Cdthamma

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 10:16:41 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ประวัติ - หลวงปู่ขาว อนาลโย

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย


นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2431 ที่บ้านชะเนง ตาบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โยมบิดาชื่อ พั่ว โยมมารดาชื่อ รอด โคระถา มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 อาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาได้จัดให้มีครอบครัว ภรรยาของท่านชื่อ นางมี และได้มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งต่อมาได้แยกทางกัน ท่านเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังมาก ประกอบกบความมีศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้คนทำจริง ในสิ่งที่ควรทำ เมื่อท่านได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านจึงรู้สึกซาบซึ้งในหลักธรรมมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ชีวิตสมณะของท่าน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 เมื่อท่านอายุได้ 31 ปี โดยอุปสมบทที่วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีท่านพระครูพุฒิศักดิ์เป็นพระอุปัชฌาย์มีพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นพระกรราวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทแลัว ท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี เป็นเวลา 6 พรรษา เนื่องจากท่านได้บังเกิดศรัทธาในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น หลวงปู่จึงได้ญัตติเป็นพระธรรมยุติ
เมื่อปี พ.ศ.2468 อายุได้ 37 ปี ณ พันธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์แล้วได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเป็นเวลา 8 ปี จากนั้นได้เดินธุดงค์ตาม ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ ท่านออกเดินทางทุกปีและได้สมบุกสมบันไปแทบทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย ท่านได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และ เดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ท่านทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวันตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่ คุณหมออวย เกตุสิงห์ เขียนไว้ในประวัติอาพาธ ซึ่งเป็นภาคผนวกของหนังสือ อนาลโยวาท ว่า เวลาท่านไม่สบายอยู่ในป่าเขา มักจะไม่ใช้หยูกยาอะไรเลย จะใช้แต่ธรรมโอสถ ซึ่งได้ผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ท่านเคยระงับไข้ด้วยวิธีภาวนามาหลายครั้ง จนเป็นที่มั่นใจต่อการพิจารณาเวลาไม่สบาย

ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว เล่าถึง หลวงปู่ขาว ในหนังสือ "ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต" ว่าหลวงปู่ขาว ได้บรรลุธรรมชั้นสุดยอดในราวพรรษาที่ 16-17 ในสถานที่ซึ่งมีนามว่าโรงขอด แห่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่โดยได้เขียนเล่าไว้ว่า "เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ หลวงปู่ขาว ออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขา กำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้น ถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลัง อนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอยากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึกไม่ลดละการพิจารณาระหว่าง อวิชชา กับ ใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับ กลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับ ข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่เหลือให้ชมอย่างสมใจ คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ในกระท่อมกลางเขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเสียจริง ท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามถิ่นต่าง ๆ

จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อ พ.ศ.2501 จวบจนมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมพ.ศ.2526 คุณหมออวย เกตุสิงห์ได้เล่าเกี่ยวับปัจฉิมกาลของท่านไว้ในหนังสือ อนาลโยวาท ว่า ท่านทุพพลภาพอยู่ถึง 9 ปี แต่สุขภาพจิตยังดีมีนิสัยรื่นเริงติดตลกในระยะสามปีสุดท้าย นัยน์ตาของท่านมืดสนิทเพราะต้อแก้วตา หรือ ต้อกระจก หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก แต่ท่านก็มิได้เดือดร้อนใจ และสามารถบอกกำหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ 96 ปีซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้ ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาถวายสักการะสรีระร่างของท่านนับเป็นจำนวนแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศทีเดียว

ธรรมโอวาท

ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาของท่าน ที่ได้เทศน์โปรดพระเณรและญาติโยม ณ บ้านย่อชะเนง (บ้านเกิดของท่าน) "คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดีมีการศึกษาเล่าเรียนดี การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่าง ๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน เหตุนี้ เราจึงควรทำกุศล รักษาศีลให้บริสุทธิ์สมบูรณ์แล้วทำสมาธิจะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดีไม่มีลุ่มไม่มีดอน จงพากันทำไปใน อิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวกสบายใจ หายใจดีไม่ขัดข้องฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ของใจ พุทโธ พทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธเป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอก เพราะอารมณ์ภายนอกมันชอบไปจดจ่ออยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความถูกต้องทางกาย หากทุกสิ่งทุกอย่างมันไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จิตมันจะไม่รวมลง นี่แหละ เรียกว่า มาร คือ ไม่มีสติ อย่าให้จิตไปจดจ่ออย่างนั้น ให้มาอยู่กับผู้รู้ ให้น้อมเอา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้มีความเพียร ผู้ที่ภาวนาจิตสงบลงชั่วช้างพับหู งูแลบสิ้น ชั่วไก่ดินน้ำ นี่ อานิสงส์อักโข ให้ตั้งใจทำไป การที่จิตรวมลงไปบางครั้ง มี 3 ขั้นสมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง ขณิกสมาธิ เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่

ส่วนหากรวมลงไปเป็น อุปจารสมาธิก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีกให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละเ ป็นนิวรณ์ตัวร้าย ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิตถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเองเมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน"

