึงได้นำมาสอนสัตว์โลกอย่างเปิดเผย และเป็นคำ
สอนเดียวในโลก ที่สอนให้ผู้ปฏิบัติตามได้บรรลุมรรคผลนิพพาน และเป็นคำ
สอนที่ทุกคนจะพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามหลักความจริง เพราะมรรค
ผลนิพพานไม่ได้เปลี่ยนไปตามความเข้าใจของคน ว่าหมดยุคหมดสมัยปฏิบัติไป
ก็ไม่ได้มรรคไม่ได้ผล นี้เป็นคำพูดของคนบอด นี้เราจะเอาคนบอดอย่างนี้หรือ
เป็นครูเป็นอาจารย์ ขณะนี้มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ แต่ผู้จะปฏิบัติให้เข้าถึงมรรค
ผลนิพพานได้นั้นมีน้อยมาก เพราะอุบายข้อปฏิบัติเพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานนั้น
มีจำกัด ถ้ามีความเห็นผิดจากแนวทางนี้ไป ผู้นั้นก็จะหมดโอกาสพลาดจากมรรค
ผลทันที ฉะนั้นความเห็นผิดจึงเป็นเส้นทางที่ห่างออกไปจากมรรคผลนิพพาน
ชีวิตนี้ก็ยากที่จะพบกระแสธรรมได้ เพราะอุบายวิธีที่นักปฏิบัติจะพบกระแส
ธรรมได้นั้น เป็นอุบายแนวทางที่จำกัด ถ้าปฏิบัติผิดพลาดไป ก็เป็นอันว่าพลาด
จากมรรคผลทันที หรือถ้าหากผู้นำมีการเข้าใจผิดความเห็นผิดเพียงคนเดียว ก็จะ
สอนให้คนอื่นมีความเข้าใจผิด ความเห็นผิดต่อไปเป็นหมื่นเป็นแสนคน ฉะนั้น
ความเห็นผิดจึงเป็นภัยแก่มรรคผลนิพพานยากที่จะแก้ไข เพราะยุคนี้ไม่มีพระ
พุทธเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ผู้ปฏิบัตินั้นแหละจะช่วยตัวเอง หรือถ้า
หากนักปฏิบัติได้รับข้อมูลจากผู้นำมาผิด การปฏิบัติก็จะผิดตลอดไป ถ้าหากได้
รับข้อมูลจากผู้นำที่ถูกต้อง นักปฏิบัตินั้นก็จะเข้ากระแสแห่งพระนิพพาน จะเร็ว
หรือช้านั้นขึ้นอยู่กับความจริงจังในการปฏิบัติของตน หรือจะมีคำถามว่า ผู้นำ
อย่างไรผิด ผู้นำอย่างไรถูก ข้อนี้ก็มอบให้ท่านเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง ถ้าผู้มี
ปัญญามีเหตุผลอยู่ในตัวแล้วย่อมไม่เหลือวิสัย เพราะของจริงของปลอมย่อมเปิด
เผยอยู่ตลอดเวลา

จิตสงบเพียงข่มกิเลสได้ชั่วคราว

นักภาวนาต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบรู้ ตีความหมายในคำสอนของพระ
พุทธเจ้าให้เข้าใจ ให้มีความถูกต้องในเหตุผลจนมีความมั่นใจ ว่าเป็นอุบายแนว
ทางที่ถูกต้อง ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เช่น สมถกรรมฐาน
และวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งสองนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ในครั้งพุทธกาล
พุทธบริษัทปฏิบัติกันมาอย่างไรจึงได้บรรลุมรรคผล เราต้องค้นดูหลักฐานเดิมมา
เป็นอุบายประกอบบ้าง เพราะกรรมฐานทั้งสองนี้มีผลที่อุดหนุนซึ่งกันและกัน
จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่สำเร็จมรรคผล เพราะมีผู้ปฏิบัติกันมาในวิธีทำ
สมาธิแต่อย่างเดียวมาแล้ว จึงไม่มีใครในยุคนั้นได้บรรลุมรรคผล เช่นพวกฤๅษี
ดาบสพากันทำสมาธิจนจิตมีความสงบถึงขั้นรูปฌาน อรูปฌาน ชำนาญจนเป็น
วสี มีความคล่องตัวในการฝึกจิต ในการเข้าสมาธิและการออกจากสมาธิ มีสติ
ควบคุมให้จิตมีความสงบได้อยู่ตลอดเวลาที่ต้องการ ถึงจะทำให้จิตมีความสงบมี
ความว่างอย่างละเอียดขนาดนั้น ก็ไม่มีดาบสฤๅษีผู้ใดได้มีปัญญาเกิดขึ้น เพื่อรู้
แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม และไม่มีดาบสฤๅษีใด ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้เลย
อย่างมากก็ได้ญาณ ได้ฌาน หรือมีอภิญญาเกิดขึ้นเท่านั้น เช่นมีตาทิพย์มีหูทิพย์
รู้วาระจิตของคนอื่น หรือมีฤทธิ์ต่าง ๆ เท่านั้น จงึ ไม่มีดาบสฤๅษีตนใดมปี ัญญารู้
แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ไม่มีอริยเจ้าในกลุ่มดาบสฤๅษีนี้เลย นี้คือผู้ที่ทำสมาธิแต่
อย่างเดียว อุบายนี้ในช่วงแรกพระองค์ก็ได้ไปฝึกอยู่กับดาบสทั้งสองจนมีความ
ชำนาญ เมื่อพระองค์พิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว จึงรู้ว่าการทำให้จิตมีความสงบแต่
อย่างเดียวนี้ ไม่ใช่แนวทางที่จะสำเร็จได้ นี้คือผู้ที่มีปัญญาเป็นพื้นฐานมาก่อน
แล้ว เมื่อทำในสมาธิแล้ว ก็มีความรอบรู้ด้วยปัญญาว่า การทำสมาธิแต่อย่าง
เดียวไม่ใช่ทางละกิเลสตัณหา อวิชชาได้เลย จึงไม่มีดาบสฤาษีใดละกิเลสตัณหา
ราคะโมหะอวิชชาให้หมดไปจากใจได้ ถึงจะทำให้จิตมีความสงบในสมาธิระดับ
ไหน ก็เป็นเพียงข่มกิเลสตัณหาไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเผลอตัวเมื่อไร ความ
โลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ ตัณหา ก็ฟูขึ้นที่จิตตามเดิม

นี้เราพากันปฏิบัติทุกวันนี้ เราเอาใครเป็นครูเป็นอาจารย์กันแน่ แต่ทุกคน
ก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เอาพระพุทธเจ้านั้นแหละเป็นเนติแบบฉบับ ทุก
คนก็ว่าเป็นผู้เดินตามยุคลบาทของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นี้เป็นเพียงคำพูด แต่การ
ทำการปฏิบัตินั้นทำตามแบบฉบับของพวกดาบสฤๅษี ความต้องการให้ปัญญาเกิด
ขึ้นจากการทำสมาธินั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะ การทำสมาธิ เป็นเพียง
อุบายให้จิตมีความสงบเท่านั้น ส่วนปัญญาจะเกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นจาก โยนิโส
มนสิการ คือการใคร่ครวญ การนึกคิดตรึกตรอง ให้แยบคายในเหตุในผล มัน
เป็นคนละอุบายกัน เพียงเท่านี้ ก็ยังตีความหมายในคำว่า สมถะและวิปัสสนาไม่
ถูกต้อง ยังมีความเข้าใจผิดความเห็นผิดตามหลักความจริง ถ้ามีความเห็นผิดใน
เบื้องต้น การปฏิบัติต่อไปก็เป็นอุบายที่ผิด แม้ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติก็ผิดกัน
ทั้งหมด ฉะนั้นการตีความหมายให้ผิดจากหลักความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งปกปิด
มรรคผลนิพพาน จะไม่สมความต้องการที่ตัวเองกำลังปฏิบัติอยู่ในชาตินี้เลย

ปัญญาขั้นพื้นฐานมีอยู่กับทุกคน

เมื่อมีคำโต้แย้งขึ้นว่า ถ้าจิตไม่มีความสงบเป็นสมาธิก่อนแล้ว ปัญญาจะ
เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบว่าปัญญาเกิดขึ้นนั้น คืออารมณ์ของวิปัสสนาญาณ หรือ
อีกศัพท์หนึ่งว่า ภาวนามยปัญญา แปลว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนา ปัญญา
ประเภทนี้แหละนักภาวนามีความต้องการยิ่งนัก แต่ก็ยากมากที่นักภาวนาจะมี
ปัญญาประเภทนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นปัญญาขั้นสูง เป็นปัญญาที่ตัดกระแสโลก
เป็นปัญญาท่ตี ัดความสงสัยลังเล เป็นปัญญาที่ถอนรากถอนโคนตัวอุปาทาน ที่มี
ความยึดมั่นถือมั่นในตัวอัตตาให้หมดไปจากใจ เป็นปัญญาของผู้กำลังจะได้บรรลุ
ธรรมในขณะนั้น ถ้าผู้ใดมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นได้แล้ว อีกไม่กี่นาที ผู้นั้นก็จะ
ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งในไม่ช้า อย่างต่ำจะได้บรรลุธรรมขั้นพระอริยโส
ดาขึ้นไป นี้แลคำว่าปัญญาเกิด มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นลม ๆ แล้ง ๆ ตามความเข้าใจของ
ตัวเอง เพราะเป็นปัญญาขั้นสูง ขั้นละเอียด เป็นปัญญาที่กำลังจะหลุดจากปุถุชน
ขึ้นเป็นพระอริยะ เป็นปัญญาของนักปราชญ์ผู้ฉลาดรอบรู้ในหลักสัจธรรม เป็น
ปัญญาของผู้มีความรอบรู้ในเหตุผลอย่างทั่วถึง ปัญญาประเภทนี้ มิใช่จะเกิดขึ้น
ลอย ๆ ตามความเข้าใจของตัวเอง และเป็นปัญญาที่บังคับไม่ได้ ปัญญาประเภท
นี้ ถ้านักปฏิบัติทำไม่ถูกหลักเป็นไปตามสัมมาทิฏฐิแล้ว อีกร้อยกัปพันกัลป์
ปัญญาประเภทนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกับผู้ภาวนาผิดนี้เลย

