Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2018, 10:42:04 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
010 - ปฏิบัติกายใจ บูชาศาสนา ๒๓ มี.ค.๒๕๓๔ - หลวงพ่อทอง จันทสิริ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม






 22 
 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2018, 10:34:38 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
10 - ต่อสู้ความกลัว - หลวงพ่อชา สุภัทโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 23 
 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2018, 10:24:51 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
09 - ธรรมที่หยั่งรู้ยาก - หลวงพ่อชา สุภัทโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 24 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 12:40:05 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ถาม-ตอบ - หลวงปู่ชา สุภัทโท

ได้พากเพียรอย่างหนักในการปฏิบัติกรรมฐาน แต่ไม่ได้ผลคืบหน้า เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าพยายามที่จะเอาอะไรๆ ในการปฏิบัติ ความอยากอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้น หรือรู้แจ้งนั้น จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจากการหลุดพ้น ท่านจะเพียรพยายามอย่างหนักตามใจท่านก็ได้ จะเร่งความเพียรทั้งกลางคืนกลางวันก็ได้ แต่ถ้าการฝึกปฏิบัตินั้นยังประกอบด้วยความอยาก ที่จะบรรลุเห็นแจ้งแล้ว ท่านจะไม่มีทางที่จะพบความสงบได้เลย แรงอยากจะเป็นเหตุให้เกิดความ สงสัยและความกระวนกระวายใจ ไม่ว่าท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่าใดหรือหนักเพียงใด ปัญญา (ที่แท้)จะไม่เกิดขึ้นจากความอยากนั้น ดังนั้น จงเพียงแต่ละความอยากเสีย จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะไร อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องการฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง

ควรจะนอนหลับมากน้อยเพียงใด อย่าถาม ตอบไม่ได้ บางคนนอนหลับคืนละประมาณ ๔ ชั่วโมงก็พอ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านเฝ้าดูและรู้จักตัวของท่านเอง ถ้าท่านนอนน้อยจนเกินไป ท่านก็จะไม่สบายกาย ทำให้คุมสติไว้ได้ยาก ถ้านอนมากเกินไป จิตใจก็จะตื้อเฉื่อยชา หรือซัดส่าย จงหาสภาวะที่พอเหมาะกับตัวท่านเอง ตั้งใจ เฝ้าดูกายและจิต จนท่านรู้ระยะเวลาหลับนอนที่พอเหมาะสำหรับท่าน ถ้าท่านรู้สึกตัวตื่นแล้วและยังซุกตัวของีบต่อไป นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จงมีสติรู้ตัวทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้น
 
จิตของชาวเอเชียและชาวตะวันตกแตกต่างกันหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างกัน ดูจากภายนอก ขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาที่ใช้อาจดูต่างกัน แต่จิตมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติซึ่งเหมือนกันหมด ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ความโลภและความเกลียดก็มี เหมือนกันทั้งในจิตของชาวตะวันออกหรือชาวตะวันตก ความทุกข์และความดับแห่งทุกข์ก็เหมือนกันในทุกๆ คนเราควรอ่านตำรับตำรามากๆ หรือศึกษาพระไตรปิฎกด้วยหรือไม่ในการฝึกปฏิบัติ พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริง ด้วยตัวของท่านเองว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ (เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย จงมีสติอยู่เสมอ เมื่อมีอะไรๆ เกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น นี่คือทางที่จะบรรลุถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ จงเป็นปกติธรรมดา ตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่าน ทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมดเมื่อท่านทำวัตรสวดมนตร์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะ อยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สกว่า ท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่

เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น พวกท่าน บางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม การทำสมาธิภาวนา ของท่านคือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ

บางครั้งกังวลใจอยู่กับพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าฆ่าแมลงโดยบังเอิญแล้วจะผิดไหม ศีลหรือพระวินัยและศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการฝึกปฏิบัติของเรา แต่ท่านต้องไม่ยึดมั่น ถือมั่นในกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างงมงาย ในการฆ่าสัตว์หรือการละเมิดข้อห้ามอื่นๆ นั้น มันสำคัญที่เจตนา ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจของท่านเอง อย่าได้กังวลกับเรื่องพระวินัยให้มากจนเกินไป ถ้านำมาปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยเสริมการฝึกปฏิบัติ แต่พระภิกษุบางรูปกังวลกับกฎเกณฑ์เล็กๆ น้อยๆ มากเกินไป จนนอนไม่เป็นสุข พระวินัยไม่ใช่ภาระที่ต้องแบก ในการฝึกปฏิบัติของเราที่นี่มีรากฐานคือพระวินัย พระวินัยรวมทั้งธุดงควัตรและการปฏิบัติ ภาวนา การมีสติและการสำรวมระวังในกฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนในศีล ๒๒๗ ข้อนั้นให้คุณประโยชน์ อันใหญ่หลวง ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องพะวงว่าจะต้องทำตนอย่างไร ดังนั้นท่านก็หมดเรื่องต้องครุ่นคิด และมีสติดำรงอยู่แทน พระวินัยทำให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน และชุมชนก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ลักษณะภายนอกทุกๆ คนดูเหมือนกัน และปฏิบัติอย่างเดียวกัน พระวินัยและศีล ธรรมเป็นบันไดอันแข็งแกร่ง นำไปสู่สมาธิยิ่งและปัญญายิ่ง โดยการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามพระวินัยของพระสงฆ์ และธุดงควัตรทำให้เรามีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ และต้องจำกัดจำนวนบริขารของเราด้วย ดังนั้น ที่นี่เราจึงมีการปฏิบัติที่ครบถ้วนตามแบบของพระพุทธเจ้า คือ งดเว้นจากความชั่วและทำความดี มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ชำระจิตให้บริสุทธิ์ โดยการเฝ้าดูจิตและกายของเรา ในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อนั่งอยู่ ยืนอยู่ เดินอยู่ หรือนอนอยู่ จงรู้ตัวของท่านเอง
ควรจะทำอย่างไรเมื่อสงสัย บางวันวุ่นวายใจด้วยความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติ ความสงสัยนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกคนเริ่มต้นด้วยความสงสัย ท่านอาจได้เรียนรู้อย่างมากมาย จากความสงสัยนั้น ที่สำคัญก็คือ ท่านอย่าถือเอาความสงสัยนั้นเป็นตัวเป็นตน นั่นคืออย่าตกเป็น เหยื่อของความสงสัย ซึ่งจะทำให้จิตใจของท่านหมุนวนเป็นวัฏฏะอันไม่มีที่สิ้นสุด แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จงเฝ้าดูกระบวนการเกิดดับของความสงสัยของความฉงนสนเท่ห์ ดูว่าใครคือผู้ที่สงสัย ดูว่าความสงสัย นั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร แล้วท่านจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความสงสัยอีกต่อไป ท่านจะหลุดพ้นออก จากความสงสัยและจิตของท่านก็จะสงบ ท่านจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ปล่อยวาง ความสงสัยของท่านและเพียงแต่เฝ้าดู นี่คือที่สิ้นสุดของความสงสัย

วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา) มีหลายวิธีจนสับสน มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย โดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือ แนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษาอาจารย์ท่านอื่นอีก และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้น นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ ท่านจะรู้ว่า แม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจจธรรมได้ ในที่สุด ท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง ผลที่สุดท่านต้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้

จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆ ชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่ง เกิดปัญญามากเท่านั้น ผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆ ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรา มีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติ ให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือท่าน เพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่ หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปี และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมาก หรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆ ในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงาม และหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะเข้าใจถึงสภาวะธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัด ท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า
จิตฟุ้งซ่านมากทั้งๆ ที่พยายามจะมีสติอยู่ อย่าวิตกในเรื่องนี้เลย พยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อเกิดรู้สึกอะไรขึ้นมาภายในจิตก็ตาม จงเฝ้าดูมัน และปล่อยวาง อย่าแม้แต่หวังที่จะไม่ให้มีความนึกคิดเกิดขึ้นเลย แล้วจิตก็จะเข้า สภาวะปกติตามธรรมชาติของมัน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่ว ร้อนและหนาว เร็วหรือช้า ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีตัวตนเลย อะไรๆ ก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น เมื่อท่านเดินบิณฑบาตไม่จำเป็นต้องทำอะไรพิเศษ เพียงแต่เดินและเห็นตามที่เป็นอยู่ อย่ายึดมั่นอยู่กับการแยกตัวไปอยู่แต่ลำพัง หรือกับการเก็บตัว ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด จงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติ และเฝ้าดู เมื่อเกิดสงสัยจงเฝ้าดูมันเกิดขึ้นและดับไป มันก็ง่ายๆ อย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดทั้งสิ้น เหมือนกับว่าท่านกำลังเดินไปตามถนน บางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางทางอยู่ เมื่อท่านเกิดกิเลส เครื่องเศร้าหมอง จงรู้ทันมันและเอาชนะมันโดยปล่อยให้มันผ่านไปเสีย อย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางที่ ท่านได้ผ่านมาแล้ว อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ จงอยู่กับปัจจุบัน อย่าสนใจกับระยะทางของถนน หรือกับจุดหมายปลายทาง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไป อย่าไปยึดมั่นไว้ ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิต และเมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง

“สูตรของเว่ยหล่าง (หรือฮุยเหนิง)” ของพระสังฆปริณายก (นิกายเซ็น) องค์ที่หก ท่านฮุยเหนิงมีปัญญาเฉียบแหลมมาก คำสอนของท่านลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งไม่ใช่ของง่ายที่ผู้เริ่มต้นปฏิบัติจะเข้าใจได้ แต่ถ้าท่านปฏิบัติตามศีลและด้วยความอดทนและถ้าท่านฝึกที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่าน ก็จะเข้าใจได้ในที่สุด ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกุฏิหลังคามุงแฝก ฤดูฝนนั้นฝนตกชุก และ วันหนึ่งพายุก็พัดเอาหลังคาโหว่ไปครึ่งหนึ่ง เขาไม่ขวนขวายที่จะมุงมันใหม่ จึงปล่อยให้ฝนรั่วอยู่อย่างนั้น หลายวันผ่านไป และผมได้ถามถึงกุฏิของเขา เขาตอบว่าเขากำลังฝึกการไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่เป็นการไม่ยึด มั่นถือมั่นโดยไม่ใช้หัวสมอง มันก็เกือบจะเหมือนกับความวางเฉยของควาย ถ้าท่านมีความเป็นอยู่ดีและ เป็นอยู่ง่ายๆ ถ้าท่านอดทนและไม่เห็นแก่ตัว ท่านจึงจะเข้าใจซึ้งถึงปัญญาของท่านฮุยเหนิงได้

ขอให้อธิบายเพิ่มที่ว่าสมถะหรือสมาธิ และวิปัสสนาหรือปัญญานี้เป็นสิ่งเดียวกัน นี่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ นี่เอง สมาธิ (สมถะ) และปัญญา (วิปัสสนา) นี้ ต้องควบคู่กันไป เบื้องแรกจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้โดยอาศัยอารมณ์ภาวนา จิตจะสงบตั้งมั่นอยู่ได้เฉพาะขณะที่ท่านนั่งหลับตาเท่านั้น นี่คือสมถะและอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญา หรือวิปัสสนาได้ในที่สุด แล้วจิตก็ จะสงบไม่ว่าท่านจะนั่งหลับตาอยู่หรือเดินอยู่ในเมืองวุ่นวาย เปรียบเหมือนกับว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเด็ก บัดนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่ แล้วเด็กกับผู้ใหญ่นี้เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ท่านอาจจะพูดได้ว่าเป็น คนคนเดียวกัน หรือถ้ามองอีกแง่หนึ่งท่านก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละคนกัน ในทำนองเดียวกัน สมถะกับวิปัสสนา ก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละเรื่องกัน หรือเปรียบเหมือนอาหาร

กับอุจจาระ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนละสิ่งกัน อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ผมพูดมานี้ จงฝึกปฏิบัติต่อไป และเห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง ไม่ต้องทำอะไร พิเศษไปกว่านี้ ถ้าท่านพิจารณาว่าสมาธิและปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้ว ท่านจะรู้ความจริงได้ด้วยตัว ของท่านเอง ทุกวันนี้ผู้คนไปยึดมั่นอยู่กับชื่อเรียก ผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่า “วิปัสสนา” สมถะก็ถูก เหยียดหยามหรือผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่า “สมถะ” ก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อน วิปัสสนา เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ อย่าไปวุ่นวายคิดถึงมันเลย เพียงแต่ฝึกปฏิบัติไป แล้วท่านจะรู้ได้ด้วย ตัวท่านเอง

ในการปฏิบัติของเรา จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงฌานหรือไม่ ไม่ ฌานไม่ใช่เรื่องจำเป็น ท่านต้องฝึกจิตให้มีความสงบ และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) แล้วอาศัยอันนี้สำรวจตนเอง ไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่านี้ ถ้าท่านได้ฌานในขณะฝึกปฏิบัตินี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่อย่าไปหลงติดอยู่ในฌาน หลายคนชะงักติดอยู่ในฌาน มันทำให้เพลิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมัน ท่านต้องรู้ขอบเขตที่สมควร ถ้าท่านฉลาดท่านก็จะเห็นประโยชน์และขอบเขตของฌาน เช่นเดียวกับที่ท่านรู้ขั้นความสามารถของเด็ก และขั้นความสามารถของผู้ใหญ่

ถาม-ตอบ - หลวงปู่ชา สุภัทโท


 25 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 12:23:44 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

ภาวนาอย่าไปติดสุข

นักภาวนาจะมาติดอยู่กับสุขเวทนาอันนี้ หลงก็หลงกันอยู่ในความสุขนี้
เพราะตัวเองต้องการความสุข สิ่งใดจะเป็นไปในทางที่จะให้เกิดความสุขใจ ก็
ต้องวิ่งเต้นแสวงหาเพื่อได้มาให้สมใจ ถึงจะมีความทุกข์บ้าง ก็พยายามดิ้นรนหา
ความสุขต่อไป มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ต้องการความสุขทั้งนั้น
อะไรบ้างความสุขที่มนุษย์ต้องการ ขอให้ท่านได้พิจารณาด้วยปัญญาท่านเอง จะ
ให้ผู้เขียนนำมาเขียนในเรื่องความสุขที่มนุษย์ต้องการ จะเป็นหนังสือเล่มหนาเกิน
ไป แต่เพียงชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น เช่นความสุขของเด็กที่ต้องการก็เป็นอย่าง
หนึ่ง ส่วนความสุขที่หนุ่มสาวต้องการก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง มีอะไรบ้าง ให้เราใช้
ปัญญาพิจารณาดูเอง คนที่มีครอบครัวแล้วต้องการความสุขอะไร คนเฒ่าคนแก่
ต้องการความสุขอะไร ร้อยเปอร์เซ็นต์มนุษยโลกเกิดมาต้องการความสุขทั้งนั้น
ส่วนความทุกข์ไม่มีใครในโลกมีความต้องการ ส่วนความสุขที่มนุษยโลกต้องการ
มีความเท่าเทียมกันมีอะไรบ้าง มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ที่
ชอบใจ ทั้งหมดนี้จึงรวมอยู่ในเวทนาทั้งนั้น แต่ผู้เขียนจะเน้นอยู่กับอารมณ์ที่เป็น
สุขให้มาก เพราะนักปฏิบัติยังมาหลงกันอยู่จุดนี้ เพื่อจะได้ใช้ปัญญาพิจารณาแก้
ปัญหาของตัวเองบ้าง สุขเวทนาที่เราหามาทับถมจิตอยู่ในขณะนี้ จึงทำให้นัก
ปฏิบัติเกิดความลืมตัว ประมาทมัวเมาในชีวิตตัวเอง แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
และมั่นคงเผลอตัวไม่ได้ คอยแต่จะพลิกแพลงกลายไปเป็นความทุกข์ จำเป็นต้อง
ได้ประคับประคองอยู่เสมอ ถ้าเผลอก็ตกลงมาเป็นทุกข์ได้ง่ายทีเดียว ทำให้ต้อง
ดิ้นรนหาวิธีแก้ไขหนีทุกข์ต่อไป แต่แล้วไปเกาะอยู่ในความสุขของกามคุณอยู่อีก
นั่นเอง แล้วก็เผลอตกมาเป็นทุกข์อีก ขึ้น ๆ ลง ๆ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ จึง
หาทางหนีออกจากความสุข หนีออกจากความทุกข์จากโลกนี้ไม่ได้เลย

โลกปิดบังธรรม

เราเคยเกิดมาสัมผัสกับโลกนี้มานาน ชาติที่ผ่านมาในอดีตเราก็เคยมาเกิดใน
โลกนี้ การเสวยความสุขความทุกข์ของโลกก็เหมือนกันกับในชาตินี้ อนาคตเมื่อ
เราไปเกิดใหม่อีก ก็จะไปเสวยสุขเสวยทุกข์ เหมือนชาติปัจจุบันนี้เอง ทำไมเรา
จึงไม่ใช้ปัญญาพิจารณาดูบ้าง ความสุขที่เกิดขึ้นจากกามคุณนั้น เป็นเหตุให้เกิด
ทุกข์อย่างไร ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองดูบ้าง เดี๋ยวนี้เราหลงความสุขของกามคุณ
แทบจะลืมตาไม่ขึ้น พยายามดิ้นรนแสวงหาความสุขของโลก แทบจะไม่มีการ
พักผ่อนหลับนอน ขนาดนั้นก็ยังไม่พอแก่ความต้องการ มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ
ฉนั ใด ใจที่มีกิเลสตัณหา ย่อมไม่อิ่มในกามคุณฉันนั้น เพราะกามคุณเป็นของมี
อยู่ประจำโลกมาแต่กาลไหน ๆ สัตว์ทุกตัว มนุษย์ทุกคน ย่อมมาหลงอยู่ในกาม
คุณของโลกนี้ทั้งนั้น พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่วางไว้ให้แก่พวกเราทั้ง
หลาย ก็เพื่อให้พวกเราได้เอามาเป็นเครื่องมือบุกเบิก เพื่อแหวกตัวออกจากโลกนี้
ไป เพราะโลกปิดบังธรรมเอาไว้ เราต้องใช้ปัญญาฝ่าฟันความหลงโลกภายในหัว
ใจให้เปิดออกไป ให้ใจได้พบกระแสธรรมบ้าง เมื่อใจเราหลงโลกก็ต้องใช้ปัญญา
เข้าช่วยเหลือ ให้ใจได้เกิดความรู้ความฉลาดรู้เท่าทันความเป็นอยู่ของโลกบ้าง
สิ่งใดที่เป็นเหตุให้ใจเราหลง ก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้แยบคาย อย่าให้ความหลง
อย่างอื่นมีความลี้ลับอยู่ภายในใจ ดังบาลีว่า นตฺถิ โลเก รโหนาม ความลับไม่
มีในโลก นี้ก็เพราะปัญญาพิจารณารู้เห็นทั้งหมด ว่าทุกอย่างในโลกนี้มีอยู่ใน
ขอบเขตของสัจธรรม คือความไม่เที่ยง และเป็นสถานที่ทนอยู่ด้วยความทุกข์
และโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของเรา จะเอาสมบัติของโลกมาเป็นสมบัติส่วนตัว
แน่นอนไม่ได้ แต่มาอาศัยสมบัติของโลกนี้ชั่วคราวแล้วก็จากไป หรือ ใจที่มี
ความผูกพันกับอารมณ์แห่งความสุขของโลก นั้นก็คือจิตยังหลงติดอยู่ในความสุข
เวทนา ถ้าจิตยังมีความต้องการความสุขของโลกอยู่ จิตก็จะได้รับอารมณ์ของ
ทุกขเวทนาตลอดไป จึงให้ใช้ปัญญาเพิกถอนอารมณ์ทั้งสองนี้ออกจากใจ จึงจะ
ได้พบกระแสธรรมอย่างแท้จริง