ปัจฉิมบท

ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ได้พรรณนาถึงเมตตาธรรม และ ตปธรรม ของ หลวงปู่ขาว ไว้ในหนังสือ ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ท่านอาจารย์องค์นี้มีความเด็ดเดี่ยวมาก การนั่งภาวนาตลอดสว่างท่านทำได้สบายมาก ถ้าไม่เป็นผู้มีใจกล้าหาญกัดเหล็กกัดเพชรจริง ๆ จะทำไม่ได้จึงขอชมเชยอนุโมทนากับท่านอย่างถึงใจ เพราะเป็นที่แน่ใจในองค์ท่านร้อยเปอร์เซนต์ว่า เป็นผู้สิ้นภพสิ้นชาติอย่างประจักษ์ใจ ทั้งที่ยังครองขันธ์อยู่" ในบทความภาคผนวกตอนหนึ่งของหนังสือ อนาลโยวาท ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งหนึ่งว่า "วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นที่วัด ขอเข้านมัสการท่านอาจารย์พอได้พบก็ตรงเข้าไปกราบถึงที่เท้า แล้วเอ่ยปากขอบพระคุณที่ท่านช่วยเขาให้พ้นจากโทษมหันต์ พร้อมเล่าว่า เขาเป็นทหารไปรบที่ประเทศลาวเป็นเวลานาน พอกลับมาบ้าน ก็ได้รู้ว่าภรรยานอกใจ จึงโกรธแค้น เตรียมปืนจะไปยิงทิ้งทั้งคู่ แต่ยังไม่ทันได้กระทำเช่นนั้น เพราะกินเหล้าเมา แล้วหลับฝันไปว่า มีพระแก่องค์หนึ่งมาขอบิณฑบาตความอาฆาตโกรธแค้น และเทศน์ให้ฟังถึงบาปกรรมของการฆ่า จนเขายอมยกโทษ ให้อภัย ละความพยาบาท ได้ถามในฝัน ได้ความว่า พระภิกษุองค์นั้น ชื่อ ขาว มาแต่เมืองอุดรฯ พอตื่นขี้นจึงออกเดินทางมาเสาะหาท่าน จนได้พบที่วัด เช่นนี้" หลวงปู่ขาว ท่านกล่าวอนุโมทนา แล้วอบรมต่อไปให้เข้าใจหลักธรรม ตลอดจนผลของการงดเว้นจากการฆ่า ทำให้ชายผู้นั้นซาบซึ้งในรสพระธรรม จนตัดสินใจที่จะอุปสมบทต่อไป

เรื่องนี้ เป็นหลักฐานว่า ความเมตตาของท่านเปี่ยมล้น และครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางเพียงใด อนุสรณ์สถานที่ถือว่าสำคัญที่สุดของ หลวงปู่ขาว ก็คือ วัดถ้ำกลองเพล อันเป็นสถานที่ท่านพำนักจำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ.2501 จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2526 ท่านดูแลบริเวณวัดซึ่งมีเนื้อที่กว่าพันไร่ให้เป็นป่าร่มรื่นบนลากสันเขา มีโขดหินขนาดใหญ่มากมาย เป็นเพิงผาธรรมชาติที่งดงาม ด้านหลังเป็นอ่างเก็บน้ำ ชื่อ อ่างอาราม ซึ่งเป็นโครงการชลประทานพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ จุดเด่นของ วัดถ้ำกลองเพล คือ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.2531 เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะสวยงามควรแก่การศึกษาและเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง

"ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ"

ประวัติ - หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลำภู


โดย ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 16:05 น.


 22 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 09:53:18 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ประวัติ - หลวงปู่กินรี จนฺทิโย

วัดกันตศิลาวาส อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย


หลวงปู่กินรีจนฺทิโย กำเนิดในสกุล "จันศรีเมือง" เดิมท่านมีชื่อว่า "กลม" โยมบิดาชื่อ โพธิ์ โยมมารดาชื่อ วันดีเกิดเมื่อวันพุธที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับปีวอก แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ รศ. ๑๑๕ ณ บ้านหนองฮี ตำบลปลาปาก อำเภอหนองบึก (อำเภอเมือง) ปัจจุบัน เป็นตำบลหนองฮี อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม มีพี่น้อง ๗ คน หลวงปู่เป็นลูกหล้าน้องสุดท้อง ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ประกอบอาชีพชาวนา และมีพี่น้องหลายคน แม้จะมีใจรักในการศึกษา แต่ก็ขาดโอกาสในการศึกษาต่อ จึงได้รับการศึกษาสามัญเบื้องต้น

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดหนองฮี ได้ศึกษาหนังสือธรรม หนังสือผูก ทั้งภาษาขอม ภาษาไทยน้อยหรืออักษรธรรมและภาษาสมัยไทยปัจจุบัน เมื่ออายุ ๒๐ ปีได้อุปสมบทที่วัดเกาะแก้ว เขตอำเภอธาตุพนม ต่อมาด้วยความห่วงใยบิดา-มารดา และได้รับการขอร้องด้วยความเป็นบุตรคนเล็กท่านจึงลาสิกขาตามความต้องการของโยมพ่อและโยมแม่ใช้ชีวิตฆราวาสไม่ราบรื่นและไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เป็นนายฮ้อยวัวควายก็ขาดทุนอย่างหนัก หลวงปู่เล่าว่า เพราะการกระทำของท่านพรากพ่อ-แม่-ลูก วัว ควาย ที่ขายไปถิ่นต่างๆ ย่อมเป็นบาปอย่างมหันต์ผลกรรมจึงย้อนตอบสนองให้ต้องสูญเสียภรรยาหลังจากคลอดบุตรได้ไม่นาน และได้สูญเสียลูกอันเป็นสุดที่รักซ้ำอีก เพราะทารกน้อยขาดนมจากผู้เป็นแม่ความสูญเสียอันใหญ่หลวงของท่านทำให้เป็นทุกขเวทนา ความอาลัย อาวรณ์ ความโศกเศร้า ทับถมเพิ่มทวีความทุกข์ยิ่งขึ้น ด้วยความทุกข์เป็นกุศลปัจจัยผลักดัน

และบันดาลใจให้ท่านก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์สู่ความเป็นบรรพชิตในบวรพุทธศาสนา อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดศรีบุญเรือง ตำบลกุดตาไก้ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ (อายุครบ ๒๕ ปี พอดี) โดยมีพระอาจารย์วงศ์เป็นพระอุปชฌาย์ มีพระอาจารย์พิมพ์กับพระอาจารย์พรหมา เป็นพระคู่สวด ได้ชื่อใหม่จากพระอุปัชฌาย์ จาก "กลม" เป็น "กินรี" ฉายาว่า "จนฺทิโย" หลังจากอุปสมบท หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านหนองฮี ได้สงเคราะห์ญาติหลานๆ ด้วยการให้ความรู้เรื่องภาษาไทย อบรมสั่งสอนการอ่านเขียนภาษาไทย หลวงปู่เป็นตัวอย่างแห่งความมุ่งมั่นจริงจังและพากเพียร ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองฮี ท่านได้ขุดลอกสระน้ำขนาดใหญ่ ด้วยตัวของท่านเอง จนเป็นผลสำเร็จให้วัดและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์มีน้ำอุปโภคบริโภคมาจนทุกวันนี้