การทำสมาธิ เพื่อความถูกต้องเป็นสัมมาสมาธิที่จะหนุนให้วิปัสสนาญาณ
เกิดขึ้นก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนปัญญาประเภทนี้จะเกิดขึ้นได้เล่า นี้เราเป็นนักปฏิบัติ
ต้องมีความรอบรู้ในการทำสมาธิ ว่าสัมมาสมาธิเป็นอย่างไร โมหสมาธิ มิจฉา
สมาธิเป็นอย่างไร ถ้ายังเป็นโมหสมาธิ เป็นมิจฉาสมาธิอยู่ตราบใด วิปัสสนา
ญาณก็จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ขณะนี้เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในขั้นอนุบาล ยังล้มลุก
คลุกคลานยังไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูก
ต้อง อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนวิปัสสนาญาณจะ
เกิดขึ้นได้เล่า ฉะนั้นการภาวนาปฏิบัติเราต้องเข้าใจในพื้นฐาน ตีความหมายใน
คำว่า สมถะ และวิปัสสนาให้เข้าใจ หรือมีคำถามว่า สมถะ กับวิปัสสนาจะ
ปฏิบัติอย่างไหนก่อนกัน ตอบได้ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังก็ได้ เพราะอุบายทั้ง
สองนี้เป็นพลังหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจในอาการของจิตตัว
เอง ถ้าช่วงไหนจิตไม่ชอบนึกคิดอะไร ในช่วงนั้นให้ทำสมาธิไปก่อน เมื่อจิตมี
ความสงบพอสมควรแล้ว จึงใช้ปัญญาพิจารณาในหลักสัจธรรมทีหลัง หรือใน
ช่วงใดจิตเราชอบนึกชอบคิดไม่อยู่เป็นปกติ จะกำหนดคำบริกรรม หรือกำหนด
อานาปานสติ ก็มีแต่ความลืมตัวออกไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ในช่วงนั้นก็ต้องใช้
ปัญญาพิจารณาไปก่อน เรื่องที่จะนำมาพิจารณานั้นให้สังเกตดูจิตตัวเองว่า มี
ความคิดติดพันอยู่ในเรื่องอะไร ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้อยู่ในขอบเขตของไตร
ลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ มีเรื่องที่จะให้คิดพิจารณาอีก ก็ให้
พิจารณาตามหลักความจริงในเรื่องนั้น ๆ และให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป เมื่อ
จิตมีความเหนื่อยในการคิดพิจารณาแล้วก็ต้องหยุด แล้วมากำหนดจิตเพื่อทำ
สมาธิต่อไป การเจริญในสมถะ และวิปัสสนานั้น เรามีความสะดวกในอิริยาบถ
ใดก็ทำได้ทั้งนั้น จะสำเร็จผลประโยชน์ในการปฏิบัติเหมือนกัน

ฉะนั้นการปฏิบัติเราต้องวางพื้นฐานไว้ให้ดี ขณะนี้ปัญญาของเรามีอยู่แล้ว
ใช้ปัญญาที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในทางธรรม แต่ก่อนมาเรามีแต่ใช้ปัญญาคิดไป
ในทางโลก คิดไปไม่มีขอบเขต คิดไปไม่มีจุดหมายปลายทาง จึงเรียกว่า
ปัญญาลอยตามกระแสโลก หาที่จบสิ้นไม่ได้ เดี๋ยวคิดเรื่องโน้น เดี๋ยวคิดเรื่องนี้
ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องของคนอื่น คิดไม่มีการจบสิ้น ผู้มีความคิดได้อย่างนี้
แสดงว่าผู้นั้นมีปัญญาอยู่ในตัว แต่ก็เป็นปัญญาขั้นโลกีย์ ปัญญาขั้นนี้มีอยู่กับทุก
คน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชาติใดภาษาใด จะมีการศึกษาน้อยศึกษามาก ปัญญาก็ต้อง
มีอยู่ในตัว ถึงจะไม่มีใครสอน แต่ก็มีปัญญาประเภทนี้ประจำนิสัย ถ้าผู้มีการ
ศึกษาขั้นสูงขึ้นไปในวิชาต่าง ๆ เช่นผู้คิดทำจรวดขึ้นไปเที่ยวรอบโลก ไปดวง
จันทร์ หรือคิดทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างในโลกนั้น ก็เพราะมีปัญญาทั้งนั้น คิด
สร้างโลกให้มีความเจริญ คิดทำลายโลกเพื่อให้เกิดความหายนะ ก็ใช้ปัญญาทั้ง
นั้น นี้แสดงว่าปัญญามีอยู่กับทุกคน ไม่ต้องทำสมาธิให้จิตมีความสงบ ปัญญาก็
มีอยู่ประจำตัว แต่เป็นปัญญาในทางโลก เป็นปัญญาสร้างสรรค์หรือทำลายโลก
นั้นเอง

วางปัญญาขั้นพื้นฐานไว้ให้ตรง

ปัญญาขั้นโลกีย์ทางโลกนี้เอง จะเป็นพื้นฐานในการทำงานเพื่อเป็น
ประโยชน์ในทางธรรม การฟังเทศน์ก็ต้องมีปัญญาขั้นโลกีย์ การศึกษาธรรมะ
เบื้องต้นก็มีปัญญาขั้นโลกีย์ ความเข้าใจในพื้นฐานการศึกษาในทางธรรม ก็ต้อง
มีปัญญาขั้นโลกีย์ แม้การสร้างความดีมีการไหว้พระสวดมนต์ทำบุญให้ทาน ก็
เนื่องด้วยปัญญาขั้นโลกีย์ทั้งนั้น จะรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อย
ยี่สิบเจ็ด ให้มีความสมบูรณ์ได้ ก็ต้องมีปัญญาขั้นโลกีย์เป็นเครื่องรักษา ถ้าไม่มี
ปัญญาความรู้รอบในศีลแล้ว จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย แม้การภาวนา
ปฏิบัติก็ต้องใช้ปัญญาขั้นโลกีย์เป็นพื้นฐาน การทำสมาธิก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณา
ใหเ้ ขา้ ใจ วา่ สมาธขิ นั้ ไหนเปน็ อยา่ งไร จะเปน็ ขณกิ สมาธิ อุปจารสมาธิ อัปป
นาสมาธิ รูปฌาน อรูปฌาน ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาในการทำ หรือเรื่องโมห
สมาธิ มิจฉาสมาธิก็ต้องศึกษาด้วยปัญญาให้เข้าใจ เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้สมาธิ
ประเภทนี้เกิดขึ้นได้ หรือ นิวรณ์ห้า คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ อวิชชา ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาศึกษาให้เข้าใจ และมีอุบาย
ปัญญาป้องกันไม่ให้นิวรณ์นี้เข้าครอบงำจิตได้ ฉะนั้นการวางแผนแนวทางปฏิบัติ
ทุกขั้นตอน ต้องใช้ปัญญาก่อนทั้งสิ้น เพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติธรรม เพื่อ
ป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในบางกรณี คำว่าปัญญาคือ
ความรอบรู้ก็ต้องรู้รอบในการปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติต้องเป็นผู้เตรียมพร้อมใน
การปฏิบัติธรรม ใช้ปัญญาพิจารณาในอุบายในแนวทางปฏิบัติอย่างรอบด้าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติธรรม และใช้ปัญญาแก้ไขในปัญหาที่เป็น
อุปสรรคขัดขวางภายในใจให้หมดไป จึงชื่อว่าผู้มีความฉลาดในการปฏิบัติธรรม

พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ


 97 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 01:38:32 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ต่อ......

พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น และ
ประทานให้พวกเราทั้งหลายได้สดับรับรสอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการถอยหลัง
ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการท้อแท้อ่อนแอ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความเห็นแก่ลิ้นแก่ปาก
ความอยากหิวโหย ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความเห็นแก่หลับแก่นอน ไม่ได้เกิดขึ้นมาจาก
การหึงหวงในชีวิตจนเลยขอบเขต แต่ธรรมเกิดขึ้นจากความอาจหาญร่าเริงต่อความ
เพียร เกิดขึ้นจากการสละเป็นสละตายต่อหลักความจริงคือพระธรรมเสมอไป จน
กลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาด้วยความรอดตาย ให้เราทั้งหลายได้กราบไหว้พระองค์
ท่านผู้รอดตาย และพระธรรมที่เกิดขึ้นจากความรอดตายของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้ง
พระสาวกอรหันต์ลูกศิษย์พระตถาคตผู้รอดตาย ซึ่งก็ต้องสวมรอยพระบาทของ
พระองค์ท่านมาด้วยความรอดตายเหมือนกัน ก่อนจะปรากฏองค์เป็นสาวกผู้ลือนามแต่
ละท่านๆ
ฉะนั้นขอให้พวกเราทุกท่านจำแนวทางของพระพุทธเจ้าไว้ว่า ท่านดำเนินอย่างไร
เราต้องดำเนินตามอย่างถึงจิตถึงใจ จะสมคำว่า ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ เราขอถึงพระธรรม
เป็นที่พึ่งจริง และพระสาวกท่านดำเนินการอย่างไรจึงเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์วิมุตติ
พระนิพพาน พ้นจากแก่งกันดารนี้ไปได้ ไม่หมุนเวียนเกิดเวียนตายเหมือนอย่างสัตว์
โลกทั่ว ๆ ไป เราต้องน้อมมาเป็นคติข้อเตือนใจตลอดกาล จะสมคำว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺ
ฉามิ เราขอถึงพระสงฆ์องค์เลิศเป็นที่พึ่งจริง ไม่เช่นนั้นจะเป็นโมฆบุรุษถือเพศนักบวช
ทำตนเป็นพระอาศัยชาวบ้านเขากิน แล้วกลายเป็นกาฝากขึ้นในวงแห่งพระศาสนา โดย
อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์เป็นโล่บังหน้าเกาะชาวบ้านเขากิน
เช่น บางคนเขาว่า นักบวชเป็นกาฝากเกาะชาวบ้านกิน นี้ไม่ใช่เป็นการตำหนิผิด
เสียทีเดียว ยังมีถูกซึ่งควรรับไปพิจารณาสำหรับท่านผู้มีธรรมในใจไม่ลำเอียง เพราะ
นักบวชอาศัยเกาะชาวบ้านเขากินโดยไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากตัวเอง และไม่ได้ทำ
โลกให้เจริญด้วยอุบายใด ๆ ที่จะให้เขาเกิดความเฉลียวฉลาดและเกิดความร่มเย็น
เพราะเหตุแห่งการมาคบค้าสมาคมกับพระได้เลยนั้น มีจำนวนไม่น้อย พระประเภทนี้
เรียกว่าพระกาฝาก เพราะเกาะชาวบ้านเขากินเปล่า ๆ
เรียนวิชาทางโลกด้วยเพศของพระ ความประพฤติทางกาย วาจา ใจกลายเป็น
โลกไปเสียสิ้น ไม่มีความสนใจใคร่ต่ออรรถธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่อาศัย
ชาวบ้านเขากินโดยไม่ต้องซื้อต้องหา ศาลาในวัดก็เขาสละทรัพย์สร้างขึ้นให้อยู่ กุฏิทุก
หลังก็เป็นภาระของประชาชนช่วยกันสละทรัพย์ปลูกสร้างขึ้นให้อยู่ ถาด กระโถน ถ้วย
จาน ฯลฯ เครื่องใช้ภายในวัดในกุฏิ ก็เป็นของประชาชนมีศรัทธานำมาถวายไว้ เพื่อให้
ความสะดวกของพระเณรในวัด แต่แล้วก็ทำงานในหน้าที่ของโลกไปเสีย ให้ผิดจาก
หลักธรรมของสมณะซึ่งควรจะทำตามหน้าที่ของตนผู้เป็นนักบวช ตามแนวทางที่องค์
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทานไว้ กลับกลายเป็นอย่างอื่นไปเสีย เช่นนี้เรียกว่าพระ
กาฝาก ทำบ้านเมืองให้ล่มจมไปได้ และทำพระศาสนาวัดวาอาราม ตลอดเพื่อนฝูงซึ่ง
เป็นเพศอันเดียวกันให้ล่มจมไปด้วยโดยไม่มีความผิด แต่อาศัยเพศอันเดียวกันทำให้
เปื้อน
ถ้าเป็นพระประเภทนี้ แม้เขาจะติเตียนว่าเป็นพระกาฝาก พระเกาะชาวบ้านกิน
นั้นจัดเป็นการตำหนิที่ชอบธรรม เพราะเป็นการตำหนิเพื่อให้ผู้ผิดแก้ไขส่วนบกพร่อง
ของตน ไม่ใช่ตำหนิเพื่อเป็นการล้างผลาญพระศาสนาและนักบวชที่ดีทั่วๆ ไปให้ล่มจม
ไปด้วย เพราะพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายไม่ได้ทำอย่างนี้ ท่านอาศัยชาวบ้าน
เขามาเสวยและมาฉันนับแต่วันเสด็จออกทรงผนวชด้วยกันทั้งนั้น แต่พอยังธาตุขันธ์
และชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่ง ๆ เพื่อความเพียรและความอยู่สบายในทิฏฐธรรมเท่านั้น
อยู่ที่ไหนก็เพียร ไปที่ไหนก็เพียร อดก็เพียร อิ่มก็เพียร ในอิริยาบถทั้งสี่เต็มไป
ด้วยความเพียร ไม่ทรงละความเป็นศาสดาของโลกด้วยพระอิริยาบถใด ๆ ทรงเป็น
ศาสดาอยู่ตลอดเวลาและทุก ๆ พระอาการที่เคลื่อนไหว แม้พระสาวกก็ทำหน้าที่ใน
ความเป็นสาวกอย่างสมบูรณ์ ไม่มีบกพร่องในอิริยาบถใด ๆ เพื่อผู้ใคร่ต่อการศึกษาใน
ความเคลื่อนไหวของท่านให้ได้รับประโยชน์ทุกเวลา เพราะพระพุทธเจ้าแลสาวกต้อง
เป็นครูสอนโลกทุก ๆ ความเคลื่อนไหว ไม่เพียงก้าวขึ้นบนธรรมาสน์อาสนะแล้วจึงจะ
จัดเป็นศาสดาสอนโลก ทรงเป็นศาสดาและสาวกอยู่ตลอดเวลา เป็น ปุญฺญกฺเขตฺ ของ
ท่านและของโลกอยู่ตลอดกาล
พระที่กล่าวนี้ไม่ใช่พระกาฝาก เป็นพระ ปุญฺญกฺเขตฺ ของโลกให้ได้รับความ
ร่มเย็นเป็นสุข ใครมีข้องใจไปปรึกษาอรรถธรรม จะเป็นข้อลี้ลับหรือจะเป็นทางโลก คือ
ทางบ้านเรือนครอบครัวก็ตาม เกิดการทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงกันได้ เมื่อนำเรื่องข้องใจที่
ตนไม่สามารถแก้ไขได้ ไปกราบทูลหรือเรียนปรึกษากับท่าน ท่านอาจจะให้อุบายต่างๆ
มาเป็นเครื่องพยุงน้ำใจ แล้วปฏิบัติตามพระโอวาทของท่าน สามารถจะยังสิ่งร้าวรานให้
กลับกลายเป็นของดีขึ้นมาและกลับใช้ได้อีกต่อไป ฉะนั้นจึงควรจะเทิดทูนว่าพระโอวาท
นั้นเป็นคุณแก่โลก
ผู้เป็นนักบวชประพฤติตนตามพระโอวาท ก็กลายเป็น ปุญฺญกฺเขตฺ ขึ้นมาให้โลก
ได้กราบไหว้บูชา ให้เป็นเนื้อนาบุญของโลก ให้โลกได้รับความสุขความเจริญ ให้โลกได้
บุญได้คุณ ให้โลกได้รับความเฉลียวฉลาดและมีความอบอุ่น เพราะมีพระปฏิบัติเป็น
ปุญฺญกฺเขตฺ ไว้เป็นหลักใจในวัดหรือนอกวัด วัดมีมากเท่าไรโลกก็มีความร่มเย็นมาก
และพระมีมากเท่าไรโลกยิ่งมีความอบอุ่นและร่มเย็นมาก เพราะเหตุใด เหมือนวัตถุ
เครื่องใช้สอยและอาหารการบริโภคมีมาก ย่อมทำความสะดวกสบายให้แก่ประชาชน
และบรรดาสัตว์ทั่ว ๆ ไปไม่ให้อดอยากขาดแคลน มีความสุขความเจริญทั่วหน้ากัน
ความเบียดเบียนกันและกันก็น้อยลง
แต่ถ้าตรงกันข้าม วัดและพระมีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นภัยต่อโลกมากขึ้น ไม่ใช่คำว่า
พระคือนักบวชจะเป็นคุณต่อโลกโดยถ่ายเดียวตามที่เข้าใจกันก็หาไม่ พระที่กลายเป็น
พิษเป็นภัย เป็นข้าศึกต่อโลกก็ยังมี ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ในสมัยปัจจุบันทุก ๆ วันนี้ ท่าน
ทั้งหลายก็พอจะทราบได้ด้วยหูด้วยตาของตนเอง จากการประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์
บ้าง ทั้งทางวิทยุบ้าง (จนถึงกับรัฐบาลก็ยังหวั่นวิตก ไม่ไว้ใจในพระประเภทนี้) นี่คือ
พระที่เป็นข้าศึกต่อโลก อาศัยข้าวของเขามากิน แล้วยังกลับเป็นศัตรูต่อชาติ ต่อพระ
ศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์และต่อรัฐธรรมนูญ นี่คือพระที่เป็นข้าศึก ไม่ใช่เป็นพระ
ปุญฺญกฺเขตฺ ของตนและ ปุญฺญกฺเขตฺ ของโลก
บัดนี้เราทั้งหลายได้มีโอกาสวาสนาอำนวยมาบวชในพระพุทธศาสนา มุ่งหน้าจะ
เป็น ปุญฺญกฺเขตฺ ของตน เพื่ออันดับต่อไปจะได้เป็น ปุญฺญกฺเขตฺ ของพระศาสนาและ
ของชาติบ้านเมือง ตลอดกุลบุตรสุดท้ายภายหลังให้เป็นความรุ่งเรืองได้แล้วไซร้ จงเป็น
ผู้มีความสนใจใคร่ต่อข้อปฏิบัติ อย่ามีความเกียจคร้านและสะเพร่ามักง่ายซึ่งไม่ใช่
ทางเดินของนักปราชญ์ พระพุทธเจ้าไม่ทรงพาเดิน และอย่าเห็นสิ่งที่จะเป็นข้าศึกแก่ตน
และส่วนรวมว่าเป็นของดี การอันใดถ้าผิดจากความเป็นสมณะจงงดเว้นทันที จง
ดำเนินตนอยู่กรอบแห่งศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นทางเดินของนักบวชผู้มุ่งแดนแห่ง
ความพ้นทุกข์ แม้โลกเขาไม่ได้บวชก็จะพลอยได้รับความร่มเย็น เหมือนอย่างเราได้รับ
ความสะดวกและร่มเย็นจากโลกอยู่ทุกวันนี้ เช่น กุฎี ศาลา ที่พักอาศัย เป็นมาจากโลก
ให้ความอนุเคราะห์ เครื่องอาศัยทุกอย่างที่ได้ครองตัวมีชีวิตเป็นมาล้วนแล้วแต่โลก คือ
ศรัทธาญาติโยมช่วยกันทะนุบำรุง นี่โลกให้ความร่มเย็นแก่พวกเราได้อย่างนี้
ส่วนเราจะสามารถให้ความร่มเย็นแก่โลกด้วยวิธีใด เพราะเราไม่ได้ทำไร่ทำนา
ซื้อขาย แต่นาของเราคือ ปุญฺญกฺเขตฺ อันเกิดจากประพฤติดีปฏิบัติชอบในตัวเราเอง
โลกเขาไม่ได้บวชในพระศาสนา ก็ควรจะอาศัยเราได้เมื่อเรามี ปุญฺญกฺเขตฺ เช่นเดียวกับ
เราอาศัยเขาฉะนั้น จงเทียบเคียงดูคุณของโลกกับคุณของพวกเราจะควรปฏิบัติต่อกัน
ให้สม่ำเสมอ อย่ามองดูโลกตัวเท่าหนู มองดูเราตัวเท่าพระ แต่จงมองดูพระกับโลกคือ
คนตาดำๆ ด้วยกัน มีความรู้สึกอันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างมีบุญคุณต่อกัน
คนเราโดยมากมักมีนิสัยชอบดูถูกเหยียดหยามต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจาก
มองข้ามตัว โดยเห็นคนอื่นตัวเท่าหนู เห็นตัวเราเท่าตัวช้าง จึงเห็นช้างมีราคา เห็นหมู
หมาเป็นสัตว์ต่ำ ที่ถูกควรให้อภัยต่อสัตว์โลกด้วยกัน ย้อนเข้ามาหาพระกับญาติโยม
ออกจากคนๆ เดียวกัน ต่างฝ่ายก็มีคุณค่าด้วยกัน ต่างก็อาศัยกัน โปรดพากันสำนึกใน
ตัวเรากับโลกสม่ำเสมอกันอย่างนี้
ศีล อย่าพึงเข้าใจว่าจะเป็นหน้าที่ของใครรักษาให้บริสุทธิ์ นอกจากเราผู้มีหน้าที่
พร้อมอยู่แล้ว สมาธิคือความมั่นคงของใจ ก็ใจเราเป็นอะไรจึงไม่มั่นคง เพราะใจเป็น
โลกจึงหาความมั่นคงไม่ได้ ถ้าใจเป็นธรรมแล้วจะหนีความมั่นคงไปไม่ได้ คำว่าใจเป็น
โลกนั้นเพราะใจกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ความกระเพื่อมของใจเพราะความเขย่าตนเอง
เช่น น้ำแม้จะใสสะอาด แต่ถูกเขย่าอยู่เสมอย่อมจะขุ่นอยู่โดยดี นี่ใจของเราตาม
ธรรมดาก็ขุ่นมัวอยู่แล้ว ยิ่งถูกเขย่าด้วยตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กาย
กับเครื่องสัมผัส ธรรมารมณ์กับใจ คลุกเคล้ากันเข้าแล้วกลายเป็นจิตขุ่นมัวขึ้นมา เมื่อ
ใจขุ่นมัวเพราะเรื่องของโลกล้วนๆ จะให้เป็นธรรมคือความใสสะอาด ความสงบเยือก
เย็นและความสุขความเจริญได้อย่างไร
ถ้าใจเป็นธรรม ทำตามพระโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอน เช่น ท่านสอนว่าจงฝึก
จิตด้วยความเพียร เราก็ทำตามท่านด้วยความเพียร บังคับจิตด้วยสติเป็นพี่เลี้ยงพา
ดำเนิน มีปัญญาเป็นเครื่องส่องทาง จิตดำเนินตามแถวแห่งธรรมแล้ว จะเป็นไปเพื่อ
ความสงบโดยถ่ายเดียว จะไม่เป็นโลกขึ้นมาในใจดวงนั้น พระพุทธเจ้าและสาวกท่าน
เป็นธรรม เพราะท่านดำเนินตามธรรม เรามุ่งเป็นธรรม ธรรมนั้นเป็นธรรมของ
พระพุทธเจ้าและเคยได้ปรากฏผลในพระองค์และสาวกมาแล้ว เมื่อเรานำมาปฏิบัติกลับ
กลายเป็นโทษต่อเรามีอย่างที่ไหน ไม่เคยมีในที่ไหนๆ และไม่เคยมีในคัมภีร์ใดด้วย
และจะไม่มีในกาลต่อไปด้วย
ถ้าเราได้ปฏิบัติตามพระโอวาทซึ่งเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว เราจะกลายเป็นธรรม
ขึ้นมาภายในใจ เริ่มแต่ความสงบในสมาธิเป็นขั้นๆ ตามอำนาจแห่งการฝึกฝนทรมาน
ของตน แล้วกลายเป็นสมาธิที่ละเอียด และปัญญาที่พิจารณาไตร่ตรองในความ
