Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:35:17 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
49-06-04 - พระครูอุดมธรรมสุนทร(แปลง สุนทโร) - วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 22 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:27:11 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
007 - พระมหาบุรุษทรงชนะมาร - พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 23 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:21:23 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
d08 - ฌานสมาธิตามแนวอริยมรรค - หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม





 24 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:10:56 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
029 - อบรมวันพระ 12 มีค 20 - พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 25 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 09:56:35 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
01 - เทศน์อบรมฆราวาส - 01-04-51 - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 26 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 09:42:28 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระข้างใน - ๒๕๒๒-๐๑-๒๘ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 27 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 09:29:20 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
10 - การทำบุญวันพระ - พระอาจารย์ไมตรี ฐิตปัญโญ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 28 
 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2018, 08:27:09 pm 
เริ่มโดย pt_phensri - กระทู้ล่าสุด โดย pt_phensri
วัดสิงห์ จรัญ64 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.
วันที่ 21 กรกรฏาคม – 13 สิงหาคม 2561
งานบุญประจำปี 2561
กราบขอพรพระประธานสมัยอู่ทองอายุ200กว่าปี
ไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
ร่วมเป็นเจ้าภาพไถ่ชีวิตโค-กระบือแม่และลูก
ทำบุญตัวละ 9,999 หรือตามกำลังศรัทธา
-   รับจองสร้างพระสีวลี89องค์ ถวาย 89 วัด ลำดับองค์ที่30 (เจ้าภาพองค์ละ29,989บาทหรือตามกำลังศรัทธา)
-   ปิดทองพระและปิดทองลูกนิมิต
-   ถวายสังฆทาน
-   เติมน้ำมันตะเกียง
-   ทำบุญกระเบื้อง
-   ทำบุญซื้อโฉนดที่ดิน
-   บริจาคโลงศพสงเคราะห์   
วัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมตามวิถีชีวิตเศรษฐกิจแบบพอเพียง
แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไว้ใช้เพาะพันธุ์ใช้แรงงาน ห้ามฆ่า ห้ามขาย
ทำพิธีมอบวันที่ 14 สิงหาคม 2561 เวลา 9.00น.
มอบแก่เกษตรกรจังหวัดอุบลราชธานี
โดยพระครูศรีธรรมกิจโกศล เจ้าอาวาสเป็นประธาน
สอบถาม 084 524 4982

ฝากบัญชีกรรมการสำหรับผู้ต้องการโอนร่วมบุญบัญชีกรรมการวัดสิงห์
ต้องการใบอนุโมทนาบุญ แอดไลน์ 0845244982
พิมชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เพื่อจัดส่งทางไปรษณีย์




 29 
 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2018, 11:08:54 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๕)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

สติรู้ลมหายใจ
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตงใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

จิตนี้ย่อมดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย รักษายากห้ามยาก แต่บุคคลผู้ทรงปัญญาย่อมทำจิตให้ตรงได้ เหมือนอย่างช่างศรดัดลูกศร เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงสมควรเป็นผู้ทรงปัญญา และมีสติคอยดัดจิตของตนให้ตรง เพราะว่าจิตที่ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายนี้ ก็คือดิ้นรนไปในอารมณ์ คือเรื่องทั้งหลาย ที่เข้ามาทางตาทางหูเป็นต้น ตลอดจนถึงคิดนึกทางใจอยู่ตลอดเวลา บรรดาเรื่องทั้งปวงเหล่านี้ บางอย่างก็เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี คือเป็นชนวนให้เกิดความยินดี บางอย่างก็เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย คือเป็นชนวนให้เกิดความยินร้าย เพราะฉะนั้น หากไม่ทรงปัญญา ไม่มีสติ จิตนี้ก็จะดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย

อันคำว่าจิตคดหรือจิตตรงนี้ ก็โดยที่มีธรรมะคือคุณที่เกื้อกูล สิ่งที่ถูกต้องก็โดยเป็นคุณที่เกื้อกูลนั่นแหละเป็นหลัก
เมื่อจิตดำเนินไปตรงสู่ธรรมะคือความถูกต้อง ก็ย่อมเป็นจิตที่ตรง แต่ถ้าจิตดำเนินไปสู่อธรรม คือสิ่งที่เป็นอธรรมไม่ถูกต้อง ก็เป็นจิตที่คด เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องทรงปัญญารู้ว่า อะไรเป็นธรรมคือถูกต้อง อะไรเป็นอธรรมคือไม่ถูกต้อง