การแสวงหาธรรมปฏิบัติได้เกิดขึ้น เป็นช่วงตอนปลายของทศวรรษแรกของการอุปสมบทด้วยการเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนพระกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์หลวงพ่อทองรัตน์กนฺตสีโล ที่สำนักบ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นจุดเกิดและเป็นก้าวแรกที่ท่านรับเอาพระกรรมฐานเข้าไว้ในจิตของท่าน หลวงปู่ได้ศึกษาการปฏิบัติ ภาวนากับครูอาจารย์ระยะหนึ่ง ท่านก็เดินทางกลับมาอยู่ที่วัดบ้านเกิดและไปกราบครู อาจารย์ร่วมธุดงค์ไปมาหาสู่อยู่เสมอ ท่านได้นำเอาข้อปฏิบัติ พระธรรมกรรมฐานมาอบรมสั่งสอนชาวบ้านหนองฮี ได้สงเคราะห์โยมมารดาและญาติด้วยการบวชชีและได้จัดตั้งสำนักสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีในบ้านเกิด ชื่อว่า "สำนักสงฆ์เมธาวิเวก"ในระหว่างที่หลวงปู่ไปมาหาสู่เพื่อคารวะ และปฏิบัติธรรมในสำนักของพระอาจารย์ทองรัตน์นั้น ท่านอาจารย์ทองรัตน์ได้พาหลวงปู่เดินทางไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนากรรมฐานผู้มีชื่อเสียงและเกียรติคุณเลื่องลือโด่งดังมาก ในขณะที่หลวงปู่มั่นธรรมจารย์ผู้มีปรีชาสามารถ พำนักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร เพื่อรับโอวาทจากท่าน หลวงปู่มั่นท่านได้อบรมสั่งสอนธรรมแก่หลวงปู่กินรี ถึงข้อปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้น ซึ่งมีรากฐานอยู่ที่การกระทำศีล ให้สมบูรณ์บริบูรณ์พร้อมๆ ไปกับการเจริญ สมาธิภาวนา เพื่อจะทำจิตให้สงบระงับจากอารมณ์ทั้งปวง เพราะความที่จิตปลอดจากอกุศลว่างเว้นจากอารมณ์ อันเกิดจากการสัมผัสทางอายตนะ คือ ที่ตั้งแห่งการกระทบมี ๖ คู่ อันได้แก่ ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับการสัมผัสทางกาย และใจที่กระทบกับอารมณ์ในภายในที่ทำให้เกิด เวทนาความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้ดี รู้ชั่ว รู้สวย รู้ไม่สวย รู้น่ารัก รู้ไม่น่ารัก ทั้งหลายแล้ว จิตใจก็ย่อมจะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว

อารมณ์นั้นก็ได้แก่พระกรรมฐาน หมายถึง การเอาพระกรรมฐานเข้ามาตั้งไว้ในใจความตั้งมั่นของจิตในลักษณะการเช่นนี้ ย่อมจะทำจิตให้สงบอย่างเดียว เป็นความสงบที่สะอาดและบริสุทธิ์ผุดผ่องใส หลังจากนั้นแล้วจึงหันมาพิจารณาธาตุทั้ง ๔ อันได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม และพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ให้รู้ว่าธาตุขันธ์และรูปนามทั้งหลายเหล่านี้ แท้จริงก็คือบ่อเกิดของความทุกข์โศกร่ำไรรำพันนานาประการทั้งปวงนั่นเอง

หลวงปู่มั่นท่านได้อบรมสั่งสอนข้อธรรมแก่หลวงปู่กินรีเป็นประจำและเมื่อท่านพบหน้าหลวงปู่กินรีท่านมักจะเอ่ยถามไปว่า "กินรี ได้ ที่อยู่แล้วหรือยัง? " คำถามของหลวงปู่มั่นนั้นมิได้หมายถึงที่อยู่ในวัดปัจจุบัน แต่ท่านถามถึงส่วนลึกของใจว่ามีสติตั้งมั่นหรือยัง ถ้ายังท่านก็จะกล่าวอบรมต่อไป ซึ่งส่วนมากหลวงปู่มั่นท่านจะเน้นให้เห็นถึงว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นบ่อเกิดของความทุกข์เพราะเกิดจากอวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งในความเป็นของไม่เที่ยง ในความเป็นของเสื่อมโทรมของธาตุขันธ์ทั้งหลาย เป็นเหตุและเพราะความไม่รู้จักสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริงวามันมิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไม่รู้จักความไม่เที่ยงไม่รู้จักความเป็นทุกข์และไม่รู้ความเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนตามความเป็นจริงแล้ว อาสวะกิเลส คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ย่อมครอบงำจิตของคนๆ นั้นให้มืดมัว เร่าร้อนและเป็นทุกข์ได้ในที่สุด

หลวงปู่มั่นท่านอบรมสั่งสอนหลวงปู่กินรีต่อไปว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมีรากฐานสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติศีลเป็นเบื้องต้น และทำสมาธิ ในท่ามกลางเพื่อจะให้เกิดปัญญา ความรู้แจ้งแทงตลอดในธาตุขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ในที่สุด และเพื่อจะให้รู้ความจริงก็ต้องหมั่นพิจารณาว่าร่างกายของเราที่ปั้นปรุงขึ้นมาจากธาตุทั้ง ๔ นี้ ประกอบอยู่ด้วยธาตุอีกอย่างหนึ่งซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๔ อย่าง ได้แก่ เวทนา คือ ความรู้สุข รู้ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ในอายตนะทั้งหลายที่มากระทบแล้วรู้สึกแล้ว สังขาร คือ ความไกลเวียนปรุงเปลี่ยนไม่หยุดอยู่ของนามธาตุนั้น วิญญาณ คือ ความรู้สึกได้ รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน เรียกว่า นามขันธ์ เมื่อรวมเข้ากับธาตุ ๔ คือ รูปขันธ์ด้วยแล้วจึงเป็นขันธ์ รวมย่อแล้วเรียกว่า กายกับใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยืนยงคงที่ ไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ร่างกายเนื้อหนังของเรานี้เป็นของไม่สวยไม่งาม สกปรกโสโครกโดยประการทั้งปวง การภาวนาที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ นักภาวนาเมื่อรู้เห็น