เคลื่อนไหวของใจตลอดอวัยวะทุกส่วนแห่งร่างกาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ แยกส่วนแบ่งส่วนดูให้ชัดเจน ดูทั้งภายในภายนอกในส่วนแห่งกายนี้ ส่วนใดที่
เป็น อตฺตา แฝงขึ้นมาคิดคัดค้านธรรมของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า อนตฺตา มีไหม ส่วน
ใดที่เป็นความสุขฝืนธรรมที่ตรัสไว้ว่า ทุกฺขํ มีไหม และมีธรรมชาติใดที่เที่ยงทนถาวร
สามารถขัดฝืนธรรมที่ตรัสไว้ว่า อนิจฺจํ มีไหม ในอวัยวะของเราทุกๆ ส่วนเมื่อค้นดูแล้ว
ก็เต็มไปด้วยไตรลักษณ์คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซึ่งเป็นธรรมล้วนๆ ทั้งนั้น
ใจที่เป็นไปในธรรมขั้นสูงไม่ได้ก็เพราะฝืนธรรมล้วนๆ จึงกลายเป็นโลกล้วนๆ
ขึ้นมา ผลอันได้รับคือไฟเผาตัวเองให้รุ่มร้อนทั้งวันทั้งคืน ไปไหนก็ร้อน อยู่ที่ใดก็ร้อน
อยู่ในบ้านก็ร้อน อยู่ในวัดก็ร้อน อยู่ในป่าก็ร้อน ขึ้นไปอยู่บนภูเขาก็ร้อน อยู่ร่มไม้ก็ร้อน
อยู่ในที่กลางแจ้งก็ร้อน หาความเย็นไม่มี แม้ที่สุดอิ่มก็ร้อน หิวกระหายก็ร้อน หนาวก็
ร้อน ร้อนก็ยิ่งร้อนเพิ่มทั้งกายทั้งใจ ร้อนทั้งวันทั้งคืนภายในใจไม่มีเวลาสร่างและ
บรรเทาเบาลงได้ เพราะไม่มีน้ำที่ไหนมาดับไฟกองนี้ได้ นอกจากน้ำคือธรรมโอสถ
เท่านั้น ที่เกิดจากข้อปฏิบัติอันถูกทาง จึงจะสามารถดับไฟได้ กลายเป็นความร่มเย็น
ขึ้นมาที่ใจดวงนั้น
การพิจารณาขันธ์ทุกๆ ขันธ์ จงถือไตรลักษณ์เป็นทางเดินของปัญญา พิจารณา
ลงจุดนั้นเสมอ จะเป็นไตรลักษณ์ใดไม่ผิดทาง ขอให้ชัดเจนด้วยปัญญาเป็นสำคัญกว่า
อื่น จะดูทุกข์ก็ให้ชัดเจน เพราะทุกข์มีอยู่ภายในกายในใจตลอดเวลาทำไมจะไม่เห็น
ทุกข์ ก็เราเป็นคนทุกข์เอง เราพิจารณาทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราทำไมจะไม่เห็น
พระพุทธเจ้าและสาวกดูทุกข์ของท่านและทุกข์ทั่วๆ ไปทำไมท่านจึงเห็น เราดูทำไมจะ
ไม่เห็นความรู้สึกคือใจเป็นอันเดียวกัน ความแปรสภาพแห่งส่วนต่างๆ ในร่างกายและ
จิตใจของเรากระเทือนถึงกันอยู่ตลอดเวลาทำไมจึงไม่รู้
จงดูสิ่งเหล่านี้ด้วยปัญญา เวทนาก็เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสุขทั้ง
ทุกข์ มันเกิดดับกลับไปกลับมาอยู่เช่นนี้ จะถือเอาตัวจริงจากสิ่งเหล่านี้ได้ที่ไหน เพราะ
ขันธ์ทั้งห้าคือไตรลักษณ์ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมแต่ละอย่างๆ เป็นไตรลักษณ์อย่าง
สมบูรณ์ จึงไม่อธิบายไปมาก เมื่อปัญญาได้สอดส่องค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา มีสติเป็น
เครื่องกำกับรักษา ปัญญาเป็นเครื่องฟาดฟันขุดค้นสิ่งที่มีอยู่ในกายในจิตทั้งภายใน
ภายนอก ความรู้แจ้งเห็นชัดจะต้องเปิดเผยขึ้นมาที่ใจทันที อะไรจะมาปิดบังลี้ลับปัญญา
ไม่ได้ เพราะอำนาจของปัญญาแทงทะลุปรุโปร่งไปหมดทั่วทั้งโลกธาตุ ไม่มีอันใดจะอาจ
เอื้อมปิดบังปัญญานี้ได้ และสามารถแทงตลอดไปหมดทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีขอบเขต
จนเห็นแจ้งขึ้นในตนเอง ฉะนั้นจงสนใจในปัญญา แม้จะเป็นความราบรื่นต่อการดำเนิน
เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าและสาวก ท่านก็ดำเนินด้วยสติปัญญาอย่างนี้เหมือนกัน
อย่าเข้าใจว่าท่านแหวกแนวไปคว้าเอาอะไรมาดำเนิน ให้นอกเหนือจากสติปัญญาและ
ธรรมที่ท่านสอนไว้นี่เลย
เราดำเนินตามพระโอวาทที่ประทานไว้แล้วโดยถูกต้อง จะผิดพลาดจากหลัก
ความจริงและผลที่มุ่งหวังไปไม่ได้ ถ้าได้ดำเนินตามสวากขาตธรรมแล้ว ผลยังจะ
กลายเป็นอย่างอื่น พระธรรมจะเรียกว่าสวากขาตธรรมและเป็นนิยยานิกธรรมไปไม่ได้
ที่เป็นได้อย่างนี้เพราะธรรมของพระองค์ยืนหลักตายตัวต่อเหตุผล ทนต่อการพิสูจน์
ตลอดกาล เพราะฉะนั้นปัญหาข้อนี้จึงไม่ขึ้นอยู่กับธรรมว่าจะลำเอียงไปมา แต่ขึ้นอยู่
กับเราจะต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นลำดับไป
จงเป็นผู้มีสติรู้ตัวเอง และมีปัญญาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของตัวเสมอไป เพราะ
หน้าที่ของเราซึ่งเป็นนักบวชมีเท่านี้ กิจการของโลกเรื่องของโลกต้องยกให้โลกเขา เรา
อย่าไปเกี่ยวข้องเสียดาย แต่การปฏิบัติถูกต้องตามพระโอวาทเพื่อความหลุดพ้นจาก
ทุกข์โดยชอบแล้ว จงถือเป็นกิจจำเป็นและหน้าที่ของเราโดยเฉพาะ กิเลสตัวใดอาจ
เอื้อมเข้ามา จงบังคับกำจัดออกให้หมดด้วยน้ำใจกล้าหาญของนักบวช อย่ายอมให้เข้า
มาเกี่ยวข้องพัวพันกับจิตได้ จงพิจารณาตามที่กล่าวมานี้ กายทั้งท่อนมีเต็มอยู่ในตัวของ
เราจะไม่รู้อย่างไรเล่า ความรู้เห็นทางกายนี้ชัดเจนด้วยปัญญาฉันใด สภาพภายนอก
ทั่วๆ ไปซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกัน ต้องรู้เห็นชัดเจนด้วยปัญญาฉันนั้น เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ประกาศตัวอยู่ตลอดเวลาอกาลิโก ถ้าปัญญาได้หยั่งลงสู่กองขันธ์ซึ่ง
เป็นคลังแห่งไตรลักษณ์แล้วต้องรู้ เมื่อรู้จริงแล้วต้องปล่อยวางทันที จะยอมทนทุกข์ถือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่าเป็นตนต่อไปอีกอย่างไร และจะไม่เห็นกระแสของ
ใจซึ่งเที่ยวพลุกพล่านในอาการทั้งหลายเหล่านั้นตลอดทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไร
ก็อะไรเล่าเป็นตัวโจรผู้ก่อเหตุแห่งความไม่สงบอยู่ทุกขณะ และเป็นข้าศึกตัวลือ
นามแห่งไตรภพ เริ่มพิจารณาเบื้องต้นก็เห็นว่ารูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ว่าเป็น
ข้าศึก เมื่อรู้แจ้งชัดด้วยปัญญาแล้ว สภาพนั้นก็เป็นสัจจะของจริงตามสภาพของตนๆ
ไม่ปรากฏว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ใด น้อมปัญญาย้อนหลังเข้ามาพิจารณารูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณว่าเป็นข้าศึกแก่ตน แต่แล้วสิ่งเหล่านี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับสภาวะที่
พิจารณาผ่านมาแล้วโดยเป็นสัจจะของจริงอันเดียวกัน ไม่เคยตั้งตัวเป็นข้าศึกต่อผู้ใด
แล้วอะไรเล่าเป็นกงจักรหมุนตัวเองอยู่ขณะนี้ อะไรเป็นผู้คว้าน้ำเหลวอยู่ตลอดเวลา
อะไรเป็นผู้ฉลาดแต่กับโง่ต่อตัวเอง อะไรเป็นผู้ชนะเขาแต่กลับแพ้ตัวเอง อะไรเป็นผู้
หมุนไปตามสภาวะทั้งหลาย และถือสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นตนเป็นสมบัติของตน แต่ตนกลับ
เป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้สึกตัว
เมื่อปัญญาได้พิจารณายอกย้อนจนรวมตัวแล้ว ไม่เห็นมีอะไรแม้แต่สิ่งเดียวจะ
ประกาศตนออกมาว่า เป็นตัวกิเลสตัณหาวัฏฏะพาหมุนเวียนเปลี่ยนตัวเองให้เป็นไป
ต่างๆ ภายใต้วงล้อของจักรตัวใด มีสิ่งเดียวคือวัฏจิตที่ท่านให้นามว่า อวิชชา เป็น
นักท่องเที่ยว นักล่าภพล่าชาติความเกิดๆ ตายๆ จนเจ้าตัวหลงความเป็นมาผ่านมาของ
ตัวเอง ไม่ทราบว่าได้เที่ยวล่าภพล่าชาติไปที่ไหนบ้าง รู้และจำไม่ได้เลย นี่คือวัฏจิต จิต
ดวงท่องเที่ยว และธรรมชาตินี้ไม่มีเครื่องมือใดๆ จะสามารถพิสูจน์ขุดค้นและทำลายได้
นอกจากสติกับปัญญาประกอบกับองค์ความเพียรพิจารณาไม่หยุดยั้งเท่านั้น จึงจะ
สามารถทำลายธรรมชาตินี้ได้
ปัญญาทำการถากถางสิ่งปกคลุมทั้งภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่อง
สัมผัส ทั้งภายใน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจนหมดสิ้น ยิ่งเห็นกระแส
ของอวิชชาและตัวอวิชชาปรากฏตัวอย่างเต็มที่ และจะได้ปฏิเสธสภาวะทั้งหลายว่ามัน
ไม่ใช่ตัวกิเลสตัณหาและไม่ใช่วัฏจักรแต่อย่างใด นอกจากความรู้รู้ที่แสดงตัวอยู่
ตลอดเวลาผู้เดียวเท่านั้น ปัญญาขุดค้นลงไปว่า ผู้รู้นี้เป็นอะไรอีก พิจารณาลงไปก็เห็น
แต่ไตรลักษณ์เต็มตัวในวัฏจิตดวงนั้น ฉะนั้นธรรมชาตินี้จึงเป็นกงจักรและเป็นโลกอย่าง
เต็มดวง เพราะถ้าไม่เป็นไตรลักษณ์ จะเป็นโลกและเป็นสมมุติไปไม่ได้ ต้องเป็นวิมุติติ
ไป ความดีความชั่ว สุข-ทุกข์ ซึ่งเป็นสมมุติเกิดมาจากไหน นอกจากจะเกิดจากจิต
อวิชชาซึ่งเป็นตัวสมมุติด้วยกัน นี่เรื่องของปัญญา มาถึงขั้นนี้แล้วกลายเป็นปัญญา
อัตโนมัติหมุนรอบตัวอยู่ตลอดเวลาไม่มีใครมาบังคับ เรื่องของตนมีมากมีน้อย,ผิด-ถูก
,ดี-ชั่ว,หยาบ-ละเอียด จะรู้เท่าทันและปล่อยวางไปเป็นลำดับไม่รีรอ จะทนทานและ
ปิดบังปัญญาไว้ไม่ได้
เรื่องดี-ชั่ว,สุข-ทุกข์ เป็นต้น จะปรากฏขึ้นจากจิตอวิชชานั้นทั้งหมด และเห็น
จิตอวิชชานั้นเป็นตัวกิเลสตัณหา ตัวกงจักรและตัวสมมุติอย่างเต็มดวง ธรรมชาตินี้ได้
ถูกปัญญาสกัดฟาดฟันลงโดยไม่หยุดยั้ง ถึงกับตั้งตัวอยู่ไม่ได้ ที่มั่นของวัฏจิตคืออวิชชา
ก็แตกกระจายลงในขณะนั้น ปัญหาโลกแตกซึ่งเคยครองหัวใจมาเป็นเวลานานแสนกัป
นับไม่ถ้วน ก็ได้แตกกระจายหายสูญไปพร้อมๆ กันกับอวิชชาได้ดับไป ธรรมอัศจรรย์
ซึ่งมีอยู่ในที่แห่งเดียวกันแต่ไม่เคยปรากฏตัว เพราะอำนาจของอวิชชาปิดบังไว้อย่าง
มิดชิด ก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างเต็มที่ในขณะเดียวกันกับอวิชชาดับไป ธรรมชาติที่รู้ว่าวัฏ
จักรหรืออวิชชาดับไปนั้นแล ท่านให้นามว่าวิวัฏฏะ หรือสอุปาทิเสสนิพพาน คือ
นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังครองขันธ์อยู่
เมื่อถึงธรรมชาตินี้แล้วจะว่าเป็นศิษย์พระตถาคตหรือไม่ว่าก็ตาม เพราะไม่
ขึ้นอยู่กับคำพูดจาหรือดำริคิดเอาเฉยๆ แต่ขึ้นอยู่กับหลักธรรมชาติ เช่น พระพุทธเจ้า
ตรัสไว้ว่า “ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต ” ต้องเห็นทางข้อปฏิบัติด้วย
เห็นทางความรู้ความฉลาดด้วยปัญญาด้วย เห็นในหลักธรรมชาตินี้ด้วยเป็นสักขีพยาน
ฉะนั้นจงพากันดำเนินตามอธิบายมานี้ คำว่าวิมุตติพระนิพพานทุกท่านจะได้ถามใครที่
ไหน เพราะเป็นธรรมตายตัวอยู่กับข้อปฏิบัติที่พระองค์ประทานไว้อย่างตายตัวแล้ว
ขอให้ดำเนินแบบตายตัว สละเป็นสละตายเพื่อปฏิบัติ สมบัติอันล้ำค่านั้นจะเป็นของเรา
เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาดเฉพาะพระองค์เดียว เป็นส่วนของใครของเราทุกท่าน
ขอแต่ให้ดำเนินตามสวากขาตธรรม คำว่านิยยานิกธรรมการรื้อถอนตนออกจากสังสาร
จักร จะเป็นเรื่องของเราได้รับผลอย่างแน่นอน
การแสดงธรรมเพื่อบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายที่ได้มารวมกันหลายท่าน และได้
โยกย้ายมาจากสถานที่วิเวกต่างๆ ได้มารวมกันวันนี้ เห็นว่าเป็นโอกาสอันควร จึงได้
แสดงธรรมในฐานะเป็นกันเองให้ฟัง จงนำไปไตร่ตรองและปฏิบัติต่อตนเองเพื่อความ
เป็น ปุญฺญกฺเขตฺ ของตน และเป็น ปุญฺญกฺเขตฺ ของโลกให้ได้รับความร่มเย็น เป็นที่พึ่ง
จิตพึ่งใจพึ่งเป็นพึ่งตายแก่ประชาชนทั้งหลาย จงระลึกถึงคำว่า ปุญฺญกฺเขตฺ ของตนเป็น
ข้อหนึ่ง และปุญฺญกเขตฺของโลกข้อที่สองจะตามมาเอง เพราะเป็นธรรมเกี่ยวโยงกัน
จงอย่าพากันหลงลืม ปุญฺญกฺเขตฺ ดังกล่าวมา
ในอวสานแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขอบุญญานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีความสะดวก
กายสบายใจ ทั้งปฏิปทาเครื่องดำเนิน จงเป็นไปตามพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า
จนถึงจุดหมายปลายทาง คือแดนแห่งวิมุตติหลุดพ้นไปได้ดังใจหมาย โดยเร็วพลัน
ทุกๆ ท่านเทอญ.