บุคคลทั่วไปซึ่งได้มีมารดาบิดาเป็นบุรพาจารย์ คืออาจารย์คนแรกสั่งสอน ให้เว้นจากความชั่วประพฤติความดีความงาม ก็ย่อมจะเริ่มรู้จักว่า อะไรดี อะไรชั่ว มาตั้งแต่มารดาบิดาสั่งสอน และเมื่อมาถึงครูอาจารย์ ครูอาจารย์ก็สั่งสอนอีก เมื่อมาพบพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาเล่าเรียนรู้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ก็ย่อมจะรู้จักดีรู้จักชั่วตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น อันความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ทุกคนจึงมีอยู่น้อยหรือมากอยู่ด้วยกัน แต่ว่าจิตที่ลุอำนาจต่ออารมณ์ ลุอำนาจต่อกิเลส ย่อมไม่คำนึงถึงสิ่งดีสิ่งชั่ว ที่มารดาบิดาครูบาอาจารย์ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เพราะว่ากำลังของอารมณ์ กำลังของกิเลสแรงกว่า จึงดึงไปในทางที่ชั่วที่ผิดต่างๆ แบบภาษิตไทยที่ว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นไปอยู่ดั่งนี้โดยมาก

ความประมาทปัญญา

เพราะฉะนั้น ความรู้จักดีชั่วจึงไม่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า มิได้ฝึกหัดทำสติให้มั่นคง มิได้ฝึกปัญญาให้มีกำลัง เรียกว่าเป็นผู้ประมาทปัญญา หรือผู้เผลอปัญญา ขาดความเพ่งพินิจพิจารณาให้ความจริงปรากฏแก่จิตใจ และให้จิตใจนี้รับรู้ ให้จิตใจนี้เชื่อฟัง อันความขาดพินิจพิจารณา จึงเรียกว่าประมาทปัญญา เผลอปัญญา ด้วยเหตุที่ปัญญามีอยู่ก็ไม่ใช้เพ่งพินิจพิจารณา ด่วนที่จะเชื่อ ด่วนที่จะถือตามคำสั่งของกิเลส อันมีเครื่องชักจูงต่างๆ ให้เกิดความเห็นผิด ถือเอาผิด อันเป็นตัวโมหะคือความหลง เป็นมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด บุคคลเป็นอันมากย่อมเป็นไปอยู่ดั่งนี้ และเมื่อมีผู้มาตักเตือนอบรมก็แก้บอกว่าห้ามจิตไม่ได้ หรือว่าแก้ตัวไปโดยทางอื่น เป็นการที่แสดงตนยอมพ่ายแพ้ต่อจิตใจของตนเอง อันความพ่ายแพ้ต่อจิตใจของตนเองในลักษณะนี้ย่อมเป็นโทษมาก เพราะฉะนั้น จึงได้มีคำกล่าวที่เป็นสุภาษิต ว่าผู้ที่ปฏิบัติตามใจของตัวเองนั้น เป็นผู้ปฏิบัติก่อให้เกิดทุกข์

ตามใจกิเลสจึงเป็นทุกข์

คราวนี้จึงต้องทำความเข้าใจว่า ทำไมปฏิบัติตามใจของตัวเองจึงเป็นทุกข์ ก็เพราะว่าที่เรียกว่าตามใจของตัวเองนั้น ก็คือตามใจกิเลส ตามใจตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ตามใจราคะหรือโลภะ ตามใจโทสะ ตามใจโมหะ เพราะว่าจิตใจนี้ถูกตัณหาถูกราคะ หรือ โลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำ เพราะฉะนั้นตามใจตัวเองก็คือตามใจกิเลสดังกล่าวนั้นเอง จึงเป็นสิ่งที่มีโทษมีทุกข์ และใจที่ถูกกิเลสครอบงำดั่งนี้ ย่อมเป็นเหมือนว่ากิเลสกับใจเป็นอันเดียวกัน คือใจเป็นตัวกิเลส กิเลสเป็นตัวใจ ทั้งนี้ก็เพราะว่ากิเลสเข้ามาผสม เหมือนอย่างเป็นอันหนึ่งเป็นอันเดียวกันกับใจ เมื่อใจชอบขึ้นมาแล้วก็จะต้องเห็นว่าสิ่งที่ชอบนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ จึงได้บังเกิดความติดใจยินดีในสิ่งนั้น