สัญญา ที่เป็นนามของจิตอีกอย่างหนึ่ง ถึงจะเป็นอนิจจัง อนัตตาก็ตาม
จะนำมาแก้กิเลสตัณหานั้นต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เข้าใจ เพื่อจะใช้สัญญาเป็น
อุบายตัดกำลังของกิเลสตัณหา คำว่าสัญญาความจำ เราต้องใช้ปัญญาเลือกเฟ้น
จำสิ่งที่ควรจำ สิ่งใดที่จะก่อให้กิเลสตัณหาฟูตัว และเป็นโทษภัยแก่ใจ ก็ต้องใช้
อุบายออกตัว อย่าให้ความสนใจในสิ่งนั้น ๆ เช่น รูปเพศตรงข้าม เห็นแล้ว ใจ
เกิดมีปฏิกิริยาไปในทางบวก คือความรัก ต้องการความสัมผัส ถ้าอาการของจิต
ผิดปกติที่จะทำให้เกิดราคะ ก็อย่าไปจดจำรูปลักษณะผิวพรรณความสวยงามของ
เขา อันจะทำให้ใจมีความกำเริบเศร้าหมองจนลืมตัวลืมธรรม ถ้าผู้มีปัญญาที่
ฉลาดจะใช้สัญญาจำในอุบายที่จะให้เกิดธรรม เช่น เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย
คนมีความทุกข์ หรือเห็นซากศพของคนและสัตว์ ทั้งหมดนี้ให้จำไว้ให้ดี ให้ติด
ตาติดใจได้มากเท่าไรยิ่งดี จะหลับตาลืมตา หรืออยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้ปรากฏ
แก่ใจอยู่ตลอดเวลา นี้ใช้สัญญาที่จะก่อให้เกิดในทางธรรม เมื่อจำใส่ใจไว้แล้ว
ก็น้อมเข้ามาหาตัวเอง ว่าเราก็จะเป็นไปในลักษณะนั้น เช่นเห็นคนแก่ก็จำเอาคน
แก่น้อมเข้ามาในตน เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย ก็จำแล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง เห็น
คนมีทุกข์ เห็นซากศพ ก็จำแล้วน้อมเข้ามาหาตัวเอง ใช้ปัญญาทบทวนดูทั้งเขา
ทั้งเราให้เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ทั้งเราทั้งเขาจะต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนี้
เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าคนนั้นจะสวยงามและขี้เหร่ ไม่ว่าคนรวยคนจน ขึ้นชื่อ
ว่าคนผู้เกิดมาในโลกนี้แล้ว ย่อมตกอยู่ในสภาพนี้เหมือนกันทั้งหมด นี้คือใช้
สัญญาให้เป็นประโยชน์ในทางธรรม เช่นพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ก่อนที่
พระองค์จะได้ออกบวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็น
คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และใช้สัญญาจำไว้จนติดใจ พระองค์ก็น้อมเข้ามาหา
ตน ใช้ปัญญาพิจารณาตนให้เป็นเหมือน คนแก่ คนเจ็บ คนตาย จนจิตเกิด
ความเบื่อหน่าย เห็นโทษเห็นภัยในการเกิด จึงได้หนีไปบวชจนตรัสรู้เป็นพระ
พุทธเจ้า เอาธรรมที่พระองค์รู้แล้วมาสั่งสอนพวกเราทั้งหลาย ฉะนั้นสัญญา ถ้า
ผู้มีปัญญาเอามาใช้ ก็จะเป็นอุบายที่จะให้พบกระแสธรรม

สังขาร นี้ก็เป็นอาการของจิตอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า จิตสังขาร คือความ
ปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนี้ เป็นวิธียุยงส่งเสริมให้ใจมีความเคลื่อนไหวคะนองทาง
ใจโดยตรง ทำให้ใจเกิดความฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ที่ปรุงไป อาศัยอารมณ์ใน
อดีตที่ผ่านมา และปรุงอยู่ในปัจจุบัน และปรุงเรื่องในอนาคต ก่อนที่จะปรุงนั้น
ก็ต้องตั้งปัญหาขึ้นตามสมมุติและสัญญา เช่นเรื่องเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว
สัญญาไปจำอารมณ์แห่งความรักใคร่กับคนใดคนหนึ่ง จำเอารูปร่างลักษณะผิว
พรรณและกิริยา อาศัยความรักเป็นเหตุ แล้วสมมุติขึ้นตามสัญญาที่จำไว้แล้ว
แล้วสังขารความปรุงแต่งก็กำหนดให้เป็นบทละครขึ้นมาในใจ สมมุติว่าเป็นอย่าง
นั้น สมมุติว่าให้เป็นไปอย่างนี้ มีสังขารปรุงแต่งไปตามความต้องการ เหมือน
กับว่าใจได้อยู่ในเหตุการณ์จริง ใจก็เกิดความหลงเพลินไปตามเหตุการณ์ที่ปรุงไป
ใจชอบอย่างไรก็สมมุติไปปรุงไป วาดมโนภาพขึ้นมาเหมือนกับว่าตัวเองอยู่ใน
เหตุการณ์ สังขารความปรุงแต่งไปตามสมมุติและสัญญานี้ ก็มีวิธีต่อเติมเสริม
แต่ง เพิ่มรสชาติไปตามโลกนิยมอย่างหยดย้อยทีเดียว ใจก็มีความเลื่อนลอยไป
ตามเหตุการณ์ที่ตัวเองสร้างขึ้น จนเกิดความเพ้อฝันลืมตัว เรียกว่า สร้างวิมาน
บนอากาศ วาดมโนภาพมาหลอกใจตัวเอง จึงเกิดเป็นธรรมารมณ์ที่ฝังใจอย่าง
แนบแน่น นี้ก็เป็นเวทนา คืออารมณ์ที่ใจกำลังเสวยอยู่ ฉะนั้นสังขารที่ปรุงแต่ง
ไปนั้น ก็มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องหนุน ผลักดันให้สังขารทำงานต่อไป ใจที่มี
โมหะ อวิชชาอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่ากำลังก่อไฟเผาตัวเอง มีแต่ความหลงเพลินไปตาม
สังขารความปรุงแต่งแทบตัวจะลอย หลังจากปรุงแต่งไปตามสมมุติและสัญญา
แล้ว ก็คิดอยากจะสัมผัสตัวจริงว่าเป็นอย่างไร ใจที่เต็มแน่นขนัดไปด้วยกิเลส
ตัณหา ที่มีกำลังอย่างเต็มที่แล้ว และใจก็มีโมหะอวิชชาปกปิดไว้อย่างมืดบอด
สติปัญญาความฉลาดก็ไม่มีแฝงอยู่ในหัวใจบ้างเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปจะมีอะไร
เกิดขึ้น ขอให้เราใช้ปัญญาพิจารณาดูบ้าง เพื่อจะหาอุบายวิธีป้องกันตัว
เรื่องปัจจุบันก็ดี เรื่องอนาคตก็ดี ถ้ามีสังขารความปรุงแต่งอยู่ที่ใจแล้ว

เรื่องอนาคตก็ยิ่งสร้างวิมานไว้ล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี เพราะใจต้องการความสุข
จากกามคุณอยู่แล้ว เมื่อความสุขของกามคุณในปัจจุบันนี้ไม่สมใจ ก็คาดหมาย
เอาความสุขในอนาคต ปัจจุบันเรามีบ้านหลังเล็ก อนาคตจะทำให้ใหญ่โต ขณะ
นี้เรายังจน ต่อไปเราอาจจะเป็นเศรษฐี คู่ครองเราไม่ดี ต่อไปเราจะแก้มือใหม่
ใจที่มีการคิดไปในอนาคตแล้วอย่างนี้ เรื่องสังขารสมมุติก็ยิ่งจะทำงานอย่างเต็มที่
คิดว่าจะไม่มีอะไรบกพร่องได้เลย ทุกอย่างจะต้องเพียบพร้อมในกามคุณอย่าง
สมบูรณ์ เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุขในกามจะเป็นยอดแห่งความสุข
ของโลก นี้คือวางโครงสร้างตามจินตนาการเอาไว้ จะต้องการอย่างไร เอาอย่าง
ไรก็ใช้ความปรุงแต่งตามสมมุติต่อไป ใจก็เพลินจนลืมตัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะ
ปญั ญาความฉลาดไม่มใี นใจ จงึ ทาํ ใหกิ้เลสสังขารหลอกใจแทบไมมี่ชนิ้ ดี ฉะนั้น
เราจึงใช้สติปัญญาพิจารณา หาอุบายยับยั้งใจ ไม่ให้กิเลสตัณหาและสังขารได้
ลอยไปตามกระแสของโลกจนลืมตัว ใช้ปัญญาพิจารณาความทุกข์โทษภัยให้ใจได้
มีการตื่นตัวเอาไว้วิญญาณ ก็เป็นอาการของจิต ถึงจะรู้ก็รู้ออกมาจากจิต วิญญาณนี้จะรู้คุม
ถึงรูปขันธ์และนามขันธ์ทั้งหมด เมื่อจิตครองรูปอยู่ ความรู้ของวิญญาณ ก็
กระจายอยู่ในรูปขันธ์อย่างทั่วถึง แม้เวทนา สัญญา สังขาร ก็มีวิญญาณรู้ทั้ง
หมด ถึงตัววิญญาณเองก็รู้อยู่ในตัวมันเอง วิญญาณจึงเป็นรัศมีออกมาจากจิต
โดยตรง เหมือนกับความร้อนของไฟที่เกิดมาจากไฟ ฉะนั้นวิญญาณเพียงเป็น
ความรู้เท่านั้น ส่วนจะรู้ในเรื่องอะไร ก็ขึ้นอยู่ในการสัมผัสของอายตนะ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ชิวหาสัมผัส
กายสัมผัส และมโนสัมผัส ขันธ์ห้าจึงมีวิญญาณเป็นตัวคุมไว้ทั้งหมด ขันธ์ทั้ง
ห้าก็ไม่ใช่ตัวกิเลสตัณหาอวิชชาแต่อย่างใด เป็นเพียงสภาวธรรมที่เป็นกลางอยู่เท่า
นั้น และไม่เป็นสัตว์เป็นบุคคลแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงกิเลสตัณหามาแอบแฝงอยู่
เท่านั้น ฉะนั้นนักปฏิบัติจึงมุ่งกำจัดกิเลสอาสวะที่แฝงอยู่ในขันธ์ให้หมดไป
เพราะ กิเลสตัณหาเพียงเป็นกาฝากของขันธ์ แต่บัดนี้ กิเลสตัณหาอวิชชามายึด
เอาขันธ์เป็นตัวเป็นตนและเป็นเรา ได้ยึดครองขันธ์ว่าเป็นตัวเราอย่างนี้มานาน
ถือเป็นกรรมสิทธิ์อย่างมั่นคงไม่ยอมปล่อยวาง แม้จิตเดิมก็ยังถูกกิเลสตัณหา
อวิชชาครอบงำเอาไว้ จนเปลี่ยนนิสัยเป็นไปตามอวิชชา ตามกิเลสตัณหาทั้งหมด
เปรียบเหมือนคำกล่าวที่ว่า ตกหมู่แร้งก็เป็นแร้ง ตกหมู่กาก็เป็นกา ก็เหมือนจิต
เดิมสะสมอยู่กับกิเลสมานาน จนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กว่าจะแยกออก
จากกันได้ก็ต้องใช้สติปัญญาที่ฉลาดเข้าไปแก้ไข ถ้าแก้ถูกจุดก็เป็นของง่าย ถ้าแก้
ไม่ถูกจุดก็ยากที่กิเลสกับจิตจะแยกจากกัน

ถ้าแก้ปัญหาถูกจุดเป็นของง่าย

อุบายที่จะแก้ไขปัญหา คือแยกกิเลสออกจากจิตนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัส
ไว้แล้วเป็นอย่างดี ในครั้งพุทธกาลมีพุทธบริษัทได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระ
พุทธเจ้าแล้ว จึงแก้ปัญหาไปได้อย่างง่ายดาย อุบายทั้งหมดนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้
วางไว้ให้แก่พวกเราแล้ว แต่พวกเราจะนำธรรมะนั้นมาแก้ปัญหาให้ถูกจุดหรือไม่
ถ้าถูกจุดก็จะผ่านไปได้เร็ว ถ้าไม่ถูกจุดก็จะตกค้างอยู่ในโลกนี้ต่อไป ดังเราได้รู้
อยู่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจสี่ และพระองค์ก็สอนเรื่องอริยสัจสี่แก่พุทธ
บริษัททั้งหลาย ท่านเหล่านั้นก็ได้บรรลุธรรมในอริยสัจสี่ เป็นพระขีณาสพไป
แล้วเป็นจำนวนมาก ขณะนี้เราก็รู้อริยสัจสี่เหมือนกันกับท่าน แต่ทำไมเราจึงนำ
มาแก้ปัญหาของใจตัวเองไม่ได้ จะเป็นเพราะเราไม่มีความจริงจังในการปฏิบัติ
อย่างนั้นหรือ หรือกลัวว่าจะต้องทิ้งญาติขาดมิตรจะไม่มีใครดูแลครอบครัว หรือ
กลัวว่าจะไม่ ได้มาเกิดเห็นความเจริญของโลกอีกอย่างนั้นหรือ หรือมีความห่วงใย
อะไรอยู่ในโลกนี้ คนไหนเป็นอะไร มีอะไรก็เห็นกันอยู่เต็มตาเต็มใจ ในที่สุดก็
หามกันไปเผาที่นั่นที่นี่เป็นทิวแถว อันนั้นเป็นคิวของเขา ส่วนคิวของเราล่ะวัน
ไหนเขาจะหามเราไป ทำไมจึงไม่ใช้สติปัญญาครุ่นคิดดูบ้าง ปัญญาเราก็มีอยู่แล้ว
ทำไมจึงไม่นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางธรรม ในทางแก้ปัญหาของตัวเอง
ส่วนปัญญาที่กำลังขุดหลุมฝังตัวเองทั้งเป็น ทำไมจึงมีความฉลาดเหลือหลาย เมื่อ
หมุนกลับเข้ามาทางธรรม ปัญญามันหายไปไหนหมด มีแต่พูดเป็นเสียงเดียวกัน
ว่า ปัญญาไม่มี ๆ นี้จะให้ดึงให้ลากวิธีไหนจึงก้าวเดิน ถ้าเป็นการดึงด้วยเชือก
มือของคนดึงก็จวนจะขาด ทำให้ผู้ดึงหมดกำลังใจ เพราะดึงเท่าไรก็ไม่ยอมเดิน

อริยสัจสี่ที่เป็นอุบายในการปฏิบัติอย่างสำคัญ และก็มีอยู่ในกายในใจของ
เราทุกคน แต่ความขุดค้นด้วยปัญญาเรายังไม่ถึงรากถึงฐาน เป็นเพียงความรู้ใน
การศึกษา อยู่ในขั้นหลักวิชาการตามตำรา ยังไม่ได้ใช้ปัญญาน้อมเข้ามาพิจารณา
ที่กายที่ใจของตัวเองอย่างจริงจัง ถึงจะรู้จริงรู้ถูกต้อง ก็เป็นเพียงรู้จริงตามตำรา
ความรู้ในระดับนี้ จะให้ละกิเลสตัณหาอวิชชาให้หมดไปจากใจยังไม่ได้ เพราะ
เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานในภาคทฤษฎีเท่านั้น เช่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทั้งสี่นี้แบ่งออกเป็นสองตอน ตอนแรก ทุกข์กับสมุทัย ตอนที่สอง นิโรธกับ
มรรค การแยกอย่างนี้จะสะดวกในการศึกษา จะไม่สับสนในการสอนการเรียน

ส่วนภาคปฏิบัตินั้น จะต้องเอามรรคเป็นหลัก เพราะมรรคเป็นศูนย์รวมของ
อุบายและข้อปฏิบัติทั้งหลาย ดังมีคำเปรียบไว้ว่า รอยเท้าช้างย่อมเป็นที่รวมแก่
รอยเท้าสัตว์ทั้งปวง มรรคแปดก็เป็นศูนย์รวมไว้ในอุบายข้อปฏิบัติทั้งหมด
ฉะนั้นมรรคแปดจึงเป็นต้นทางที่สำคัญ ถ้าเริ่มจุดเบื้องต้นตรงแล้ว การเดินทางก็
ต้องตรง หรือตั้งเข็มทิศไว้ตรงแล้ว การเดินเรือก็ต้องตรง มรรคแปดนั้นย่นลง
มาเป็นสาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา การย่นอย่างนี้ก็เพื่อการศึกษา ให้รู้ธรรม
หมวดต่ำ หมวดกลาง หมวดสูง หรือปฏิบัติกันแบบพื้น ๆ ธรรมดา ๆ ก็ปฏิบัติ
กันไป คือไม่ต้องกระตือรือร้น เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ไม่หวัง
อริยมรรค อริยผล ปฏิบัติแบบสร้างบารมีไปเรื่อย ๆ ไม่จำเป็นจะละกิเลสตัณหา
อวิชชาแต่อย่างใด

พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ


 26 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 12:07:29 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
7 สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต (5-7) - ท่านว.วชิรเมธี