พระจริงพระปลอม - หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๐๕


 98 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2017, 01:28:55 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระจริงพระปลอม - หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๐๕


พระจริงพระปลอม

พระในครั้งพุทธกาลเป็นพระพุทธเจ้าก็มี พระของพระพุทธเจ้าเป็นพระสาวก
อรหันต์ก็มี แต่ต่อมาในสมัยพระของพวกเรานี้จะเป็นพระอะไรก็ยังเรียกตายตัวไม่ได้
ถ้าเป็นพระชอบบอกบัตรบอกเบอร์ก็ต้องเรียกตามชื่อว่า พระบัตรพระเบอร์ พระ
สะเดาะเคราะห์สะเดาะกรรม พระดูฤกษ์งามยามดี พระลงเลขลงยันต์ พระตะกรุดคาถา
เหล่านี้ก็ล้วนแต่พระทั้งนั้น ไม่ทราบว่าพระองค์ไหนเป็นพระของเขาและพระรูปไหน
เป็นพระของเรา เพราะพระคละเคล้ากันด้วยพระ ไม่สามารถจะแยกพระออกจากพระ
ได้ ส่วนพระของพระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านปฏิบัติตนของท่าน
อย่างใดจึงกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา และกลายเป็นพระสาวกอรหันต์ขึ้นมา พระของ
พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้
มาถึงพระของพวกเรานี้กลายเป็นพระทันสมัย เรียกว่าพระสมัยใหม่ มีทุกอย่าง
ไม่แพ้โลกเขาเลย ตนก็ไว้ใจตนเองไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ตนก็เป็นนักบวช นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์
โกนผมโกนคิ้ว ปฏิญาณตนเป็นพระเช่นเดียวกันกับพระสมัยพุทธกาล การงานของพระ
ทุก ๆ อย่างโดยมากออกจากความรู้สึกและความชอบใจ ส่วนจะเป็นไปตามแถวแนว
แห่งหลักธรรมนั้นยังเป็นปัญหาที่ตีไม่แตก เพราะเหตุนั้นพระในสมัยพุทธกาลกับพระ
สมัยปัจจุบันจึงต่างกันในปฏิปทาเครื่องดำเนิน แม้จะอยู่ในวงนักบวชและพระโอวาท
ของพระพุทธเจ้าอันเดียวกันก็ตาม แต่โอวาทสำคัญคือโอวาทของกิเลสตัณหาอาสวะมัน
ครอบอยู่ที่หัวใจของเราทุก ๆ ท่าน เมื่อเรามีความใคร่ใฝ่ใจต่อโอวาทอันจอมปลอมซึ่ง
ฝังอยู่กับใจของเราแล้ว ความเคลื่อนไหวทางกาย วาจา ใจ ทุก ๆ อาการ จะต้อง
กลายเป็นของปลอมจากพระโอวาทของพระพุทธเจ้าไปหมด ไม่มีอันใดจะปรากฏเป็น
ความจริงขึ้นมาทางกาย วาจา ใจของพวกเรา ผลอันจะพึงได้รับต้องเดินตามรอยแห่ง
เหตุที่ตนได้ดำเนินไปแล้ว
การดำเนินเหตุของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระสาวกก็ดี จนได้มาเป็นสรณะของ
พวกเราทุกวันนี้ กับพวกเราทั้งหลายที่ได้เปล่งวาจาเป็นพระของพระพุทธเจ้า เป็นพระ
ศากยบุตร จะเหมือนกันหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับพระโอวาทของพระพุทธเจ้ามา
ปกครองจิตใจของเรา และโอวาทอันจอมปลอมซึ่งฝังอยู่ในหัวใจของเราทั้งวันทั้งคืนนั้น
นี่ขอให้เราทั้งหลายพิจารณา ถ้าเราเห็นว่าพระพุทธเจ้าประเสริฐกว่าเทวทัตที่ฝังอยู่ใน
หัวใจของเราแล้ว เราก็จะกลายเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์
เป็นขั้นๆ ขึ้นไป จนถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง คือ สาวกอรหันต์