แต่ถ้าเป็นบุคคลหรือสิ่งที่ไม่ชอบ ก็ทำให้เห็นว่าสิ่งนั้นบุคคลนั้น น่าชังน่าเกลียดน่ากลัวไปต่างๆ จิตใจย่อมลำเอียงไปตามอำนาจของกิเลสดั่งนี้ สติปัญญาที่เคยมีอยู่ก็หลบซ่อนไปหมด ทั้งทำให้เข้าใจว่าตัวกิเลสนั้นเป็นตัวสติเป็นตัวปัญญาไปด้วยทีเดียว ฉะนั้น อาการที่ใจชอบหรือชังนั้นจึงต้องเป็นของที่ถูก ไม่ใช่เป็นของที่ผิด เห็นไปอย่างนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วก็ไม่ยอมที่จะพินิจพิจารณา ไม่ยอมที่จะแยกใจของตัวเองออกมาเป็นกลาง แล้วก็สอบสวนทั้งฝ่ายที่สนับสนุนทั้งฝ่ายที่คัดค้าน เพราะว่าได้บังเกิดความเชื่อดิ่งลงไปเสียแล้ว เป็นความเชื่อที่ผิด จึงทำให้การปฏิบัติทุกอย่างผิด ทั้งที่ตนเองเข้าใจว่าถูกว่าชอบ บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าแพ้อารมณ์แพ้กิเลส แพ้อย่างราบคาบไม่มีอะไรที่จะต่อต้าน

แต่อันที่จริงนั้น ทุกคนมีผู้ช่วยสำหรับที่จะรักษาตนอยู่พร้อมแล้ว เป็นต้นว่าสติปัญญาดังที่กล่าวนั้น สติปัญญานั้นบางทีก็เป็นสติปัญญา คือเป็นตัวปัญญาที่เล่าเรียนศึกษามาเป็นอย่างดี ได้รับอบรมมาเป็นอย่างดี บางทีก็เป็นสติปัญญาได้มาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ตลอดถึงพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนอบรม แต่ว่าก็ไม่คำนึงถึงและไม่ยอมที่จะรับฟัง มาสำหรับที่จะพินิจพิจารณา เมื่อเป็นดั่งนี้บรรดาผู้ช่วยทั้งหลายที่เป็นภายในดังกล่าวมานี้ ก็ไม่สามารถจะช่วยได้ เพราะจิตนี้ไม่รับ ไม่ฟังไม่คำนึงถึง ไม่ต้องกล่าวถึงผู้ช่วยภายนอก คือบรรดาผู้ที่หวังดีทั้งหลาย ก็ไม่สามารถที่จะพูดจาแนะนำอบรมได้ ดั่งนี้แหละเป็นความเห็นที่ดิ่งผิดลงไป อันทำให้ถือผิดปฏิบัติผิด น้อยหรือมาก จนถึงมากที่สุด ดิ่งลงไปสู่หายนะคือความเสื่อมต่างๆ โดยที่กล่าวได้ว่าตนเองนี้แหละเป็นผู้นำตัวเองลงไป ไม่ใช่ใครอื่น

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนไว้ว่า จิตดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายรักษายากห้ามยาก เพื่อเป็นเครื่องสะกิดใจของบุคคล ว่าจิตมีลักษณะเป็นดั่งนี้ และก็เป็นสิ่งที่รักษายากห้ามยาก ในเมื่อขาดสติปัญญา หรือว่ามีสติปัญญาอยู่ก็ไม่นำมาใช้พินิจพิจารณา ยอมแพ้กิเลสแพ้อารมณ์อย่างราบคาบ เข้าใจว่าดีแล้วถูกแล้วชอบแล้ว มักจะเป็นกันไปอยู่ดั่งนี้ หากมาสะกิดใจถึงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และฟังที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนต่อไป ว่าผู้ทรงปัญญาย่อมจะทำจิตให้ตรง เหมือนอย่างช่างศรดัดลูกศร สะกิดใจตนเองว่า ที่ว่ารักษายากห้ามยากนั้น ไม่ได้หมายความว่ารักษามิได้ห้ามมิได้ จิตเป็นสิ่งที่รักษาได้ห้ามได้