ซึ่งสภาพตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมจะมีความสะดุ้งกลัวต่อภัยและความเป็นโทษทุกข์ของสังขาร ไม่อยากประสบพบเห็นกับควาทุกข์ทรมารเหล่านี้อีกแล้ว เมื่อนั้นจิตก็ย่อมจะคลายจากความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ย่อมคลายความกำหนัดรักใคร่ชอบใจ ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่ชอบใจ เมื่อจิตมีความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดเช่นนี้แล้ว ทุกข์ทั้งปวงก็ย่อมดับลงได้โดยแท้ ข้อที่ว่าทุกข์ทั้งปวงดับลงนี้เป็นเพราะอวิชชา คือความไม่รู้ ความเป็นจริงในธรรมดับไปนั่นเอง จึงเป็นเหตุให้รู้ความเห็นในธรรมที่เรียกว่า ปัญญา นั้น เจริญถึงที่สุด ผลที่ได้รับก็คือ "ปัญญาอันสงบระงับและแจ่มแจ้ง" หลวงปู่มั่นท่านกล่าวอบรมหลวงปู่กินรี หลวงปู่กินรีท่านได้เล่าเรื่องราวของท่านสมัยที่ท่านไปฝึกอบรมกรรมฐานกับหลวงปู่มั่น ให้สานุศิษย์ทั้งหลายฟังอยู่เสมอว่า ในขณะที่ท่านนั่งสมาธิบริกรรมภาวนาอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าจิตค่อยๆ สงบเข้าไปทีละน้อยๆ

แล้วปรากฏว่า ทั้งร่างกายและเนื้อหนังของท่านนั้นได้เปื่อยหลุดออกจากกันจนเหลือแต่ซากของกระดูกอันเป็นโครร่างที่แท้จริงในกายของท่านเอง "สิ่งที่ปรากฏในอาการอย่างนั้นมันชวนให้น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" หลวงปู่ท่านกล่าว ประสบการณ์ในธรรมโดยลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาต่อมาแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าในขณะนั้นท่านพำนักอยู่ที่ใด ซึ่งครั้งนี้ท่านกล่าวว่า "ในขณะที่ภาวนาอยู่นั้น ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในตัว เปลวเพลิงได้ลุกลามพัดไหม้ทั่วร่าง ในที่สุดก็เหลืออยู่แต่ซากกระดูกที่ถูกเผา และคิดอยู่ที่นั้นว่าร่างกายคนเราจะสวยงามแค่ไหน ในที่สุดมันก็ต้องถูกเผาอย่างนี้เอง" หลวงปู่กินรีท่านได้อธิบายถึงการภาวนาว่ามีอยู่ ๓ ขั้นด้วยกัน กล่าวคือ ๑. บริกรรมภาวนา คือ การภาวนาที่กำหนดกรรมฐาน ๔๐ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ เพื่อจะทำจิตให้ตั้งมั่น ขั้นนี้ยังเป็นเพียงการกำหนดนึก ยังไม่เป็นอารมณ์ที่แน่นแฟ้นจริงจัง มีการภาวนา "พุทฺโธ" เป็นอาทิ ข้อนี้เป็นการภาวนาในระดับที่จะทำให้เกิดบริกรรมนิมิต อันเป็นนิมิตข้อต้นเท่านั้น ๒. อุปจารภาวนา คือ การภาวนาที่เริ่มจะทำจิตให้ตั้งมั่นดีกว่าข้อแรกขึ้นนิดหนึ่ง ข้อนี้อุคหนิมิตจะปรากฏขึ้นได้ ๓. อปนาภาวนา เป็นการภาวนาที่แน่วแน่อาจทำให้เกิดปฏิภาคนิมิตได้ หลวงปู่กินรีท่านได้ใช้ชีวิตอยู่กับ ท่านหลวงปู่มั่นเพียง ๒ ปี เท่านั้น ส่วนเวลานอกนั้นท่านมักจะอยู่ตามลำพัง เป็นตัวของตัวเองมากกว่า ส่วนผู้ที่หลวงปู่กินรีจะลืมเสียมิได้ถึงแม้จะมาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นก็ตาม ท่านคือ พระอาจารย์ทองรัตน์เพราะท่านเป็นผู้ที่ให้วิชาความรู้ในการปฏิบัติแก่หลวงปู่ นับว่าเป็นองค์แรกที่เป็นอาจารย์ของหลวงปู่กินรี ซึ่งท่านมักจะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้หลวงปู่กินรีชอบอยู่อย่างสัดโดษแต่ผู้เดียวนั้น เนื่องจากไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุตเช่นพระทั้งหลายรูปอื่นๆ ด้วยเอกลักษณ์พิเศษที่ท่านมีอุปนิสัยสมถะไม่นิยมในหมู่คณะมาก ชอบความเป็นคนผู้เดียวตามครูอาจารย์ที่สั่งสอนทั้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล ทำให้ท่านแยกตัวไปเฉพาะตนและธุดงค์เรื่อยไป ตามป่าเขา ถ้ำ หุบเหว รื่นเริงและห้าวหาญที่จะแสวงหาโมกขธรรมการมุ่งเข้าป่าหาที่วิเวกที่สัปปายะ จึงเป็นเอกนิสัยของท่าน แล้วกลับมากราบคารวะบูรพาจารย์เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติและตรวจสอบอารมณ์ธรรม แล้วจะแยกจากหมู่คณะเสพเสนาสนะตามธรรมชาติตามอุปนิสัยของท่าน ปฏิปทาของหลวงปู่จึงนับได้ว่าได้ดำเนินตามทางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนหลวงปู่ธุดงค์ในเขตอีสานเหนือ เป็นปกติและบางครั้งข้ามไปฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงสู่ประเทศลาว เช่น ครั้งหนึ่งท่านธุดงค์ไปยังฝั่งลาวตรงข้ามกับบ้านแพงพร้อมกับพระอาจารย์อวน อคุโณ เพื่อไปกราบหลวงปู่ทองรัตน์

