Cdthamma

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2018, 09:33:58 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ทศชาติ - พระชาติที่ 7 - พระจันทกุมาร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 92 
 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2018, 09:22:55 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ทศชาติ - พระชาติที่ 8 - พระพรหมนารถ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 93 
 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2018, 09:16:49 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
015 - โลกวิทู รู้แจ้งโลก 18 มิ.ย 26 - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 94 
 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2018, 09:10:18 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
014 - วันคืนล่วงไปเราทำอะไรอยู่ - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 95 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2018, 11:06:45 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๓)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

มรรค ๘ อินทรีย์ ๕
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตงใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

สติปัฏฐานเป็นหลักปฏิบัติทั้งเพื่อสมาธิ และทั้งเพื่อปัญญา แต่ว่าก็ต้องเป็นสติปัฏฐานที่ปฏิบัติให้ตั้งขึ้นในจิต ให้จิตเป็นสติปัฏฐาน จึงจะเป็นสมาธิและเป็นปัญญาได้ ทางปฏิบัตินั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงสั่งสอนไว้ และก็ปรากฏในพุทธประวัติ ว่าพระองค์ได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว ดังที่มีเล่าว่าตั้งแต่เป็น ..ตั้งแต่ทรงเป็นพระราชกุมาร ได้ตามเสด็จพระพุทธบิดาไปในพระราชพิธีแรกนาขวัญ ขณะที่พระพุทธบิดาทรงประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญอยู่ พระราชกุมารน้อยได้ประทับรออยู่ภายใต้ร่มหว้า ในขณะนั้นพระหทัยของพระองค์ก็รวมเข้ามา กำหนดลมหายใจเข้าออกของพระองค์เอง ก็ทรงได้สมาธิที่ท่านแสดงว่า ปฐมฌาน อันแปลว่าฌานที่ ๑ ซึ่งก็เป็นอัปปนาสมาธิ สมาธิที่แนบแน่น แต่ว่าสมาธิที่ทรงได้นั้นก็เสื่อมไป

วัตรปฏิบัติก่อนตรัสรู้

ครั้นเมื่อพระองค์ได้เสด็จออกทรงพระผนวช และได้เสด็จจาริกไปทรงศึกษาในสำนักของสองคณาจารย์เจ้าลัทธิ ก็มีแสดงว่าได้ทรงศึกษาจบ และทรงปฏิบัติได้เท่าเทียมพระอาจารย์ทั้งสองนั้น คือทรงทรงได้สมาบัติ ๗ สมาบัติ ๘ อันเป็นอัปปนาสมาธิ สมาธิที่แนบแน่นอย่างละเอียด แต่ก็ทรงพิจารณาเห็นว่ามิใช่ทางแห่งโมกขธรรม คือธรรมะเป็นเครื่องหลุดพ้น จึงได้เสด็จออกจากสองสำนักพระอาจารย์นั้น และก็ได้ทรงปฏิบัติในทุกรกิริยา ทรมานพระกายให้ลำบากต่างๆ ก็ทรงเห็นว่ามิใช่ทางอีก ก็ทรงหยุดทุกรกิริยา

ก็ทรงระลึกได้ถึงสมาธิจิตที่ทรงได้ในขณะเมื่อเป็นพระราชกุมารน้อยครั้งนั้น จึงได้ทรงเริ่มจับทำสมาธิตามวิธีที่ทรงเคยได้ครั้งนั้น ก็เป็นอันว่าได้ทรงพบทางอันถูกต้อง เพื่อพระปัญญาตรัสรู้ ก็ได้ทรงปฏิบัติไปในทางอันถูกต้องนั้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงประกาศไว้ในปฐมเทศนา โดยเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางกลาง อันได้แก่มรรคคือทางมีองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ สัมมาวายามะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ
จึงได้ตรัสรู้พระธรรม อันได้แก่อริยสัจจ์ทั้ง ๔ เพราะฉะนั้นจึงเท่ากับว่า มัชฌิมาปฏิปทาที่ทรงพบนั้น อันที่จริงได้ทรงเริ่มพบแล้วตั้งแต่เป็นพระราชกุมารน้อยนั้น และก็ได้ทรงแสวงหาไปในสำนักของคณาจารย์ต่างๆ ในวิธีต่างๆ
ที่ได้นับถือและปฏิบัติกัน ก็ได้ทรงพิจารณาเห็นได้ไปโดยลำดับว่าไม่ใช่ทาง เพราะไม่ทำให้ได้ปัญญาที่ตรัสรู้พระธรรม อันเป็นเหตุให้ละกิเลสและกองทุกข์ได้ กิเลสก็ยังมีอยู่ กองทุกข์ก็ยังมีอยู่

แม้ว่าจะได้สมาบัติ ๗ สมาบัติ ๘ ในสำนักของท่านสองคณาจารย์นั้น ในที่สุดก็ทรงกลับไปหาวิธีที่ได้ทรงพบเองเมื่อเป็นพระราชกุมารนั้น จึงอาจจะกล่าวเหมือนอย่างว่า พระองค์เองก็ได้เป็นครูของพระองค์เองนั้นเอง ก็คือพระราชกุมารน้อยนั้นก็คือพระองค์เอง และเมื่อทรงพระเจริญ และทรงหาทางแห่งความตรัสรู้ ก็ทรงแสวงหาไปๆ ในที่สุดก็กลับไปหาพระองค์เอง คือหาวิธีแห่งสมาธิที่ทรงได้ในขณะที่เป็นพระราชกุมารดังกล่าว

มิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ

ดั่งนี้ ก็จะพึงเห็นได้ว่า แม้ว่าจะเรียกว่าสมาธิอย่างเดียวกัน เรียกว่าฌานอย่างเดียวกัน แต่ว่าย่อมมีความแตกต่างกัน สมาธิหรือฌานบางอย่างไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ แต่สมาธิหรือฌานบางอย่างเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ อันฌานหรือสมาธิที่ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้นั้น อันจะพึงเรียกตรงกันข้ามกับสัมมาสมาธิ ว่ามิจฉาสมาธิคือสมาธิที่ผิด แต่ก็เป็นสมาธิเป็นฌานเหมือนกัน จิตก็แน่วแน่ แนบแน่นเหมือนกัน และก็เป็นจิตที่บรรลุถึงญาณคือความหยั่งรู้ อันเป็นอุตริมนุษธรรม ธรรมที่ยิ่งของมนุษย์ หรือธรรมของมนุษย์ที่ยิ่งได้ทำนองเดียวกัน แต่ว่าไม่เป็นไปเพื่อปัญญาที่ตรัสรู้ อันเป็นเหตุให้สิ้นกิเลสและกองทุกข์

แต่ว่าสมาธิที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทาข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางกลาง ประกอบอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น ก็เป็นสมาธิเป็นฌานนั่นแหละ แต่ว่าเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ได้ จึงเรียกว่าสัมมาสมาธิ สมาธิชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ก็คือว่าให้ตรัสรู้พระธรรมได้