การที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนานหรือไม่นาน จะไม่เป็นปัญหาอันใดกับท่าน
ผู้บำเพ็ญตนอยู่กับธรรมของท่าน จะปรากฏผลขึ้นมาตามลำดับแห่งเหตุเสมอไป เหตุที่
เราบำเพ็ญถูกต้องแล้วกับผลอันชอบธรรมซึ่งผู้ปฏิบัติจะควรได้รับ จะไม่ขึ้นอยู่กับ
พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่หรือนิพพานไปแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับหลักสวากขาตธรรม
และนิยยานิกธรรมโดยถ่ายเดียว เราทุกท่านจงตัดสินใจว่าจะน้อมตนไปสู่โอวาทใด
โอวาทอันสำคัญที่พร่ำสอนตนอยู่ตลอดเวลา คือโอวาทที่เกิดจากวัฏฏะเป็นครูสอน ใคร
จะสอนหรือไม่ก็ตาม ธรรมชาตินี้เป็นครูสอนโดยลำพังตนเอง เพราะความชำนาญและ
เชี่ยวชาญในทางสายนี้มานาน จนไม่สามารถจะนับอ่านได้ว่ากี่กัปกี่กัลป์ การเกิด ๆ ตาย
ๆ ซึ่งมีประจำอยู่ในสัตว์และสังขารทั่ว ๆ ไป ไม่มีใครจะสามารถคัดค้านกันได้ว่ามีมาก
น้อยต่างกันเท่าไร ไม่เหมือนกับสมบัติภายนอกซึ่งมองเห็นด้วยตาเนื้อว่า คนนั้นมีมาก
คนนี้มีน้อย พอจะมาเทียบเคียงหรือวัดเหวี่ยงกันได้
ถ้าเราเป็นผู้มุ่งหวังความเป็นสาวกที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าแล้ว จงเป็นผู้หนัก
ในพระโอวาท ซึ่งเป็นธรรมที่บริสุทธิ์หลุดจากพระโอษฐ์ของพระองค์ออกมาเป็นธรรม
ทั้งแท่ง แล้วน้อมมาปฏิบัติดัดกาย วาจา ใจของตนให้เป็นไปตาม อย่างนี้จึงจะเป็นไปได้
ในแถวแห่งธรรมที่พระองค์และสาวกได้ผ่านไปแล้ว ถ้าเรายังจะเห็นเรื่องความเห็นของ
เรา ซึ่งเป็นตัวหลอกลวงอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นของดีด้วยแล้ว แม้เราจะเปล่งวาจาว่าเป็น
ศิษย์ของพระตถาคตก็สักแต่คำพูดเท่านั้น ไม่ปรากฏผลอันใดให้เป็นความสมหวังตาม
คำกล่าวอ้างนั่นเลย
ยิ่งสมัยทุกวันนี้ ไปและอยู่ที่ไหน ๆ เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นภัย ผู้หนักใน
ธรรมปลีกตนลำบาก เนื่องจากภาวะต่าง ๆ เป็นเครื่องบังคับไปในตัว แทบจะกล่าวได้
ว่า “ตกภาวะคับขัน” แต่ตามธรรมดาสิ่งแวดล้อมเป็นของเคยมี ต่างกันที่มีมากมีน้อย
และน่าสะดุดตาสะดุดใจต่างกันมากน้อยเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้น
เป็นไปอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราจะเห็นสิ่งแวดล้อมซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า
เป็นของแปลกและอัศจรรย์แล้ว จิตใจจะมีความคึกคะนอง ความรักใคร่สนใจฝักใฝ่ต่อ
สิ่งเหล่านั้น แล้วยึดถือมาเป็นอารมณ์เครื่องกดขี่จิตใจให้เพิ่มความกังวลมากขึ้น หนัก
เข้าไม่เป็นอันหลับนอน และยิ่งตัดทอนการศึกษาปฏิบัติธรรมให้น้อยลงจนไม่มีความ
ฝักใฝ่ในธรรมเหลืออยู่เลย จนลืมพระโอวาทของพระพุทธเจ้าและกลับเห็นโอวาท
ทั้งหมดกลายเป็นข้าศึกต่อตนเอง กลายเป็นข้าศึกต่อส่วนรวม และกลายเป็นข้าศึกต่อ
โลกทั่วแดนดิน
แท้ที่จริงโอวาทของพระพุทธเจ้าไม่เคยเป็นข้าศึกต่อผู้ใด แต่กลับเป็นพระโอวาท
ที่ระงับดับไฟ คือความรุ่มร้อนภายในใจของสัตว์ให้ระงับดับไป ตามกำลังความสามารถ
ของผู้ปฏิบัติตามพระโอวาทด้วยความสนใจ ต้องระงับดับได้ซึ่งกองเพลิงอันเผาผลาญ
อยู่ภายในใจอย่างแน่นอน
สิ่งของบางอย่างเป็นคุณสำหรับโลก แต่กลับเป็นภัยสำหรับนักบวช ฉะนั้นขอให้
คำนึงถึงตัวของเรากับสิ่งที่กล่าวมา และพึงคำนึงเสมอว่าพระมีความหมายแค่ไหน คำ
ว่าพระ แปลว่า ประเสริฐ ถ้าเป็นเรื่องของคนก็แปลว่า คนประเสริฐ ถ้าแยกออกไปสู่
การงานก็แปลว่า การงานประเสริฐ ที่จะเป็นไปเพื่อความประเสริฐหรือให้ถึงแดนแห่ง
ความประเสริฐ เราต้องพิจารณาเสมอ
พระของพระพุทธเจ้าเป็นพระมาโดยลำดับ ด้วยปฏิปทาที่ดำเนินตามสวากขาต
ธรรมซึ่งตรัสไว้ชอบแล้ว การดำเนินทุก ๆ อาการที่เคลื่อนไหวของศิษย์พระตถาคตใน
ครั้งนั้น ปรากฏว่าดำเนินไปโดยชอบ สมกับคำว่าสวากขาตธรรมที่ประทานไว้ ผลที่
ได้รับจึงปรากฏแต่ต้นว่า ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นโสดา ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระ
สกิทาคา ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอนาคา และท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่
ในที่นั้นๆ นี่คือผลที่สืบเนื่องมาจากสวากขาตธรรมกลายเป็นนิยยานิกธรรมต่อตนเอง
คือยังผู้ปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ด้วยเหตุนี้ ก็ธรรมที่ประทานไว้สาวกทั้งหลาย
ดำเนินตามปรากฏผลอย่างนี้ มาสมัยทุกวันนี้เป็นพระของใคร
เราทุกท่านก่อนบวชต่างก็เปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ด้วยกันทั้งนั้น คำว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แม้แต่สามเณร เถร ชีก็ไม่เคยละ
เว้น แต่เหตุใดเราจึงกลายเป็นเหมือนพระอิฐพระปูนซึ่งไม่มีความสำคัญในมรรคผล
นิพพานไปเสียหมด โดยกลายเป็นพระหนังสือพิมพ์ กลายเป็นพระวิทยุ กลายเป็นพระ
โทรทัศน์ กลายเป็นพระบัตรพระเบอร์ พระสะเดาะเคราะห์สะเดาะกรรม ล้างบาปล้าง
เวรไปเสียอย่างนั้น พระที่กล่าวมานี้เป็นพระของพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระของใคร ถ้า
ปลอมด้วยความประพฤติ ปลอมด้วยความรู้ความเห็นและความเข้าใจไม่ถูกหลักธรรม
ของพระพุทธเจ้าแล้ว จะจัดว่าเราเป็นพระที่ชอบธรรมหรือไม่ และผลที่พึงได้รับจะ
ชอบธรรมหรือไม่อีกเหมือนกัน สมัยทุกวันนี้เราเป็นพระอย่างนี้กันเสียมาก
ขอให้เราทั้งหลายสำนึกตัวเสมอว่า เราเป็นพระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนาม
กระเดื่องเลื่องลือทั่วทั้งไตรภพ ด้วยพระเกียรติและข้อปฏิบัติพร้อมทั้งพระวิสุทธิคุณ
ควรที่พวกเราจะเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยความประพฤติดีและข้อปฏิบัติชอบ สิ่งเหล่านี้
โลกเขามีหรือนำไปใช้ไม่มีโทษและกลับเป็นประโยชน์สำหรับโลก แต่ทางพระเมื่อนำสิ่ง
เหล่านี้มาประกอบหรือสนใจใช้สอยแบบโลกเขา ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสีย
เป็นไปเพื่อความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เป็นไปเพื่อความกังวล เป็นไปเพื่ออารมณ์ของโลก
และเผาลนจิตใจไม่มีวันสร่างยิ่งกว่านักดื่มสุราเสียอีก ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดีจะ
ขาดจากความสนใจต่อการรักษา และกลายเป็นความมั่นคงและฉลาดไปในทางเสื่อม
เสียโดยไม่รู้สึกตัว
ยกตัวอย่าง เช่น วิทยุ ได้ฟังแล้วต้องติดใจ ยิ่งโทรทัศน์ ทั้งได้เห็นทั้งได้ยินด้วย
จะต้องเพิ่มกิเลสขึ้นในขณะได้เห็นได้ยินโดยไม่ต้องสงสัย สิ่งเหล่านี้โลกเขาดูเขาฟังไม่มี
ความเสียหายเพราะเขาเป็นโลก มิใช่เป็นพระเป็นนักบวช แต่เรื่องของธรรมที่เกี่ยวกับ
นักบวชแล้ว ต้องมีความเสื่อมเสียทางด้านจิตใจลงเป็นลำดับ และก่อนที่เขาจะปิดสถานี
ทุก ๆ แห่ง เขาต้องประกาศรายการว่า เวลาเท่านั้นประกาศเรื่องนั้น เวลาเท่านั้นจะ
ออกเรื่องนั้น อย่างนี้ทุก ๆ วันไป เราผู้คอยเงี่ยหูฟังและดูด้วยความสนใจใคร่ต่อ
รายการนั้น ๆ ยิ่งกว่าพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า จะต้องฝังลงที่จิตใจแบบถอน
ไม่ขึ้น หรือแบบไม่ยอมถอยเอาเลย
พอเวลาจวนถึงเขาประกาศและออกตามรายการเท่านั้น แม้จะมีธุระจำเป็นใน
หน้าที่ของสมณะ เช่น ถึงเวลาทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ศึกษาเล่าเรียนท่องจำ เดินจงกรม
นั่งสมาธิภาวนาอบรมจิตใจ และฟังโอวาทจากครูอาจารย์ ต่างก็ปล่อยวางเสียสิ้นไม่มีอัน
ใดเหลือ กลายเป็นเรื่องของรายการต่าง ๆ ทำหน้าที่แทนเป็นประจำไปเสียหมด
เพราะฉะนั้นจิตจึงกลายเป็นโลกโดยตลอด แม้อาการของกาย วาจา ใจทุกส่วนก็
เคลื่อนไหวไปตามเรื่องเหล่านั้นเสียสิ้น แล้วเราจะหาพระ ความประเสริฐ ความสงบ
เยือกเย็นใจจากธรรมของพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้แล้วเราจะหา
มรรคผลนิพพานที่ไหนมา เพราะมรรคผลนิพพานไม่ได้เกิดจากสิ่งเหล่านั้น
การบวชหรือการปฏิบัติธรรม มุ่งเพื่อจะแก้สิ่งกังวลและมัวหมองจากจิตใจของ
ตนให้ได้รับความสงบเยือกเย็น เพราะเหตุแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องอบรม
เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์หนังสือเพลิน จะสามารถทำจิตใจ
ของนักบวชเราให้ได้รับความสงบเยือกเย็น และกลายเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดสามารถ
สั่งสอนประชาชนให้มีศีลธรรมอย่างถึงจิตถึงใจ ได้ความเชื่อความเลื่อมใสฉลาด และ
เคารพพระศาสนา มาจากสิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย นอกจากจะเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของ
ประชาชนพุทธบริษัท และคนต่างชาติถือศาสนาอื่นเท่านั้น
ฉะนั้นเราทุกท่านผู้เป็นนักบวชและนักปฏิบัติ จงเทิดทูนตนเองและพระศาสนา
ด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักธรรม จะเป็นความเจริญแก่ตนและชาติบ้านเมือง ถ้า
ไม่เช่นนั้นก็จะกลายไปว่า พระกับฆราวาสไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกกัน เพราะลำพัง
ผ้าเหลืองอยู่ในร้านค้าต่าง ๆ มีถมเถไป เพียงผ้าเหลืองเท่านั้นเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์
ได้แล้ว ร้านค้าไตรจีวรมีทั่วไปจะเอาสักเท่าใดก็ได้ เขาไม่จำเป็นจะต้องเข้ามาในวัด การ
ที่เขาเข้ามาในวัดเนื่องจากเขามีความเชื่อความเลื่อมใสในพระสงฆ์องค์นั้น ๆ ในวัดนั้นๆ
เขาไม่มีความเชื่อความเลื่อมใสและก้าวเข้ามาในวัดเพราะพระมีวิทยุ เพราะพระ
มีโทรทัศน์ และเพราะพระมีหนังสือพิมพ์หนังสือเพลิน และเพราะพระมีโรงลิเกละคร
โรงระบำที่เต้นรำต่างๆ และโรงหมัดโรงมวยอยู่บนกุฏิ คืออยู่ในโทรทัศน์ มีเครื่อง
ประกาศโฆษณาอยู่ในกุฏิคือวิทยุ และมีข่าวอยู่บนกุฏิคือหนังสือพิมพ์ สิ่งเหล่านี้มีถมไป
ในร้านค้า เอาเงินใส่รถยนต์ไปซื้อ บรรทุกรถไฟไปก็ไม่หมด ไม่เป็นสิ่งที่จะให้ประชาชน
เป็นที่เคารพเลื่อมใสได้จากกิจการของพระที่ทำไปโดยวิธีนี้ และจะให้เป็นที่ไว้วาง
พระทัยของพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน
เมื่อเราปฏิญาณตนว่าเป็นศิษย์พระตถาคต แต่ทำกาย วาจา ใจของตนให้
ล้มละลายไปตามกระแสแห่งโลกอย่างเต็มที่เช่นนี้แล้ว จะให้เขากราบสนิทได้อย่างไร
วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โรงลิเก ระบำ โรงหมัดโรงมวยและการละเล่นต่าง ๆ
ฆราวาสเขามีไม่อด ไม่จำเป็นที่เขาจะพยายามแบกร่างเข้ามาสู่วัด โดยสละเวล่ำเวลาและ
กิจการต่างๆ ทั้งเงินทองของมีค่าทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาในวัด การที่เขาเข้ามาในวัดก็เพื่อ
จะกราบไหว้พระซึ่งเป็นเพศที่เย็น และความประพฤติปฏิบัติเป็นที่จับจิตจับใจเป็นที่
เคารพเลื่อมใส เป็นที่ไว้วางใจ เป็นที่ดับทุกข์ดับร้อนสำหรับผู้มีความทุกข์ร้อนภายในใจ
ให้จืดจางหายไปได้ เพราะอำนาจแห่งเพศของพระ ข้อปฏิบัติของพระ และโอวาทของ
พระที่กล่าวออกด้วยหลักธรรมอันเยือกเย็น ซึ่งเกิดจากข้อปฏิบัติของพระจริง ๆ ขอให้
ทุกท่านจงตระหนักใจในเรื่องที่กล่าวมา
เวลานี้ศาสนากำลังจะล้มเหลวในตัวของเราเอง ส่วนในคัมภีร์ที่ท่านจารึกหรือ
พิมพ์เก็บรักษาไว้ในตู้หรือที่ต่างๆ ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ไม่บกพร่องหรือสูญหายไป
แม้แต่น้อย แต่มันบกพร่องสำหรับผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักของพระธรรมวินัย แม้
ตนเองก็ไว้ใจตนเองยังไม่ได้ แล้วจะให้คนอื่นมาไว้ใจตนได้ที่ไหน โลกร้อนวิ่งเข้ามาพึ่ง
เรา เราก็กลายเป็นเพลิงทั้งกองไปเสีย จึงไม่ทราบว่าใครจะเป็นที่พึ่งพิงของใครได้
พระพุทธเจ้าปรากฏว่าเป็นที่พึ่งของโลก และพระสงฆ์สาวกปรากฏว่าเป็นสรณะ
ของโลก เป็นที่ร่มเย็นของโลก แม้โลกเขายังละกิเลสไม่ได้ก็ตาม ขณะที่เขาเข้ามาเฝ้า
พระพุทธเจ้าและมากราบไหว้พระสงฆ์ เขายังได้รับความแช่มชื่นเบิกบานจิตใจ โดยมี
ความรู้สึกว่าได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ ทั้งส่วนพระกาย พระวาจาและส่วนแห่ง
พระทัย และได้เข้ากราบไหว้พระสงฆ์สาวกผู้มีศีลบริสุทธิ์ ทรงไว้ซึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญา
วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แม้เขาจะไม่ได้สมบัติอันล้นค่าอย่างพระพุทธเจ้าแล
สาวกได้ก็ตาม เพียงเขาก้าวเข้ามาพึ่งพิงร่มเงาของพระเท่านั้นก็ได้รับความร่มเย็นเป็น
สุขอบอุ่นใจไปนาน
แต่เมื่อเขาก้าวเข้ามาสู่วัดของพวกเราแล้วเห็นแต่วิทยุ เห็นแต่โทรทัศน์ และเห็น
แต่หนังสือพิมพ์หนังสือเพลินเกลื่อนอยู่ในวัด ในกุฏิพระ พูดออกคำใดเป็นการบ้าน
การเมือง พูดเป็นโลกเป็นสงสารไปหมด กิริยาที่ทำทั้งหมดเป็นอาการของฆราวาส จิตที่
คิดออกมาทุก ๆ อาการที่เคลื่อนไหว ล้วนแต่เป็นการบ้านและการเมืองทั้งนั้น ไม่มี
มารยาทอันสงบพอเป็นเครื่องหมายแห่งสมณะเหลืออยู่บ้างเลย แล้วจะให้โลกไว้ใจและ
กราบไหว้ใครลงได้อย่างสนิทใจ และจะให้เขาฝากจิตฝากใจฝากเป็นฝากตายไว้กับใคร
เมื่อนักบวชผู้รักษาศาสนาอันเป็นบ่อแห่งความร่มเย็น ได้กลายเป็นกองเพลิงไปหมดทั่ว
ทุกหนทุกแห่งอย่างนี้ แล้วเราจะหาว่าโลกไม่ดีมันไม่ได้ โลกเขายังดีเพราะยังรู้จัก
แสวงหาที่พึ่ง ไม่เหมือนพระเราซึ่งกำลังเห่อกันทำลายที่พึ่งของตน คือข้อปฏิบัติ ได้แก่
ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลนิพพาน
โลกเคยเป็นโลกมาแต่กัปไหนกัลป์ใด แม้พระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นในโลกและ
อาศัยโลกเป็นอยู่ตลอดวันพระองค์ปรินิพพาน ไม่เคยได้ยินว่าพระองค์อดอยากขาด
แคลนเพราะโลกเขาไม่สนใจ พระสงฆ์สาวกก็เช่นเดียวกัน ต่างก็มีความเป็นอยู่โดย
สมบูรณ์บริบูรณ์ ชีวิตจิตใจเป็นอยู่ด้วยอาหารปัจจัยซึ่งออกมาจากโลก คือญาติโยม
ทั้งนั้นเป็นผู้อุปถัมภ์ดูแล ด้วยความสนอกสนใจใคร่ต่อบุญกุศลจริง ๆ พระพุทธเจ้า
และสาวกท่านเป็น ปุญฺญกฺเขตฺ คือเนื้อนาบุญของท่านด้วย เป็นเนื้อนาบุญของโลกให้
ได้รับความร่มเย็นจากท่านด้วย
ส่วนพวกเราจะเป็นเนื้อนาอะไร และจะทำความร่มเย็นให้โลกอาศัยได้แค่ไหน
เมื่อตนก็กำลังร้อนเพราะการแสวงหาไฟมาเผาตนเองอยู่ตลอดเวลา นี่แลเรื่องพระ
ศาสนาล่มจมในนักบวชของพวกเราผู้ไม่สนใจในข้อปฏิบัติ เมื่อโลกเขาจะว่ากล่าว
ตักเตือนก็ลำบาก เพราะเห็นแก้ผ้าเหลืองอันเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระเกียรติ
อันสูงสุด เป็นแต่มองดูพระด้วยความสลดสังเวชใจในลูกศิษย์ของพระตถาคต เมื่อเลย
ตามเลยทำไปๆ จนเคยชินติดสันดานถึงขั้นไร้ความสำนึกแล้ว เลยกลายเป็นผู้หมด
ยางอายต่อการตำหนิติเตียนไปเสียสิ้น ใจจึงกลายเป็นโลกไปเสียทั้งดวงในร่มผ้าแห่งกา
สาวพัสตร์
ที่ถูกเราควรจะคิดถึงใจของเรา เพียงเราจะก้าวเข้าสู่วัดหาครูอาจารย์องค์นั้น ๆ
ในวัดใดก็ตาม ก่อนจะก้าวเข้าไปเราต้องคิดจนเต็มใจเหมือนกันว่า ควรจะก้าวเข้าไปหา
อาจารย์องค์ไหน อยู่วัดอะไร เมื่อก้าวเข้าไปหาท่านแล้ว อาจารย์องค์นั้น ๆ เป็นอย่างไร
พอจะให้ความร่มเย็นและอุบายต่าง ๆ เป็นกำลังใจให้ได้รับความเชื่อความเลื่อมใสมาก
น้อยเพียงไรหรือไม่ เราต้องคำนึงเหตุผลดี-ชั่วด้วยกันทุกคน คิดอ่านไตร่ตรองดูอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน จนแน่วแน่ในใจแล้วจึงตัดสินใจเข้าไปหาอาจารย์องค์นั้น ๆ นี่เพียงเรา
เองก็ยังคิดอย่างนี้
โลกย่อมมีความรู้สึกคือหัวใจอันเดียวกัน ร้อนใคร ๆ ต้องทราบ เมื่อเป็นเช่นนี้
สถานที่เย็นและบุคคลเย็นจะไม่ทราบอย่างไร และในขณะเดียวกันสถานที่ร้อนและ
บุคคลร้อนเขาก็ต้องทราบเช่นเดียวกัน หัวใจของเราร้อนเรายังทราบได้ หัวใจของ
ประชาชนต้องทราบในความรู้สึกของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น และพยายามเสาะแสวงหาสิ่ง
ที่จะเป็นคุณแก่ตนเอง แต่ความสุขที่เกิดจากโภคทรัพย์ ส่วนนั้นเขาแสวงหาของเขาเอง
โดยไม่มาเกี่ยวข้องกับพระ แต่การปกครองจิตใจ ปกครองบ้านเรือนครอบครัวสถานที่
การงานและวงสังคมนั้น ๆ ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องปกครอง ยิ่งเป็นผู้มุ่งความสุข
ทางด้านจิตใจโดยเฉพาะด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นวัดและพระสงฆ์เป็นของสำคัญ และจำเป็น
ยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น
แล้วใครจะสามารถให้ความร่มเย็นแก่ตัวเองและแก่โลก ซึ่งเป็นอันดับที่สอง
