Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: มีนาคม 13, 2018, 11:30:07 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา - พระธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) ถาม - พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร ตอบ

ปฏิปัติปุจฉาวิสัชนา

พระธรรมเจดีย์ : ถามว่า ผู้ปฏิบัติศาสนาโดยมากปฏิบัติอยู่แค่ไหน?
พระอาจารย์มั่น : ปฏิบัติอยู่ภูมิกามาพจารกุศลโดยมาก

พระธรรมเจดีย์ : ทำไมจึงปฏิบัติอยู่เพียงนั้น?
พระอาจารย์มั่น : อัธยาศัยของคนโดยมากยังกำหนัดอยู่ในกาม เห็นว่ากามารมณ์ที่ดีเป็นสุข ส่วนที่ไม่ดีเห็นว่าเป็นทุกข์ จึงได้ปฏิบัติในบุญกริยาวัตถุ มีการฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น หรือภาวนาบ้างเล็กน้อย เพราะความมุ่งเพื่อจะได้สวรรคสมบัติ มนุษยสมบัติ เป็นต้น ก็คงเป็นภูมิกามาพจรกุศลอยู่นั่นเอง เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปแล้ว ย่อมถึงสุคติบ้าง ไม่ถึงบ้าง แล้วแต่วิบากจะซัดไป เพราะไม่ใช่นิยตบุคคล คือยังไม่ปิดอบาย เพราะยังไม่ได้บรรลุโสดาปัตติผล

พระธรรมเจดีย์ : ก็ท่านผู้ปฏิบัติที่ดีกว่านี้ไม่มีหรือ?
พระอาจารย์มั่น : มี แต่ว่าน้อย

พระธรรมเจดีย์ : น้อยเพราะเหตุไร?
พระอาจารย์มั่น : น้อยเพราะกามทั้งหลายเท่ากับเลือดในอกของสัตว์ ยากที่จะละความยินดีในกามได้ เพราะการปฏิบัติธรรมละเอียด ต้องอาศัยกายวิเวก จิตตวิเวก จึงจะเป็นไปเพื่ออุปธิวิเวก เพราะเหตุนี้แลจึงทำได้ด้วยยาก แต่ไม่เหลือวิสัย ต้องเป็นผู้เห็นทุกข์จริงๆ จึงจะปฏิบัติได้

พระธรรมเจดีย์ : ถ้าปฏิบัติเพียงภูมิกามาพจรกุศล ดูไม่แปลกอะไร เพราะเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นภูมิกามาพจรกุศลอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติจะให้ดีกว่าเก่าก็จะต้องให้เลื่อนชั้นเป็นภูมิรูปาวจรหรืออรูปาวจรแลโลกอุดร จะได้แปลกจากเก่า?
พระอาจารย์มั่น : ถูกแล้ว ถ้าคิดดูคนนอกพุทธกาล ท่านก็ได้บรรลุฌาณชั้นสูงๆก็มี คนในพุทธกาล ท่านก็ได้บรรลุมรรคแลผล มีพระโสดาบัน แลพระอรหันต์ โดยมากนี่เราก็ไม่ได้บรรลุฌาณเป็นอันสู้คนนอกพุทธกาลไม่ได้ แลไม่ได้บรรลุมรรคผลเป็นอันสู้คนในพุทธกาลไม่ได้

พระธรรมเจดีย์ : เมื่อเป็นเช่นนี้จักทำอย่างไรดี ?
พระอาจารย์มั่น : ต้องทำในใจให้เห็นตามพระพุทธภาษิตที่ว่า มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ ถ้าว่าบุคคลเห็นซึ่งสุขอันไพบูลย์ เพราะบริจาคซึ่งสุขมีประมาณน้อยเสียไซร้ จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ บุคคลผู้มีปัญญาเครื่องทรงไว้ เมื่อเล็งเห็นซึ่งสุขอันไพบูลย์ พึงละเสียซึ่งสุขมีประมาณน้อย

พระธรรมเจดีย์ : สุขมีประมาณน้อยได้แก่สุขชนิดไหน?
พระอาจาย์มั่น : ได้แก่สุขซึ่งเกิดแต่ความยินดีในกามที่เรียกว่า อามิสสุข นี่แหละสุขมีประมาณน้อย