สมาธิในพุทธศาสนา

จึงควรที่จะพิจารณาว่า สมาธิในพุทธศาสนานั้นเป็นสมาธิอีกลักษณะหนึ่ง และลักษณะอันใด อันเป็นลักษณะพิเศษแห่งสัมมาสมาธิในพุทธศาสนา โดยปริยายคือทางอันหนึ่งที่จะพึงเห็นได้ก็คือว่า จะต้องเป็นสมาธิที่ประกอบด้วยองค์มรรคอื่นๆ ในมรรคมีองค์ ๘ อันองค์มรรคอื่นๆ ในมรรคมีองค์ ๘ สนับสนุนสัมมาสมาธินี้ และสัมมาสมาธินี้ก็สนับสนุนองค์มรรคอื่นๆ ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น กล่าวคือจะต้องประกอบด้วยความเห็นชอบความดำริชอบอันเป็นทางปัญญา จะต้องมีปัญญานำสมาธิและสมาธิก็จะต้องนำปัญญา สนับสนุนปัญญา จะต้องประกอบด้วยวาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ อันเป็นส่วนศีล จะต้องมีศีลหนุน และก็จะต้องหนุนศีล ต้องประกอบด้วยความเพียรชอบและสติชอบ จะต้องมีความเพียรชอบสติชอบสนับสนุน ทั้งก็สนับสนุนเพียรชอบสติชอบด้วย จึงเป็นอันว่าจะต้องประกอบกันเป็นมรรคมีองค์ ๘

แต่ว่าในขณะปฏิบัติที่ยังไม่สมบูรณ์นั้น ก็จะต้องเข้าทางอันถูกต้องที่เรียกว่าชอบนั้น คือว่าเป็นไปเพื่อความสิ้นกิเลสและกองทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความสั่งสมกิเลสและกองทุกข์ด้วยกัน และต่างก็สนับสนุนซึ่งกันและกัน ขึ้นไปโดยลำดับ ก็จะมียิ่งบ้างหย่อนบ้างกว่ากันไปตามเรื่องในขณะที่กำลังปฏิบัติ แต่ว่าในที่สุดก็จะต้องบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยกัน ร่วมกันเป็นอันเดียวกัน ที่เรียกว่าเป็น มรรคสมังคี ความพร้อมเพรียงกันขององค์มรรค
ฉะนั้น สมาธิในพุทธศาสนาที่เป็นสัมมาสมาธิ ตลอดจนถึงปัญญาที่เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น จึงต้องเป็นส่วนที่ชอบด้วยกัน ประกอบกันดังกล่าว พร้อมกับศีล ก็เป็นอันว่าทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา แยกกันไม่ได้ ต่างก็อบรมสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นไป และก็เป็นไปเพื่อความสิ้นกิเลสและกองทุกข์

อันความสิ้นกิเลสและกองทุกข์ก็อยู่ที่จิตนี้เอง ฉะนั้น การปฏิบัติศีลก็ต้องปฏิบัติจิตนี่แหละให้เป็นศีล การปฏิบัติสมาธิก็ต้องปฏิบัติจิตนี่แหละให้เป็นสมาธิ การปฏิบัติปัญญาก็ต้องปฏิบัติจิตนี่แหละให้เป็นปัญญาขึ้นมา เพื่อวิมุติคือความหลุดพ้น บรรลุนิพพาน คือความสิ้นกิเลสและกองทุกข์ด้วยประการทั้งปวงในที่สุด เพราะฉะนั้นจึงต้องรวมเข้ามาในภายใน ศีลก็ต้องดูเข้ามาที่ภายใน ดูจิตพร้อมทั้งกายวาจาใจของตนเองว่าเป็นศีลหรือไม่ สมาธิก็ต้องรวมเข้ามาที่จิต ดูที่จิตนี้เอง ให้จิตนี้สงบตั้งมั่นอยู่ในทางที่ดีที่ชอบ

ข้อปฏิบัติตั้งจิตให้เป็นสมาธิ

และข้อปฏิบัติที่ตรัสสอนสำหรับที่จะตั้งจิตให้เป็นสมาธิ เมื่อยกเอาสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้เป็นที่ตั้ง จะเป็นกายก็ตาม เป็นเวทนาก็ตาม เป็นจิตก็ตาม เป็นธรรมะก็ตาม ก็ตั้งดูอยู่ที่กายเวทนาจิตธรรมนี้ ให้เห็นกายเวทนาจิตธรรมนี้ที่ตนเอง กายตนเอง เวทนาตนเอง จิตตนเอง ธรรมะในจิตของตนเอง ให้มองเห็น ให้มองเห็นภายใน ให้มองเห็นภายนอก คือทั้งหมด ทั้งหมดที่รวมกันเป็นกายเป็นเวทนาเป็นจิตเป็นธรรม และให้มองเห็นเกิด ให้มองเห็นดับ ก็เป็นอันว่าดูเข้ามาที่ภายใน และก็สงบอยู่ในภายใน ดั่งนี้เป็นสมาธิ

จะเป็นปัญญาก็เช่นเดียวกัน ก็ดูเข้ามาที่นามรูปอันนี้ ก็กายเวทนาจิตธรรมนี่แหละ รวมกันเข้าเป็นนามรูป แยกออกไปก็เป็นกายเวทนาจิตธรรมก็ได้ เป็นขันธ์ ๕ ก็ได้ ก็ก้อนนี้อันนี้นั่นแหละ ไม่ใช่ที่ไหน ให้เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา อันเป็นสัจจะ คือทุกขสัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ ที่ก้อนกายก้อนใจอันนี้ ไม่ใช่ที่อื่น ดั่งนี้จึงจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งจะเป็นมรรคเป็นผลเป็นนิพพานต่อไปได้

ดั่งนี้จึงจะเป็นสัมมาสมาธิ สมาธิชอบ และก็เป็นปัญญาชอบเป็นศีลชอบประกอบกันอยู่ดั่งนี้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มุ่งที่จะดูออกไปในภายนอก ถ้าจะปฏิบัติเพื่อให้สิ้นกิเลสและกองทุกข์ อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ก็ต้องดูเข้ามาที่ในภายในดังกล่าว

และภายในดังกล่าวนี้ทุกคนก็มีอยู่พร้อมแล้ว กายเวทนาจิตธรรมก็มีอยู่พร้อมแล้ว นามรูปก็มีอยู่พร้อมแล้ว ขันธ์ ๕ ก็มีอยู่พร้อมแล้ว ตัวทุกข์ก็มีอยู่พร้อม ตัวสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ก็มีอยู่พร้อม และถ้าหากว่าปฏิบัติอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ ตัวมรรคก็เริ่มมีขึ้น ถ้ายังไม่เป็นมรรคเป็นผลที่สมบูรณ์ ตัวความดับทุกข์ก็เริ่มมีขึ้น แม้จะยังไม่เป็นความดับทุกข์ที่สมบูรณ์ แต่ว่าทุกขสัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ สมุทัยสัจจะสภาพที่จริงคือสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์นั้น มีอยู่พร้อม มรรคก็มีอยู่ตามที่ปฏิบัติได้ นิโรธคือความดับทุกข์ก็มีอยู่ตามที่ปฏิบัติได้ น้อยหรือมาก ก็แปลว่ามีอยู่ในภายในนี้พร้อมทุกอย่างแล้ว

และในการที่จะปฏิบัตินั้นเล่า ที่ตรัสสอน ..ดังที่ตรัสสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออกก็มีอยู่พร้อมแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อตั้งสติกำหนดเมื่อใดก็ย่อมจะกำหนดได้ แล้วสตินั้นเล่าทุกคนก็สามารถตั้งขึ้นได้ มิใช่ตั้งขึ้นไม่ได้ ความเพียรนั้นเล่าทุกคนก็สามารถที่จะทำได้ประกอบขึ้นได้ จะประกอบขึ้นเมื่อไรก็ได้