๕. รักษาใจให้ปราศจากความริษยา

พิธีกร: ความโลภกับความริษยา พระอาจารย์ว่าอันไหนร้ายแรงกว่ากัน แล้วก็จะรักษาใจให้ปราศจากความริษยาได้อย่างไรครับ
ว.วชิรเมธี: ความโลภ ถ้าเราไม่รู้จักสะกดคำว่า “พอ” จะติดตามเราไปจนถึงภพหน้า เชื่อไหม อาตมาเคยไปปิดตาให้คนที่เสียชีวิตแล้วยังหลับไม่ลง หลับไม่ลงเพราะยังหวงสมบัติ ความโลภนั้นมันนำไปจนถึงภพหน้า

คือคุณปู่คนหนึ่งมีลูกหลานเป็นสิบคน แต่พอวาระสุดท้ายปรากฏว่า เขาตายแต่ตาไม่ยอมหลับ ลูกศิษย์ก็เลยนิมนต์อาตมา เพราะว่าเอาพระรูปอื่นไปแล้ว เอาไม่อยู่ อาตมาไปถึงเราก็บอก อืม ก่อนที่ปู่จะไปนี่สั่งอะไรไหม คุณแม่ก็บอกสั่งหมดแล้ว คุยกันหมดแล้ว อาตมาก็ถามว่า ถ้าคุยกันหมดแล้ว ทำไมยังหลับตาไม่ลง อาตมาไม่เชื่อ อาตมาก็เลยบอกว่า ขอคนในอยู่นี่สัก ๓ คนพอ ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องขอเชิญไปข้างนอกสักระยะ

ในที่สุดก็เหลือคนใน ๓ คน อาตมาก็ถามว่า โยมถ้าอยากให้พ่อของโยม
หรือคุณปู่ตายตาหลับ ขอตอบตามความเป็นจริง มีเรื่องไหนที่คนนอกไม่รู้ไหม ที่ปู่ไปทำไว้
ที่พ่อไปทำไว้ คุณแม่ร้องไห้ ลูกคนโตร้องไห้
พระอาจารย์คะ พระอาจารย์รักษาความลับได้ไหมคะ (เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง) พระอาจารย์ก็บอก
ยืดอกเลยนะ โยมดูหน้าอาตมา หน้าอย่างนี้น่าเชื่อถือไหม แต่ตอนนี้เอามาเล่า เขาอนุญาตแล้วนะ (เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง)
อาตมาก็บอก เอ้า โยมเล่ามา สุดท้ายคุณแม่ก็เลยบอกว่า สามีนี่เคยไปมีเมียน้อยอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วเป็นคนที่ลูกไม่ยอมรับ เพราะว่าเป็นเหมือนชาวเขา ที่มาทำงานบ้านให้ แล้วสามีก็ไปเผลอใจให้กับโยมมะขิ่นคนนี้ แต่ลูกๆ ไม่ยอมรับ สุดท้ายก็ซื้อบ้านซื้ออะไรให้ที่โน่น แล้วก็คงจะเป็นเรื่องเดียวที่เมื่อสามีล่วงไป ไม่ได้แบ่งอะไรให้คนคนนั้นเลย เขาได้เท่าที่เขาได้ คือบ้านหลังเดียว ส่วนค่าน้ำค่าไฟหาเองทุกอย่าง
พออาตมารู้ปั๊บ อาตมาบอก ขอให้เรียกทุกคนเข้ามา อาตมาจะแสดงปาฏิหาริย์ล่ะ ทุกคนเข้ามา
อาตมาก็เลยนั่งสมาธิข้างเตียง อาตมาก็อธิษฐานในใจว่า เรื่องที่เชียงใหม่ เดี๋ยวอาตมาดูแลให้
(เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง) ลูบตา หลับสนิทเลย ยิ้มเลยนะ เห็นไหม ตั้งแต่นั้นมาใครจะไปภพหน้า
นิมนต์อาตมาตลอดเลย
ศราวุธ จารุจินดา: แล้วตกลงมะขิ่นได้แบ่งอะไรไหมครับ
ว.วชิรเมธี: ตอนนี้รู้สึกว่ามะขิ่นได้แล้ว ได้เงินก้อนหนึ่งที่ครอบครัวใหญ่จัดสรรให้จำนวนหนึ่ง นี่คือตัวอย่างว่า ถ้าคุณปล่อยความโลภไม่ลงปลงไม่เป็น แม้คุณจะจากไปแล้ว แต่ยังตัดไม่ขาด มันก็สามารถข้ามภพข้ามชาติได้ อย่างไรก็ตาม นอกจากความโลภ กิเลสตระกูลเดียวกันก็คือ ความอิจฉาริษยา พอโลภะมา เราจะหวงสมบัติไว้กับเราทั้งหมด เราไม่อยากให้ใคร เราก็ต้องไปอิจฉาเขา ก็คือ ทนให้ใครมาได้ดีมีสุขร่วมกับเราไม่ได้ ลักษณะเฉพาะของอิจฉาริษยา คือเห็นคนอื่นได้ดีแล้วรับไม่ได้ ที่นี่มีไหม เห็นคนอื่นได้ดีแล้วรับไม่ได้ มีไหม บริษัทนี้หายาก คนดีเยอะ ที่อื่นนี่บางทีต้องเขียนคิ้วปลอมกันทั้งบริษัท (เสียงหัวเราะ - ผู้ฟัง) อิจฉามากับคำว่า “ตาร้อน” เห็นหรือยัง ฉะนั้นโรคอิจฉาริษยา ถ้าใครมี ถ้าใครเป็น บั่นทอนสุขภาพจิตมาก

เคยมีดาราคนหนึ่งเล่าให้อาตมาฟัง เป็นดาวค้างฟ้า วันหนึ่งดารารุ่นใหม่โผล่ขึ้นมา ปิ๊งเลย ดาราคนนี้
พอเห็นรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา นอนไม่หลับทุกคืน ยิ่งเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน เห็นมีแต่ข่าวคนอื่น ต้องกินยาทันที รับไม่ได้ แล้วเวลาดูละครโทรทัศน์ ถ้าเห็นคนในรุ่นเดียวกันมาเล่นละคร จะดูไม่จบตอน ถ้าดูแล้วมีน้องใหม่โผล่ขึ้นมา แล้วมีสไตล์การแสดงเหมือนตัวเอง วันนั้นความดันขึ้น ทั้งๆ ที่ออกจากวงการแล้วนะ แต่ยังปล่อยไม่ลงปลงไม่เป็น เธอบอกว่า ที่ตรงนี้ฉันเคยอยู่ ใครจะมาอยู่ไม่ได้

ลองคิดดูสิ ความอิจฉาริษยา ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นอดีตไปแล้ว แต่ยังยึดติดถือมั่นว่า ที่ตรงนี้ต้องเป็นของฉันเท่านั้น ใครก็มาอยู่ตรงนั้นไม่ได้ ปล่อยไม่ลงปลงไม่เป็น ละครก็ไม่ได้เล่นแล้ว แต่ชีวิตยังคงไม่มีความสุข ฉะนั้น ถ้าใครมีความอิจฉาในดวงใจ มะเร็งทางอารมณ์จะเกิดขึ้น แล้วมันจะกัดกินความสุขในหัวใจเรา ตราบใดก็ตามที่เขายังได้ดีมีความสุข แล้วเราอิจฉาเขา เราก็จะทุกข์ตราบนั้น ถ้าเขาได้ดีมีสุข เราก็จะได้ไม่ดีมีทุกข์ มันตรงกันข้าม ฉะนั้นมีคนที่เราริษยาอยู่ในใจหนึ่งคน ก็เหมือนกับมีนรกหนึ่งขุมอยู่ในนี้

ถ้าเรามีใครสักคนที่ริษยาหนึ่งคน นรกหนึ่งขุม ฉะนั้น คุณโยมไปดูว่าตนเองมีนรกกี่ขุม ถ้ามีนะ ได้โปรดเวนคืนเสีย อย่าไปหวงนรกเลย ใครก็ตามที่มีความริษยาอยู่ในใจนะ ไฟนรกเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา ริษยาเขาคือจุดไฟเผาตัวเอง แล้วคุณทำไปทำไม มันไม่มีความสุขเลย
ฉะนั้นถ้าอยากจะมีความสุขมันง่ายนิดเดียว เอาความริษยาออกไปจากใจ เห็นใครได้ดีมีความสุข อนุโมทนาสาธุการกับเขา อย่าไปแช่ง อย่าไปด่า อย่าไปอิจฉา อย่าไปสกัดขาเขา เห็นใครได้ดีมีความสุข โอ้โฮ คนรุ่นใหม่เขาเก่งเนอะ โอ้โฮ คนรุ่นนี้มีคนเก่งเยอะจัง เห็นคนรุ่นพ่อเก่ง ก็บอกว่า สาธุ คนรุ่นพ่อเรานี่เป็นคนคุณภาพจริงๆ เห็นคนรุ่นเราเก่งก็บอกว่า โอ้โฮ คนรุ่นฉันยอดจริงๆ เห็นรุ่นน้องเก่งๆ ก็บอกว่า เออ สังคมไทยมีความหวังแล้ว รุ่นน้องก็เก่ง

วิธีคิดแบบนี้ มีความสุขไหม มีความสุขมาก คิดบวกหมดเลย แต่ถ้าเราคิดลบ เห็นคนรุ่นพ่อเก่งมาก อายุป่านนี้แล้วยังไม่วางมือ ทุกข์ไหม ทุกข์ ตราบใดที่เขาไม่วางมือ ทุกข์ไหม ทุกข์ เห็นคนรุ่นเดียวกันเก่ง ก็ไปว่าเขาอีก เห็นหรือยัง เห็นเด็กกำลังเก่งขึ้นมา กำลังเป็นดาวทอแสง ต้องรีบจัดการ มิเช่นนั้นเราจะลำบาก เห็นไหมว่ามันเปลี่ยนมุมคิด ถ้าคุณไม่เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตไม่เปลี่ยน ฉะนั้นจุดเดียวกัน จะมองให้ทุกข์ก็ได้ จะมองให้สุขก็ได้ ริษยานี่แหละ ถ้าเรากำจัดได้ เราก็มีความสุข กำจัดไม่ได้ก็มีความทุกข์ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากมีความสุขหรือมีความทุกข์ ต้องถามตัวเอง ถ้าอยากมีความสุขก็เอาริษยาออกไป เอามุทิตา คือความพลอยอนุโมทนาสาธุการเข้ามาแทนที่ ทำได้อย่างนี้ก็มีความสุขทุกคืนวัน

๖. จัดสรรวันเวลาให้คนรัก

พิธีกร: การมีเวลาให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก ต้องทำอย่างไรบ้างครับ
ว.วชิรเมธี: อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก การมีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รัก
เราคนไทยรักในหลวง ทุกคนคงจะเคยเห็นภาพในหลวงประคองสมเด็จย่า ก็คือสมเด็จแม่ของพระองค์ท่าน คุณโยมดูสิว่า พระองค์มีงานหนักขนาดไหน แต่พระองค์ก็ยังแบ่งเวลาไปกินข้าวกับแม่ได้ คำถามก็คือ แล้วเราทั้งหลายกินข้าวกับพ่อกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เคยนึกออกไหม
ฉะนั้นเราคงต้องถามตนเองว่า เรามีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รักไหม

อาตมามีภาพอยู่ภาพหนึ่ง ภาพนั้นก็คือภาพที่โยมพ่อไปนั่งสมาธิอยู่เบื้องหลังของอาตมา อาตมา
จัดปฏิบัติธรรม สอนคนนั้นคนนี้เยอะแยะมากมายไปทั่วโลก คิดเสมอว่ายังตายไม่ได้ ถ้ายังไม่สามารถสอนพ่อกับแม่ นั่นก็เป็นเหตุให้เมื่อปีที่แล้ว อาตมาก็จัดสรรเวลาไปจำพรรษาเชียงราย คือจำพรรษากรุงเทพฯ มา ๑๔ ปีแล้ว ปีที่แล้วไปจำพรรษาที่เชียงราย เหตุผลหลักๆ ต้องการให้พ่อมาจำพรรษาด้วย ผลก็คือพ่อมาอยู่กับอาตมาด้วย

ทุกเช้าเวลาที่อาตมาตื่น อาตมาก็ไปเดินจงกรมในสวน โดยที่อาตมาไม่บอกใคร โยมพ่อก็เดินตาม หมาก็เดินตาม ก็คือการเดินจงกรมของอาตมา อาตมามีความสุข พ่อก็มีความสุข พ่อกินข้าวได้เยอะมาก กินอาหารอร่อย แล้วพอมาอยู่กับอาตมา พ่อชอบไปตลาด พ่ออายุ ๘๐ แล้ว ชอบเข้าครัว ชอบทำกับข้าว แล้วเวลาทานข้าวก็ทานได้เยอะมาก

ปกติโยมพ่ออาตมาจะสุขภาพดี แม้อายุจะ ๘๐ ปีแล้ว แต่ผมก็ยังสีดำสนิท พ่อสุขภาพดีเพราะพ่อออกกำลังเสมอ ปีที่แล้วพอหน้าฝน พ่อก็ลงไปว่ายน้ำ อาตมาก็ยืนอยู่บนฝั่ง พ่อ ๘๐ ว่ายน้ำออกไปข้างนอก แล้วอาตมาล่ะ ๓๖ ทำไมอาตมาว่ายน้ำไม่ได้ ถ้าเกิดเครื่องบินตก อาตมาตายคาที่เลยนะ สมมติว่าตกลงน้ำนะ ตกที่อื่นมันไม่รอดอยู่แล้ว เราต้องคิดว่ามันต้องตกลงน้ำ อาตมาคิดเข้าข้างตัวเองเสมอเวลาเดินทางไปเมืองนอก สาธุ ถ้าเครื่องบินตก ตกลงน้ำยังพอมีทางรอด แต่ก็ติดอยู่ว่าเราว่ายน้ำไม่เป็นปีที่แล้วเห็นพ่อว่ายน้ำ อาตมาก็เลยตัดสินใจลงไปว่ายน้ำกับพ่อ แล้วพ่อก็สอนอาตมาให้ว่ายน้ำ คุณโยมเชื่อไหม พ่อสอนอาตมาให้ว่ายน้ำ จนอาตมาเป็น พ่อก็สอนว่า อย่าเร็ว อย่าเร่ง แล้วก็อย่ารีบ เราก็ทำตามท่าน ทำไปๆ ภายใน ๓ วัน อาตมาว่ายน้ำเป็น ทุกวันนี้พ่อยืนอยู่บนฝั่งแล้วดูอาตมาว่ายน้ำ
วันหนึ่งตอนเย็นๆ ประมาณ ๔ โมงเย็น โยมกลับกันหมดแล้ว อาตมาก็ลงว่ายน้ำกับโยมพ่อ คิดว่าปลอดคนแล้ว ว่ายกันสองพ่อลูก สักพักหนึ่งมีรถตู้แล่นเข้ามา โยมก็มายืนริมฝั่ง ยืนมองกัน คุณหญิงคุณนายใส่เพชรพราว ตกใจเลย อาตมาก็อยู่กลางน้ำ พ่ออาตมาขึ้นไปได้ แต่พระลูกชายไม่รอด สุดท้ายลูกศิษย์ก็เลยเอาผ้าเอาจีวรมาห่มให้อาตมา เดินขึ้นมา อาตมาคิดในใจ ตายแล้ว หมดกัน ที่สั่งสมมา ศรัทธาสลายหมด

สักพักหนึ่งอาตมาก็ไปนั่ง ญาติโยม คุณหญิงคุณนาย ซึ่งไปแจกผ้าห่มแจกอะไรมา แจกข้าวแจก
ของที่โรงเรียนมา ก็บอก พระอาจารย์ ตาแก่นั่นใคร อืม เล่นของสูงนะ อาตมาก็บอก โยมพ่ออาตมาเอง พ่อท่านหรือคะ ทำไมสมาร์ทกว่าพระลูกชาย (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) อาตมาเลยบอกว่า โยมพ่ออาตมาเองโยม
โยมคนหนึ่งก็บอกว่า เมื่อคืนได้ดูพระอาจารย์ด้วยนะ ออกช่อง ๙ กับสุทธิชัย หยุ่น โยมรู้สึกศรัทธา
จนน้ำตาไหลเลย อาตมาก็ถามว่า แล้วศรัทธายังเหลืออยู่ไหม (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) โยมกลับบอกว่า ศรัทธาเพิ่มขึ้นเจ้าค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าพระอาจารย์จะปลีกเวลามาหาพ่อได้ นี่ ดูพวกเราสิ วันนี้ก็ไปแจกสมุดเสื้อผ้าแจกดินสอให้กับเด็ก แต่พวกเราก็ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่เลยเจ้าค่ะ วันนี้มาเห็นพระอาจารย์แล้ว บอกได้เลยว่า รู้สึกบาปมาก อาตมาเลยบอกว่า โยมอยากไถ่บาปไหม ทำอย่างไรล่ะค่ะ อาตมาว่าจะตัดแว่นตาให้โยมพ่อน่ะ ก็แย่งกันเป็นเจ้าภาพเลย

การที่เราไปอยู่กับพ่อของเรา พ่อสุขภาพดีขึ้นมาทันตาเห็น อาตมาได้บทสรุปว่า อาหารที่อร่อยที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คืออาหารที่กินกับลูกชายลูกสาวของท่าน วันเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คือวันเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันกับลูกชายลูกสาวของท่าน และกิจกรรมที่ดีที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่จำเป็นต้องไปเมืองนอก แต่คือการได้ใช้เวลานั่งล้อมวงคุยกัน หรือกินข้าวร่วมกัน
โมงยามเล็กๆ แค่นี้ เราพยายามสร้างขึ้น คำถามคือ แล้วเราทั้งหลายได้สร้างไหม ครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึก
โรแมนติกที่สุดกับคนที่เรารัก คือเมื่อไหร่ อันนี้อยากจะให้ถามตัวเราเอง อย่างน้อยที่สุดอาตมาคิดว่าตอนที่โยมแม่อาตมาไม่อยู่ อาตมาทำไม่ทัน เพราะมัวแต่เรียนหนังสือ แม่ก็ชิงล่วงลับดับขันธ์ไปเสียก่อน บอกให้รอได้เปรียญ ๙ ก็ไม่รอ แต่ก่อนที่แม่จะไป อาตมาก็มีเรื่องสะเทือนใจ แต่สะเทือนใจแล้วก็สบายใจด้วย