พระธรรมเจดีย์ : ก็สุขอันไพบูลย์ได้แก่สุขชนิดไหน?
พระอาจารย์มั่น : ได้แก่ฌาณ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน ที่เรียกว่านิรามิสสุขไม่เจือด้วยกาม
นี่แหละสุขอันไพบูลย์

พระธรรมเจดีย์ : จะปฏิบัติให้ถึงสุขอันไพบูลย์จะดำเนินทางไหนดี?
พระอาจารย์มั่น : ก็ต้องดำเนินทางองค์มรรค 8

พระธรรมเจดีย์ : องค์มรรค 8 ใครๆก็รู้ ทำไมถึงเดินกันไม่ใคร่จะถูก?
พระอาจารย์มั่น : เพราะองค์มรรคทั้ง 8 ไม่มีใครเคยเดิน จึงเดินไม่ใคร่ถูก พอถูกก็เป็นพระอริยเจ้า

พระธรรมเจดีย์ : ที่เดินไม่ถูกเพราะเหตุอะไร?
พระอาจารย์มั่น : เพราะชอบเดินทางเก่าซึ่งเป็นทางชำนาญ

พระธรรมเจดีย์ : ทางเก่านั้นคืออะไร?
พระอาจารย์มั่น : ได้แก่กามสุขัลลิกานุโยคแลอัตตกิลมถานุโยค

พระธรรมเจดีย์ : กามสุขัลลิกานุโยคนั้นคืออะไร?
พระอาจารย์มั่น : ความทำตนให้เป็นผู้หมดมุ่นติดอยู่ในกามสุขนี้แล ชื่อว่ากามสุขัลลิกานุโยค

พระธรรมเจดีย์ : อัตตกิลมถานุโยคได้แก่ทางไหน?
พระอาจารย์มั่น : ได้แก่ผู้ปฏิบัติผิด แม้ประพฤติเคร่งครัดทำตนให้ลำบากสักเพียงไร ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ซึ่ง มรรค, ผล, นิพพาน, นี่แหละเรียกวาอัตตกิลมถานุโยค

พระธรรมเจดีย์ : ถ้าเช่นนั้นทางทั้ง 2 นี้ เห็นจะมีคนเดินมากกว่ามัชฌิมาปฏิปทาหลาร้อยเท่า ?
พระอาจารย์มั่น : แน่ทีเดียว พระพุทธเจ้าแรกตรัสรู้ จึงได้แสดงก่อนธรรมอย่างอื่นๆ ที่มาแล้วในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพื่อให้สาวกเข้าใจ จะได้ไม่ดำเนินในทางทั้ง 2 มาดำเนินในทางมัชฌิมาปฏิปทา

พระธรรมเจดีย์ : องค์มรรค 8 ทำไมจึงยกสัมมาทิฎฐิ ซึ่งเป็นกองปัญญขึนแสดงก่อน ส่วนการปฏิบัติของผู้ดำเนินทางมรรค ต้องทำศีลไปก่อน แล้วจึงทำสมาธิ แลปัญญา ซึ่งเรียกว่าสิกขาทั้ง 3?
พระอาจารย์มั่น : ตามความเห็นของข้าพเจ้าว่าจะเป็น 2 ตอน ตอนแรกส่วนโลกียกุศลต้องทำศีล สมาธิ ปัญญา เป็นลำดับไป ปัญญาที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นอริยสัจทั้ง 4 สังโยชน์ 3 ยังละไม่ได้ ขีดของใจเพียงนี้เป็นโลกีย์ ตอนที่เห็นอริยสัจแล้วละสังโยชน์ 3 ได้ ตอนนี้เป็นโลกุตตร

พระธรรมเจดีย์ : ศีลจะเอาศีลชนิดไหน ?
พระอาจารย์มั่น : ศีลมีหลายอย่าง ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 แต่ในที่นี้ประสงค์ศีลที่เรียกว่า
สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว แต่ต้องทำให้บริบูรณ์

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาวาจา คืออะไร?
พระอาจารย์มั่น : มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ สมฺผปฺปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดโปรยประโยชน์

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมากมฺมนฺโต การงานชอบนั้นมีกี่อย่าง?
พระอาจารย์มั่น : มี 3 อย่าง คือ ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากฆ่าสัตว์ อทินนาทานา เวรมณี
เว้นจากการลักทรัพย์ อพฺรหฺมจริยา เวรมณี เว้นจากอสัทธรรมไม่ใช่พรหมจรรย์