อำนาจของกิเลส

แต่ว่ามีเหตุที่ทำให้เกิดความล่าช้า ก็คือกิเลสนี้เอง เป็นต้นว่าตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ราคะโทสะโมหะที่ตั้งขึ้นในอารมณ์คือเรื่องทั้งหลาย ที่เข้ามาสู่จิตนี้ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจของทุกๆ คน อยู่ทุกขณะ ก็มาเป็นอารมณ์ จิตก็จับอารมณ์เหล่านี้ก่อกิเลสตัณหาต่างๆ ขึ้นมา ก็เป็นนิวรณ์ที่ปล้นจิตใจ

กลุ้มรุมจิตใจ อันทำจิตใจให้กลัดกลุ้ม ทำจิตใจให้ไม่สงบ ทำจิตใจให้ฟุ้งซ่าน ถ้าหากว่าบรรดาอารมณ์และกิเลสเหล่านี้แรง การที่จะปฏิบัตินำจิตสู่มรรคมีองค์ ๘ จะเป็นหมวดศีลก็ตาม หมวดสมาธิก็ตาม หมวดปัญญาก็ตาม ก็ทำได้ยาก แต่ถ้าหากว่ามีกำลังแห่งศรัทธา แห่งความเพียร แห่งสติ แห่งสมาธิ แห่งปัญญา ที่ตนได้ปฏิบัติอบรมสั่งสมมา มีกำลังแรงก็สามารถที่จะควบคุมจิตได้ นำจิตให้สละอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของกิเลส พร้อมทั้งกิเลสเหล่านั้น ให้มาตั้งอยู่ศีลในสมาธิในปัญญาได้

เพราะฉะนั้น จึงปรากฏว่าทุกๆ คนนั้นก็บ่นกันว่า ทำสมาธิไม่ค่อยได้ ปฏิบัติในศีลไม่ค่อยได้ หรือปฏิบัติทางปัญญาก็ไม่ค่อยจะเห็นจริงอะไร ทั้งนี้ก็เพราะว่ากำลังของอารมณ์และกิเลสต่างๆ นั้นยังแรง แต่ว่ากำลังของศรัทธาความเพียรเป็นต้นยังอ่อนอยู่ ฉะนั้นจึงต้องอาศัยที่มีขันติความอดทน อดทนใจของตัวเองนี่แหละสำคัญ อดทนปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญาไป

หากว่าจะเกิดมีความเบื่อหน่าย มีความอิดหนาระอาใจต่างๆ ก็ให้ทำความรู้สึกว่านั่นเป็นด้วยอำนาจของกิเลส กิเลสย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมปฏิบัติ เพราะธรรมปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อข่มกิเลสเพื่อละกิเลส ในขณะที่กิเลสครองจิตอยู่ ก็ดึงเอาจิตไปเป็นฝ่ายกิเลส เมื่อดึงเอาจิตไปเป็นฝ่ายกิเลส จึงทำให้ไม่มองเห็นประโยชน์ในธรรมปฏิบัติ ให้เบื่อหน่ายในธรรมปฏิบัติ

กำลังของศรัทธาความเพียร

ฉะนั้นจึงต้องมีความอดทน ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยความเพียรเป็นต้น เอาจริงเอาจัง ไม่ยอมที่จะตามใจกิเลส หรือว่าตามใจใจของตัวเอง ก็คือตามใจกิเลสนั้นเอง ฝืนที่จะปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญาไปตามที่กำหนดไว้ หรือตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ และเมื่อหัดปฏิบัติอยู่ดั่งนี้บ่อยๆ แล้ว กำลังของศรัทธาของความเพียรเป็นต้นก็จะแรงขึ้น กำลังของศรัทธาของความเพียรเป็นต้นนี้ก็คือว่าพละ ๕ นั่นแหละ ศรัทธาพละกำลังศรัทธา วิริยะพละกำลังความเพียร สติพละกำลังของสติ สมาธิพละกำลังของสมาธิ ปัญญาพละกำลังของปัญญา ก็คือที่อดทนปฏิบัติไปนั่นแหละ และเมื่อปฏิบัติอยู่บ่อยๆ แล้ว ก็จะได้ศรัทธาได้ความเพียรได้สติได้สมาธิได้ปัญญา มาเป็นพื้นฐานในจิต ก็เริ่มเป็นพลัง ก่อพลังขึ้นในจิตไปโดยลำดับ

อินทรีย์ ๕

และเมื่อก่อพลังขึ้นในจิตได้แล้ว ก็จะปรากฏเป็นอินทรีย์คือเป็นใหญ่ ศรัทธาก็จะเป็นใหญ่ เป็นใหญ่เหนือความไม่เชื่อ ความดื้อถือรั้นไปในทางที่ผิดต่างๆ วิริยะคือความเพียรก็จะเป็นใหญ่เหนือความเกียจคร้าน เอาชนะความเกียจคร้านได้ สติก็จะเป็นใหญ่เหนือความหลงลืมสติ คือสติเองก็จะตั้งมั่นยิ่งขึ้น สมาธิก็จะเป็นใหญ่เหนือความฟุ้งซ่าน จิตจะได้ความสงบ จะข่มจิตให้สงบได้ ปัญญาก็จะเป็นใหญ่เหนือทุปัญญาคือความรู้ชั่วรู้ผิด เหนือความหลงเข้าใจผิด อันนี้แหละเรียกว่าอินทรีย์

อินทรีย์นี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ก็หมายความว่าธรรมปฏิบัติที่ทุกคนได้ปฏิบัติมาแล้วนั่นแหละ ปฏิบัติขึ้นปลูกขึ้นในจิต มีขึ้นในจิต และก็สั่งสมเพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับ ก็ปรากฏเป็นพละคือกำลัง เป็นกำลังฝ่ายดี จนถึงเป็นอินทรีย์คือเป็นใหญ่ เป็นใหญ่เหนือความชั่วได้ เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วกำลังของกิเลสต่างๆ อันเป็นฝ่ายมารผู้ฆ่าผู้มุ่งร้ายก็ลดน้อยลงไป เมื่อฝ่ายกิเลสฝ่ายมารถอยกำลังลง กำลังฝ่ายดี คือพละอินทรีย์นี้ก็ทวียิ่งขึ้น นี่แหละการปฏิบัติก็จะสะดวกขึ้น จะดีขึ้น และบุคคลก็จะน้อมไปในฝ่ายดี คือในฝ่ายศีล ในฝ่ายสมาธิ ในฝ่ายปัญญายิ่งขึ้น คอจิตก็จะน้อมไปในฝ่ายดีดังกล่าวนี้ดียิ่งขึ้นไปโดยลำดับ เพราะฉะนั้นจึงปรากฏในพุทธประวัติมากแห่งว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะสั่งสอน ย่อมทรงกำหนดทราบถึงพละอินทรีย์ดังกล่าวของ เวไนยะ คือผู้ที่พึงอบรม เมื่อมีอินทรีย์ยังอ่อนก็ทรงอบรมไปในเบื้องต้น ให้ปฏิบัติเพิ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าขึ้น และเมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าขึ้นในระดับใด ก็ทรงแสดงธรรมะสั่งสอนให้เหมาะแก่ระดับนั้น และให้ยิ่งขึ้นไป จนถึงเมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าถึงที่สุด จึงจะทรงแสดงธรรมะสั่งสอนให้ความสว่าง เกิดปัญญาเห็นธรรรมะขึ้นในที่สุด