มีอยู่วันหนึ่งแม่ชวนอาตมาไปเดินดูตู้เสื้อผ้า แล้วโยมแม่ก็เปิดตู้เสื้อผ้า พอเปิดตู้เสื้อผ้าปุ๊บ ผ้าถุงก็ไหลมากองสูงท่วมหัวเข่า แม่ก็บอกอาตมาว่า ลูกรู้ไหม ทุกวันนี้แม่มีความสุขที่สุดในหมู่บ้าน อาตมาก็ถามว่า ทำไมล่ะโยมแม่ แม่ก็บอกว่า ก็แม่มีผ้าถุงมากกว่าทุกคนในหมู่บ้าน คุณโยมเชื่อไหม แม่พูดแล้วก็น้ำตารื้น ทั้งหมดนั้นคือผ้าถุงที่พระลูกชายซื้อให้ ซื้อทุกปีๆ เวลาไปที่ไหนเจอผ้าถุงสวยๆ อาตมาก็ซื้อ
แต่มีครั้งหนึ่งอาตมาได้รับบทเรียนตอนไปบรรยายที่โคราช แล้วไปเลือกผ้าถุง เลือกขึ้นมา แล้วคลี่ดูลายมัน มีโยมผู้หญิงมือเท้าสะเอวด่าอาตมาเลย พระสมัยนี้มันก็เป็นเสียอย่างนี้ ซื้อผ้าถุง (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) ด่าชุดใหญ่เลย โอ ศาสนาจะไม่เสื่อมได้อย่างไร นี่ลงทุนซื้อผ้าถุงให้กิ๊กเลยเหรอ ด่าเสร็จอาตมาก็เลยชี้แจงว่า โยมด่าจบหรือยัง เห็นแกเหนื่อยแล้ว แกก็นั่ง อาตมาบอกว่า โยม ขอโทษนะ ที่เลือกนานเพราะซื้อให้แม่ พูดเท่านั้นแหละ ทำไมท่านไม่บอกโยมตั้งแต่แรก ก็โยมหยุดให้อาตมาบอกไหมล่ะ (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) สุดท้ายซื้อ ๑ ผืนได้แถมมา ๓ ผืน
ปีที่แล้วอาตมาก็ไปบรรยายที่โคราช แวะไปอีกครั้งหนึ่ง คุณโยมรู้ไหมร้านนั้นทำอะไร
มีป้ายตัวโตๆ ท่าน ว. ซื้อผ้าถุงร้านนี้ (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) ดูสิกลาย

เป็นจุดขาย ตอนนั้นเป็นจุดตายด่าเรา ฉะนั้นอาตมาก็คิดว่า เออ โชคดีนะที่เรายังมีเวลา
ให้กับแม่ของเราก่อนจะตาย ทุกวันนี้ก็ยังมีเวลาให้กับพ่อ
อยากถามในที่นี้ทิ้งท้ายว่า เรามีเวลาให้กับบุคคลอันเป็นที่รักของเราแล้วหรือยัง

๗. ตระหนักถึงคำว่าพอ

พิธีกร: บนโลกนี้มีโรคอยู่โรคหนึ่งครับ ที่รักษาตามโรงพยาบาลไม่ได้ นั่นคืออาการมีเงินไม่พอ คือคนมีแสนก็อยากมีล้าน พอมีล้านเห็นเพื่อนมี ๑๐ ล้าน ก็อยากมี ๑๐ ล้าน พอมี ๑๐ ล้าน อีกคนมีร้อยล้าน ก็อยากมีร้อยล้าน พอถึงร้อยล้านก็มีพันล้านอีก ก็เลยไม่รู้ มันไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที พระอาจารย์พอจะมียาหรือว่าคาถาอะไรให้กับคนเหล่านี้บ้างไหมครับ

ว.วชิรเมธี: จริงๆ คำว่าพอนี่เขียนง่ายที่สุดนะ “พ” “อ” พอ อาตมาคิดว่าถ้าเราอยากจะพอ เราต้องรู้
สัจธรรมใน ๓ เรื่อง หนึ่งชีวิตมี ๓ สัจธรรม ถ้าไม่เข้าใจใน ๓ สัจธรรมนี้ คุณจะสะกดคำว่า “พอ” ไม่เป็น
สัจธรรมประการที่ ๑ คือ ต้องรู้ว่า ชีวิตนี้สั้นมาก อย่าไปคิดว่าชีวิตนี้ยาว เราเกิดมาแป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว ชีวิตเราแสนสั้น แสนจะเปราะบาง มีบางครั้งที่เราหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน แล้วเราถูกกระดาษหนังสือพิมพ์บาดมือ อาตมาเป็นบ่อยๆ ดูซิว่าชีวิตมันเปราะบางขนาดนี้ เพราะฉะนั้นชีวิตมันแตกดับง่ายๆ แป๊บๆ เดี๋ยวก็ไปแล้ว อายุเฉลี่ยของคนไทยตอนนี้ดูเหมือนว่า ผู้ชายจะอยู่ที่ ๗๐ ผู้หญิง ๗๕ นี่สำรวจเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตมนุษย์นี้แสนสั้น

อาตมาไปที่อิตาลี วันหนึ่งเมื่อแสดงธรรมเสร็จแล้ว ลูกศิษย์พาไปดูต้นมะกอก ต้นมะกอกที่เขาทำน้ำมันมะกอกนั่นแหละ อาตมาไปดูแล้วก็ตกใจ เพราะต้นมะกอกต้นนี้อายุ ๒,๓๐๐ ปี มะกอกต้นนี้ผ่านโลกมา ๒,๓๐๐ ปี ยังสดชื่นเบิกบานแจ่มใส ยังผลิตมะกอก ยังผลิตน้ำมันให้ชาวโลกอยู่ แล้วเราอายุแค่นี้ เราคิดว่าเราแน่ แต่ต้นไม้มันเกิดมาแล้วอายุยืนได้ขนาดนั้น เราเคยเห็นมนุษย์อายุพันปีไหม ไม่เคยเห็น หายากมาก อย่างมากก็แค่หนึ่งร้อยปี ร้อยนี่ก็เต็มที่แล้ว แต่ถ้าเต็มสุดๆ ก็ ๑๒๐ ปี
พิธีกร: เพศชายเป็นเพศที่แข็งแรง แต่ทำไมอายุเฉลี่ยถึงน้อยกว่าผู้หญิงล่ะครับ

ว.วชิรเมธี: ก็เพราะความแข็งแรง เพศชายจึงไม่เจียมสังขาร เที่ยวไปทำในสิ่งที่ไม่ได้รับมอบหมาย ที่รับมอบหมายจริงๆ ไม่ค่อยทำ เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสเสี่ยงชีวิตมาก นี่การประเมินบอกอย่างนั้น
ชีวิตแสนสั้น เราตระหนักรู้ คุณจะมาประมาทแล้วใช้ชีวิตแบบเรื่อยเฉื่อยๆ แบบนี้ไม่ได้ เพราะชีวิตแตกดับกันง่ายนิดเดียว นี่สัจธรรมประการที่ ๑

สัจธรรมประการที่ ๒ คือ ตัณหาหรือความโลภไร้ขีดจำกัด พระพุทธเจ้าบอกว่า ตัณหาเหมือนทะเล แม่น้ำที่ไหลลงไปในทะเลร้อยสายพันสาย คุณโยมเห็นทะเลยกป้ายไหม บอกแม่น้ำจ๋า ไม่ต้องไหลลงมาแล้ว ทะเลอิ่มด้วยน้ำแล้ว เคยเห็นไหม ไม่เคยมี ทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำฉันใด ตัณหาก็ไม่เคยอิ่มด้วยวัตถุที่เราป้อน คุณเติมไปสิ คุณมีเงินหมื่นล้าน ก็อยากมีแสนล้าน มีแสนล้านก็อยากมีล้านล้าน มีล้านล้านบาทก็อยากเปลี่ยนเป็นล้านล้านยูเอสดอลลาร์ มันไต่ไปเรื่อยๆ เป็นทศนิยมที่ไม่รู้จบ

ธรรมชาติของตัณหาหรือความโลภคือเติมไม่เต็ม ถ้าคุณอยากจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อหาเงินไปเติมให้มันเต็ม มันไม่เต็ม คนที่พยายามเติมความโลภให้เต็มนั้นเหมือนคนที่รดน้ำลงไปในกองทราย รดลงไปก็หายๆ ฉะนั้นถ้าเรารู้จักธรรมชาติของตัณหาคือความโลภว่ามันเติมไม่เต็ม เราต้องไม่วิ่งตามมันไปสุดลิ่มทิ่มประตู เราตามมันไปเท่าที่จำเป็นว่าต้องกินต้องใช้ ที่เหลือจุนเจือสังคม

พิธีกร: แล้วอย่างนี้ในทางพุทธศาสนา มียาแก้ความโลภไหมครับ
ว.วชิรเมธี: พุทธศาสนามีการแก้ความโลภ ด้วยการรู้สัจธรรม ๓ ประการนี้
สัจธรรมที่ ๑ ชีวิตสั้น สัจธรรมที่ ๒ ความโลภ เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม สัจธรรมประการที่ ๓ คือ
ทรัพยากรมีจำกัดมาก ถ้าคุณอยากเอาทรัพยากรทั้งหมดมารวมไว้ที่ตนเอง คุณจะต้องทะเลาะกับ
คนทั้งโลก เพราะของพวกนี้มันต้องแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ พอคุณไม่แบ่ง เขาเกลียดคุณ เห็นหรือยัง เราก็จะไม่มีความสุข ถ้าเรารู้สัจธรรม ๓ ประการนี้ เราจะเลิกวิ่งตามความโลภและรู้จักสะกด
คำว่า “พอ” โดยอัตโนมัติ ถ้าอยากสะกดคำว่า “พอ” ต้องรู้ว่า

๑. ชีวิตแสนสั้น
๒. ความโลภเติมไม่เต็ม
๓. ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด

ถ้าเราเข้าใจ ๓ สัจธรรมนี้แล้ว เราก็จะพอ ถ้าเราไม่บอกตัวเองว่าพอ ชาตินี้ฉันคงไม่ได้พักผ่อน
ฉันคงไม่หายเหนื่อยแน่ ฉันคงต้องเป็นหนูถีบจักร วิ่งไปทั้งคืนทั้งวัน คืนแล้วคืนเล่า
ครั้งแล้วครั้งเล่า จนแก่ เจ็บ ตาย กันไปข้างหนึ่ง แล้วก็ไม่มีชีวิตที่สงบสุข

พิธีกร: “การไม่โลภ” กับ “การทำกำไร” มันเกี่ยวกันไหมครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจธนาคาร
เป็นธุรกิจอะไรก็ตาม ถ้าท่านอาจารย์บอกว่า คนเราไม่ควรโลภ แปลว่า เราไม่ควรทำกำไรมาก
ใช่หรือเปล่าครับ
ว.วชิรเมธี: ถ้าไม่โลภแล้วอะไรล่ะที่เป็น
แรงจูงใจทำให้เราลุกขึ้นมาทำกำไร แรงจูงใจมันมี
๒ ประเภท คือ

๑. แรงจูงใจคือตัณหา คือความโลภ
๒. แรงจูงใจคือปัญญา คือเหตุผล

ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช้ความโลภนำทาง เราสามารถใช้ปัญญานำทางได้ เช่น เรามีกลุ่มธุรกิจอยู่ในเครือ
เราอยากให้ธุรกิจมีกำไร ถ้าเราอยากจะรักษากำไรให้ดียิ่งขึ้น เราก็ใช้ปัญญาเยอะๆ สิ ปัญญา
ทำให้เราสร้างยุทธศาสตร์ ทำให้ธุรกิจของเราไปต่อได้ ใช้ปัญญามาแทนโลภะก็ได้

แต่ถ้าเราโลภอย่างเดียว ก็คือทำในสิ่งซึ่งไม่ควรทำ เช่น ปล่อยกู้โดยที่ขาดสติบ้าง หรือว่าใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงบ้าง มาหลอกลวงผู้ที่ถือหุ้น ผู้ที่ประกอบธุรกรรมร่วมกับเรา สุดท้ายเป็นอย่างไร เราอยากได้เม็ดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นๆ เงินมันไม่ถึง เราก็แต่งบัญชี สุดท้ายความโลภจะนำไปสู่อะไร ความโลภก็นำไปสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั่นเอง เห็นหรือยังว่า ถ้าให้ความโลภนำทางอย่างเดียว ยิ่งใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็พังลงมา แต่ถ้าให้ปัญญานำทาง ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งยั่งยืน

ฉะนั้น จากนี้ไปเราไม่ใช้ความโลภแล้ว ความโลภมันเป็นเรื่องในระดับสัญชาตญาณ หมู หมา กา ไก่ มันก็มี อาตมาอยู่ที่วัด มีหมา ๔ ตัว หนึ่ง ชื่อ ซุปเปอร์ สอง ชื่อ โอบามา (อาจารย์ครับ (หัวเราะ) หมาพระอาจารย์ชื่อโอบามาเหรอครับ – พอล) โอบามา พระอาจารย์ชื่นชมเขามาก อีกตัวหนึ่งชื่อเดิมชื่อพิงกี้ แต่พอพระอาจารย์กลับจากอเมริกาไปเรียกพิงกี้มันไม่หัน พี่สาวแอบเปลี่ยนชื่อเป็นจันทร์ฟอง (เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) จันทร์ฟองนี่เป็นภาษาไทยก็คือ พระจันทร์วันเพ็ญ พี่สาวบอกว่ามีแต่ชื่อฝรั่ง เอาชื่อล้านนาบ้างเหอะ มันเลยกลายเป็นจันทร์ฟอง พระอาจารย์บอก นี่ดีนะไม่เปลี่ยนชื่อเป็นเครือฟ้า (เสียงหัวเราะ – พอล) แล้วอีกตัวหนึ่งก็คือโจโฉ คือมันฉลาดแกมโกง

พระอาจารย์เลี้ยงหมา ๔ ตัว แล้วล่าสุดสิบสองปันนาเพิ่งถวายนกยูงมาอีก ๓ ตัว ฟังให้ดีนะ
มันเกี่ยวกับธรรมะอย่างไร ตัวหนึ่งตัวผู้ชื่อโจวเหวินฟะ อีกตัวหนึ่งชื่อกงลี่ อีกตัวหนึ่งชื่อจางซื่อยี่
(เสียงหัวเราะ – ผู้ฟัง) ในชีวิตพระอาจารย์ก็คงไม่มีโอกาสกระทบไหล่เขา ก็เลยนำมาตั้งชื่อเสียเลย เช่น โอบามา เราก็คงไม่มีโอกาสไปจับมือ แต่ทุกวันเราก็อยู่กับโอบามา อยู่กับซุปเปอร์ อยู่กับจันทร์ฟอง วันดีคืนดี เราก็เรียกโจวเหวินฟะมาลูบหัว

อาตมาอยู่กับสัตว์เหล่านี้ ได้เห็นชัดว่า สัตว์มีความโลภ สัตว์มีอิจฉา เวลาที่ซูเปอร์วิ่งมาใกล้อาตมา โอบามาจะกระโดดกัดเลย จนตอนนี้ต้องแยกกรงกันอยู่ เพราะมันอิจฉาริษยา เห็นไหม เพราะฉะนั้นในสัตว์เราเห็นสัญชาตญาณเขา โลภก็มีนะ เคยเห็นหมาโกรธไหม โกรธขนาดว่ามันกัดกันปุ๊บ แยกไม่ออก ต้องเอาน้ำสาดหนักกว่าคนอีก เพราะฉะนั้นกิเลสระดับโลภ โกรธ หลง เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ถ้าเรายังคงทำอะไรโดยใช้ความโลภนำ แสดงว่าเราไม่ใช้อะไรสูงไปกว่าสัญชาตญาณเลย

ดังนั้นอาตมาคิดว่าสำคัญที่สุด แทนที่เราจะทำธุรกิจธุรกรรมด้วยการใช้ความโลภนำ เราใช้ปัญญาสิ ลุกขึ้นมาทำแผนสิ ว่าจะนำบริษัทของคุณไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้อย่างไร เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) จะมีคติธรรมส่วนตัวอยู่บอกว่า ผมจะไม่ลงทุนธุรกิจที่ผมไม่รู้จัก เขาใช้ความโลภไหม เขาไม่ใช้ บัฟเฟตต์บอกว่ามีคนมาชวนผมไปลงทุนในสนามบิน ในหุ้น ในสื่อ ในอะไรเยอะแยะมากมาย แม้กระทั่งในการเมือง วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกผมไม่ทำ ถึงแม้จะเห็นเม็ดเงินลอยอยู่ตรงหน้า ผมไม่ทำ เพราะผมถือปรัชญาไม่ลงทุนธุรกิจที่ผมไม่รู้จัก

ผู้ชายคนนี้ประสบความสำเร็จเพราะใช้ความโลภหรือปัญญา เขาใช้ปัญญา ฉะนั้นเราอย่าไปคิด
เฮ้ย มันต้องโลภน่ะ ถ้าไม่โลภในธุรกิจมันไปไม่ได้ ถ้าคุณใช้ความโลภนำทาง อะไรจะเกิดขึ้น
ก็วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ นั่นคือการใช้ความโลภนำ

ฉะนั้นตอนนี้เทรนด์ของโลกไม่ใช้ความโลภนำนะ แต่ให้ใช้ปัญญานำ
เพราะเราได้รับบทเรียนเรียบร้อยแล้ว

เมื่อมีสติ ก็มีคุณภาพชีวิต

พิธีกร: ผมขออนุญาตสรุปที่พระอาจารย์สอนมาก็แล้วกันนะครับ สิ่งที่มนุษย์ควรจะแสวงหามากกว่าเงิน และนับว่าเป็นความมหัศจรรย์แห่งชีวิต ที่เราได้ฟังมาก็จะมี การเกิดมาเป็นมนุษย์ การที่ได้พบพระพุทธศาสนา การมีกัลยาณมิตร การมีความสุจริตเป็นนิสัย การมีใจปราศจากริษยา การมีเวลาให้คนรัก และการรู้จักคำว่าพอ มีนอกเหนือจากนี้อีกไหมครับ

ว.วชิรเมธี: อีกประเด็นหนึ่งก็คือการรู้จักการเจริญสติ ถ้าคุณมีสติ สตางค์จะถูกใช้ในฐานะเครื่องมือสร้างคุณภาพชีวิต ถ้าคุณไม่มีสติ สตางค์จะถูกใช้ในฐานะศัตรูแว้งมาขบกัด ทำให้เราไม่มีคุณภาพชีวิต ฉะนั้น
คำว่าสติตัวเดียวนี่ต่อยอดไปหาสตางค์ก็ได้ ต่อยอดไปหาศัตรูก็ได้ ถ้าเรามีสติ เรามีทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สติมโต สทา ภทฺทํ” ใครมีสติ คนนั้นโชคดีตลอดกาล อย่างที่อาตมาพูดตั้งแต่ตอนต้นว่า สตินั้นเป็นมารดาของธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในบรรดารอยเท้าสัตว์ทั้งหลาย รอยเท้าช้างใหญ่ที่สุด รอยเท้าสัตว์ทั้งหมดรวมลงในรอยเท้าช้างได้ฉันใด ในบรรดาธรรมทั้งหลาย สติก็เป็น