การเดินธุดงค์ครั้งยิ่งใหญ่ของท่านก็คือ การเดินธุดงค์สู่ดินแดงพุทธภูมิพร้อมศิษย์คือ พระภิกษุยศและพระภิกษุหลอด จากบ้านเกิดบ้านหนองฮีมุ่งหน้าสู่ท่าอุเทน และเลียบริมฝั่งโขงไปทางเหนือตามสายน้ำสู่ต้นน้ำผ่านอำเภอศรีสงคราม บ้านแพง บึงกาฬ แล้วข้ามโขงไปกราบนมัสการพระพุทธบาทโพนสันของลาว หลวงปู่เดินทวนกระแสน้ำ ผ่านโพนพิสัยท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ สังคมปากชม จนกระทั่งถึงอำเภอเชียงคาน การธุดงค์ด้วยระยะทางนี้ยาวไกล ต้องทั้งอดทั้งทนบางคราวต้องอดอาหารถึง ๗ วัน ก็ยังเคยมี จนเป็นสิ่งปกติแม้จะทุกข์ยากลำบากทุกข์เวทนาเพียงใดหลวงปู่ยิ่งยึดมั่นในข้อวัตรปฏิบัติเคร่งครัดหนักยิ่งขึ้นท่านอบรมสอนศิษย์ให้พากเพียรรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ระมัดระวังยิ่งนักขณะธุดงค์ทางไกล การปฏิบัติต้องทุกอิริยาบถ จะนั่ง จะยืน จะนอน จะทำสิ่งใดในขณะใดๆ ต้องมีสติทุกขณะลมหายใจเข้าออก หลวงปู่นำคณะศิษย์ผ่านป่าดินแล้ง ป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา บุกป่าปีนเขาลูกแล้วลูกเล่าผจญสัตว์ป่า ไข้ป่าที่ชุกชุมและคุกคาม

จากเชียงคานสู่เขตอำเภอท่าสี จังหวัดเลย แล้วเข้าสู่เมืองปากลาย เมืองบ่อแตน แขวงไชยบุรีของลาว ได้พบพระอลัชชี ป่าตองเหลือง ที่นุ่งห่มใบไม้ และคนป่าถักแถ่ แล้วหลวงปู่วกเข้าสู่บ้านห้วยหมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ หลวงปู่เคยจำพรรษาอยู่กับเผ่าแม้ว ตลอดพรรษาได้ฉันแต่ข้าวโพด เพราะไม่มีข้าว  ออกจากบ้านน้ำปาดมุ่งสู่จังหวัดอุตรดิตถ์แล้วต่อไปสรรคโลก จึงขึ้นรถยนต์ไปลงที่บ้านระแหง อำเภอเมืองตาก ต่อจากนั้นหลวงปู่ก็เดินธุดงค์เข้าสู่แม่สอด ข้ามเข้าสู่ประเทศพม่าโดยไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางใดๆ พระยศกับพระหลอดหมดความอดทนที่จะเดินทางต่อไปด้วยห่างไกลบ้านมานาน หลวงปู่จึงส่งกลับเขตแดนไทย ส่วนหลวงปู่กับหลานลูกพี่ชายที่บ้านห้วยหมุ่น น้ำปาดได้เดินทางต่อสู่ย่างกุ้ง และได้พำนักอยู่วัดแห่งหนึ่งในย่างกุ้งต่อมาได้รับศรัทธาจากอุบาสกชาวพม่าจึงได้รับนิมนต์ให้ไปอยู่ "วัดกุลาจ่อง" ต่อมาหลวงปู่ได้พบกับพระภิกษุไทยรูปหนึ่งได้นำทางไปสู่แดนพุทธภูมิเพื่อนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ หลัง จากนั้นหลวงปู่ได้นำคณะเดินทางกลับพม่าและหลวงปู่จำพรรษาอยู่ในพม่าถึง ๑๒ ปีทำให้หลวงปู่พูดภาษาพม่าได้

ในคืนหนึ่ง หลังจากที่หลวงปู่ภาวนา ... ได้จำวัดพักผ่อนและเกิดนิมิตรว่า โยมมารดาของท่านซึ่งบวชชี มานอนขวาง หลวงปู่รู้สึกแปลกใจในนิมิตร คิดว่าคงจะมีเหตุการณ์เกินขึ้นกับโยมมารดา ท่านจึงต้องเดินทางกลับบ้าน ทั้งที่ไม่คิดที่จะเดินทางกลับ คาดว่าหลวงปู่กลับโดยพาหนะรถยนต์ระยะนั้นหลวงปู่มั่น จำพรรษาที่บ้านตองโขบ บ้านนามน พอหลวงปู่ทราบได้เข้าไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่นได้ถามว่า กินรีได้ที่อยู่แล้วหรือยัง หลวงปู่ตอบว่า "ได้แล้วครับ" หลังจากนั้นหลวงปู่กินรีได้เดินทางไปกลับบ้านหนองฮี ผ่านป่าช้าของหมู่บ้าน พบแต่เถ้าถ่านกองฟอนที่เผามารดา ท่านจึงนำคณะญาติพี่น้องทำบุญเก็บอัฐิของโยมมารดา ด้วยการทำบุญให้เป็นบุญ คือห้ามมิให้ฆ่าสัตว์ และไม่ให้ดื่มสุรา หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ธุดงค์กลับไปยังพม่า ผ่านบ้านลานสาง จังหวัดตาก ได้จำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านมูเซอ ระหว่างนี้ท่านอาพาธด้วยโรคหัวใจ ฉันไม่ได้อยู่ประมาณ ๓ เดือน ซึ่งท่านเล่าว่า "ความเจ็บไข้ทางกายนี้ เมื่อเป็นหนักเข้ามันก็เป็นอุปสรรคต่อการภาวนาอยู่มากเหมือนกัน เป็นที่ตั้งแห่งนิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน รำคาญทั้งหลาย บางครั้งก็ทำให้เกิดความเครียด ความสงสัยเคลือบแคลงลังเลใจ ไม่แน่ใจไปเสียทุกอย่าง สงสัยอาบติที่มีแก่ตัวสงสัยอย่างอื่นจนทำให้การภาวนาไม่สบาย ที่ทรงไว้ได้ดีก็คือศีล แต่ในที่สุดอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นก็สงบลง เพราะทางแพ่งพิจารณาอยู่ในอารมณ์" หลวงปู่ได้ยาพระโบราณบอกด้วยการจัดหาตามคำบอกของชาวเขา ทำให้หลวงปู่หายจากอาพาธอย่างน่าอัศจรรย์ท่านจึงตัดสินใจเปลี่ยนใจที่จะละสังขารที่พม่ากลับมาสู่มาตุภูมิ