วิธีปฏิบัติเพิ่มอินทรีย์พละ

เพราะฉะนั้นอินทรีย์พละนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมก็ไม่ควรที่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเอง ว่ายังมีอินทรีย์มีพละน้อยปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าวิธีที่จะเพิ่มอินทรีย์พละให้แก่กล้าขึ้นนั้น ก็ต้องฝืนปฏิบัติอาศัยขันติ คือความอดทนนี่แหละ ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไปโดยลำดับ แล้วจะเป็นพละอินทรีย์มาปลูกขึ้น เติบโตเจริญขึ้นในจิตใจเอง แก่กล้าขึ้นเอง แล้วการปฏิบัติก็จะดียิ่งขึ้น สะดวกยิ่งขึ้น และจะเข้าทางยิ่งขึ้น แต่ข้อสำคัญนั้น ไม่มุ่งออกไปในภายนอก แต่มุ่งเข้ามาที่ภายในคือที่จิต พร้อมทั้งกายวาจาใจนี้เอง ปฏิบัติที่จิตที่กายที่วาจาที่ใจนี้แหละ

การปฏิบัติทำสติกำหนดลมหายใจเข้าออกอันเป็นอานาปานสตินั้น ก็กำหนดที่ลมหายใจ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ และพระอาจารย์ก็ได้สอนอธิบายไปในทางต่างๆ ก็สุดแต่ใครจะเลือกปฏิบัติตามวิธีไหน ซึ่งจะได้อธิบายในโอกาสต่อไป

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๓)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

มรรค ๘ อินทรีย์ ๕
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 96 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2018, 10:55:51 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
220 - 234 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

220 สมถะหรือวิปัสสนาก่อน

ปัญหา การเจริญกรรมฐานมี ๒ อย่างคือ สมถะ และวิปัสสนา ใน ๒ อย่างนี้ จะเจริญสมถะก่อนหรือวิปัสสนาก่อน ? จะเจริญควบคู่กันไปจะได้หรือไม่ ?

พระอานนท์ตอบ ว่า “....ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า (หรือ).... เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า (หรือ).... เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป.... มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพเจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญกระทำให้มาก ซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด....”

ปฏิปทาวรรค ที่ ๒ จ. อํ. (๑๗๐)
ตบ. ๒๑ : ๒๑๒ ตท. ๒๑ : ๑๘๓-๑๘๔
ตอ. G.S. II : ๑๖๒

221 ศาสนาอื่นมีพระอริยบุคคลหรือไม่


ปัญหา พระอริยบุคคลที่ได้บรรลุมรรคผล เช่น พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ มีอยู่ในศาสนาอื่นหรือไม่ ? หรือว่ามีเฉพาะในพระพุทธศาสนา ?

พุทธดำรัสตอบ ว่า “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีในธรรมวินัยนี้เท่านั้นสมณะที่ ๑.... สมณะที่ ๒.... สมณะที่ ๓.... สมณะที่ ๔.... มีในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาท(ประกาศ) โดยชอบอย่างนี้เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะเป็นไฉน ?
“....ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ (สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยวจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า นี้สมณะที่ ๑
“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๒ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง เป็นพระสกทาคามีมาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ นี้สมณะที่ ๒
“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๓ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้
เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เป็นอุปปาติกะ (เป็นพระอนาคามี) จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา นี้สมณะที่ ๓
“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๔ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญหาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน... นี้สมณะที่ ๔
“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑.... สมณะที่ ๒.... สมณะที่ ๓.... สมณะที่ ๔.... มีในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบอย่างนี้เถิด”

กรรมวรรค จ. อํ. (๒๔๑)
ตบ. ๒๑ : ๓๒๓-๓๒๔ ตท. ๒๑ : ๒๗๑-๒๗๒
ตอ. G.S. II : ๒๔๒-๒๔๓

222 องค์ประกอบชีวิตนักบวช


ปัญหา การออกบวชเป็นภิกษุครองชีวิตบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวด้วยกามนั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ อันมีสิกขา (อภิสมาจาร = มารยาทอันดีงาม) เป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย

อาปัตติภยวรรค จ. อํ. (๒๕๔)
ตบ. ๒๑ : ๓๒๙ ตท. ๒๑ : ๒๗๖-๒๗๗
ตอ. G.S. II : ๒๔๘

223 วิธีเรียนหนังสือเก่ง


ปัญหา ในการเรียนวิชาต่าง ๆ ทำไม บางที่จึงเข้าใจง่ายจำได้ดี ทำไมบางทีจึงเข้าใจยาก จำได้ยาก ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่เรียนนั้นมีความยากง่ายพอ ๆ กัน ?

พุทธดำรัสตอบ “....เมื่อใด บุคคลมีจิตอันกามราคะครอบงำแล้ว และไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดกามราคะที่บังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น.... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้...เหมือนพื้นน้ำที่ระคนด้วยครั่งก็ดี ด้วยขมิ้นก็ดี ด้วยครามก็ดี ด้วยฝางก็ดี บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้
“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันพยาบาท (ความมุ่งร้าย) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำที่ร้อนจัดด้วยไฟเดือดพล่านแล้ว บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้
“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาเคลิบเคลิ้ม) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำสาหร่ายแลแหนปกคลุม แล้วบุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้
“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดอุทธัจจกุกกุจจะ ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำที่ลมพัดไหวกระเพื่อมเป็นระลอกแล้ว บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้
“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันวิจิกิจฉา (ความไม่เคลือบแคลงสงสัย) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม อันเขาตั้งไว้แล้วในที่มืด บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้


“เมื่อใดบุคคลมีจิตอันกามราคะไม่รุมครอบงำแล้ว แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดกามราคะที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันพยาบาทไม่รุมครอบงำแล้ว แลย่อมรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันถีนมิทธะไม่รุมครอบงำ รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันอุทธัจจกุกกุจจะไม่รุมครอบงำแล้ว แลรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดอุทธัจจกุกกุจจะ ที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันวิจิกิจฉาไม่รุมครอบงำแล้ว แลรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาไม่ได้ท่องสาธยายไว้ตลอดกาลนาน ก็แจ่มแจ้งอยู่ได้ จะกล่าวอะไรถึงมนต์ทั้งหลายที่เขาได้ท่องสาธยายไว้เล่า... เหมือนพื้นน้ำที่ไม่ระคนด้วยครั้งก็ดี ด้วยขมิ้นก็ดี ด้วยครามก็ดี ด้วยฝางก็ดี เหมือนพื้นน้ำที่ไม่ร้อนจัดด้วยไฟ ไม่เดือนพล่านแล้ว....เหมือนพื้นน้ำที่ไม่มีสาหร่ายและแหนปกคลุมแล้ว.... เหมือนพื้นน้ำที่ลมพัดไหวกระเพื่อมไม่เป็นระลอกแล้ว..... เหมือนพื้นน้ำที่ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว อันเขาตั้งไว้ในที่ส่งว่า บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็พึงรู้พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้

สังคารวสูตร ป. อํ. (๑๙๓)
ตบ. ๒๑ : ๒๕๗-๒๖๒ ตท. ๒๑ : ๒๓๕-๒๔๐
ตอ. G.S. III : ๑๖๘-๑๗๑