มารดาของธรรมทั้งปวงฉันนั้น ถ้าคุณมีสติตัวเดียว คุณธรรมทั้งหมดมารวมกันอยู่จุดเดียว
ดังนั้น อยากจะบอกว่า นอกจากคุณจะมีเงิน มีบ้าน มีรถ คุณจะมีชื่อเสียง คุณจะมีอำนาจแล้ว ขอได้ไหม ขอให้คุณมีสติด้วย ขาดสติเมื่อไหร่ ก็ขาดใจเมื่อนั้น ถ้าคุณมีสติเมื่อไหร่ คุณก็ได้ในสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงเมื่อนั้น

ฉะนั้นคุณสมบัติทั้งหมด ถ้าสรุปแล้วข้อเดียว ขอให้มีสติ
ถ้ามีสติแล้ว คุณธรรมทั้งหมดบรรดามี สิ่งที่เลิศล้ำทั้งหมดในโลกนี้
ที่มนุษย์เราปรารถนาทั้งหมด จะไหลมาอยู่กับคนที่มีสติ

7 สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต (5-7) - ท่านว.วชิรเมธี


 27 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 11:08:48 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
หลวงปู่สอนศิษย์ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

เหตุอัศจรรย์ที่หล่มสัก
 
หลวงปู่เดินทางไปโปรดโยมและพักค้างคืนที่บ้านโยม อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ข้าพเจ้าติดตามไปด้วย ตกกลางคืน ช่วงหลวงปู่พักผ่อน ญาติโยมที่ติดตามหลวงปู่รวมทั้งข้าพเจ้าด้วยเตรียมตัวเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเช่นกัน เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. ข้าพเจ้าตื่นด้วยความกังวล เป็นห่วงหลวงปู่ เกรงว่าท่านจะกิจส่วนตัวไม่สะดวกด้วยไม่ชินสถานที่ ข้าพเจ้ามองไปยังที่หลวงปู่จำวัดก็เกิดเหตุอัศจรรย์ ข้าพเจ้าเห็นหลวงปู่อยู่ในมุ้งองค์ใหญ่มากกว่าปกติ อีกทั้งยังมีแสงสว่างนวลอร่ามดังแสงจันทร์เพ็ญนวลรอบกายหลวงปู่ ข้าพเจ้าปีติเป็นอย่างยิ่ง ขณะนั้นพระอุปัฎฐาก(หลวงพี่มหาทอง) ยังจำวัดอยู่ใกล้หลวงปู่ข้าพเจ้ารีบลุกมาปลุกหลวงพี่เพื่อดูแลหลวงปู่ รุ่งเช้าข้าพเจ้าเล่าให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่บอกว่าเมื่อคืนเทพเทวามาฟังธรรมกันมากมาย ดังนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นเมื่อคืนจึงถือเป็นบุญตาของข้าพเจ้า ซึ่งมิอาจจะลืมภาพที่เห็นนี้ได้ตลอดชั่วชีวิต

ขออย่าเปียกฝน
 
เย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกงาน ข้าพเจ้าข้ามเรือที่ศรีย่านตั้งใจจะไปกราบหลวงปู่ที่วัดอาวุธฯกับเพื่อน ช่วงเรือกำลังแล่นข้ามฟาก เกิดพายุฝนลมแรงมาก ข้าพเจ้ากลัวเรือจะล่มเนื่องจากกลัวตายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น จึงเผลอตัวพูดออกมาดัง ๆ กับเพื่อนว่า หลวงปู่เจ้าขาอย่าเพิ่งให้ฝนตกให้ลูกถึงวัดเลียก่อน ปรากฏว่าฝนก็ไม่ตกพายุก็เบาลง พอถึงศาลาธรรมสาร ที่หลวงปู่พักอยู่ ฝนก็เทกระหน่ำชนิดไม่ลืมหูลืมตา ข้าพเจ้าเข้าไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่พูดว่า“ ไม่ให้เปียกฝนแล้วนะเพื่อนที่ไปด้วยทำหน้างง ๆทำไมหลวงปู่จึงได้ยินที่เราขอท่านในเรือ
 
ได้สอบ

ในฤดูเข้าพรรษาพระเณรที่จำวัดที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข จะได้รับ การฝึกอบรมธรรมะเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก เมื่อออกพรรษาแล้ว มีการสอบสนามหลวง ก็จะไปสอบที่วัดพิกุลทอง อ.ท่าข้าม จ.สิงห์บุรี มีสามเณรองค์หนึ่งเรียนเก่งมาก แตกฉานในธรรมะสอบผ่านได้เปรียญ ๓ ประโยค และ ๔ ประโยค ตามลำดับ สามเณรอีกองค์ก็อยากจะทราบว่าตนจะสอบได้ไหมจึงนมัสการถามหลวงปู่ท่านว่า หลวงปู่ครับ ผมจะสอบได้ไหม หลวงปู่ตอบว่าได้สอบ ทราบภายหลังว่าสามเณรองค์นั้น สอบไม่ผ่านเพียงแค่ได้สอบเท่านั้นเอง ตามที่หลวงปู่บอก

นาย พลเอก
เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๐ คณะศิษย์ได้จัดงานฉลองอายุให้หลวงปู่ที่วัดบุปผารามขากลับโยมได้นิมนต์หลวงปู่แวะรับสังฆทานพร้อมพระเณรที่ติดตามหลังจากฉันน้ำร้อน น้ำชา แล้ว ท่านหันไปทางเด็กชายอายุ ๔ เดือน แล้วอุ้มนั่งตัก จ้องหน้าแล้วพูดว่า หลวงปู่- นายพลเอก กลัวไม่ทันหรือ รีบมาเกิด สามเณร - หลวงปู่ชอบอุ้มเด็กน้อยหรือ หลวงปู่ - คุ้นเคยกันมา ถึงอุ้ม ญาติโยมที่ได้ฟังจึงเข้าใจว่าเด็กชายผู้นี้อดีตชาติเป็นทหารและคุ้นเคยกับหลวงปู่มาก่อน

อัศจรรย์ ใจ

ข้าพเจ้ากับเพึ่อนชื้อหนังสือประวัติหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศายะ ถวายครูบาอาจารย์ทุก ๆองค์แล้ว ตั้งใจจะนำมาถวายหลวงปู่บุดดา เมึ่อมาถึงท่านกำลังจำวัดอยู่ ข้าพเจ้ากับเพึ่อนนั่งคอยเมื่อ ท่านตื่นจะได้ถวายหนังสือ คอยเป็นนานสองนาน หลวงปู่ก็ไม่ตื่นสักทีจึงบอกกับเพื่อนว่าจะกลับแล้ว จะทำอย่างไรดีถึงจะได้ถวายหนังสือ ทันใดนั่นเอง เหมือนท่านทราบด้วยญาณ ท่านชี้ไปที่ตู้หนังสือ แล้วพนมมือสาธุๆทั้งๆที่หลับตาอยู่ ข้าพเจ้านั่งมองอยู่เห็นเช่นนั้น เกิดความมหัศจรรย์ในใจว่า หลวงปู่ทราบได้อย่างไร
 
สงเคราะห์ โยม

เย็นวันหนึ่งข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากพระอุปัฏฐากว่า หลวงปู่ท่านมากรุงเทพฯ ตอนนี้พักอยู่แถวลาดพร้าว ข้าพเจ้าดีใจเพราะไม่ได้กราบหลวงปู่นานแล้ว จึงพาลูกชายลูกสะใภ้และหลานไปกราบ ทราบจากพระอุปัฏฐากว่าหลวงปู่ไม่ได้ตั้งใจจะมากรุงเทพฯ หลวงปู่ได้รับนิมนต์มาฉันเพลจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อฉันเพลเสร็จหลวงปู่ท่านก็ชวน หลวงปู่ - ไปเยี่ยมโยมกันไหม (หมายถึงมารดาของพระ) พระอุปัฏฐาก - เจ้าอาวาสไม่อยู่ครับหลวงปู่ รถก็ไม่มี หลวงปู่ - ไปรถเมล์ก็ได้ พระอุปัฏฐาก -....(เป็นที่ทราบกันว่า ถ้าท่านจะไปก็ต้องไป ถ้าเป็นกิจที่ท่านต้องสงเคราะห์โยม เลยต้องหารถมาส่งหลวงปู่ถึงกรุงเทพฯ) หลวงปู่ท่านแจกแป้งมงคลทุก ๆ คน พอลูกสะใภ้ข้าพเจ้าเข้าไปกราบ ท่านก็เอาแป้งเทลงบนศีรษะและเรียกเข้าไปรับแป้งหลายครั้งก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร ได้เวลาก็ลาท่านกลับรุ่งขึ้นอีกสองวันหลังจากเลิกงานแล้วกลับมาบ้านประมาณ ๒ ทุ่ม เห็นลูกสะใภ้นอนคลุมโปง คราง ฮือ ฮือ อยู่ ข้าพเจ้าจึงถามว่าเป็นอะไร เขาก็บอกว่าปวดท้อง ข้าพเจ้าเห็นผิดปกติจึงให้ลูกชายส่งโรงพยาบาล ซึ่งพอลูกชายกลับมาบ้านบอกว่า หมอรับตัวให้อยู่โรงพยาบาล เลยถามลูกชายว่า หมอบอกเป็นอะไร ลูกชายก็ว่ายังไม่ทราบ พรุ่งนี้หมอตรวจอีกครั้งจึงจะทราบ ตอนเช้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าท้องนอกมดลูก ถ้าโตกว่านี้จะอันตรายมากหมอจึงให้น้ำเกลือ เด็กออกมาแล้วเป็ณเด็กหญิงอายุราว 3-4 เดือน ดีว่าเด็กออกมาแล้วเสียชีวิตไม่งั้นอาจจะเสียชีวิตทั้งแม่และเด็ก ลูกสะใภ้เล่าให้ฟังว่าเขามีเม็นส์ทุกเดือน จึงไม่ทราบว่าท้องและไม่มีอาการใด ๆ มาก่อนพระคุณของหลวงปู่ที่เมตตาต่อข้าพเจ้าและครอบครัว ครั้งนี้นับว่าใหญ่หลวง ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสที่จะทดแทนได้หมด จึงได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานว่า งานอะไรที่หลวงปู่มอบหมายหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่เกินความสามารถข้าพเจ้าจะทำให้ที่สุด เท่าที่โอกาสจะอำนวย เพื่อทดแทนพระคุณ และยึดเอาคำสั่งสอนของท่านไปประพฤติและปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน

สอบ ผ่าน

ลูกชายของเพื่อนข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคหัวใจ ต้องทำการผ่าตัด เพื่อนข้าพเจ้าเป็นทุกข์มาก กินไม่ได้นอนไม่หลับกลัวลูกจะมีอันเป็นไป เพราะผ่าตัดหัวใจนั้นอันตรายมาก ยิ่งเป็นลูกคนเล็ก ด้วยแล้วยิ่งห่วงมาก ใครว่าพระที่ไหนดีก็ไปกราบไหว้ขอพึ่งบุญบารมีท่านให้ช่วยสงเคราะห์ลูกชาย ให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง ทราบมาว่าหลวงปู่ท่านมาเทศน์ที่สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ข้าพเจ้าจึงชวนเพื่อนไปกราบหลวงปู่เพื่อท่านจะได้แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของลูกชาย ให้ผ่านพ้นและปลอดภัยจากการผ่าตัดครั้งนี้ เมื่อท่านฉันเพลเรียบร้อยข้าพเจ้าก็พาเพื่อนและลูกชายเข้าไปกราบ และเรียนท่านว่า ข้าพเจ้า-หลวงปู่เจ้าคะหลานน้อยนี้ป่วยเป็นโรคหัวใจหมอจะผ่าตัดวันมะรืนนี้เจ้าค่ะ หลวงปู่ - เออ สอบผ่าน แล้วท่านก็เอาแป้งโรยบนศีรษะให้ หลังจากนั้นลูกชายเพื่อนก็เข้ารับการผ่าตัดและปลอดภัย มีสุขภาพดีขึ้นมาจนทุกวันนี้ด้วยบารมีหลวงปู่

นิมนต์ ฉัน เพล

ข้าพเจ้าดีใจที่หลวงปู่ท่านรับนิมนต์ฉันเพลที่บ้าน จึงเตรียมงานล่วงหน้าเกือบเดือน เช่น น้ำร้อน น้ำชา กาแฟ ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว อาหารอ่อน ๆสำหรับหลวงปู่ ผลไม้ ตลอดจนอาสนะสำหรับนั่ง นอน ดูวุ่นวายไปหมด เมื่อเตรียมข้าวของอาหารขบฉันเรียบร้อย กว่าจะเข้านอนก็ ตีหนึ่ง ประมาณตี ๔ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนมาร้องเรียก จึงเปิดประตูออกไปดู อ๋อ คนข้างบ้าน น่ะเอง เขาจะไปตลาดเลยแวะมาถาม พี่นิมนต์พระมาหรือเปล่า เห็นท่านจอดรถที่หน้าบ้านสักครู่แล้ว ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ เพราะ นิมนต์ฉันเพล แต่นี่เพิ่งจะตี ๔ตามออกไปดูว่าใช่พระที่เรานิมนต์หรือไม่ พอถึงรถที่จอด หลวงปู่ ท่านนอนอยู่ในรถปิคอัพ ข้าพเจ้าเข้าไปกราบหลวงปู่น้ำตาไหลด้วยความปีติยินดีด้วยพระเมตตา อย่างหาที่สุดมิได้จากพระเดชพระคุณท่าน เกือบจะลืมกราบท่านเจ้าอาวาสที่ท่านเมตตาพาหลวงปู่มาให้ข้าพเจ้าและคณะได้สร้างเนื้อนาบุญ ส่งเลริมบุญบารมีเพิ่มขึ้น แล้วกราบนมัสการนิมนต์ท่านขึ้นไปบนบ้าน ข้าพเจ้ารีบหาผ้าชุบน้ำอุ่นถวายหลวงปู่เช็ดเท้า ฉันน้ำร้อน น้ำชาแล้ว ท่านเจ้าอาวาสไต้เล่าให้ฟังว่าพระคุณหลวงปู่ปลุกให้ลูกศิษย์ขับรถตื่นตั้งแต่ตีหนึ่งกว่าๆเพื่อจะมาโปรดข้าพเจ้าพร้อมกับให้นำหนังสือพระไตรปิฎก หน้าปกเป็นรูปพระแก้วมรกตมามอบให้ข้าพเจ้าด้วย หลวงปู่ท่านสนทนาธรรมถึงหกโมงเช้าจึงได้พักผ่อน ข้าพเจ้าปลื้มอกปลื้มใจที่ได้ถวายทั้งอาหารเช้าและอาหารเพล มีคณะสหธรรมมาร่วม ทำบุญถวายสังฆทานเกือบร้อยคน วันนั้นข้าพเจ้าเลยลืมรับประทานอาหารกลางวัน (เพราะมัวแต่ เป็นปลื้ม)...ด้วยอานิสงล์ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้าได้ทำมาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอถวายกุศลนี้ เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา โดยเฉพาะขอน้อมถวายพระคุณหลวงปู่บุดดา ถาวใร ขอให้หลวงปู่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เป็นมิ่งขวัญและศูนย์รวมใจของคิษย์ทุก ๆคน ตราบนานเท่านาน

เอาลูกทำ...(สามี)

ต้นปี ๒๕๒๘-๒๕๒๙ ลูกศิษย์ทั้งหลายเห็นว่า หลวงปู่ท่านตรากตรำงานมากอยากให้ท่านได้พักผ่อน จึงนิมนต์ท่านไปพักบ้านพักสำนักนายกรัฐมนตรีชายทะเลบางเลน บรรดาศิษย์ที่อยู่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียงทราบข่าวก็มากราบนมัสการ และถวายภัตตาหารตามศรัทธาเช้าวันหนึ่งหลังจากฉันอาหารแล้ว ท่านออกมานั่งที่ระเบียงบ้านพัก สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ชมทะเลและเสียงคลื่นซัดฝั่ง ทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น กำลังเคลิ้ม ๆ หลวงปู่ ท่านเปรยขึ้นเบา ๆว่าคนเรานี่ เกิด ตาย เกิด ตาย ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ จนจำกันไม่ได้ลืมสัญญาเดิมหมด ถ้าเรา ไม่สร้างสม ทาน ศีล ภาวนา เอาไว้เป็นพื้นรองรับพระสัทธรรมแล้ว จิตก็ไม่พ้นเกิด ดับ ไม่พ้นอวิชชา มองหน้าโยมที่นั่งข้าง ๆบางคนจำกันไม่ได้ เอาลูกทำผัวบ้างเอาพ่อทำผัวบ้าง เมามัวในการเวียนว่ายไม่จบสิ้น น่าสงสาร...(เอาลูกทำผัว เอาพ่อทำผัว ไม่ต่างกับสุนัขเท่าไร น่าเศร้าจริง ๆ มัวเถลไถล ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นคน ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ เรียนอนุบาล ก. และ ก. กา ถ้าพลาดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือลงนรกก็อีกนาน เฮ้อ..!