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมากมฺมนฺโต ในที่อื่นๆโดยมาเว้น อพฺรหฺม ส่วนในมหาสติปัฏฐานทำไมจึงเว้น
กาเมสุมิจฉาจาร ?
พระอาจารย์มั่น : ความเห็นของข้าพเจ้าว่าที่ทรงแสดงศีล อพฺรหฺม เห็นจะเป็นด้วยรับสั่งแก่ภิกษุ เพราะว่าภิกษุเป็น พรหมจารีบุคคลนั้น ส่วนในมหาสติปัฏฐาน 4 ก็รับสั่งแก่ภิกษุเหมือนกัน แต่ว่าเวลานั้นพระองค์เสด็จประทับอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุ พวกชาวบ้านเห็นจะฟังอยู่มาก ท่านจึงสอนให้เว้น กามมิจฉาจาร
เพราะชาวบ้านมักเป็นคนมีคู่

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบ เว้นจากมิจฉาชีพนั้นเป็นอย่างไร ?
พระอาจารย์มั่น : บางแห่งท่านก็อธิบายไว้ว่า ขายสุรายาพิษ ศัสตราวุธ หรือขายสัตว์มีชีวิต
ต้องเอาไปฆ่าเป็นต้น เหล่านี้แหละเป็นมิจฉาชีพ

พระธรรมเจดีย์ : ถ้าคนที่ไม่ได้ขายของเหล่านี้ก็เป็นสมฺมาอาชีโว อย่างนั้นหรือ?
พระอาจารย์มั่น : ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะวิธีโกงของคนมีหลายอย่างนัก เช่น ค้าขายโดยไม่เชื่อ
มีการโกงตาชั่งตาเต็ง หรือเอารัดเอาเปรียบอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาที่ผู้ชื้อเผลอหรือเขาไว้ใจ รวมความพูดว่าอัธยาศัยของคนที่ไม่ซื่อ คิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เห็นแต่จะได้สุดแต่จะมีโอกาส จะเป็นเงินหรือของก็ดี ถึงแม้
ไม่ชอบธรรม สุดแต่จะได้ เป็นเอาทั้งนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าอาการเหล่านี้ก็เป็นมิจฉาชีพทั้งสิ้น สมฺมาอาชีโว
จะต้องเว้นทุกอย่างเพราะเป็นสิ่งที่คดค้อมได้มาโดยไม่ชอบธรรม

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาวายาโม ความเพียรชอบนั้นคือเพียรอย่างไร?
พระอาจารย์มั่น : สังวรปธาน เพียรระวังอกุศลวิตก 3 ที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ปหานปธาน
เพียร ละอกุศลวิตก 3 ที่เกิดขึ้นแล้วให้หายไป ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นแล้วให้หายไป
ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วไว้ให้สมบูรณ์

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาสติ ระลึกชอบนั้นระลึกอย่างไร
พระอาจารย์มั่น : ระลึกอยู่ในสติปัฎฐาน 4 คือ กายานุปสฺสนา ระลึกถึงกาย เวทนานุปสฺสนา
ระลึกถึงเวทนา จิตฺตานุปสฺสนา ระลึกถึงจิต ธมฺมานุปสฺสนา ระลึกถึงธรรม

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาสมาธิ ความตั้งใจไว้ชอบ คือตั้งใจไว้อย่างไร จึงจะเป็นสมฺมาสมาธิ?
พระอาจารย์มั่น : คือตั้งไว้ในองค์ฌาณทั้ง 4 ที่เรียกว่า ปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ
จตุตถฌาณ เหล่านี้แหละ เป็น สมฺมาสมาธิ

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาสงฺกปฺโป ความดำริชอบนั้นดำริอย่างไร?
พระอาจารย์มั่น : เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป ดำริออกจากกาม อพฺยาปาทสงฺกปฺโป ดำริไม่พยาบาท
อวิหึสาสงฺกปฺโป ดำริในความไม่เบียดเบียน