224 เหตุให้อายุสั้น


ปัญหา ในจูฬกัมมวิภังคสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า คนเกิดมามีอายุสั้น เพราะในชาติก่อนเป็นผู้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สำหรับในชาติปัจจุบันนี้เล่ามีปฏิปทาใดบ้างที่เป็นเหตุให้บุคคลมีอายุสั้น หรือตายเร็ว ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม (เหล่า) นี้เป็นเหตุให้อายุสั้น... คือ บุคคลไม่เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑ ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑ บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก ๑ เป็นผู้เที่ยวไปในกาลไม่สมควร ๑ ไม่ประพฤติเพียงดังพรหม ๑... เป็นคนทุศีล ๑ มีมิตรเลวทราม ๑”

อนายุสสสูตร ที่ ๑-๒ ป. อํ. (๑๒๕)
ตบ. ๒๒ : ๑๖๓-๑๖๔ ตท. ๒๒ : ๑๒๕-๑๔๗
ตอ. G.S. III : ๑๑๑

225 วิธีแก้ความอาฆาต


ปัญหา ถ้าเกิดความอาฆาตขึ้นในจิตใจเรา ทำให้เราคิดมุ่งร้ายหมายแก้แค้นต่อบุคคลบางคน ซึ่งได้ล่วงเกินเราก่อน ควรจะแก้ไขอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น ๑
ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น ๑
ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น ๑
ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงถึงการไม่นึกไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น ๑
ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน ให้มั่นในบุคคลนั้นว่าท่านผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นดังนี้ ๑.... พึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้”

อาฆาตวินัยสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๑๖๑)
ตบ. ๒๒ : ๒๐๗ ตท. ๒๒ : ๑๘๙
ตอ. G.S. III : ๑๓๗

226 พุทธทำนายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา


ปัญหา ความเจริญหรือเสื่อมแห่งพระพุทธศาสนาท่านว่า ย่อมขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของพุทธบริษัททั้ง ๔ เฉพาะอย่างยิ่งภิกษุบริษัทซึ่งเป็นผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ภิกษุประพฤติปฏิบัติอย่างไรจะชื่อว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบจีวรดีงาม เมื่อชอบจีวรดีงาม ก็จักละความเป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร จักละเสนาสนะอันสงัดคือป่า และป่าชัฏ จะประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคมและราชธานี และจักถึงการแสวงหาไม่สมควร อันไม่เหมาะสมต่าง ๆ เพราะเหตุจีวร....
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบบิณฑบาตที่ดีงาม..... จักละความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร..... จักประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคมและราชธานี แสวงหาบิณฑบาตที่มีรสเลิศด้วยปลายลิ้น แลจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต....
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบเสนาสนะที่ดีงาม..... จักละความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร..... จักประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคมและราชธานี แลจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ....
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้คลุกคลีด้วยภิกษุณีนางสิกขมานา แลสมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลี... พึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมองบางอย่าง หรือจักบอกคืนสิกขา เวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้คลุกคลีด้วยอารามิกบุรุษ แลสมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลี... พึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ประกอบการบริโภคของที่สะสมไว้มีประการต่าง ๆ จักกระทำนิมิตแม้อย่างหยาบที่แผ่นดินบ้าง ที่ปลายของเขียวบ้าง
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล.... อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้นฯ”

อนาคตสูตร ที่ ๔ ป. อํ. (๘๐)
ตบ. ๒๒ : ๑๒๔-๑๒๕ ตท. ๒๒ : ๑๐๗-๑๐๘
ตอ. G.S. III : ๘๖-๘๗

227 ภัยของพระพุทธศาสนา


ปัญหา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีภัย เมื่อภัยเกิดขึ้นย่อมทำลายสิ่งนั้น ๆ ให้เสียหายหรือพินาศ พระพุทธศาสนาก็น่าจะมีภัยเช่นเดียวกัน อยากทราบว่าภัยของพระพุทธศาสนามีอะไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญาจักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตรแม้เหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา ก็จักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตร แม้เหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย.....

“อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... จะให้นิสัยแก่กุลบุตรเหล่านั้น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตรแม้เหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย.....

“อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... เมื่อแสดงอภิธรรมกถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่ธรรมที่ผิด ก็จักไม่รู้สึก เพราะเหตุนี้แล การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม.....

“อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... พระสูตรต่าง ๆ ที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ เป็นสูตรลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตาธรรม พระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ก็จักไม่ฟังด้วยดี.... จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ จักไม่ใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้น ว่าควรศึกษาเล่าเรียน แต่ว่าสูตรต่าง ๆ ที่นักกวีแต่งไว้ ประพันธ์เป็นบทว่า มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะสละสลวย เป็นพาหิรกถา เป็นสาวกภาษิต เมื่อสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ จักฟังด้วยดี... เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย.....

“อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... ภิกษุผู้เถระจักเป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อนเป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง.... ประชุมชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง แม้ประชุมชนนั้นก็จะเป็นผู้มักมาก..... เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย.....
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล.... อันเธอทั้งหลายถึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้น”

อนาคตสูตร ที่ ๓ ป. อํ. (๗๙)
ตบ. ๒๒ : ๑๒๑-๑๓๒ ตท. ๒๒ : ๑๐๔-๑๐๖
ตอ. G.S. III : ๘๔-๘๕

228 ทางสู่ความดับทุกข์


ปัญหา ก็เมื่อภิกษุเป็นผู้ อยู่ในธรรม แล้ว จะพึงปฏิบัติโดยลำดับขั้นอย่างไร จึงจะบรรลุถึงความดับทุกข์ ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเสพเสนาสนะอัน สงัด คือโคนไม้ ภูเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฝาง เธออยู่ในป่าโคนไม้หรือเรือนว่าง ย่อมนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอย่อมละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้) ในโลกเสีย.... เธอย่อมละความคิดประทุษร้ายคือพยาบาท....เธอย่อมละถีนมิทธะ (ความง่วงเหง่าหาวนอน) เสีย...เป็นผู้มีอาโลกสัญญา มีสติสัมปชัญญะ.... เธอย่อมลุอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายใน.... เธอย่อมละวิจิกิจฉา หมดความสงสัยในธรรมทั้งหลาย.... เธอละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ ซึ่งทำปัญญาให้อ่อนกำลัง แล้วบรรลุ ปฐมฌาน..... ทุติยฌาน.... ตติยฌาน... จตุตถฌาน.... เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวแล้วอย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยฌาณ เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเหล่านี้อาสวะ เหล่านี้เหตุเกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตของเธอย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีฌานหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก นี้ชื่อว่าชัยชนะ ในสงครามของเธอ...ฯ”

โยธาชีวสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๗๕)
ตบ. ๒๒ : ๑๐๔-๑๐๕ ตท. ๒๒ : ๙๔-๙๕
ตอ. G.S. III : ๗๕-๗๖