สติระลึกดูจิต

แต่ถ้าหากว่าไม่ทรงปัญญา คือประมาทปัญญา ทิ้งปัญญาเสีย ไม่เอาปัญญามาทรงไว้ มาเพ่งพินิจพิจารณา หรือกล่าวอีกว่าขาดสติจึงจะรักษายากห้ามยาก แต่ถ้าทรงปัญญา คือว่าจับเอาปัญญาขึ้นมาทรงไว้ คือมาพินิจพิจารณา
มีสติระลึกสำนึกอยู่ ดูจิตนี้เองว่าเป็นอย่างไร และดูเรื่องที่จิตยึดถือว่าเป็นอย่างไร ตั้งจิตนี้ไว้ให้เป็นกลางมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ บอกจิตว่าอย่าเพ่อรับรองในสิ่งที่ยึดถือนั้นว่าน่าชอบหรือน่าชัง เอามาเพ่งพินิจพิจารณาดูกันก่อน
แล้วก็จับพินิจพิจารณาดู ก็ย่อมจะเห็นได้ว่าจิตประกอบด้วยตัณหา จิตประกอบด้วยราคะหรือโลภะ จิตประกอบด้วยโทสะ จิตประกอบด้วยโมหะ เป็นจิตที่ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปตามกิเลส ก็ย่อมจะเห็นจิตตามเป็นจริง ว่าเป็นเช่นนี้ๆ และก็เพ่งพินิจพิจารณาดูว่า จิตที่เป็นเช่นนี้นั้นเป็นอย่างไร เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มีโทษหรือไม่มีโทษ ก็ย่อมจะรู้ได้ กิเลสที่ถูกจิตเพ่งดูด้วยปัญญากับสติดั่งนี้ กิเลสย่อมจะอ่อนกำลังลง เพราะว่ากิเลสนี้ไม่ชอบให้ดู ไม่ชอบให้รู้ ไม่ชอบให้เห็น ชอบแต่ที่จะแฝงตัวอยู่ ฉะนั้นหากนำจิตเข้ามาเพ่งดู ดูให้เห็น ดูให้รู้ กิเลสก็จะปรากฏสัญชาติของกิเลสออกมาเอง พร้อมทั้งผลที่เป็นตัวความทุกข์

วิธีปฏิบัติทำจิตให้ตรง

ตัวดูตัวรู้ตัวเห็นนี่แหละเป็นตัวเริ่มต้นของปัญญา จะได้ปัญญาขึ้นมาพร้อมทั้งสติดีขึ้นชัดขึ้น และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้วกิเลสก็จะอ่อนกำลัง ที่จะรังควาญที่จะรบกวน การที่จะมาปฏิบัติทำจิตให้ตรงก็สะดวกขึ้น สติปัฏฐานของพระพุทธเจ้าก็เป็นวิธีปฏิบัติทำจิตให้ตรงนั้นเอง ฉะนั้นหากได้กำราบจิตของตน ให้สงบจากอารมณ์และกิเลสที่จะชักนำให้คดเคี้ยวเลี้ยวลด แต่ให้กลับมาสู่ทางตรงได้ และมาจับปฏิบัติทำสติปัฏฐาน อันเป็นเครื่องดัดจิตให้ตรง ย่อมสามารถจะปฏิบัติได้ดีขึ้น

ในปัพพะคือข้อแรกที่ตรัสสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออก

มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าออกยาวก็รู้ หายใจเข้าออกสั้นก็รู้ ได้มีอธิบายตั้งแต่ในคัมภีร์เบื้องต้น ว่าเมื่อได้ตั้งสติกำหนดให้รู้ลมหายใจดั่งนี้ชัดเจน คือเข้าออกยาวหรือสั้นตามที่เป็นไปจริง ก็เป็นอันว่าจิตได้รวมเข้ามาสู่เครื่องดัดให้ตรง และเมื่อรวมเข้ามาได้ก็จะเริ่มได้ฉันทะคือความพอใจ และด้วยอำนาจแห่งฉันทะคือความพอใจ ลมหายใจเข้าออกยาวหรือสั้นก็จะละเอียดเข้า ต่อจากนี้ก็จะได้ปราโมทย์คือความบันเทิง เมื่อได้ปราโมทย์คือความบันเทิง ลมหายใจเข้าออกยาวหรือสั้นก็จะละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงจิตนี้กลับจากลมหายใจเข้าลมหายใจออก อุเบกขาคือความเข้าไปเพ่งเฉยอยู่ก็ตั้งขึ้นในภายใน จิตก็สงบอยู่ในภายใน อันนับว่าเป็นขั้นของการปฏิบัติที่เป็นไปเอง