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาวายาโม ก็ละอกุศลวิตก 3 แล้ว สมฺมาสงฺกปฺโป ทำไมจึงต้องดำริอีกเล่า?
พระอาจารย์มั่น : ต่างกันเพราะ สมฺมาวายาโมนั้น เป็นแต่เปลี่ยนอารมณ์ เช่น จิตที่ฟุ้งซาน
หรือเป็นอกุศลก็เลิกนึกเรื่องเก่าเสีย มามีสติระลึกอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศลจึงสงเคราะห์เข้าในกองสมาธิ
ส่วนสมฺมาสงฺกปฺโป มีปัญญาพิจารณาเห็นโทษของกาม เห็นอานิสงส์ของเนกขัมมะ จึงได้คิดออกจากกามด้วยอาการที่เห็นโทษหรือเห็นโทษของพยาบาทวิหิงสา เห็นอานิสงส์ของเมตตากรุณา จึงได้คาดละพยาบาทวิหิงสา การเห็นโทษแลเห็นอานิสงส์เช่นนี้แหละจึงผิดกับ สมฺมาวายาโม ท่านจึงสงเคราะห์เข้าไว้ในกองปัญญา

พระธรรมเจดีย์ : สมฺมาทิฎฺฐิ ความเห็นชอบนั้นคือเห็นอย่างไร?
พระอาจารย์มั่น : คือ เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่เรียกว่า อริยสัจ 4 ความเห็นชอบอย่างนี้แหละชื่อว่า สมฺมาทิฎฺฐิ

พระธรรมเจดีย์ : อริยสัจ 4 นั้น มีกิจจะต้องทำอะไรบ้าง?
พระอาจารย์มั่น : ตามแบบที่มีมาในธรรมจักร มีกิจ 3 อย่าง ใน 4 อริยสัจ รวมเป็น 12 คือ สัจญาณ รู้ว่าทุกข์ กิจญาณ รู้ว่าจะต้องกำหนด กตญาณ รู้ว่ากำหนดเสร็จแล้ว แลรู้ว่าทุกขสมุทัยจะต้องละ
แลได้ละเสร็จแล้ว และรู้ว่าทุกขนิโรธจะต้องทำให้เจ้งแลได้ทำให้แจ้งเสร็จแล้ว แลรู้ว่าทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทา
จะต้องเจริญ แลได้เจริญแล้ว นี่แหละเรียกว่ากิจในอริยสัจทั้ง 4

พระธรรมเจดีย์ : ทุกข์นั้นได้แก่สิ่งอะไร?
พระอาจารย์มั่น : ขันธ์ 5 อายตนะ 6 ธาตุ 6 นามรูป เหล่านี้เป็นประเภททุกขสัจ

พระธรรมเจดีย์ : ทุกข์มีหลายอย่างนักจะกำหนดอย่างไรถูก?
พระอาจารย์มั่น : กำหนดอย่างเดียวก็ได้ จะเป็นขันธ์ 5 หรือ อายตนะ 6 หรือธาตุ 6 นามรูป
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องกำหนดทีละหลายอย่าง แต่ว่าผู้ปฏิบัติควรจะรู้ไว้เพราะธรรมทั้งหลาย
เหล่านี้ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา

พระธรรมเจีดย์ : การที่จะเห็นอริยสัจก็ต้องทำวิปัสสนาด้วยหรือ?
พระอาจารย์มั่น : ไม่เจริญวิปัสนา ปัญญาจะเกิดอย่างไรได้ เมื่อปัญญาไม่มีจะเห็นอริยสัจทั้ง 4
อย่างไรได้ แต่ที่เจริญวิปัสสนากันอยู่ ผู้ที่อินทรีย์อ่อนยังไม่เห็นอริยสัจทั้ง 4 เลย

พระธรรมเจดีย์ : ขันธ์ 5 ใครๆก็รู้ทำไมจึงกำหนดทุกข์ไม่ถูก?
พระอาจารย์มั่น : รู้แต่ชื่อ ไม่รู้อาการขันธ์ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นขันธ์ 5 เกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่า
เกิด ขันธ์ 5 ดับไปก็ไม่รู้ว่าดับ แลขันธ์มีอาการสิ้นไปเสื่อมไปตามความเป็นจริงอย่างไรก็ไม่ทราบทั้งนั้น
จึงเป็นผู้หลงประกอบด้วยวิปลาส คือไม่เที่ยงก็เห็นว่าเที่ยง เป็นทุกข์ก็เห็นว่าเป็นสุข เป็นอนัตตาก็เห็นว่า
เป็นอัตตาตัวตน เป็นอสุภไม่งามก็เห็นว่าเป็นสุภะงาม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนสาวก
ที่มาแล้วในมหาสติปัฎฐานสูตร ให้รู้จักขันธ์ 5 แลอายตนะ 6 ตามความเป็นจริงจะได้กำหนดถูก

ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา - พระธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) ถาม - พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร ตอบ

หนังสือ ปุจฉา-วิสัชนา นี้ ตามหลักฐานที่บันทึกไว้ในหนังสือฉบับเดิมว่า
พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง
จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ปุจฉาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้วิสัชนา
9 พ.ค.2538


 92 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 12:32:18 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
011 - อารักขกรรมฐาน 4 - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย - a + b





youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 93 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 11:56:25 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
08 - สังเวคกถา 26 ก.ค.2497 - ท่านพ่อลี ธมฺมธโร



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 94 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 11:53:31 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
07 - จิตวิญญาณ 2503 - ท่านพ่อลี ธมฺมธโร



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 95 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 11:29:48 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
02 - ศรัทธาปัญญา,จิตหลอกจิต - พระอาจารย์วัน อุตฺตโม



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 96 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 11:27:38 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
01 - ปฎิปทาการดำเนินข้อปฎิบัติ - พระอาจารย์วัน อุตฺตโม



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 97 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 11:09:40 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
02 - เทศน์อบรม ณ วัดถ้ำขาม ( 2 พค 2518 ) - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 98 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2018, 11:06:27 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
01 - อบรมกัมมัฏฐาน ณ วัดถ้ำขาม ( 15 มิย 2515 ) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 99 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2018, 10:07:30 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๒)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ข้อที่ควรปฏิบัติเป็นขั้นที่หนึ่ง

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
จิตตภาวนาการอบรมจิต หรือกรรมฐาน ทั้งที่เป็นฝ่ายสมาธิหรือสมถะ ทั้งที่เป็นฝ่ายปัญญาหรือวิปัสสนา เป็นข้อที่ทุกๆ คนควรฝึกปฏิบัติโดยมีศีลเป็นภาคพื้น และหลักปฏิบัติที่นิยมปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป ก็คือหลักปฏิบัติในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่ได้เริ่มสวดและเริ่มแสดงสำหรับในพรรษากาลนี้ตั้งแต่เมื่อวานนี้

สรณะ

แต่ในเบื้องต้นก็มีวิธีปฏิบัติซึ่งได้นิยมใช้กันอยู่ แต่เมื่อรวมเข้ามาแล้วก็คือความตั้งใจถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะคือที่พึ่งอันเอกอุดม แม้ว่าทุกคนผู้เป็นพุทธศาสนิกนับถือพุทธศาสนา
ต่างก็ได้ถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะกันอยู่ แม้เช่นนั้นในเวลาที่จะปฏิบัติทุกคราวก็ให้ตั้งใจถึงอีก ด้วยวิธีน้อมใจถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะคือที่พึ่งอันเอกอุดม จะใช้ภาวนาในใจว่า พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ ทุติยัมปิ... ตติยัมปิ... ก็เช่นเดียวกัน ดั่งนี้ก็ได้

หรือจะใช้บทว่า นัตถิ เม สรณัง อัญญัง ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พุทโธ เม สรณัง วรัง พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า ธัมโม เม สรณัง วรัง พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า สังโฆ เม สรณัง วรัง พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า เอเตนะ สัจจะวัจเชนะ ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ โสตถิ เม โหตุ สัพพทา ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ ดั่งนี้ก็ได้

และบท นัตถิ เม ฯ นี้เป็นอันได้ตั้งใจถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ คือที่พึ่งอันเอกอุดม อันเอกก็คือเพียงอย่างเดียว อันหมายความว่าสรณะคือที่พึ่งอันประเสริฐ หรืออันอุดมคือสูงสุดนี้มีแต่พระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพียงอย่างเดียว ไม่มีที่พึ่งอึ่นที่ประเสริฐสูงสุด เป็นอันทำจิตให้เข้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ รวมจิตเข้าหาพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ นี้เป็นข้อที่ควรปฏิบัติเป็นขั้นที่หนึ่ง