เอาหูไปรองเกี้ยะ

หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปฉันเพลบ้านโยม เป็นตึกแถวสองชั้น เมื่อฉันเพลแล้ว เจ้าบ้านเห็นว่าหลวงปู่เดินทางมาเหนื่อย จึงให้ท่านนอนพักผ่อนก่อนเดินทางกลับ มีลูกศิษย์หลายคนนั่งเฝ้าและคุยกันเบา ๆเพื่อไม่ให้เสียงด้ง ทันใดนั้นเองข้างห้องซึ่งเป็นร้านขายของ เดินลากเกี๊ยะกระทบ พื้นบันไดดังเกี๊ยะ เกี๊ยะขื้นไปชั้นบน ศิษย์คนหนึ่งทนเสียงเกี๊ยะไม่ได้ จึงพูดขึ้นมาว่า แหม เดินเสียเสียงดังเชียว หลวงปู่ซึ่งนอนหลับตาอยู่พูดว่า“ เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง
ลูกศิษย์... (จริงเจ้าค่ะ)

อยากเรียนอนุบาลใหม่

แป๋ว เป็นลูกศิษย์เก่าแก่คนหนึ่งของหลวงปู่ หลวงปู่เมตตาและสงสารแป๋วมาก จะอบรมสั่งสอนแป๋วอยู่เนือง ๆโดยเฉพาะเรื่องแฟน (เพราะแป๋วเป็นคนขี้เหงา)อยู่มาวันหนึ่ง แป๋วมีพ่อหม้ายมาชอบ ทำให้แป๋วห่างเหินหลวงปู่ไป เมื่อแป๋วมากราบ หลวงปู่ ท่านจึงพูดขึ้นลอย ๆ ว่า “ไปชอบลูกเขา พ่อแม่เขาไม่อนุญาต บาปนะ" ต่อมาท่านก็โปรดแป๋วอีก อยากเรียนอนุบาลใหม่ อยากเป็นสาวใหม่ มัวเถลไถลอยู่นั่น เดี๋ยวตามไม่ทันเขาหรอก”

อาหารมังสวิรัต

เดี๋ยวนี้มีคนนิยมกินอาหารมังสวิรัตกันมาก บางคนก็เข้าใจว่าอาหารเจกับอาหารมังสวิรัตนั้นเหมือนกัน ก็เป็นข้อถกเถียงกัน วันหนึ่งมีผู้มาถามหลวงปู่ว่า การที่เราไม่เบียดเบียนสัตว์คือกินแต่พืชผักต่าง ๆและเห็ด หรืออาหารพวกโปรตีนเกษตรเท่านั้น อย่างนี้จะดีไหม เพื่อที่จะให้ศีลบริสุทธิ์ ไม่ให้เขาฆ่าสัตว์ หลวงปู่ - ดี แต่เราเป็นพระ เป็นเณรนี่ เขาถวายอาหารอะไรมาก็ฉันได้ ยกเว้นอาหารที่ต้องห้ามเราจะไปเรียกว่าฉันเนื้อหมู กุ้ง ปลา ไก่ พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกอย่างนั้น ท่านฉันอาหาร ถ้าอย่างนั้น วัว มันกินหญ้าก็เป็นอรหันต์ใปหมดแล้วซิ

พบกันมา ๕๐๐๐ปีแล้ว

ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงปู่เป็นครั้งแรกที่วัดอาวุธฯ ราวเดือนมิถุนายน ๒๕๒๐ ขณะนั้น ข้าพเจ้าได้เรียนเพิ่มเติมในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อยู่มาวันหนึ่งเมื่อกราบหลวงปู่แล้ว ข้าพเจ้าก็ลากลับ ได้เรียนหลวงปู่ว่า ข้าพเจ้า - หลวงปู่เจ้าคะ ลูกขอลาไปเรียนหนังสือก่อนเจ้าค่ะ หลวงปู่ - เรียนไปทำไม(พูดเสียงดัง เหมือนเอ็ดตะโร) เรียนทางโลกน่ะ เรียนเท่าไหร่ ก็ไม่จบหรอก เรียนทางธรรมซี เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปีก็จบแล้ว มัวชักช้า อยู่นั้นไม่ทันเขาหรอก หลังจากที่หลวงปู่ท่านได้ให้ข้อคิดเรื่องธรรมะในวันนั้น ข้าพเจ้าก็มานั่งคิดนอนคิดและตัดสินใจไม่เรียนต่อ ตามที่หลวงปู่บอก ข้าพเจ้าจะหาเวลาว่างมาสวดมนต์และฟังธรรมะจากหลวงปู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่หลวงปู่ท่านสนทนาธรรมอยู่กับพระและญาติโยมรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ท่านชี้หน้ามาทางพวกเราที่นั่งหน้าสลอนว่า
หลวงปู่ - พวกนี้เคยพบกันมา ๕๐๐๐ ปีแล้ว จำกันไม่ได้
ศิษย์ - พบที่ไหนครับหลวงปู่
หลวงปู่ - มันเคยเป็นชาวเมืองโกสัมพีมาก่อน
ศิษย์ - หลวงปู่ครับ แล้วโยมคนนั้นล่ะ ชี้ไปทางข้าพเจ้า
หลวงปู่ - อือ เคยเป็นฤๅษีมา ฤๅษีผมสูงในสมัยสุวรรณสามน่ะ
ถ้าไม่ได้ทำไว้ (คงหมายถึงสร้างบารมีไว้ )ไม่ได้มานั่งอยู่อย่างนี้หรอก
 
ไปหาอาจารย์ใหญ่

สมัยที่หลวงปู่อยู่วัดอาวุธฯ มีผู้คนไปกราบหลวงปู่กันมากมาย ทั้งพระภิกษุ ฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา นิสิตนักศึกษา บางคนก็มาถามปัญหาธรรม ปัญหาทางโลก บางคนก็มาถาม เพื่อลองภูมิปัญญาหลวงปู่บ้าง มีมาต่าง ๆนานา มีกระทาชายนายหนึ่ง มากราบเรียนหลวงปู่เรื่องปัญหาธรรมะ ชายคนนั้น - หลวงปู่ครับ ธรรมะเป็นอย่างไร หลวงปู่ - ธรรมะก็หนังแผ่นเดียวนะซี ชายคนนั้น .....!!..งง..... (ธรรมะหลวงปู่นั้นหากผู้ฟังไม่มีพื้นฐานในทางธรรมแล้วจะเข้าใจได้ยาก และฟังไม่รู้เรื่อง) หลวงปู่ท่านได้อธิบายให้ชายคนนั้นฟังอีก แต่ก็ไม่รู้เรื่องพยายามซักไซ้ไล่เลียง จนหลวงปู่ เอ็ด ตะโร ว่า หลวงปู่ - ไป ไปหาอาจารย์ใหญ่โน่น หลวงพ่อฤๅษีลิงดำโน่น ท่าเป็นอาจารย์ใหญ่ เราไม่ได้ปรารถนามาสอนใคร ปรารถนาแต่ให้ตัวเองหลุดพ้น หลายวันต่อมา มีโยมเอาบาตรใบใหญ่มาถวายหลวงปู่ ท่านให้ทาสีขาว เมื่อมีโอกาสท่าน ได้พาลูกศิษย์ไปกราบและฝากให้เป็นศิษย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ พร้อมกับถวายบาตรใบนั้นด้วย ขณะนั้นหลวงพ่อฤๅษีมาสอนกรรมฐานและพักอยู่บ้านเจ้ากรมเสริมฯ

เอาปัจจุบัน

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่บุดดานั้น ท่านเคยเล่าถึงเรื่องอดีตชาติของท่านและของศิษย์ บางคนให้ฟัง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อหลวงปู่ท่านมาจำวัดที่บ้านเพื่อน ข้าพเจ้าจึงได้ไป กราบหลวงปู่ และเรียนถามท่าน

ข้าพเจ้า - หลวงปู่เจ้าคะ อดีตชาติลูกเคยเกิดเป็นอะไรมา
หลวงปู่ - อดีตชาติล่วงมาแล้ว อนาคตยังไม่ถึง เอาปัจจุบันนี่ซี (หลวงปู่ท่านพูดเสียงดังมาก) พร้อมกับจ้องหน้าข้าพเจ้าตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าไม่กล้าถามหลวงปู่เรื่องอดีตชาติอีกเลย เมื่อคุ้นเคยกับปฏิปทาหลวงปู่มากขึ้น จึงทราบว่าท่านจะโปรดเรื่องเหล่านี้เฉพาะคนเท่านั้น

ท่านก็ไปสวรรค์ นิพพานได้

บิดาของข้าพเจ้าท่านไม่เคยสมาทานศีล ๕ หรือศีล ๘ เลย และไม่เคยบวชเรียนเลยในชีวิต แต่ท่านก็มีโอกาสได้บวชลูกชายถึง ๔ คน สวดมนต์ ภาวนาท่านไม่เอา ท่านมีอุปนิสัยชอบทำบุญ ทำทานเท่านั้น ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ถ้าพบว่าเขาลำบากท่านก็เก็บมาเลี้ยง สงเคราะห์ อนุเคราะห์เท่าที่จะช่วยได้ปลายปี ๒๕๒๑ ท่านป่วยเป็นฝีที่ข้อมือ จึงเดินทางมาจากต่างจังหวัดและพักอยู่กับข้าพเจ้า ก่อนที่จะรักษาต้วที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสพาบิดาไปกราบหลวงปู่ ซึ่งพักอยู่วัดอาวุธฯ หลวงปู่เอาแป้งมงคล ในมือให้บิดาข้าพเจ้า พร้อมกับพูดว่า "ทานก็ไปสวรรค์นิพพานได้นะ" ข้าพเจ้าสะดุ้งในใจ แอบคิดว่าหลวงปู่ท่านรู้ได้อย่างไร เพราะบิดาข้าพเจ้าก็อยู่ต่างจังหวัด และเพิ่งจะพบหลวงปู่เป็นครั้งแรกนี่เอง

ไม่รักษาระดับจิต

หลวงปู่ชี้ไปที่โยมคนหนึ่ง แล้วพูดว่า แต่ก่อนเป็นแม่ทัพ เดี๋ยวนี้มาเป็นแม่ทหาร ย่าทหาร เขาให้เป็นแม่ทัพดี ๆไม่เอา” โยม - หลวงปู่เจ้าคะ ทำไมมาเป็นผู้หญิงเจ้าคะ หลวงปู่ - มันไม่รักษาระดับจิตนี่ หลวงปู่เล่าต่อว่า เมื่อก่อนแม่ทัพบ้าน (ภรรยา) เขาให้เลี้ยงลูก พอลูกร้องไห้ ลูกขี้แตกเท่านั้นน่ะ คว้าเสื้อได้วิ่งเข้ากรมทหารไปเลย ดีแต่ทำลูก เลี้ยงลูกไม่เป็นชาตินี้มาเป็นแม่เขาซะ สมน้ำหน้ามัน ไม่รักษาระดับจิต (สะใจไหม)

ผู้ช่วยพระอรหันต์

โยมสร้อยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ในคราวที่ท่านมาพักที่วัดอาวุธวิกสิตาราม ปลายปี ๒๑ โยมสร้อยได้ป่วยหนักแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่โยมลร้อยมีปฏิปทาตั้งใจที่จะรับใช้หลวงปู่ หมั่นมา ถวายภัตตาหาร สวดมนต์ ฟังธรรมะจากหลวงปู่เป็นประจำ ธรรมะโอสถนี้เอง โยมสร้อยจึงได้บรรเทาจากการเจ็บป่วยและมีกำลังใจมากขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ วันหนึ่งหลวงปู่ท่านพูดกับโยมสร้อยว่า หลวงปู่ - พระไตรปิฎก สามตู้นี้อ่านให้จบนะ เป็นผู้ช่วยพระอรหันต์ไปก่อน เลี้ยงลูกให้โตก่อน (สาธุ)

ยังห่วง..อยู่

หลวงปู่ชี้ไปที่โยม - เออ ไอ้นี่มันถือศีล พรหมจรรย์แล้ว
โยม - หลวงปู่เจ้าคะคนนี้เขาก็ถือศีลพรหมจรรย์แล้วเจ้าค่ะชี้ฯไปทางเพื่อนซึ่งนั่งข้างๆ
หลวงปู่ - มันยังถือไม่ได้หรอก มันห่วงผัวมันอยู่ โยม - ....(หน้าแตก เพราะอวดรู้)

นางสาวจะเอาไปกิน

หลวงปู่ท่านแวะไปโปรดบ้านโยมสุดบ่อย ๆ มีคราวหนึ่งพอไปถึงท่านก็ถามถึงลูกชายโยมสุด ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.๖ หลวงปู่ - นายพันเอกไปไหน (ลูกชายโยมสุด) โยมสุด - ไปเที่ยวเจ้าค่ะ หลวงปู่- ระวังนะ นางสาวมันจะเอาไปกิน (ต่อมาไม่นานโยมสุดก็เลยได้เลี้ยงหลานทั้ง ๆที่ลูกชายก็ยังเรียนไม่จบ) ทรงบ้า ๆ บอ ๆ หญิงคนหนึ่งเป็นร่างทรง ได้มากราบนมัสการหลวงปู่ ท่านมองหน้าแล้วพูดว่า เราคนทรงทำไมไม่ทรงพระโสดา สกิทาคา อนาคา ทำไม มาทรง บ้า ๆบอ ๆอย่างนี้

เอามะนาวอมไว้

น้าหวีทะเลาะกับสามีเป็นประจำ เพราะแกเป็นคนขี้หึง สามีจะไปติดต่อการงานกลับมาช้า หรือดึกดื่นแกก็จะบ่นเสมอ จนสามีรำคาญ สามีก็ด่าว่าทุบตีเอา ทำให้แกน้อยใจ จึงมาเรียนให้หลวงปู่ทราบ เพื่อจะขอคำแนะนำที่จะไม่ทะเลาะกับสามีอีก หลวงปู่ก็บอกว่าจะไปยากอะไรเอามะนาวอมไว้สิ

ทำอย่างไรจะไม่มีลูก

บ่ายวันหนึ่งบนศาลาธรรมสาร วัดอาวุธวิกสิตาราม บางพลัด มีหญิงคนหนึ่งกำลังมีครรภ์มือข้างหนึ่งก็จูงลูก ๒ คน ขึ้นมาบนศาลา ได้กราบเรียนหลวงปู่ว่า หลวงปู่เจ้าคะ ทำอย่างไรจะไม่มีลูก หลวงปู่-มันจะยากอะไร ก็นอนคนละมุ้งซี มันไม่มีเรื่องหรอก หญิงคนนั้นหายไปนาน อยู่ ๆ ก็โผล่มากราบหลวงปู่อีกอุ้มท้องโย้มา หลวงปู่จึงถามว่า "ใครไปหาใครก่อนล่ะ" หญิงคนนั้นก็ตอบว่า -ดิฉันเองเจ้าคะ

บารมีขอกันไม่ได้

ระหว่างที่หลวงปู่ท่านพักอยู่ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม บางพลัด ได้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาถวายอาหารเพลหลวงปู่ เมื่อท่านฉันอิ่มแล้วก็ได้สนทนากับหลวงปู่ และกราบเรียนท่านวาหลวงปู่เจ้าขา ลูกขอบารมีหลวงปู่หน่อยเจ้าค่ะ หลวงปู่ท่านก็ตอบว่า“ บารมีขอกันได้เมื่อไหร่ล่ะ ใครทำถึงจะได้ ไม่ทำเองไม่ได้หรอก” แล้วท่านก็พูดถึงโยมหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งนั่งในเวลานั้นด้วยว่า “เกิดมามีพระมาคอยเจ้าของอยู่ที่เบาะแล้ว” เธอได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งหลวงปู่อายุประมาณ ๕๐ ปี ขณะที่คุณแม่ของเธอเจ็บท้องที่จะคลอดนั้น คุณตาซึ่งเป็นหมอมีชื่อคนหนึ่ง ในคลองบางกอกน้อยเป็นคนทำคลอดเอง คุณพ่อเป็นคนต้มน้ำ และเตรียมเบาะสำหร้บให้ลูกน้อยนอนเมื่อเด็กคลอดออกมา (ประมาณตีสาม) คุณพ่อนำไปล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดแล้วเอาไปวางที่เบาะ (ขณะนั้นคุณตากำลังเย็บแผลอยู่) พบพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆเป็นพระผงนางพญาอยู่กลางเบาะ นึกสงสัยถามใครก็ไม่รู้เรื่องทั้ง ๆที่เวลานั้นทั้งบ้านมีคนอยู่เพียง ๓ คน คือคุณตา คุณพ่อและคุณแม่ ส่วนพี่ชายและพี่สาวทั้งหมดไปอยู่ที่บ้านคุณยายที่บางขุนเทียน รุ่งเช้าวันเดียวกัน หลวงปู่นั่งเรือผ่านมาขึ้นหน้าบ้าน บอกว่าจะมาเยี่ยมหลานน้อย คุณพ่อ ก็เลยเล่าเรื่องมีพระเสด็จมาให้ท่านทราบ หลวงปู่บอกว่า เป็นของเก่าของลูกน้อย อดีตชาติเคยสร้างเอาไว้ เกิดมาชาตินี้จึงตามเจ้าของมา เด็กคนนี้โตขึ้นจะได้บำรุงพระพุทธศาสนาและพระองค์นั้นเจ้าตัวก็เก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้

พลังของนางวิสาขา

หลวงปู่เล่าว่า เวลาที่นางวิสาขาไปวัดพร้อมลูกหลาน จะแห่กันไปเป็นขบวนใหญ่ วันหนึ่งขณะฟังธรรมที่ศาลา ช้างตกมันวิ่งตรงมาที่นางวิสาขานั่งอยู่ ลูกหลานตกใจต่างรีบวิ่งหนีโกลาหลนางวิสาขาขณะนั้นอยู่ในวัยชรา ไม่สามารถวิ่งหนีทันทีจึงใช้นิ้วชี้ดันไปทีหน้าผากช้างตัวนั้นหงายหลังก้นกระแทกดินขี้แตกเลย นี่คืออำนาจพลังจิตของนางวิสาขา

ตัวโกรธมันกลัวคนกราบพระเก่ง

เมื่อก่อนตอนหลวงปู่บวชใหม่ ๆเวลาใดมีความโกรธ หลวงปู่จะรีบขอขมาด้วยการกราบ๒๐๐ ครั้ง ถ้ายังไม่หายโกรธก็กราบอีก ๒๐๐ ครั้ง กราบไปจนกว่าจะหายโกรธ หลวงปู่บอกว่าตัวโกรธมันกลัวคนกราบพระเก่ง

เราเคยทำเขาไว้

ตอนเด็ก ๆหลวงปู่เคยตกปลาหมอ ทำให้ปลาตาบอด เมื่อติดเบ็ดหลวงปู่ท่านสงสาร ได้ปล่อยมันไป ต่อมาเมื่อหลวงปู่บวชแล้ว ขณะที่นั่งอยู่ในศาลา เผอิญมีแมวตัวหนึ่งมองเห็นเงาของมัน ในตาของหลวงปู่ จึงใช้ขาหน้าของมันข่วนใต้ตาหลวงปู่อย่างแรง เลือดไหลอาบหน้า แล้วแมวก็มาหลบอยู่ข้างหลังหลวงปู่ชาวบ้านหาแมวไม่เจอ หลวงปู่บอกไม่เป็นไร เราเคยทำเขาไว้แล้วให้ลูกศิษย์เอาน้ำนมแม่ลูกอ่อนมาหยอดตา และให้ชาวบ้านเอาแมวกลับไปเลี้ยงที่บ้าน โดยไม่ให้ชาวบ้านรังแกมัน