บุคคลผู้ปฏิบัติให้ตั้งสติกำหนดประคองจิตอยู่ในลมหายใจเข้าลมหายใจออก ยาวหรือสั้น อันหมายความว่าลมหายใจเข้าออกยาวหรือสั้นนั้น ปรากฏอยู่ในตัวสติที่กำหนดในจิต ปรากฏชัดว่าหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏชัดว่ายาวหรือสั้นตามที่เป็นไปจริง เหมือนอย่างมองเห็นเป็นตัวเป็นตนชัดเจน รวมเข้ามาได้ดั่งนี้ก็จะได้ฉันทะความพอใจ ได้ปราโมทย์คือความบันเทิง อันทำให้ลมหายใจเข้าออกละเอียดเข้าๆ จนถึงจิตกลับจากลมหายใจเข้าลมหายใจออก อุเบกขาคือความเข้าไปเพ่งเฉยอยู่ในภายในก็ตั้งขึ้น สงบอยู่ในภายใน

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๕)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

สติรู้ลมหายใจ
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความไม่จบสมบูรณ์ แต่ไม่เสียความ
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 30 
 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2018, 10:58:30 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
245 - 254 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

245 กรรม เหตุของกรรม และวิธีดับกรรม

ปัญหา กรรมคืออะไร อะไรเป็นเหตุของกรรม จะดับกรรมได้ดีโดยวิธีใด ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรมบุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉนคือผัสสะ (การกระทบกันระหว่างตากับรูป หูกับเสียง เป็นต้น) เป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือกรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ทำให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษยโลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม

“ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรม ว่ามี ๓ ประการ คือ
กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑ กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑ กรรมที่ให้ผลในภพต่อ ๆ ไป ๑ นี้เรียกว่า วิบากแห่งกรรม

“ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ... สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม

“ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัด กรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์ อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้”

นิพเพธิกสูตร ฉ. อํ. (๓๓๔)
ตบ. ๒๒ : ๔๖๔-๔๖๕ ตท. ๒๒ : ๔๒๒-๔๒๓
ตอ. G.S. III : ๒๙๔

246 เหตุทำให้พระศาสนาเสื่อม


ปัญหา อะไรเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ไมได้นาน ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ในพระศาสนา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา
ในความไม่ประมาท ในปฏิสันถาร ดูก่อนกิมพิละ นี้แลเห็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้พระสัทธรรม
ไม่ดำรงอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินพพานแล้ว ฯ”

กิมมิลสูตร ฉ. อํ. (๓๑๑)
ตบ. ๒๒ : ๓๗๙-๓๘๐ ตท. ๒๒ : ๓๕๐-๓๕๑
ตอ. G.S. III : ๒๔๐

247 ความคิดเรื่องสสาร-พลังงานในพระพุทธศาสนา


ปัญหา ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า สสารเป็นแต่เพียงรูปหนึ่งของพลังงาน
เราอาจแปลงสสารให้เป็นพลังงานได้ ทางพระพุทธศาสนาเห็นด้วยหรือไม่กับมตินี้ ?

คำตอบของพระสารีบุตร “.....ภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความชำนาญทางใจ
เมื่อจำนงพึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นดินได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกองไม้โน้นมีปฏวีธาตุ
เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นน้ำได้.... เพราะกองไม้โน้นมีอาโปธาตะ...
เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้โน้นให้เป็นไปได้.... เพราะกองไม้กองโน้นมีเตโชธาตุ...
เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นลมได้.... เพราะกองไม้กองโน้นวาโยธาตุ....
เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นของงามได้.... เพราะกองไม้กองโน้นมีสุภธาตุ....
เมื่อจำนงพึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้น ให้เป็นของไม่งามได้....เพราะกองไม้โน้นมีอสุภธาต
ซึ่งภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีความชำนาญทางใจ พึงอาศัยน้อมใจถึงให้เป็นของไม่งามได้ ฯ”