นอกจากทำตัวให้มีความร่มเย็นภายในใจแล้วให้ความร่มเย็นแก่คนอื่นได้ เพราะ
พระพุทธเจ้าพระองค์ทำความร่มเย็นในพระทัยก่อน แล้วจึงทำความร่มเย็นแก่โลกด้วย
พระเมตตาตลอดวันเสด็จปรินิพพาน สาวกทั้งหลายก็ทำหน้าที่ให้ความร่มเย็นแก่โลก
โดยถ่ายทอดกันมาเป็นลำดับ นับแต่วันสำเร็จมรรคผลตรัสรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วย
ข้อปฏิบัติของตน
ส่วนพวกเราจะให้ความร่มเย็นแก่ใจตนเองด้วยอะไร นอกจากหลักธรรมที่กล่าว
มานี้เท่านั้น จะไม่มีอะไรเป็นเครื่องร่มเย็นสำหรับหัวใจของพระเรา และไม่มีอะไรจะให้
ความร่มเย็นแก่โลกนอกจากธรรม คือความร่มเย็นที่มีอยู่ภายในใจอันเกิดจากข้อปฏิบัติ
ของเรา แล้วถ่ายทอดแก่ท่านผู้ประสงค์ความร่มเย็นมาอาศัยพึ่งพิงกับพระ จะเป็นกาล
เป็นคราวหรือชั่วระยะหนึ่งก็ตาม จะให้นอกไปจากพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้านี้
ไม่มี
คำว่า มัชฌิมา มีความหมายแค่ไหน ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรม
ที่ตายตัวอยู่เสมอ ไม่มีการยักย้ายผันแปรไปจากมัชฌิมาถึงความเป็นอื่นแม้แต่บทเดียว
บาทเดียวคาถาเดียว ในบรรดาพระโอวาทที่ประทานไว้แล้ว เหตุใดผลจึงไม่ปรากฏเป็น
ที่พึงพอใจสำหรับพวกเราเหมือนครั้งพุทธกาลเล่า หรือจะอวดฉลาดหาว่าพระศาสนา
เรียวแหลม อะไรเรียวแหลมบ้าง ถ้าจะพูดถึงเรื่องอริยสัจธรรมทั้งสี่ มีอยู่ในกายในใจ
ของพวกเราหรือไม่ หรือมีอะไรบกพร่องไปบ้าง พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดรู้ทุกข์
พิจารณาเรื่องทุกข์ จะเป็นหินลับปัญญาให้คมกล้าสามารถตัดกิเลสตัวลุ่มหลงอันสืบ
เนื่องมาจากอวิชชาเสียได้ ด้วยอำนาจของมรรคคือปัญญา จะปรากฏเป็นนิโรธขึ้นมาที่
ใจดวงนี้
นี่ธรรมที่กล่าวนี้ก็มีอยู่ในกายในจิตนี้ทั้งนั้น ถ้าเราสนใจตามหลักธรรมของ
พระพุทธเจ้าแล้ว ผลเป็นเครื่องตอบแทนจากข้อปฏิบัติชอบ ใครจะมาบังคับหรือกีดกัน
ไม่ได้ เพราะคำว่ามัชฌิมานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร ๆ เป็นศูนย์กลางแห่งธรรมอยู่เสมอ
ศูนย์กลางทั้งข้อปฏิบัติและศูนย์กลางทั้งผลจะพึงได้รับ ไม่เข้าใครออกใครทั้งนั้น เมื่อ
เราปฏิบัติให้ถูกต้องตามสวากขาตธรรมที่พระองค์ประทานไว้แล้วอย่างตายตัว ฉะนั้น
ขอให้ทุกท่านจงอย่าประมาทนิ่งนอนใจ จะเสียวันเสียเวลาและชีวิตจิตใจไปวันละเล็กละ
น้อย ตายแล้วได้ประโยชน์อะไร ประโยชน์จะได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายแล้วหมด
ราคา แม้อวัยวะยังมีอยู่ยังไม่สลายจากกันก็ตาม พอความรู้สึกออกจากร่างแล้วเขา
เรียกว่าคนตายกันทั้งนั้น และจะทำประโยชน์อะไรได้เล่า เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา พระ
นิพพานไม่เคยปรากฏมีในคนตาย ตลอดปฏิปทาทุกข้อ พระองค์ไม่ได้ทรงประทาน
ให้แก่คนตาย แต่ประทานให้ไว้สำหรับคนเป็นที่มีความรู้สึกดี-ชั่ว สุข-ทุกข์อยู่เท่านั้น
วันนี้ได้อธิบายเรื่องพระของพระพุทธเจ้า และพระในสมัยของพระพุทธเจ้ากับ
พระของพวกเราอยู่ ณ บัดนี้ว่าเป็นพระที่ต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้ท่านผู้ฟังซึ่งเป็นนัก
ปฏิบัติด้วยกันได้วินิจฉัยและสนใจแก้ไขตนเอง เมื่อพระของเราได้บกพร่องไปในส่วน
ไหน แล้วจะได้ปรับปรุงพระของตนให้สมบูรณ์ขึ้นมาตามพระโอวาทคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า ผลตอบแทนจะกลายเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าขึ้นมาโดยหลักธรรมชาติ
คือ ความบริสุทธิ์ภายในใจของตน จัดเป็นพระที่แท้จริง และเป็นพระไม่เสียทีที่ได้ครอง
ผ้ากาสาวพัสตร์ ปฏิบัติตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้า ได้รับทั้งเหตุที่ชอบและผลเป็น
ที่พึงพอใจ
พระของพระพุทธเจ้าก็ดี พระของสาวกก็ดี ได้ปรากฏขึ้นจากการทวนกระแสโลก
ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการวิ่งตามกระแสโลกเหมือนอย่างพวกเรา ซึ่งกำลังวิ่งตามกระแสของ
โลกอยู่ในขณะนี้ กระแสของโลกนั้นพึงทราบดังนี้ สิ่งใดที่เป็นข้าศึกต่อใจแต่ใจชอบคิด
ชอบใฝ่ฝัน พึงทราบว่านั่นคือการวิ่งตามกระแสของโลก คำว่าโลกไม่ได้หมายถึงใคร แต่
หมายถึงหัวใจของเราโดยเฉพาะ หัวใจย่อมหมุนเวียนต่อตนเองและหลอกลวงตนเอง
เสมอ โดยยึดสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นตัวเหตุ แล้วทำความหมุนตัวเองให้เป็นไฟเผา
ตัวอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่าใจหมุนไปตามกระแสของโลก แล้วเกิดความร้อนขึ้นมา
ภายในใจของตน แต่เราอย่าไปเข้าใจเอาเองว่า โลกได้เป็นข้าศึกต่อเรา แท้จริงอะไร
ทั้งหมดในโลกไม่เคยเป็นข้าศึกต่อใครทั้งนั้น นอกจากตัวเป็นข้าศึกต่อตัวเองทุกความ
เคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจที่หมุนไปตามกระแสของโลกโดยไม่หยุดยั้งเท่านั้น ไม่มีอัน
ใดเป็นข้าศึกต่อเราได้เลย
เพราะเหตุนั้นการบวชในพระศาสนานับว่าเป็นผู้มีโอกาสเต็มที่กว่าใครๆ แม้ทาง
รัฐบาลก็ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้บวชเป็นพระเป็นเณรในพระพุทธศาสนา โดยไม่หวังอะไร
เป็นผลตอบแทนจากการใช้สิทธิพิเศษ นอกจากการหวังบุญกุศลต่อผู้บวช และหวังให้
ช่วยเป็นกำลังสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชน เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติบ้านเมือง
ทางด้านจิตใจ อันเป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง ในการประกอบคุณ
งามความดีเพื่อตนและส่วนรวม
ถ้าเราทั้งหลายซึ่งเป็นนักบวช ไม่สามารถเดินตามรอยของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ก็
ไม่ทราบว่าใครจะเดินได้ในโลกมนุษย์นี้ คำว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น บรรดาฆราวาส
ผู้ครองเรือนทั่ว ๆ ไปจะทำอย่างนักบวชไม่ได้ คำนี้พระพุทธเจ้าพระองค์สอนพระของ
ท่านเพื่อให้เข้าถึงแก่นของพระที่แท้จริง ท่านสอนอย่างนี้ ที่ไหนเป็นที่สงัดวิเวกเป็นป่า
เป็นเขา เป็นที่ควรแก่การเพาะสันติธรรมภายในใจของพระท่าน เพื่อเป็นประโยชน์
มหาศาลแก่ผู้บำเพ็ญและแก่โลกทั่ว ๆ ไป พระองค์ท่านสอนพระของท่านให้ไปอยู่ ให้
ไปบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้น ท่านสอนให้ไป สอนให้อยู่ด้วยความกล้าหาญไม่อาลัยใน
ชีวิตจิตใจ เป็นก็มอบไว้กับพระธรรมคือคติธรรมดา ตายก็มอบไว้กับหลักแห่งสวากขาต
ธรรม ดำเนินตามธรรมที่พระองค์ตรัสชอบแล้วเสมอไป เพื่อนิยยานิกธรรมนำตนให้พ้น
จากทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น
บรรดาสาวกในครั้งพุทธกาลท่านเดินก้าวหน้าด้วย สุปฏิปนฺโน เสมอไปอย่างนี้
ไม่ได้เดินแบบถอยหลังเหมือนอย่างพวกเราเดินอยู่ในขณะนี้ การเดินถอยหลังเป็น
อย่างไร ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับเครื่องสัมผัส ใจกับ
ธรรมารมณ์เหล่านี้ แม้จะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งกระทบกันเข้า ก็พร้อมที่จะถอยหลัง
เข้าสู่ความยินดียินร้ายและติดพันในทางใจ ซึ่งเป็นลักษณะแห่งการยอมจำนนต่อ
สิ่งแวดล้อมอย่างราบคาบตลอดกาล ไม่มีการต่อสู้พอหวังมีชัยชนะติดมือขึ้นมาบ้าง ทุก
ขณะที่อารมณ์มาเฉียด ๆ เท่านั้น จิตวิ่งถอยหลังอย่างสิ้นท่าทุกที แล้วจะหวังวิวัฏฏะคือ
พระนิพพานจากการก้าวหน้าของนักถอยหลังมาแต่ที่ไหน เพราะสิ่งใดที่จะเป็นภัยต่อ
ตนเองแล้ว ชอบคิดชอบปรุงและชอบเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ทั้งนี้พึงทราบว่าเดินถอย
หลังทั้งนั้น

มีต่อ......


 99 
 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2017, 02:07:06 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
02 - นับถือพุทธศาสนา อย่าให้เพี้ยน - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 100 
 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2017, 02:04:29 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
01 - จากเทพสูงสุด สู่ธรรมสูงสุด - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม



หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]