กรรมส่งผล
 
สมัยเมื่อหลวงปู่เป็นเด็ก โยมแม่ให้นำอาหารไปถวายพระที่วัดข้างบ้าน ท่านเดินไปแวะเล่นกับเพื่อนเพลินจนเลยเวลาพระฉันเพล พระท่านรับประเคนแล้วให้หลวงปู่เอาคืนไปเลี้ยงกันเอง ภายหลังหลวงปู่บวชแล้วไปอยู่เชียงใหม่ ชาวบ้านได้เอาอาหารมาถวายท่านตอนกลางคืน หลวงปู่ท่านบอกว่ารับได้ ให้คนเอาไปถวายเอาไปทานกันเอง ท่านบอกว่าเป็นกรรมที่ทำไว้มาส่งผลใน ชาติ ปัจจุบัน เสื่อมหรือไม่เสื่อม แต่ละวันจะมีญาติโยมมากราบหลวงปู่ถามธรรมะบ้าง ขอ ของแจกบ้าง วันหนึ่งมีกลุ่มชายฉกรรจ์มากราบ พร้อมกับขอเหรียญหลวงปู่ ชายคนหนึ่งก็ถามหลวงปู่ว่า“วัตถุมงคลและของต่าง ๆ ที่หลวงปู่แจกถ้าเก็บไว้นาน ๆ ไปของจะเสื่อมไหมครับ?” หลวงปู่ตอบว่า“ของไม่เสื่อมหรอก นอกจากเราจะเสื่อมศรัทธาจากของเอง”

อยากได้บุญมาก ๆ

โยมคนหนึ่งเห็นว่า เงินทองเป็นสิ่งหามาได้ด้วย หยาดเหงื่อแรงงาน เวลาจะทำบุญจึงนึกอยากเลือกทำบุญให้คุ้มค่าเหนื่อยถ้ามีโอกาสจะเลือกทำกับพระอริยบุคคลเพื่อหวังจะได้บุญมาก ๆ ฉะนั้นวันหนึ่งขณะที่ได้ถวายสังฆทานกำลังอุ้มผ้าไตรถวายแด่พระคุณหลวงปู่ ในใจก็นึกปิติยินดีว่า โอหน่อวันนี้ฉันโชคดีจังเลยที่จะได้ทำบุญกับพระอรหันต์ บุญที่ได้ย่อมมากเป็นพิเศษแค่นึกในใจเท่านั้น หลวงปู่มองหน้าแล้วพูดว่า “ผู้รับหมดกิเลศ ผู้ถวายก็ต้องหมตกิเลสด้วยนะจึงจะได้บุญมาก” โอโฮ่! ผู้ถวายสะอึกไปเลย คำพูดของหลวงปู่ประทับใจมากทำให้นึกว่าอย่างไรเสีย เราจักต้องพยายามจัดการกับกิเลสของตนให้จงหนัก เพื่อความสมปรารถนาแห่งใจตนไม่วันใดก็วันหนึ่ง สาธุ

ระวังพ่อแม่จับติดคุกนะ

เกือบทุกวันหลังกลับจากมหาวิทยาลัย นักศึกษาหญิงคนหนึ่งจะไปกราบหลวงปู่ที่วัดอาวุธฯประมาณทุ่มหนึ่งมีการทำวัตรเย็นแล้วหลวงปู่จะแสดงธรรม แม้คนน้อยหลวงน่ก็เทศน์ หลวงนปู่บอกว่า ไม่ได้เทศน์ให้คนฟังเท่านั้นนะ เทวดาเขาก็ฟังด้วย คืนหนึ่งหลังจากเทศน์เสร็จแล้ว หลวงปู่หันมาที่นักศึกษาหญิงนั้นแล้วว่า “ระวังพ่อแม่จะจับเราติดคุกนะ จำอตีตชาติได้ไหม?การติดคุกอวิชชานะ (การแต่งงาน) ถ้าติดคุกแล้วมันไม่จบนะ เราตายไปเขาก็เอาใหม่ คุกนี้แน่นหนานักจะอยู่กับวิชชาหรืออวิชชาล่ะ” สักพักหนึ่งหลวงปู่มองหน้านักศึกษาผู้นั้นแล้วว่า “ม้าตัวนี้วิ่งเร็วไม่ล้มหรอก ไม่ต้องติดคุก” เหมือนท่านจะรู้ เพราะตอนแรก คุณพ่อ คุณแม่ของนักศึกษานั้นต้องการให้ลูกสาวแต่งงานเหมือนพี่ ๆ แต่ด้วยความตั้งใจเข้มแข็งที่จะปฏิบัติธรรมจริงของลูก ทำให้พ่อแม่ต้องอนุญาตไม่บังคับให้แต่งงานแล้ว สุดท้ายก่อนจะกลับบ้าน หลวงปู่สั่งว่า “ให้แผ่ส่วนบุญกุศลให้พ่อให้แม่ด้วยนะ”

อย่าไปเรียนอวิชชานะ

คืนหนึ่งมีนักศึกกษาสาวผู้หนึ่งแต่งชุดฟอร์มมากราบหลวงปู่ หลวงปู่ถามว่า “ยังเรียนอยู่หรือเป็นครูเขา?หือ” นักศึกษาหญิงตอบว่า “ยังเรียนอยู่เจ้าค่ะ” หลวงปู่บอกว่า“ระวังอย่าไปเรียนอวิชชานะ เรียนวิชาต้องเรียนให้หายโกรธ หายหลง หายลืมนะ ขอให้เคารพมั่นในพระธรรม แล้วเจริญให้ถึง จะได้พ้นแก่พ้นตาย โลกุตตรธรรมมีอยู่จริง ๆ ด้วย ศาสนาพุทธคือพ้นเกิดพ้นตาย ผู้ใดถึงแล้ว เป็นผู้บรมสุข นั่นเอง”

หลวงปู่สอนศิษย์ - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

“โดยพระเดชพระคุณ หลวงปู่บุดดา ถาวโร”
รวบรวมจากหนังสือ หลวงปู่สอนศิษย์สองเล่ม
และ ภาค "หลวงปู่สอนศิษย์" ในหนังสือครบรอบ ๑ศตวรรษ หลวงปู่บุดดาถาวโร


 28 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 10:14:55 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ต่อ......

เหตุนี้ให้พากันเข้าใจให้แจ่มแจ้ง ให้เชื่อมั่นอยู่ในใจของเรา ให้พากันสัมปยุตต์ เราสัมปยุตต์ที่ใดแล้วก็ไปอยู่ที่นั่น รูปารมฺมณํ วา เราจะเอารูปอันใดเป็นอารมณ์แล้ว รูปดีรูปชั่ว เราหมายได้ รูปดีเป็นอย่างไร รูปชั่วเป็นอย่างไร จะอธิบายไปไกลเราก็ไม่เข้าใจ นี่จะอธิบายย่อ ๆ ท่านอธิบายว่า อุปทายรูป มีถึงยี่สิบ นี่จะอธิบายมีสองรูปเท่านั้นแหละ คือรูปดี ได้แก่ใจเราดี รูปไม่ดี ได้แก่ใจเราไม่ดี นี่แหละให้พากันพิจารณาเท่านี้แหละ

เห็นว่าเราทั้งหลายมาอยู่ที่นี่ ต่างคนต่างมา ต่างถิ่นต่างฐาน ต่างบ้านต่างช่องเมื่อพากันมาแล้วก็ไม่เจือปนกัน ของใครของเราสมมุติว่าเราจะลุกจากนี้จะไปอยู่โน้น ใครจะไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไปที่นั้นแหละ ของใครของเราอย่างนี้ นี่แหละอุปมาอุปมัยให้เห็นในปัจจุบันนี้ ที่ในจิตใจของเราก็เหมือนกัน เราไปยึดเอารูปดี เราก็ไปที่ดี เรายึดเอารูปชั่วเราก็ไปที่ชั่ว

นี่แหละให้พากันพินิจพิจารณา คัมภีร์ ท่านบอกไว้ไม่ใช่อื่นไกล ที่ท่านบอกไว้ว่า ปญฺจกฺขนฺธา รูปกฺขนฺโธ เวทนาขนฺโธ สญญาขนฺโธ สงขาราขนฺโธ วิญญาณขนฺโธ นี่แหละท่านว่า ธรรมะทั้งหลาย จงเอาตัวของเราเป็นตัวธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเราทั้งนั้น

ปัญจขันธา คือ ขันธ์ทั้งห้า ขันธ์ก็แปลว่ากอง กองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ มากองอยู่ในตัวเรานี่หมด กองบุญ กองบาปอยู่นี่หมด กองสวรรค์กองนิพพาน ก็อยู่ในตัวของเรานี้หมดนั่นแหละ อย่าคำนึงไปที่อื่น กองสุขกองทุกข์อยู่ในตัวของเรานี้ทั้งนั้น

เหตุนั้น ให้พากันรู้จักแจ่มแจ้ง นี่แหละอภิธรรมทั้งหลาย ท่านจึงได้ว่าธรรมะทั้งหลายอยู่ในตัวของเรา รูปก็รูปธรรม นามก็นามธรรม จะว่าเป็นของพระพุทธเจ้าอย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเรารู้จักตัวของเรา มันก็เป็นมโนนั่นแหละ คือความนอบน้อม นอบน้อมไปสถานใดไปอย่างนั้น

เหตุนี้ให้พากันรู้จัก นะ รู้จัก โม หัวใจมันจึงรักษาได้ เวลานี้เราทั้งหลาย ไม่รู้จัก นะ ไม่รู้จัก โม หัวใจตัวเรามันจึงรักษาไม่ได้ เราจะพิจารณาข้อนี้เพื่อเหตุใดเล่า เพื่อไม่ให้โศกเศร้าโสกา เมื่อเราทั้งหลาย จะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป เมื่อพลัดพรากจากไปแล้ว เราจะมีความโศกเศร้าโสกาอาลัย ระลึกถึงซึ่งกันและกัน

นี่เรารีบมาพิจารณาเสียตั้งแต่เวลาที่เราอยู่นี้ เวลาเราจะจากไปจะได้ไม่ห่วงไม่ใยอะไรสักอย่าง เราจึงมาพิจารณาข้อนี้เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา เป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย เป็นพระเป็นเณร เรามาถือเอา นะ เอา โม นี่แหละ พจารณาดูที หลงตัวหลงตน หลงสัตว์หลงบุคคล หลงเราหลงเขา นี่มันมาคาตืดข้องอยู่นี่ เรามาพิจารณา นะ แล้ว เราจะไม่หลง นะ คืออันใดเล่า ปิตฺตํ น้ำดี เสมฺหํ น้ำเสลด ปุพํโพ น้ำเหลือง โลหิตํ น้ำเลือด เสโท น้ำเหงื่อ เมโท น้ำมันข้น อสฺสุ น้ำตา วสา น้ำมันเหลว เขโฬ น้ำลาย สิงฺฆาณิกา น้ำมูก ลสิกา น้ำไขข้อ มุตตํ น้ำมูตร สิ่งเหล่านี้เป็นคนที่ไหนเล่า เป็นของทิ้งทั้งนั้นไม่ใช่หรือ นี่แหละเราจึงพิจารณาให้แน่นอนลงไป อย่าสงสัยลังเลสนเท่ห์ในใจ

ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา พุทโธ ให้มันรู้แจ้งเห็นจริง สัจจธรรมทั้งหลายให้พากันรู้จัก ความเกิดก็ดี ความแก่ก็ดี ความเจ็บก็ดี ความตายก็ดี ข้อนี้แหละสัจจะของจริง สิ่งไม่เกิดก็มี สิ่งไม่แก่ก็มี สิ่งไม่เจ็บก็มี สิ่งไม่ตายก็มี นี่เรารู้จักสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้แก่ สิ่งนี้เจ็บ สิ่งนี้ตาย เราก็ควรพิจารณาดู สิ่งใดไม่เกิด สิ่งใดไม่แก่สิ่งใดไม่เจ็บ สิ่งใดไม่ตายเล่า เราอย่าไปนึกถึงอื่น ให้นึกถึงดวงใจของเรา ผู้นั้นคือผู้นึก ที่มันไม่เกิดเพราะเหตุใด

เราตั้งสมาธิ พุธโท พุทโธ ดวงใจเราอยู่นิ่งภายใน มันไม่ส่งไปข้างหน้า มาข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง ตั้งจำเพาะตรงกลาง ผู้รู้นิ่งอยู่นั่นแหละ มันก็ไม่ตายแล้ว มันนิ่งอย่างนั้น มันก็ไม่ตายแล้วก็ไม่เกิด มันก็ไม่เกิดมันก็ไม่แก่แล้ว มันไม่แก่มันก็ไม่เจ็บแล้ว.มันไม่เจ็บมันก็ไม่ตาย มันไม่ตายแล้วก็ไม่ทุกข์แน่ จะว่าอย่างไรเล่า เราต้องดูที่นี่ เดี๋ยวนี้เราเกิดอยู่ นั่งอยู่นี่แหละ เกิดไม่หยุดนี่แหละ เทศน์ให้ฟังก็ยังไม่หยุดอยู่นี่แหละ

ภเว ภวา สมฺภวนฺติ มันเที่ยวก่อภพน้อย ๆ ใหญ่ ๆ อยู่เดี๋ยวนี้แหละ ฟังดูซี หัวใจของเราหยุดนิ่งอยู่ได้หรือยัง นั่งดูมันไม่นิ่งซี นี่ให้รู้จักซี ทำให้มันนิ่งซี เราไม่อยากตายก็หยดเสียซี อย่าไปเกิดซี เราเกิดแล้วมันก็แก่ซี เราอย่าไปเกิดก่อชาติก่อภพอยู่เรื่อย เราไปเกิดเป็นชั้นใดเล่า ในภูมิใดในภพอันใดเล่า รีบดูซี อย่าไปฟังแต่เสียงซี ต้องเข้าดูดวงใจ ให้ฟังดวงใจของเรา ใจของเราดีหรือชั่วเล่า ใจเราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เล่า เราฟังให้มันแน่นอนลงไปซี ดูซีมันเกิดที่ไหนเล่า ต้นไม้ภูเขาเหล่ากอก็ไม่ได้ทุกข์ ดินฟ้าอากาศเขาก็ไม่ได้ทุกข์ มันทุกข์อยู่กับดวงใจของเรา น้อมเข้าดูซี

เราอยากพ้นทุกข์มิใช่หรือ มันไม่ได้พ้นตรงฟ้าอากาศ เมื่อใจเราสงบนิ่งอยู่นี่แหละ ความเป็นสุขอยู่ที่เรา ดูซีว่าเวลานี้ใจเราอยู่ในกุศลหรืออกุศล หรือไม่ใช่กุศลอกุศล ให้พิจารณา มันเป็นไปอย่างไรเล่า กุศลนั้นคือใจดี ใจมีความเยือกความเย็น นี่แหละกุศล อกุศล คืออย่างไร คือใจไม่ดี ใจไม่ดีนี้แหละเป็นอกุศล ไม่ใช่กุศลอกุศลอันใด คือดีมันก็ไม่ว่า ชั่วมันก็ไม่ว่า สุขมันก็ไม่ว่า ทุกข์มันก็ไม่ว่า เฉยอยู่ วางอุเบกขา มันไม่ส่งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา วางหมดทั้งนั้น ว่างหมด ใจมันว่างหมด พอมันวางแล้ว นี่แหละ อาศัยสมาธิภาวนา เพ่งเล็งใจของเราให้ดี เราอยากสุข ใจของเราเป็นสุขหรือยัง เราอยากได้บุญ ใจของเราเป็นบุญหรือยัง เราอยากพ้นทุกข์ ใจของเราพ้นทุกข์หรือยัง เราอยากดี ใจของเราดีหรือยัง พิจารณาดูซิ อย่าไปฟังอื่นซี ฟังดวงใจของเราให้มันแน่นอนลงไปซี เชื่อมันลงไปซี

นี่เป็นข้อปฏิบัติ นี่แหละสมาธิ คือจิตตั้งมั่นตั้งเที่ยงตั้งตรง วิธีที่เราจะล้างบาปล้างกรรม จะล้างเหมือนคริสเตียนเขาไม่ได้ เราจะล้างบาปล้างกรรมไม่มีที่อื่น เราต้องรักษาศีล สมาธิ ภาวนานี่แหละล้างบาปล้างกรรม คือรักษาศีล เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมดแล้ว ไม่มีบาปไม่มีกรรม นั่งสมาธิแล้วจิตใจของเราไม่ได้ก่อภพก่อชาติ จิตของเรานิ่งอยู่ มันก็ไม่ได้สร้างบาปสร้างกรรมอะไร มันวางเฉยอยู่ มันก็หมดบาปหมดกรรม หมดตรงนั้นแหละ ไม่ใช่หมดที่อื่น คือจิตเราไม่มีกรรม กรรมทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่มีความชั่ว ความชั่วทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่ทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่อยาก ความอยากทั้งหลายก็ไม่มี

เหตุนี้แหละให้พากันพิจารณาให้มันแน่นอนลงไป จะไปหาความสุขที่ไหนเล่า จะไปหาความสุขตามข้าว ตามของ เงินทอง ไม่ใช่ทั้งนั้น จะหาความสุขจากทำการทำงาน ไม่ใช่ทั้งนั้น เราก็ทุกข์เพราะเราหาข้าวของเงินทองนั่นซิ ความสุขนี้ต้องทำหัวใจของเราให้มันนิ่ง พุทโธ พุทโธ ทำใจให้เยือกให้เย็น ทำใจให้เบาทำให้ใจสบายแล้ว หัวใจ
เราสบายแล้ว การงานมันก็สบาย ข้าวของเงินทองก็สบาย ชาวบ้านร้านตลาดก็สบาย ประเทศชาติก็สบาย
ข้อนี้พิจารณาให้เห็นจริงแจ้งประจักษ์กัน เรามาทำบุญทำกุศล เราว่าทานอันนั้นได้บุญไหม ทานอันนี้ได้บุญไหม ถามใครเล่า ถามดวงใจเราซิ ถ้าเราทำลงไปแล้ว ดวงใจเรามีความเยือกความเย็น ใจเรามีความสุข ใจเรามีความสบาย ก็ได้บุญตรงนั้นแหละ

เพราะฉะนั้น บุญทั้งหลายใจเราถึงก่อน บาปก็ใจของเราถึงก่อน ใจของเราเป็นรากฐาน ใจของเราเป็นประธาน สำเร็จกับดวงใจ ไม่ได้สำเร็จที่อื่นไกล เหตุนั้นให้พากันพิจารณาให้แน่นอนลงไป ประจักษ์ลงไปเชื่อมั่นลงไป นี่แหละในโอวาทธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สรุปหัวข้อใจความแล้ว คือกายกับใจนี้เป็นที่ตั้งแห่งคุณพระพุทธเจ้า แห่งคุณพระธรรม แห่งคุณพระสงฆ์ เมื่อเราทั้งหลายได้ยินได้ฟังแล้วให้โยนิโสมนสิการ พากันกำหนดจดจำแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติฝึกหัดตนของตนให้เชื่อไปในศีล เชื่อไปในธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่นี้ต่อไปท่านทั้งหลาย จะมีแต่ความสุขความเจริญงอกงามในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังได้รับประทานวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