228 ทางสู่ความดับทุกข์


ปัญหา ก็เมื่อภิกษุเป็นผู้ อยู่ในธรรม แล้ว จะพึงปฏิบัติโดยลำดับขั้นอย่างไร จึงจะบรรลุถึงความดับทุกข์ ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเสพเสนาสนะอัน สงัด คือโคนไม้ ภูเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฝาง เธออยู่ในป่าโคนไม้หรือเรือนว่าง ย่อมนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอย่อมละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้) ในโลกเสีย.... เธอย่อมละความคิดประทุษร้ายคือพยาบาท....เธอย่อมละถีนมิทธะ (ความง่วงเหง่าหาวนอน) เสีย...เป็นผู้มีอาโลกสัญญา มีสติสัมปชัญญะ.... เธอย่อมลุอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายใน.... เธอย่อมละวิจิกิจฉา หมดความสงสัยในธรรมทั้งหลาย.... เธอละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ ซึ่งทำปัญญาให้อ่อนกำลัง แล้วบรรลุ ปฐมฌาน..... ทุติยฌาน.... ตติยฌาน... จตุตถฌาน.... เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวแล้วอย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยฌาณ เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเหล่านี้อาสวะ เหล่านี้เหตุเกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตของเธอย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีฌานหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก นี้ชื่อว่าชัยชนะ ในสงครามของเธอ...ฯ”

โยธาชีวสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๗๕)
ตบ. ๒๒ : ๑๐๔-๑๐๕ ตท. ๒๒ : ๙๔-๙๕
ตอ. G.S. III : ๗๕-๗๖

229 ทำอย่างไรจึงจะถูกพุทธประสงค์


ปัญหา ภิกษุที่บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร หรือไม่ควรจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ อยู่ในธรรม อย่างแท้จริง หรือว่าจะปฏิบัติกิจเบื้องต้นอย่างไร จึงจะถูกต้องพระพุทธประสงค์ ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อติวุตตกะ ชาดก อัพภูธรรม เวทัลละ เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการเรียนธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการเรียน ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว โดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน.... ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการแสดงธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว โดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน.... ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการสาธยายธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน.... ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการตรึกตรองธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเล่มเรียนธรรม คือ สุตตะ... เวทัลละ เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ละการหลีกออกเร้นอยู่ ประกอบความสงบใจในภายใน.... เพราะการเล่าเรียนธรรมนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมอย่างนี้แล.....
“ดูก่อนภิกษุ นั่นโคนต้นไม้ นั่นเรือนว่าง เธอจงเพ่งฌานอย่าประมาท อย่าเป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลายฯ”

ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๗๓)
ตบ. ๒๒ : ๙๘-๙๙ ตท. ๒๒ : ๙๘-๙๙
ตอ. G.S. III : ๗๑-๗๒

230 ทำไมคนจึงต้องคิดถึงความตาย


ปัญหา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นเรื่องของความเศร้า ความทุกข์ คนไม่ชอบ ไม่อยากประสบ แม้แต่คิดถึงก็ไม่อยากคิด แต่เหตุไฉนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พุทธบริษัทพิจารณาธรรมชาติเหล่านี้เสมอ ๆ ?

พุทธดำรัสตอบ “......ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้น (ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้) อยู่เนือง ๆ ย่อมละความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้
“......ความมัวเมาในความไม่มีโรค มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้น (ว่าเรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้) อยู่เนือง ๆ ย่อมละความมัวเมาในความไม่มีโรคนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้
“......ความมัวเมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้น (ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้) อยู่เนือง ๆ ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้”

ฐานสูตร ป. อํ. (๕๗)
ตบ. ๒๒ : ๘๒-๘๓ ตท. ๒๒ : ๗๒-๗๓
ตอ. G.S. III : ๕๙-๖๐

231 วิธีงดเว้นความชั่ว


ปัญหา คนย่อมทำความชั่วทาง กาย วาจา ใจ ด้วยเหตุต่าง ๆ กัน ทำเพราะความจำเป็นก็มี ทำเพราะสันดานชั่วก็มี ทำเพราะความโง่เขลาก็มี ทำเพราะความเห็นผิดเป็นชอบก็มี จะทำอย่างไร จึงจะให้คนละการทำความชั่วได้ ?

พุทธดำรัสตอบ “......สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนือง ๆ ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้”

ฐานสูตร ป. อํ. (๕๗)

232 ควรบวชเมื่อหนุ่มหรือเมื่อแก่


ปัญหา การบวชในเมื่อยังหนุ่มแน่น กับบวชเมื่อแก่ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ?

พุทธดำรัสตอบ “......ภิกษุบวชเมื่อแก่ เป็นคนละเอียดหาได้ยาก เป็นผู้มีมารยาทสมบูรณ์หาได้ยาก เป็นพหูสูตรหาได้ยาก เป็นธัมมกถึกหาได้ยาก เป็นวินัยธรหาได้ยาก... เป็นผู้ว่าง่ายหาได้ยาก เป็นผู้คงแก่เรียนหาได้ยาก เป็นผู้รับโอวาทด้วยความเคารพหาได้ยาก....”

ทุลลภสูตร ๑-๒ ป. อํ. (๕๙-๖๐)
ตบ. ๒๒ : ๙๐ ตท. ๒๒ : ๗๘-๗๙
ตอ. G.S. III : ๖๔-๖๕

233 ประโยชน์ของการเดินจงกรม


ปัญหา วิธีการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน เพื่อทำจิตให้สงบระงับนั้น มีอยู่หลายวิธี การเดินจงกรมก็เป็นวิธีหนึ่ง อยากทราบว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นประโยชน์อย่างไร จึงทรงแนะนำให้ภิกษุเดินจงกรม ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือภิกษุผู้เดินจงกรมย่อมเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑ ย่อมเป็นผู้อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร ๑ ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ อาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมย่อยไปโดยดี ๑ สมาธิที่ได้เพราะการเดินจงกรมย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ ประการฉะนี้แลฯ”


จังกมสูตร ป. อํ. (๒๙)
ตบ. ๒๒ : ๓๑ ตท. ๒๒ : ๒๘
ตอ. G.S. III : ๒๑

234 บางครั้งก็ควรงดการบำเพ็ญเพียร


ปัญหา ขึ้นชื่อว่าเป็นพระภิกษุแล้ว จะต้องบำเพ็ญเพียรเพื่อมรรคผลเรื่อยไป หรือว่ามีกาลสมัยพิเศษที่ภิกษุไม่ควรบำเพ็ญเพียร ?

พุทธดำรัสตอบ “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นคนแก่ ถูกชราครอบงำ นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่หนึ่ง
“อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้อาพาธ ถูกพยาธิครอบงำ นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่สอง
“อีกประการหนึ่ง สมัยที่มีข้างแพง ข้าวเสียหาย มีบิณฑบาต หาได้ยาก ไม่สะดวกที่จะยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยการแสวงหาบิณฑบาต นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่สาม
“อีกประการหนึ่ง สมัยมีภัย มีความกำเริบในป่าดง ชาวชนบทพากันขึ้นยานพาหนะอพยพไป นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่สี่
“อีกประการหนึ่ง สมัยที่สงฆ์แตกกัน.... ย่อมมีการด่ากันและกัน บริภาษกันและกัน มีการใส่ร้ายกันและกัน มีการทอดทิ้งกันและกัน คนผู้ไม่เลื่อมใส ในหมู่สงฆ์นั้น ย่อมเลื่อมใส และคนบางพวกที่เลื่อมใสอยู่แล้ว ย่อมเป็นอื่นไป นี้เป็นเวลาที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๕ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการ มีดังนี้แล ฯ