ศีลอันสืบเนื่องมาจากสรณะ

ขั้นที่สองต่อไปก็ตั้งใจตรวจดูจิตพร้อมทั้งกายวาจา ที่ได้ตั้งใจถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะดั่งนี้ ย่อมจะพบว่าจิตใจพร้อมทั้งกายและวาจามีความสงบเป็นปกติ เพราะว่าเมื่อเข้าไปสู่วัตถุคือที่ตั้งอันสงบอันเป็นปรกติ อันประเสริฐอันสูงสุด ก็ย่อมจะทำให้กายวาจาใจสงบเป็นปรกติ และยังอาจประกอบด้วยปีติโสมนัสในพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ ก็ให้มีความสำนึกว่าอันนี้แหละเป็นตัวศีลที่บังเกิดสืบเนื่องมาจากสรณะ ก็ให้ตั้งใจรักษาศีลคือความสงบเป็นปรกติกายวาจาใจนี้ไว้

ทุกคนแม้ว่าจะได้สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ก็ตาม หรือเข้าบวชเป็นภิกษุสามเณรก็เป็นอันว่าได้สมาทานศีล ๒๒๗ หรือศีล ๑๐ ก็ตาม แต่ว่าเมื่อปฏิบัติก็ให้ทำศีลทั้งปวงที่สมาทานนั้นมาประมวลเข้าในศีลที่ได้จากสรณะนี้ คือความเป็นปรกติ สงบ หรือสงบเป็นปรกติกายวาจาใจ อันสืบเนื่องมาจากถึงสรณะ เป็นศีลที่ได้จากสรณะนี้ด้วย และรักษาศีลอันเป็นตัวศีลดังกล่าวนี้ไว้

ตัวศีลดังกล่าวนี้ไม่มีว่าห้าข้อสิบข้อ หรือกี่ข้อก็ตาม แต่ว่าเป็นความปรกติสงบ หรือสงบเป็นปรกติกายวาจาใจ เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วก็ชื่อว่าได้ปฏิบัติเตรียมกายวาจาใจพร้อมที่จะทำสมาธิต่อไป โดยที่ได้ตั้งจิตว่าจะปฏิบัติในสมาธิในกรรมฐานข้อไหน และก็ให้น้อมใจไปถึงกรรมฐานข้อที่จะปฏิบัตินั้น และจะอธิษฐานจิตขออำนาจสรณะที่ถึงคือ พระรัตนตรัยได้คุ้มครองรักษาจิตของตน และการปฏิบัติของตนให้ดำเนินไปด้วยดีแล้วก็จับปฏิบัติ

กรรมฐานอันเป็นบุพพภาค

ในการจับปฏิบัตินี้ มีวิธีจับปฏิบัติกรรมฐาน ที่ควรถือเป็นบุพพภาคคือเบื้องต้น เพื่อที่จะอบรมจิตให้สงบกิเลสนิวรณ์ และให้น้อมเข้ามาสู่ตัวความสงบจิต อันเป็นฐานที่ตั้งของสมาธิ ก็ย่อมจะทำได้ กรรมฐานอันเป็นบุพพภาค ก็คือพรหมวิหารธรรม ตั้งจิตแผ่เมตตา แผ่กรุณา แผ่มุฑิตา แผ่อุเบกขา ไปในสรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้า ในทิศเบื้องหน้า ในทิศเบื้องขวา ในทิศเบื้องหลัง ในทิศเบื้องซ้าย ในทิศเบื้องบน ในทิศเบื้องล่าง ในทิศเบื้องขวางโดยรอบ ให้เป็น อัปปมัญญาภาวนา คืออบรมแผ่จิตไปด้วยพรหมวิหารธรรมทั้งสี่นี้ในสรรพสัตว์ ไม่มีประมาณ

เมื่อเป็นดั่งนี้จิตก็จะสงบจาก โทสะ พยาบาท จาก สิเนหา ด้วยอำนาจของเมตตา จากสงบจาก วิเหสา หรือ วิหิงสา คือความคิดเบียดเบียน และ โทมนัส คือความเศร้าโศกเสียใจ ด้วยอำนาจของกรุณา จะสงบจากความ ริษยา และ โสมนัส ความพลอยยินดีตื่นเต้นอยากได้ ด้วยอำนาจของมุฑิตา จะสงบจาก ราคะ ความติดใจยินดี และ ปฏิฆะ ความหงุดหงิดกระทบกระทั่ง กับทั้ง อัญญานุเบกขา ความวางเฉยด้วยความไม่รู้ ด้วยอำนาจของอุเบกขา ฉะนั้น จึงเป็นจิตที่อ่อนควรแก่การงาน คือควรที่จะปฏิบัติอบรมกรรมฐานสืบต่อไป การปฏิบัติทำพรหมวิหารธรรมให้มีขึ้นนี้เป็นกรรมฐานที่ควรปฏิบัติเป็นประจำ ในเบื้องต้นเรียกว่าเป็นกรรมฐานที่เป็นบุพพภาคคือเป็นส่วนเป็นภาคเบื้องต้น