การฟังและการปฏิบัติ
พระธรรมเทศนาของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร
๓ กันยายน ๒๕๑๑

ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์ ถอดจากแถบบันทึกเสียง


 29 
 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2018, 10:07:59 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
การฟังและการปฏิบัติ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

พวกเราทั้งหลายที่อยากฟังพระธรรมเทศนา อย่าสักแต่ฟัง จงระลึกไว้ว่า เมื่อพระท่านเทศนาไป ว่าด้วยกุศลก็ดี อกุศลก็ดี ให้พากันน้อมเข้ามาถึงตัวเราทุก ๆ คน บุญกุศลทั้งหลายมันไม่ได้อยู่ในที่อื่นที่ไกลนั้นอยู่กับตัวของเราทั้งนั้น

ในวันนี้พระองค์อื่น ๆ ท่านก็ได้เทศนาไปหลายกัณฑ์แล้ว ท่านก็ได้สรุปว่า ตัวของเรานั้นแหละเป็นตัวพระพุทธศาสนา ตัวธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

คุณหมอท่านเป็นผู้นำให้พวกเราทั้งหลาย ที่บ้านใกล้ก็มีบ้านไกลก็มี ได้มาพร้อมเพรียงกันอยู่ที่นั่นเราทั้งหลายที่ได้มานี้ก็หวังจะได้คุณงามความดี ได้ความสุขความเจริญ เราทั้งหลายจะต้องรู้ว่าความสุขความเจริญนั้นอยู่ที่ไหน เมื่อรู้แล้วก็ให้พากันน้อมใจเข้าไป คือเข้าไปในคุณธรรม ตรงที่ท่านบอกว่า เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ อันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้แหละ

เอหิปสฺสิโก จงเรียกร้องสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ก็เราจะมาดูที่ไหนเล่า

ธรรมข้อนี้จะพูดให้เข้าใจกันไว้ การที่ว่าให้น้อมเข้ามาดูธรรมก็คือธรรมเหล่านี้แหละ เราฟังเพื่อว่าเราทั้งหลายต้องการความพ้นทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายนั้นอยู่ที่นี่ คือที่เราเอง มิใช่อยู่ที่อื่นไกล เหตุนั้นให้พากันน้อมเข้ามาตรงนี้ คือที่ใจของเราเอง จงมาดูครั้งนี้ ไม่ใช่ดูตรงอื่น

ข้อนี้ให้พากันเข้าใจเอาไว้ ที่เราทั้งหลายว่าทำบุญนั้น บุญเป็นอย่างไร ให้พากันรู้เสียในเวลานี้ เราอย่าเอาแต่บ่นว่าเราไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา เวลานี้เรามีโอกาสเต็มที่แล้ว หน้าที่ของเรา การงานทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่มีแล้ว ที่พากันมานั่งอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้แหละ ไม่ต้องคำนึงถึงอดีตและอนาคต ฟังแล้วก็กำหนดดูเดี๋ยวนี้แหละ

เรามีบุญก็มีเดี๋ยวนี้ เรามีกรรมมีกุศลก็มีเดี๋ยวนี้ เราไม่ต้องคำนึงถึงอดีตอนาคต อนาคตคนเรานั้นจะไปอยู่ตรงไหนเราก็รู้ไม่ได้ อดีตนั้นล่วงมาแล้ว เราก็เลยมาแล้ว เวลานี้เราก็ต้องดูในปัจจุบันนี้ ท่านบอกว่าอย่างนี้

ปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร อนาคตก็เป็นอย่างนั้น ที่เราทั้งหลายพากันรู้จักว่าการทำบุญการกุศลนั้นมันไม่ได้อยู่ในต้นไม้ภูเขาเหล่ากอ ไม่ได้อยู่ในฟ้าอากาศ ท่านบอกไว้ว่า กามาวจรํ กุสลํ จิตตํ อุปปนฺนํ โหติ จิตเรานี้แหละเป็นตัวกุศลอกุศล

ตัวบุญนั้นเป็นอย่างไร ก็ตัวของเราที่นั่งอยู่นี้แหละ ลักษณะของบุญนั้นได้แก่ใจของเราดี ใจของเรามีความสุข ใจของเรามีความสบาย ใจของเรามีความเยือกเย็น ก็นี่ เวลานี้ใจของเราสบายหรือยัง พากันตรวจดูซิ ต่างคนต่างฟังเทศน์อย่าไปฟังแต่เสียง ต้องฟังถึงรูปธรรมนามธรรมของเรา

ฟังรูปธรรมคือฟังอัตตภาพร่างกายของเรานี้ ฟังเพราะเหตุใด เพราะว่ารูปธรรมนี้ เราถือเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นพระเป็นเณร มันเป็นจริงไหม ลองพิจารณาดูที

ในคำสั่งสอนท่านเทศนาไว้ว่า รูปํ อนิจฺจา เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญญาณํ อนิจจํ แล้วจะมีอะไรเป็นของเราได้อย่างไรเล่า รูปทั้งหลายก็เป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด เวทนาก็ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงทั้งหมด วิญญาณก็ไม่เที่ยงทั้งหมด เที่ยงเมื่อไรเล่า

วิญญาณของเรา วิญญาณคือความรู้ เวลานี้เรารู้อยู่เฉย ๆ เมื่อไรเล่า จิตใจมันห่วงบ้านห่วงช่อง ห่วงข้าว ห่วงของ ห่วงโน่นห่วงนี่ มันไม่อยู่เฉย ๆ เพราะฉะนั้น เราจะรู้จักที่พึ่งที่อาศัยของเรา เราจึงมาทำบุญ ทำกุศล เราต้องการที่พึ่งที่ระลึกของเรา

สังขารของเรามันไม่เที่ยง จะว่าเป็นของเราได้อย่างไร ให้พากันพิจารณาดู นามธรรมคือดวงใจผู้คิดผู้นึก มันก็เที่ยงเมื่อไรเล่า เราต้องเพ่งต้องเร่งพิจารณาเดี่ยวนี้แหละ ไม่ต้องคำนึงถึงว่าในอนาคตจะไปอยู่ชั้นใดภูมิใดภพใด

เราต้องรู้จักว่านี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านวางไว้ ถ้าเราไม่เห็นเดี๋ยวนี้ เราก็ไม่รู้จักที่อยู่ที่อาศัยของเรา ที่อยู่ของเรานั้นเป็นอย่างไรเล่า ก็ดูเอาซิ ถ้าจิตของเราสบาย เราก็ได้ที่พึ่งสบาย ถ้าจิตของเราไม่สบาย เราก็ได้ที่พึ่งไม่สบาย ให้รู้จักเอาไว้ นี่แหละที่พึ่งของเรา จงพากันเข้าใจ

พวกเราทั้งหลาย การได้ยินได้ฟัง สักแต่ฟังเฉย ๆ ไม่ได้ เราต้องกำหนดตรงจิตของเรา ท่านวางศาสนาไว้เป็นข้อปฏิบัติ ท่านไม่ได้วางอื่นไกล ท่านวางไว้ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็นหลักพระพุทธศาสนา ท่านบอกอย่างนี้แหละ

ทีนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นอยู่ที่ไหนเล่า ท่านว่า ศีล คือความเป็นผู้สำรวมกาย สำรวมใจให้เรียบร้อยแล้ว วาจาของเราก็เรียบร้อย ยังเหลือแต่ดวงใจของเรายังไม่ค่อยเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเราต้องฟังถึงดวงใจของเราอีกที

ขณะนี้เราไม่ได้ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลาย โทษทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่มีในตัวเรา เราต้องพิจารณามันให้แน่นอนลงไป เชื่อมันลงไป คือศรัทธาความเชื่อของเรา เชื่อจริงหรือไม่จริงเล่า ที่ท่านวางศีลไว้ คือกาย วาจา ใจของเรานี้เป็นศีล ท่านไม่ได้ให้รักษาอื่น ให้รักษาศีล คือรักษากายวาจาใจของเรานี้ อย่าว่าเป็นของยากของลำบากรำคาญ เราต้องการความสุขความสบายแล้ว เราก็ต้องรักษากายของเรา รักษาวาจาของเรา รักษาดวงใจของเรา ไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมด ข้อนี้เราทั้งหลายก็รู้อยู่แล้ว

สิ่งที่เป็นโทษ เป็นบาปกรรมเราไม่ทำ เมื่อเราไม่ได้ทำบาปทำกรรมแล้ว บาปกรรมทั้งหลายก็ไม่มีในตัวเรา ให้พิจารณาดู ถ้าเราไม่ชอบบาปกรรมเราก็เลิกทำ บาปกรรมทั้งหลายก็ไม่มีในตัวเรา เราควรพินิจพิจารณาข้อนี้ให้แน่ใจลงไป เชื่อมั่นลงไป

ใครเป็นผู้ทำกรรมเวลานี้ พิจารณาดูซิ ก็ดวงใจของเรา ท่านบอกไว้ว่า กมฺมสฺสโก มฺหิ กรรมทั้งหลายเป็นของของตน ท่านบอกอย่างนี้แหละ กรรมเป็นของของตนไม่ใช่เป็นของบุคคลอื่น ก็เวลานี้เราอยู่ในกรรมอันใดเล่า กรรมดีหรือกรรมชั่ว เราต้องพิจารณาลงไป เชื่อมั่นลงไป ไม่ใช่ผู้อื่นเป็น เราเองเป็นผู้เป็น ให้พินิจพิจารณาให้แจ่มแจ้งลงไป ให้มันเห็นตัวกรรม

กรรมมันไม่ได้อยู่ถึงฟ้าอากาศ กรรมทั้งหลายที่เราว่าเป็นกรรมอย่างโน้นเป็นกรรมอย่างนี้ บาปอย่างโน้นบาปอย่างนี้ บาปอะไรมีที่โน่นที่นี่ ในป่าในดง ภูเขาเหล่ากอ ไม่ได้เป็นบาปเป็นกรรม มันเป็นจากดวงใจของเรา ท่านจึงว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นของเรา กายกรรมทำทางกาย วจีกรรมทำทางวาจา มโนกรรมทำทางใจ ข้อนี้แหละให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นชัด อย่าเข้าใจอย่างอื่น อย่าให้เป็น สีลพัตตปรามาส

ลูบคลำโน่น ๆ นี่ ๆ ว่ากรรมอยู่โน้นบาปอยู่โน้น นั้นแหละเข้าใจผิดไป เราต้องใช้โอปนยิกธรรม ต้องน้อมเข้ามาถึงดวงใจของเรา

กรรมมันไม่ได้เกิดที่อื่น เวลานี้กายเราไม่ได้ทำอะไร วาจาเราก็ไม่ได้ทำ เหลือแต่มโนกรรม ความน้อมนึก มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา บุญและบาปไม่ว่าใด ๆ ใจถึงก่อน ให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งลงไป แน่นอนลงไป บุญและบาปใจมันถึงก่อน

มโน คือความน้อมนึก ธรรมะคือความคิด ปุพพะ คือ ในเบื้องต้น นี่แหละต้นบุญต้นกุศลทั้งหลาย คือใจเรานี้เอง บุญและบาปเกิดจากนี้ไม่ได้เกิดจากอื่นไกล พิจารณาให้แน่นทนลงไปเดี๋ยวนี้แหละ

แต่ก่อนนั้นพระพุทธเจ้าท่านเทศนา พุทธบริษัททั้งหลายได้ไปสดับโอวาทานุสาสนีอันเป็นธรรมะคำสั่งสอนของท่านแล้ว ได้สำเร็จมรรคผลถึงโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตตา เราทั้งหลายทุกวันนี้มัวแต่ฟังแล้วก็ไม่ได้ถ้อยได้ความอะไร ฟังพอเป็นพิธี ฟังแต่ว่าเอาบุญ ไม่รู้จักว่าบุญอยู่ที่ตรงไหนเมื่อท่านเทศน์จบแล้วก็สาธุได้บุญแล้วเท่านั้น ก็จะเอาบุญที่ตรงไหนเล่า

ที่ท่านฟังกันแต่ก่อนนั้น ท่านน้อมลงไปถึงจิตถึงใจของท่าน บุญก็เกิดเดี๋ยวนั้น ใจมีความเยือกความเย็น ใจมีความเบาความสบาย นี่แหละตัวบุญ มีหรือยังในใจของเรา เรามีความสุขสบายหรือยัง เวลานี้แหละ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้เข้าที่ดูที ระลึกดูที พุทโธ ธัมโม สังโฆ ระลึกดู

พุทโธนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ธัมโมอยู่ที่ไหนเล่า สังโฆอยู่ที่ไหนเล่า นี่แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึกของเรา ที่กราบที่ไหว้ที่สักการบูชาของเรา ถ้าเราไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็ไม่มีที่พึ่งอาศัยเรามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่กราบที่ไหว้ ให้น้อมดู พุทโธอยู่ที่ไหนเล่า อยู่ที่ดวงใจของเราไม่ใช่หรือ ให้พากันพิจารณาพุทโธ เวลานี้รู้อยู่อย่างไรเล่า รู้สุขหรือรู้ทุกข์ รู้ดีหรือรู้ชั่ว หรือรู้อยู่เฉย ๆ ดูที่พุทโธ ใจของเราอยู่สถานใด อยู่ในลมฟ้าอากาศหรือไปอยู่ที่ไหน อยู่ตามลูกตามหลาน ตามบ้านตามช่อง หรือไปอยู่ตามข้าวตามของตามเงินตามทอง ให้น้อมเข้ามาหาตัวของเราชิ ผู้รู้ศาสนาต้องน้อมเข้ามา ต้องรู้ต้นศาสนา

พุทโธ พุทโธ นี้เป็นผู้รู้ นี่แหละเป็นสรณะที่พึ่งของเราแท้แน่นอน ถ้าเราไม่มี พุทธะคือผู้รู้แล้วเราก็พึ่งพาอาศัยอะไรไม่ได้สักอย่างพ่อแม่พี่น้องข้าวของเงินทองก็พึ่งไม่ได้ บ้านช่องก็พึ่งไม่ได้ เงินทองอะไรก็พึ่งไม่ได้ ชาวบ้านร้านตลาดประเทศชาติก็พึ่งไม่ได้ ถ้าเราไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆแล้ว สังขารร่างกายเราก็พึ่งไม่ได้ ทำไมจึงพึ่งไม่ได้ก็พุทธะ คือผู้รู้ ถ้าเราไม่มีผู้รู้จะพึ่งอะไรได้ อุปมาเหมือนกับคนตาย คนตายแล้วมีความรู้หรือหูตาก็มีคู่แข่งขันก็มี อะไร ๆ มีหมด ข้าวของเงินทองก็มีอยู่แต่พึ่งไม่ได้สักอย่าง มันไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ

ถ้าเรามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วพึ่งได้หมด สังขารร่างกายเราก็พึ่งได้
พ่อแม่พี่น้องก็พึ่งได้ ข้าวของเงินทองพึ่งได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

ฉะนั้นเราทั้งหลายจงพากันพิจารณาให้มันแจ่มแจ้งในใจของเรา ธัมโมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เราเข้าใจว่าเป็นของพระพุทธเจ้า เราไม่น้อมเข้ามาหาตัวของเรา เราก็เลยไม่เห็น สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำไว้เราก็พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่สิ่งที่เราทำไว้ เราทำดีก็ได้พึ่งดีเราทำชั่วก็ได้พึ่งชั่ว ในบาลีท่านจึงว่า กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา เราเป็นผู้ทำมาทั้งหมดไม่ใช่หรือ เราทำกุศลมาจึงได้
กุสลาธัมมา คือกุศล คือความฉลาด พวกเราทั้งหลายคือพวกฉลาดทั้งนั้น ที่มานี่ได้พากันรู้จักกุศโลกุศลา คือความฉลาด รวมแล้ว กุสลาธัมมา คือใจของเราดี ใจของเรามีความสุข ใจของเรามีความสบาย นี่แหละคือกุสลาธัมมาแน่ อกุสลาธัมมา คืออย่างไรเล่า คือ ใจเราไม่ดี เมื่อใจเราไม่ดีแล้ว สังขารร่างกายก็ไม่ดี พ่อแม่พี่น้องข้าวของเงินทองก็ไม่ดี นี่แหละ อกุสลาธัมมา เราเป็นผู้ทำมาทั้งหมดเราจึงได้ นี่แหละ เราควรพินิจพิจารณา น้อมเข้าในธัมโม เราเป็นผู้ทำทั้งหมด ถ้าเราไม่ได้ทำแล้วเราก็ไม่ได้ นี้เป็นข้อปฏิบัติ

สังโฆเล่าเป็นสรณะที่พึ่งของเรา พึ่งได้อย่างไร สิ่งทั้งหลายทั้งหมดเราเป็นผู้ปฏิบัติ พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถ้าเราปฏิบัติดีก็ได้พึ่งดีถ้าเราปฏิบัติไม่ดีก็ได้พึ่งไม่ดี เราทั้งหลายต้องเข้าใจอย่างนี้
ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแปดหมื่น.สี่พันพระธรรมขันธ์ รวมแล้วคือกายกับใจของเรานี้ มิใช่อยู่อื่นอยู่ไกล ให้พากันน้อมเข้ามาหาตัวเรา ในคัมภีร์ทั้งหลาย เช่นว่าพระอภิธรรมท่านว่า กามาวจรํกุสลํ จิตฺตํ ท่านไม่ได้บอกอื่นไกล กามาวจรกุศลเกิดจากจิต อุปฺปนฺนํ โหติ อุบัติขึ้นจากจิต โสมนสฺส สหคตํ โสมนัส คือความยินดี ใครเป็นผู้ยินดีบุญ สหคตํ ความเป็นไป ญาณสมฺปยุตฺตํ ญาณะ คือ ญาณ ความรู้ ความรู้ทั้งหลายอยู่ที่ไหนเล่า ต้นไม้ภูเขาเหล่ากอมันไม่รู้อะไร ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาก็ไม่รู้อะไรมีอยู่ก็ดวงใจของเราที่รู้

มีต่อ......


 30 
 เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2018, 10:11:18 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
003 - คนึงถึงคำคม - นพคุณ อรุณรุ่ง - พระอาจารย์ไมตรี ฐิตปัญโญ - วัดทางสาย




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]