สมยสูตร ป. อํ. (๕๔)
ตบ. ๒๒ : ๗๕-๗๖ ตท. ๒๒ : ๖๖-๖๘
ตอ. G.S. III : ๕๔-๕๕

220 - 234 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์



 97 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2018, 10:37:32 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
151 - 165 - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก








 98 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2018, 10:26:09 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ยู ยอง มิน - ยอดเด็กอัจฉริยะชาวเกาหลีเหนือ - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในหลายประเทศ
ดังตัวอย่างที่นำมาแสดงไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้

ยู ยอง มิน
ยอดเด็กอัจฉริยะชาวเกาหลีเหนือ


           เรื่องนี้ ได้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ ในข้อแนะนำของธิติพงษ์ ซึ่งขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้แต่โดยย่อ ดังนี้
          เด็กยอดอัจฉริยะผู้นี้คือ เด็กชายยู ยอง มิน ชาวเกาหลีเหนือ ครอบครัวของหนูน้อยคนนี้ เป็นกรรมาชนอยู่หมู่บ้านชางชอน เมืองวอนซาน อันเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการผักผ่อนและตากอากาศของจังหวัดกังวอน บ้านที่ ยู ยอง มิน กับพ่อแม่อยู่นั้น แม้ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แต่ก็มองเห็นทัศนียภาพของเมืองวอนซานชัดเจน
           ยู ยอง มิน ลืมตามองดูโลกคอมมิวนิสต์ และสังคมที่ทุกอย่างถูกปิดกั้นอย่างเกาหลีเหนือ แต่สังคมและลัทธิการเมืองไม่อาจห้ามสมองเธอได้ แววฉลาดฉายออกมาขณะที่ ยู ยอง มิน อายุไม่กี่มากน้อย จนกระทั่งนายยู ดอง ชอล ผู้บิดาวัย ๓๗ ปี และนางโช บอง ชอน มารดา อายุ ๓๓ ปี ก็พลอยได้รับการกล่าวขวัญสรรเสริญอยู่เสมอ
           ความน่ารักน่าเอ็นดู ทำให้เจ้าหนูได้รับของขวัญหลายอย่างในวันเกิดครบรอบปีแรก เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๑ แล้วแค่วัยขวบเศษ เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็รู้ว่าพวกเขามองคนไม่ผิด และเกินคาดด้วยซ้ำ เพราะชื่อเสียงอัจฉริยะภาพของเด็กชาย ยู ยอง มิน กระฉ่อนไปทั่ว ไม่เฉพาะเขตอำเภอละแวกบ้านเท่านั้น หากกระจายไปทั่วประเทศ
          นอกจากจะเหลือเชื่อแล้ว แต่ยังความประหลาดใจแก่พ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เกิดขึ้นแก่บุตรชายของตน คือ เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๒๑ อายุยังไม่ครบขวบอยู่ ๒ วัน หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้วทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ก็พักผ่อนเล่นหัวกันตามปกติ ทันใดนั้น เจ้าหนูน้อยก็ใช้มือน้อย ๆ เกาะไหล่บิดา แล้วท่องบทอาขยานที่ได้ยินพี่สาวอ่าน และท่องจากหนังสือเรียนเป็นประจำไม่ใช่ท่องได้ ๒-๓ ประโยคเท่านั้น หากท่องได้ถึง ๔๐ วรรคอย่างแม่นยำ ซึ่งเด็กวัยแค่ไม่ครบขวบดีอย่างนั้นทั่วไปแล้ว อย่าว่าแต่ท่องบทอาขยานเลย แม้จะพูดเป็นประโยค เรียกชื่อพ่อแม่ก็ยาก
          พออายุครบ ๒ ขวบ ผู้ปกครองก็พาเด็กชาย ยู ยอง มิน ไปฝากเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลชางชอน พอได้เรียนเพิ่มเติมเข้าเท่านั้น เจ้าหนูน้อยคนนี้ก็เรียนเร็ว ราวกะว่าสมองติดเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ หลังจากเรียนอนุบาลแค่ ๒ อาทิตย์ เจ้าหนูก็เรียนหลักสูตรชั้นประถมปีที่หนึ่ง แล้วก็เรียนจบหลักสูตรชั้นประถมปีที่สอง ภายใน ๑ เดือน ประถมปีที่สามภายใน ๔๐ วัน และต่อมาอีก ๔๐ วัน ก็จบชั้นประถมปีที่สี่ สรุปแล้ว ภายใน ๔ เดือน ๕ วัน หนูน้อยมหัศจรรย์ ยู ยอง มิน ก็สามารถสอบผ่านหลักสูตรชั้นประถมปีที่สี่ จึงได้รับประกาศนียบัตรชั้นประถมศึกษาเมื่ออายุ ๔ ขวบ
           จากนั้น ก็เข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตร ๒ ปี ผ่านไปด้วยดี แล้วเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอีก ๒ ปี จึงสำเร็จชั้นมัธยมปลาย เมื่ออายุแค่ ๕ ขวบ ย่างเข้า ๖ ขวบเท่านั้น
           หากมีใครพูดว่า เด็กอายุ ๖ ขวบ สามารถทำคณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยได้คล่องแคล่ว โดยทั่วไปก็จะไม่มีใครเชื่อ แต่สำหรับเด็กชาย ยู ยอง มิน ผู้นี้ ตอนอายุ ๕ ขวบเท่านั้น แกทำได้จริง ๆ แกสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อีก ๕ ภาษา แม้ไม่ถึงกับเก่งคล่องเปรี๊ยะ ก็จัดเข้าขั้นเรียนรู้ได้เร็วมาก เนื่องจากสิ่งแวดล้อมทางภาษาต่างประเทศไม่อำนวยเอาเลย แต่แกก็ยังสามารถพูดได้ถึง ๕ ภาษา นับว่าอัจฉริยะอัศจรรย์เอามากทีเดียว
          ความอัจฉริยะพิเศษสุดที่ธรรมชาติบันดาลให้เจ้าหนูน้อย ยู ยอง มิน ลือลั่นไปทั่ว ทำให้ดึงดูดความสนใจเหล่านักวิชาการ นักศึกษา และบรรดาปัญญาชนชาวโสมแดงยิ่งนัก ทั้งศาสตราจารย์และนักวิชาการระดับดอกเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ
          แล้ววันหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๕ ศาสตราจารย์คนหนึ่งของมหาวิทยาลัยการประมงเมืองวอนชาน ก็ไปเยี่ยมถึงโรงเรียนที่เด็กชาย ยู ยอง มิน กำลังเรียนอยู่ ท่านศาสตราจารย์ส่งปากกาหมึกซึมใส่ในมือเจ้าหนูน้อยมหัศจรรย์พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วการลองภูมิก็เกิดขึ้น
           ศาสตราจารย์ตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ขึ้นว่า "ฟังนะ พระเอกของชาวเกาหลี, ล้อจักรยานล้อหนึ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๗ เซ็นติเมตร จะต้องเคลื่อนที่หมุนไปกี่รอบบนเส้นทางยาว ๓๗,๙๓๕ เมตร"
           หนูน้อย ยู ยอง มิน ฟังโจทย์ไปพลาง มือขวาถือปากกา ส่วนมือซ้ายเล่นของเล่นไปพลางตามประสาเด็ก แต่ทั้งที่มือเล่นของเล่น มือขวาทำโจทย์คณิตศาสตร์ ภายใน ๒-๓ นาทีเท่านั้น หนูน้อย ยู ยอง มิน แล้วกอดอย่างชื่นชม ก่อนทดสอบคณิตศาสตร์อีกหลายข้อจนพอใจ
           ไม่ใช่เพียงคณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์และฟิสิกส์ เท่านั้น ที่เจ้าหนูน้อย ยู ยอง มิน มีความชำนาญ แม้แต่วิทยาศาสตร์และวรรณกรรมก็ไม่ย่อย ดังเช่นกลอนบทหนึ่ง ยู ยอง มิน ประพันธ์ขึ้น ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยว่า

กรุงเปียงยางสวยสดไซร้ ฉันใด
คงเพราะ คิม อิล ซัง จอมไผท สถิตอยู่
ตัวข้า ฯ ใคร่คลาไคล ไปพิศดู
งามไม่งามคงรู้ เมื่อโตวัย.