และอีกข้อหนึ่ง ..(กายคตาสติ) (เริ่ม ๑๔/๑ ) หรืออสุภกรรมฐาน พิจารณากายนี้ว่าไม่งดงาม คือกำหนดพิจารณาอาการ ๓๑ หรือ ๓๒ หรือเพียง ๕ ข้อ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาด ไม่งดงาม เมื่อปฏิบัติในกรรมฐานข้อนี้จิตจะสงบจากกิเลสกองราคะ คือความติดใจยินดีต่างๆ ในกายตน ในกายผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ก็เป็นบุพพภาคอีกเหมือนกัน คือเป็นข้อที่ควรปฏิบัติเป็นเบื้องต้นทุกวัน จะปฏิบัติในอสุภกรรมฐานหรือ กายคตาสติ นี้ก่อนก็ได้ หรือจะปฏิบัติในพรหมวิหารนั้นก่อนก็ได้ สุดแต่ความสะดวกแก่จิตใจของแต่ละบุคคล และก็ให้ใช้เวลาไม่ต้องนานนัก เพราะว่ามีกำหนดกรรมฐานที่จะพึงปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติประจำของตนต่อไป

ข้อปฏิบัติประจำ

สำหรับกรรมฐานที่จะปฏิบัติเป็นประจำของตนต่อไปนั้น ก็หมายความว่าข้อที่จะปฏิบัติให้เกิดความชำนิชำนาญ เพื่อจะได้สมาธิจิตที่เป็น อุปจาร เป็น อัปปนา ยิ่งๆ ขึ้นไป อันนี้ก็สุดแต่ผู้ปฏิบัติจะเลือก จะเลือกเอากรรมฐานที่เป็นบุพพภาคนั้น เช่นพรหมวิหารทั้ง ๔ หรือข้อใดข้อหนึ่ง หรือจะเลือกเอาอสุภกรรมฐาน หรือกายคตาสติคือใช้เป็นบุพพภาคนั้นก็ได้ถ้าชอบใจ หรือหากว่าจะเลือกเอาข้ออื่น เช่น อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ที่ตรัสยกขึ้นแสดงไว้เป็นข้อแรกในหมวดกายคตาสติ สติที่ไปในกายในสติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นก็ได้

วิธีปฏิบัติในอานาปานสติ

และก็ควรจะทราบวิธีปฏิบัติในอานาปานสติ หากจะเลือกเอาอานาปานสติ เป็นกรรมฐานประจำ และก็ควรจะทราบอธิบายถึงวิธีปฏิบัติในกรรมฐานข้อนี้ และโดยที่อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ ได้มีผู้ปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น จึงได้มีพระอาจารย์แสดงอธิบายวิธีปฏิบัติไว้มาก ตรงกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง

ฉะนั้น ผู้มุ่งปฏิบัติจึงควรจะทราบพระพุทธาธิบาย คืออธิบายที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้เอง ที่ปรากฏในพระสูตรเป็นหลักสำคัญ และต่อจากนั้นก็ควรจะทราบถึงอธิบายของพระอาจารย์ ที่ท่านได้อธิบายไว้ เพื่อช่วยปฏิบัติให้สะดวกขึ้น แต่ก็ควรจะถือว่า อธิบายของพระอาจารย์ที่อธิบายไว้นั้นเป็นข้อประกอบ ซึ่งผู้ปฏิบัติรู้สึกว่า วิธีไหนของพระอาจารย์ถูกแก่จริตอัธยาศัยของตน ก็ถือเอาได้ แต่ข้อสำคัญนั้นต้องให้ถูกต้องกับหลักที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้