ธรรมโอวาท

หลวงปู่กินรีจนฺทิโย กลับมาพำนักอยู่สำนักสงฆ์เมธาวิเวก แล้วต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่วัดกันตศิลาวาส แม้ว่าปฏิปทานของหลวงปู่จะไม่นิยมและเผยแพร่ศาสนาด้วยการเทศนาเชิงโวหารหรือคำพูด หลวงปู่เป็นตัวอย่างของการทำให้ดูปฏิบัติให้เห็นมากกว่าแต่อุบายธรรมคำสั่งสอนของท่านทรงปัญญาและลุ่มลึกมาก เช่น

- เตือนและให้สติหลวงปู่ชา ผู้เป็นลูกศิษย์ที่จะขอลากลับสู่บ้านเกิดว่า "ระวังให้ดีถ้าท่านรักใครคิดถึงใครเป็นห่วงใครผู้นั้นจะให้โทษแก่ท่าน" - ให้รักษาศีลให้ดี ทำความเพียรให้มาก มันก็จะรู้เองเห็นเอง เป็นคำสอนที่หลวงปู่บอกกับลูกศิษย์เสมอ - สตินี้ เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเราทราบระเบียบวินัยที่มีอยู่มากมายอย่างละเอียดรอบครอบแล้ว และตามรักษาได้อย่างครบถ้วน สติของเราก็จะต่อเนื่องกัน จิตใจก็จักจดจ่ออยู่แน่ในข้อวัตรปฏิบัติของตน ไม่มีโอกาสที่จะแส่ส่ายไปภายนอก ถ้าขาดสติ โอกาสที่จิตใจจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอกมันก็มีมากขึ้น และอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิตให้หลงไหลมัวเมาได้ง่ายขึ้น - ไม่ควรคลุกคลี ให้อยู่คนเดียวมากๆ สาธยายด้วยตัวเองให้มาก มีจิตใจกำหนดจดจ่ออยู่ในพระธรรมให้มากนี้เป็นการดีที่สุด - สังขาร คือ ร่างกาย จิตใจนี้ เป็นของไม่เที่ยง และจะหาสาระแก่สารอะไรมิได้ โดยประการทั้งปวง - จะให้ลูกเป็นคนดีต้องทำดีให้ลูกดู - บุรุษพึงพยายามไปกว่าจะสำเร็จประโยชน์

- ผู้ขยันในหน้าที่ การงานไม่ประมาทเข้าใจการเลี้ยงชีวิต ตามสมควรจึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้ - คนโกรธที่วาจาหยาบ - วาจา เช่น เดียวกับใจ - ธรรมเป็นของแน่นอน แต่รูปเป็นของไม่แน่นอน - กิเลสคือตัวมารอันร้ายกาจ แม่น้ำเสมอด้วยความอยากไม่มี - ความอยากไม่มีขอบเขต ความอยากย่อมผลักดันให้คนวิ่งวุ่น - โลกถูกความอยากนำไป ความอยากเป็นแดนเกิดของความทุกข์

ปัจฉิมบท

หลวงปู่พระอาจารย์กินรีจนฺทิโย ได้ยึดมั่นถือปฏิบัติตามบูรพาจารย์ใหญ่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล ที่อยู่อย่างสมถะเรียบง่าย ไม่เปิดเผยตน เก็บตัว ไม่ชอบคนหมู่มาก ไม่มักมากไม่ต้องการความมีชื่อเสียง พูดน้อย ไม่ชอบเทศน์ถ้าไม่นิมนต์ให้เทศน์หลวงปู่อยู่อย่างสงบๆ เหมือนพระผู้เฒ่าไม่มีอะไรดีการปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่กินรีเพียงวิธีการสังเกตดูกิริยาภายนอกนั้นอยากที่จะเข้าใจ เพราะกิริยาพฤติกรรมที่แสดงออกกับภูมิจิต ภูมิธรรมภายในนั้นเป็นคนละเรื่อง ดังคำปรารถของพระอาจาย์ชา สุภทฺโท ครั้นปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่ ทั้งก่อนและหลังที่เดินธุดงค์สู่ภูลังกา นครพนม ได้กล่าวว่า ท่านเองทำความเพียรอย่างสาหัส เดินจงกรมทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกจนแผ่นดินทรุดทางเดินเป็นร่องลึกหลายต่อหลายร่องปฏิบัติมิได้หยุดหย่อน ยังไม่รู้ไม่เป็นอะไรแล้วท่านอาจารย์ปฏิบัติเพียงเดินจงกรมก็ไม่เคยเดินจะนั่งสมาธินานๆ ก็ไม่เห็นนั่ง คอยแต่จะทำนั่นทำนี่แล้วจะไปถึงไหนกันแล้ว