ยู ยอง มิน - ยอดเด็กอัจฉริยะชาวเกาหลีเหนือ - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)


 99 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2018, 10:14:58 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
มาร้ายไปดี - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เย็นวันหนึ่ง คนเดินทางหมู่หนึ่ง มาหยุดพักแถวเขตหน้าบ้าน
ของครอบครัวมีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวมีจิตใจโอบอ้อมอารี
เห็นคนหมู่นั้นจะพักแรมในที่แจ้งเช่นนั้นกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย
เพราะสมัยนั้นมีสัตว์ร้ายชุกชุม จึงเรียกให้เข้ามาพักบนบ้าน
และสั่งคนในบ้านจัดอาหารมาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ
แล้วพูดสนทนาแสดงถึงไมตรีจิตอันดีของเจ้าบ้าน
ซํ้ายังเชิญให้รับประทานอาหารเช้าก่อนออกเดินทางด้วย

พอรุ่งเช้า หมู่แขกก็ออกเดินทางไปแต่เช้าตรู่ยังไม่ทันสว่างดี
พ่อบ้านสงสัยจึงไปดูในห้องที่ชายหมู่นั้นพัก
เห็นตัวหนังสือเขียนด้วยดินสอพองที่ข้างฝาว่า

ข้าขอลาท่านผู้ใจดีไปก่อน ข้าจะขอจดจำความดีของท่านตลอดไป
เจ้าของบ้านเห็นแล้วงง จึงซักถามคนในบ้าน
ชายในบ้านคนหนึ่ง นอนติดกับห้องของแขกแปลกหน้า
เล่าให้ฟังว่า ตอนดึกนอนไม่หลับได้ยินเสียงข้างห้อง
เขาปรึกษากันถนัด

เสียงลูกน้องถามว่า เมื่อไหร่จะปล้น
ลูกพี่ตอบว่า เปลี่ยนใจแล้ว ทำไม่ลงเพราะเจ้าของบ้านต้อนรับเลี้ยงดูอย่างดี
แม้จะเคยปล้นมามาก ก็ล้วนแต่ปล้นคนชั่ว ถึงบาปก็ไม่หนักหนา
ถ้าปล้นคนดีบาปหนัก แถมยังถูกชาวบ้านสาปแช่งให้ฉิบหายตายโหง
ต่อไปจะเลือกปล้นแต่คนที่ชั่วช้า
จากนั้นลูกพี่ก็เขียนหนังสือลาไว้ที่ข้างฝา
แล้วพาพวกไปแต่เช้า

(กฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๓)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นข้อพิสูจน์ความจริงของพุทธภาษิตที่ว่า
ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
๒.การให้อาหารและที่พักแก่บุคคลที่หิวโหยและเหน็ดเหนื่อย
เป็นทานที่มีอานิสงส์มาก เพียงได้เห็นบุคคลนั้น
กำลังกินอาหารที่ให้อย่างเอร็ดอร่อย ผู้ให้ก็ปลื้มใจ (เป็นสวรรค์ในอก)
จัดเป็นบุญที่ให้ผลทันตาเห็นในชาตินี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า
๓.แม้ไม่ได้ปล้น แต่พวกนั้นก็ได้ทำบาปแล้ว เพราะการคิดปล้นเป็นบาป
จัดเป็นมโนทุจริตคือโลภอยากได้ของคนอื่นในทางมิชอบ

มาร้ายไปดี - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 100 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2018, 09:44:13 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี
พวกเจ้าลิจฉวีเป็นอันมาก ขึ้นยานอย่างดีมีเสียงอื้ออึง เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์
พระเถระหลายรูป รู้ว่าเสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน และพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ
ความมีเสียงเบา จึงพากันหลบไปอยู่ที่ป่าโคสิงคสาลทายวัน
 
พระพุทธองค์ทรงเห็นภิกษุบางตา จึงตรัสถาม เมื่อทรงทราบแล้ว
ตรัสอนุโมทนา และทรงแสดงสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ๑๐ ประการ คือ
 
๑.ผู้ยินดีในการคลุกคลีกับหมู่คณะ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ กับผู้ยินดีในที่สงัด
๒.การประกอบไว้ซึ่งสุภนิมิต ย่อมเป็นปฏิปักษ์ กับผู้ประกอบไว้ซึ่งอสุภนิมิต
๓.การดูมหรสพเป็นข้าศึก ย่อมเป็นปฏิปักษ์ กับผู้สำรวมอินทรีย์
๔.การติดต่อกับมาตุคาม ย่อมเป็นปฏิปักษ์ กับผู้พระพฤติพรหมจรรย์
๕.เสียง ย่อมเป็นปฏิปักษ์ ต่อปฐมฌาน
๖.วิตกและวิจาร ย่อมเป็นปฏิปักษ์ ต่อทุติยฌาน
๗.ปีติ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อ ตติยฌาน
๘.ลมอัสสาสะและปัสสาสะ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ ต่อจตุตถฌาน
๙.สัญญาและเวทนา ย่อมเป็นปฏิปักษ์ ต่อสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
๑๐.ราคะ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ ต่อโทสะ
 
เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่มีปฏิปักษ์เถิด พระอรหันต์ทั้งหลาย
เป็นผู้ไม่มีปฏิปักษ์ เพราะเป็นผู้หมดปฏิปักษ์แล้ว
 
กัณฏกสูตร ๒๔/๑๓๗
 
   การปฏิบัติธรรม ที่จะให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว ควรที่จะต้องคำนึงถึง
“สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์” ต่อองค์ธรรมข้อนั้น ๆ ด้วย มิฉะนั้นการปฏิบัติก็จะล่าช้า
ทำให้เสียเวลา และจะนำพาให้เกิดความเบื่อหน่าย เป็นผลตามมาอีกด้วย

   ทั้งนี้ก็เพราะว่า งานทางจิตเป็นงานละเอียดอ่อน ต้องใช้ปัญญาที่สุขุมคัมภีรภาพ
จึงจะเอาชนะข้าศึก (กิเลส) ได้ ถ้ามัวแต่ต่อสู้ข้าศึกหลายด้าน โอกาสที่จะชนะมัน
ก็เป็นไปได้ยาก หรืออาจแพ้มันก็ได้ ผู้ปฏิบัติธรรมที่ฉลาด จึงไม่ควรที่จะมองข้ามปัญหานี้ไป

สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน - ธรรมรักษา


หน้า: 1 ... 8 9 [10]