ก็ในหลักที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายไว้นั้น เป็นหลักที่สอนให้ตั้งสติกำหนดในลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นอานาปานสติอันบริสุทธิ์ และตรง ดังที่ได้ตรัสอธิบายไว้ในพระสูตรทั้งหลาย ที่เราทั้งหลายก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่เป็นอันมาก ซึ่งกล่าวโดยสรุปว่า เข้าไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์คือนั่งขัดสะหมาด ตั้งกายตรง ทำสติให้ตั้ง ให้รู้รอบด้าน มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าหายใจออกยาวก็รู้ หายใจเข้าหายใจออกสั้นก็รู้ ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดว่าเราจักรู้กายทั้งหมดหายใจเข้าหายใจออก ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดว่าเราจักระงับกายสังขารเครื่องปรุงกาย หายใจเข้าหายใจออก ดั่งนี้

นี้เป็นพระพุทธาธิบายโดยตรง และก็ได้มีพระอาจารย์ ได้แสดงอธิบาย
ในพระพุทธาธิบายนี้ ออกไปอีกเพื่อให้มีความเข้าใจ

สำหรับในทางปฏิบัติในเบื้องต้นนั้น แม้ว่าจะยังไม่ต้องไปทำความเข้าใจพระพุทธาธิบายนั้นให้ตลอด แต่ว่าถือเอาที่ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ ว่ามีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าออกยาวก็ให้รู้ หายใจเข้าออกสั้นก็ให้รู้ เอาเท่านี้ก่อน โดยที่ได้ตั้งสติคือความระลึกรู้เข้ามา วาเราหายใจเข้า เราหายใจออก เท่านั้นก่อน สติที่ระลึกรู้ดั่งนี้ ก็ระลึกรู้เข้ามาที่ตัวเอง

ดังในบัดนี้ทุกคนก็นั่งกันอยู่ในที่นี้ และก็อยู่ในอิริยาบถนั่ง เมื่อยังมิได้มาปฏิบัตินั้น ก็มิได้ระลึกรู้ว่าเรากำลังหายใจเข้า เรากำลังหายใจออก ก็ไปนึกถึงเรื่องอื่น กับทั้งบางทีก็โลภ บางทีก็โกรธ บางทีก็หลง อยู่ในเรื่องนั้นๆ ที่นึกถึงนั้น ก็เลยมิได้นึกถึงลมหายใจเข้าลมหายใจออกของตัว หายใจอยู่ก็เหมือนอย่างไม่หายใจ เพราะมิได้ระลึกรู้ เมื่อมิได้ระลึกรู้ก็ไม่รู้ แม้ว่าจะหายใจเข้าหายใจออกอยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้น จึงต้องวางเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด วางโลภ วางโกรธ วางหลงไว้ก่อน รวมจิตเข้ามาระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของตน รวมจิตเข้ามาระลึกรู้ตน ดูตนว่าหายใจเข้าหายใจออกอยู่ อันนี้คือ อนุปัสสนา ดูตาม เพราะว่าตนเองนั้นก็หายใจเข้าหายใจออกอยู่เป็นปรกติแล้ว ตนเองจะมาดูหรือไม่ดูว่าตัวเองหายใจ แต่ว่าตนเองนั้นก็หายใจอยู่นั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงนำจิตกลับเข้ามาดูตัว ดูตนเองที่หายใจอยู่ ให้รู้ว่าหายใจเข้า ให้รู้ว่าหายใจออก รวมจิตเข้ามาดั่งนี้ ยังไม่ต้องไปกำหนดที่ไหนก็ได้ กำหนดรวมๆ เข้ามาที่ตัวเอง ก็จะรู้ได้เองว่าหายใจเข้าหายใจออก และเมื่อจิตรวมเข้ามาดู เพราะฉะนั้น เอาง่ายๆ แค่นี้ก่อน

และเมื่อจิตออกไปก็นำกลับเข้ามาดูอีก เพราะว่าจิตนี้จะออกไปอยู่เสมอ สิ่งที่นำจิตออกไปนั้นก็คือนิวรณ์ เมื่อจิตมีนิวรณ์มากนำกลับเข้ามาก็ไม่ค่อยจะยอมอยู่ จะต้องออกไป ก็นำกลับเข้ามาอีก เพราะฉะนั้นเอาเท่านี้ก่อน คอยนำจิตกลับเข้ามาดู คอยตามดูหายใจเข้าหายใจออกของตัวเองให้รู้ ก็จะได้สมาธิในเบื้องต้นได้ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด ตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

ข้อที่ควรปฏิบัติเป็นขั้นที่หนึ่ง
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อย
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๒)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ข้อความขาดนิดหน่อย
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 100 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2018, 09:53:19 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๑๒๑ - ๑๓๕ - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก




หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]