ทารุกขันธสูตร ฉ. อํ. (๓๑๒)
ตบ. ๒๒ : ๓๘๐-๓๘๑ ตท. ๒๒ : ๓๕๑-๓๕๒
ตอ. G.S. III : ๒๔๐-๒๔๑

248 ความทุกข์ของผู้เป็นหนี้เขา


ปัญหา ความทุกข์ของฆราวาสผู้อยู่ครองเรือนมีอะไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้ยืมแม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก.... กู้ยืมแล้ว ย่อมรับใช้ดอกเบี้ย แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์.... รับใช้ดอกเบี้ยแล้วไม่ใช้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมทวงเขา แม้การทวงก็เป็นทุกข์.... (เมื่อ) ถูกเจ้าหนี้ทวงไม่ได้ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา มีการติดตามก็เป็นทุกข์.... (เมื่อ) ถูกจ้าหนี้ติดตามทันไม่ให้ทรัพย์ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมจองจำเขา แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ฯ”

อิณสูตร ฉ. อํ. (๓๑๖)
ตบ. ๒๒ : ๓๙๓ ตท. ๒๒ : ๓๖๔-๓๖๕
ตอ. G.S. III : ๒๔๙

249 วาระสุดท้ายของโลก


ปัญหา นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า โลกของเราจะมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีแล้วก็จะแตกดับ
ทางพระพุทธศาสนาแสดงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม....
ควรเบื่อหน่าย.... ควรคลานกำหนัด.... ควรหลุดพ้น
“ขุนเขาสิเนรุโดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์
สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี
หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติป่าไม้ใหญ่ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่สองปรากฏ...แม่น้ำลำคลองทั้งหมดย่อมงวดแห้ง....ไม่มีน้ำ
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ...แม่น้ำสายใหญ่ ๆ คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี
สรพู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ...แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่
คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรพู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ...น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี....
๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี.... ชั่วต้นตาลเดียวก็มี
แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน.... เพียงเขา... เพียงรอยเท้าโค
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ...แผ่นดินใหญ่นี้และเขาสินเนรุ
ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น
“.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ...แผ่นดินใหญ่นี้และเขาสินเนรุ ไฟจะติดทั่ว
ลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน.... เมื่อแผ่นดินใหญ่และเขาสิเนรุ ถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏ
ขี้เถ้าและเขม่า.....
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย..... สังขารทั้งหลาย.... เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย....
ควรคลานกำหนัด.... ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง


สุริยสูตร ส. อํ. (๖๓)
ตบ. ๒๓ : ๑๐๒-๑๐๕ ตท. ๒๓ : ๙๕-๙๗
ตอ. G.S. IV : ๖๔-๖๘

250 ทำไมอาสวะจึงไม่สิ้น


ปัญหา การบรรลุมรรคผล หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง รู้สึกว่าเป็นกิจที่ทำได้ยากมาก เพราะเหตุไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้น
อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่หลุดพ้น
จากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ข้อนั้นเพราะเหตุไร จะพึงกล่าวได้ว่าเพราะไม่ได้เจริญ เพราะไม่ได้เจริญอะไร
เพราะไม่ได้เจริญ

สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
มรรคมีองค์ ๘

“เปรียบเหมือนแม่ไก่ มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้น แม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ
ฟักไม่ดี แม่ไก่นั้นแม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูกของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก เจาะกระเปาะไข่ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นไม่สามารถจะใช้ปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปากเจาะกระเปาะไข่ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะแม่ไก่กกไม่ดี ให้ความ
อบอุ่นไม่พอฟักไม่ดีฉะนั้น....”


ภาวนาสูตร ส. อํ. (๖๘)
ตบ. ๒๓ : ๑๒๖-๑๒๗ ตท. ๒๓ : ๑๑๓-๑๑๔
ตอ. G.S. IV : ๘๒-๘๓

251 เตือนใจพระทุศีล


ปัญหา กุลบุตรที่บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ประพฤติล่วงละเมิดพุทธบัญญัติมีธรรมอันลามก
หลอกลวงชาวบ้าน จะมีโทษอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอเตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติสกปรก น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้าเป็นดังหยากเยื่อ บริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาลหรือคฤหบดีมหาศาลจะดีอย่างไร การที่บุรุษมีกำลังเอาขอเหล็กแดงไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงเกี่ยวปากอ้าไว้ แล้วกรอกก้อนเหล็กแดง ไฟกำลังลุกโชติช่วงเข้าในปาก ก้อนเหล็กแดงนั้นจะพึงไหม้ริมฝีปาก ไหม้ปาก ไหม้ลิ้น ไหม้คอ ไหม้อก ไหม้เรื่อยไปถึงไส้ใหญ่ไส้น้อย แล้วออกทางทวารเบื้องต่ำ นี้ดีกว่าข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย มีข้อนั้นเห็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไปไม่พึงเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย

“ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก..... เป็นดังหยากเยื่อ บริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา
ของกษัตริย์ มหาศาล... ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน แก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น
และบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก....ฯ”

อัคคิขันธูปมสูตร ส. อํ. (๖๙)
ตบ. ๒๓ : ๑๓๔ ตท. ๒๓ : ๑๑๘
ตอ. G.S. IV : ๘๗-๘๘

252 พระธรรมวินัยแท้และของปลอม


ปัญหา พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมายเหลือหลาย อาจจะมีคำสอนของศาสนาอื่น
หรือคนอื่นแทรกแซงอยู่บ้าง เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันไหนไม่ใช่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนอุบาลี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว
เธอพึงทรงธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่เป็นคำสั่งสอนของพระศาสนา
ส่วนธรรมเหล่าใด.... เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว....
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา”

วินัยวรรค ส. อํ. (๘๐)
ตบ. ๒๓ : ๑๔๕-๑๔๖ ตท. ๒๓ : ๑๒๘-๑๒๙
ตอ. G.S. IV : ๙๖-๙๗

253 วิธีสร้างปัญญา


ปัญหา วิธีปฏิบัติในหลักศีลและสมาธิปรากฏว่า มีแจ่มแจ้งอยู่แล้ว แต่วิธีเจริญหลักที่ ๓ คือ
ปัญญา ยังไม่แจ่มแจ้งพอ ขอได้โปรดแนะวิธีเจริญปัญญาด้วย ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา
อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ไดเพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู
ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า
เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๑

“เธออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์..... ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู.... นั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม
เป็นครั้งคราวว่า.... ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผย
ข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผยทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันน่าสงสัยแก่เธอ....
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๒

“เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือความสงบกายและความสงบจิต
ให้ถึงพร้อมนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๓

“เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษ
แม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๔

“เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้คล่องปาก ขึ้นใจ
แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น... ท่ามกลาง... ที่สุด ประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๕

“เธอย่อมปรารถนาความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม
เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระกุศลธรรม นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๖
"เธอย่อมเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่มีประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง
ย่อมเชื้อเชิญให้ผู้อื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างอริยเจ้า นี้เป็นเหตุปัจจัยข้อที่ ๗"
“เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่ารูป.... ความเกิดขึ้นแห่งรูป
ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนา... สัญญา.... สังขาร... วิญญาณ.... ความดับแห่งวิญญาณดังนี้....
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๘ เพื่อได้ปัญญา...ฯ”

ปัญญาสูตร อ. อํ. (๙๒)
ตบ. ๒๓ : ๑๕๒-๑๕๔ ตท. ๒๓ : ๑๓๕-๑๓๗
ตอ. G.S. IV : ๑๐๔-๑๐๕

254 พุทธศาสนาเป็นคำสอนแบบลบจริงหรื


ปัญหา ชาวยุโรปบางคนเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนแบบลบ (Negative)
ประกาศการไม่กระทำ (อกริยวาท) ไม่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ไม่สู้กับโลก มีแต่สอนให้หนีจากโลก
เป็นความจริงหรือไม่เพียงใด ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวการไม่กระทำดังนี้
เชื่อว่ากล่าวชอบนั้นมีอยู่ เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการไม่ทำซึ่งธรรม
ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวการไม่กระทำ
ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว

“.....ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ ดังนี้
เชื่อว่ากล่าวชอบนั้นมีอยู่ เพราะเรากล่าวความขาดสูญ แห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความขาดสูญ
แห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ
ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าวฯ”

เวรัญชสูตร อ. อํ. (๑๐๑)
ตบ. ๒๓ : ๑๗๕-๑๗๖ ตท. ๒๓ : ๑๕๔
ตอ. G.S. IV : ๑๑๙

245 - 254 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]