หลวงปู่ชา ได้กล่าวภายหลังว่า เรามันคิดผิดไปท่านพระอาจารย์ทำความเพียรขั้นอุกฤกษ์มากต่อมากหลายต่อหลายปีรู้อะไรมากกว่าเราเป็นไหนๆ คำเตือนสั้นๆ ห้วนๆ แม้จะนานๆ ครั้ง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยเห็นมาก่อน อุปมาเหมือนแสงจันทร์กับแสงเทียน การปฏิบัติแท้ๆ นั้นไม่ใช่กิริยาอาการภายนอก ไม่ใช่การเดินจงกรมด้วยเท้า ไม่ใช่การนั่งสมาธิ มิใช่การศึกษาตำราตัวหนังสือ มิใช่เพียงคำพูดและมิใช่สิ่งที่จะยกเป็นตัวเป็นตนได้แต่การปฏิบัติภาวนาที่แท้จริงนั้น เป็นกิริยาภายใน เป็นอาการภายใน เป็นการปฏิบัติทางใจ นั่งนิ่งอยู่ที่จิต ทำอารมณ์ให้นิ่ง ทำจิตให้นิ่ง มีสมาธิจนเป็นหนึ่งอยู่ทุกขณะจิต ตลอดภาวนา ทุกเวลาทุกอริยาบทแม้การทำจิตอันใด ฉะนั้นการจะไปจับเอาการกระทำด้วยการนั่งสมาธิกายเดินจงกรมของครูบาอาจารย์นั้นไม่ได้และไม่ถูก

หลวงปู่กินรีเป็นพระที่ยึดมั่นในศีลธรรม อบรมลูกศิษย์อย่าประมาทในศีลแม้สิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ในพระวินัยจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด แม้เพียงการตากผ้าสงบจีวรแล้วมิได้เฝ้าดูรักษาหลวงปู่ก็ตำหนิพระลูกศิษย์ว่าประมาทในสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ การเป็นสมณะต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นอยู่ง่ายๆ กินแต่น้อยมีทรัพย์สิ่งของน้อยและไม่สะสม จะต้องทะนุถนอมรักษาใช้ให้นานๆ เป็นผู้ไม่สิ้นเปลืองมาก ถ้าใช้สุรุ่ยสุร่าย แสดงถึงการขาดสติในการประคับประคองตัวให้อยู่ในครอบร่างรอยของสมณะ แล้วจะมีอะไรเป็นเครื่องมือปฏิบัติภาวนา สตินั้นต้องมั่นคง และต่อเนื่องด้วยการสังวรระวังในวินัยสิกขาบท สติเราก็จะมั่นคงต่อเนื่อง ถ้าขาดวินัยย่อมขาดสติจิตจะวิ่งไปตามอารมณ์ภายนอกอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิตให้หลงใหลมัวเมา การมีสติอยู่กับข้อวัตรพระวินัย ย่อมเป็นเครื่องกั้นอารมณ์ทั้งปวงและทำให้สติต่อเนื่อง จิตใจย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิจิตตลอดกิริยาบถ

คำสอนของหลวงปู่จึงเป็นคำสอนที่ง่ายๆ เป็นการสอนด้วยข้อปฏิบัติและกระทำทันที หลวงปู่กินรีจนฺทิโย ท่านเป็นคนพูดน้อย แต่ละคำพูดที่พูดจึงมีแต่ความบริสุทธิ์และจริงใจท่านยึดถือคติธรรม "สติโลกสฺมิชาคโร" สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่เสมอ จงเอาสติตามรักษาจิตไว้เพราะคนมีสติย่อมประสบแต่ความสุข จะพูดจะคิดจึงควรมีสติทุกเมื่อ ท่านมักจะอยู่คนเดียวไม่ชอบ คลุกคลีกับหมู่คณะ พยายามให้พระเณรในวัดมีการร่วมกันน้อยที่สุด ให้เร่งทำความเพียรอย่าได้อยู่ด้วยความเกียจคร้าน อย่าเป็นผู้พูดมาก เอิกเกริกเฮฮาไม่จำเป็นท่านจะไม่ให้ประชุมกัน แม้การสวดมนต์ทำวัตรยังให้ทำร่วมกันสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตนเองอยู่แล้ว ให้อยู่คนเดียวทำคนเดียวมากๆ จิตจดจ่ออยู่ในพรรษาให้มาก โดยเฉพาะเตือนลูกศิษย์ให้อยู่ในป่าช้าให้มาก อนิสงฆ์ของการอยู่ในป่าช้าทำให้จิตใจกล้า องอาจจิตตื่นอยู่เสมอพิจารณาข้อธรรมได้ถี่ถ้วน เพราะจิตปราศจากนิวรณ์

หลวงปู่กินรี จนฺทิโย เคยอยู่กับหลวงปู่เสาร์นานถึง ๖ ปี อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ๒ ปีและอยู่กับหลวงปู่ทองรัตน์ ๔ ปีหลังจากนั้นได้กราบคารวะบูรพาจารย์ให้ทั้งสามอยู่เนืองนิจท่านได้กล่าวกับพระอาจารย์ชา จึงประกาศประดิษฐานพระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติธรรม ขยายไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก แต่ชีวิตปั้นหลายของหลวงปู่กินรี จนฺทิโย ทุกสิ่งทุกอยางปกติคือพูดน้อย เก็บตัวอยู่เรียบง่ายสงบระงับ หยุดการเดินทาง หยุดการธุดงค์ มีนานๆ ครั้งจะไปเยี่ยมพระอาจารย์ชา ผู้เป็นศิษย์ที่วัดหนองป่าพง ด้วยลักษณะนิสัยต้องการอยู่ตามลำพัง อยู่คนเดียว ไม่เปิดเผยตัวเอง จึงไม่มีผู้ใดที่จะเคยได้ยินคำพูดที่จะเป็นไปในทางโอ้อวดการมีดีการอวดคุณธรรมวิเศษจากหลวงปู่ ท่านสมณะที่สงบเสงี่ยมเจียมตน จึงไม่อุดมด้วยศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส

หลวงปู่ชา สุภทฺโท จึงส่งพระลูกศิษย์ ๒ รูปมาอุปัฏฐานดูแลท่าน หลวงปู่มีโรคประจำตัว คือ ไออยู่เป็นนิจ เนื่องจากเกี่ยวกับปอดชื้น แต่ไม่ยอมให้หมอรักษาไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร จะอาการหนักหรือไม่หนัก ท่านจะไม่ยอมให้ใครนำตัวท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเด็ดขาด อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด

จนกระทั่งวันพุธที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ตรงกับวันแรม ๔ ค่ำเดือน ๑๒ ปีวอก
หลวงปู่จึงได้ละสังขารจากพวกเราไป สิริรวมอายุ ๘๔ ปี ๗ เดือน ๑๖ วัน ๕๘ พรรษา

ประวัติ - หลวงปู่กินรี จนฺทิโย

หลวงปู่กินรี จนฺทิโย
วัดกันตศิลาวาส อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

โดย ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 16:01 น.


 23 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 09:35:23 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ประวัติ - หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ

วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร


ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เดิมชื่อ กงมา วงศ์เครือสอน เกิดวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีชวด ณ บ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรคนสุดท้องของนายบู่ นางนวล วงศ์เครือสอน ซึ่งมีพี่ร่วมท้องเดียวกัน ๖ คน ในวัยหนุ่มมีร่างกายกำยำล่ำสันสูงใหญ่ใบหน้าคมคาย เป็นนักต่อสู้ชีวิต แบบเอางานเอาการ สมัยหนึ่งได้เป็นนายฮ้อยต้อนวัว ควาย หมูเที่ยวขายตามจังหวัด ใกล้เคียงกับบ้านเกิด จนต่อมาได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้านายฮ้อย พาคณะนายฮ้อยต้อน สัตว์ไปขายถึงกรุงเทพฯ โดยอาศัยการเดินทางด้วยเท้ารอนแรมหลายเดือน การเป็นหัวหน้านายฮ้อยได้แสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวของท่าน เช่น จดจำ ชำนาญ รู้ทิศทางดีหนึ่ง มีความสามารถอาจหาญป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิด กับลูกน้องหนึ่ง มีคุณธรรมมีศีลธรรม รักษาคำสัตย์ มีความยุติธรรมหนึ่ง เป็นต้น การที่ท่านได้ท่องเที่ยวค้าขายไปในต่างถิ่นหลายที่ มีประสบการณ์นำความเจริญ เข้าสู่หมู่บ้าน จนเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในตำบล เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพ่อแม่เมื่อถึงกาลอันควรพ่อแม่จงได้ไปสู่ขอ นางสาวเลา จัดพิธีแต่งงานให้มีครอบครัว เมื่อท่านอายุได้ ๒๕ ปี (๒๔๖๘) ครั้นนางเลาตั้งครรภ์แล้ว ได้เกิดป่วยอย่างหนัก สุดที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ในที่สุดนางเลาพร้อมบุตรในครรภ์ได้เสียชีวิตลง การสูญเสียภรรยาสุดที่รักพร้อมลูกในครรภ์ครั้งนี้ ทำให้ท่านรู้สึกว่าได้หมดสิ้น ทุกอย่างที่เคยหวังและตั้งใจ เพราะตลอดเวลาได้ตรากตรำทำงานหนักเพื่อเมียและลูก นี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านนึกถึงพระพุทธศาสนา มีผู้เฒ่าผู้แก่บอกอยู่เสมอว่า "ไม่มีอะไรดีเท่ากับการบวชพระ" การออกบวชเป็นพระ จึงอยู่ในจิตสำนึกตลอดมา ด้วยจิตอันแน่วแน่ได้ตัดสินใจไปกราบลาพ่อแม่ ญาติพี่น้อง พร้อมแจกจ่ายสมบัติทั้งหลายบรรดามีให้แก่ญาติพี่น้อง ทุกคนได้เห็นใจและไม่คัดค้านลูกคนสุดท้องคนนี้ ทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้ครั้งนี้ก็จะเก็บรักษาไว้ เมื่อวันใด ท่านสึกออกมาก็จะคืนให้ทุกคนต่างคิดว่า การออกบวชเป็นทางออกที่ดีสำหรับบุคคลที่ประสบ เคราะห์กรรมเช่นนี้

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

เมื่ดท่านตัดสินใจออกบวช สิ่งแรกที่ท่านคิดถึง คือ เสี่ยวฮัก ชื่อมีขณะนั้นไปบวชเป็นสามเณรอยู่กับอาจารย์วานคำ วัดบ้านบึงทวย อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สามเณรมี (ภายหลังได้บวชเป็นพระ) ก็ได้ฟังเรื่องราวชีวิต ของเสี่ยวกงมา แล้วแนะนำให้เข้ามาบวช ในที่สุดท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุมหานิกาย มีอาจาย์โท เป็นพระปุปัชฌาย์ (ไม่ทราบวันเดือนปีที่บวช) เมื่อบวชแล้วพระภิกษุกงมาก็เดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านตองโขบ ซึ่งไม่มีการศึกษาเล่าเรียน ไม่มีการปฏิบัติ ได้แค่ท่องสวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งยังไม่ถูกใจ จึงเดินทางไปจำพรรษาที่วัดบ้านบึงทวย ไปอยู่กับพระอาจารย์วานคำซึ่งพระมี(เสี่ยวฮัก) อยู่วัดนี้ด้วย อยู่วัดนี้ได้ไม่นานด้วยความคิดว่าตนเองไม่ได้สิ่งที่ประสงค์จึงเข้าไปปรึกษากับพระมี ซึ่งเป็นพระเดินธุดงค์ที่หาตัวจับยาก เคยธุดงค์ไปลาว พม่า และไทยหลายแห่ง มาแล้ว พระมีได้เล่าว่า เคยได้รับข่าวจากชาวบ้าน พูดถึงเกียรติคุณของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบมีผู้ประพฤติปฏิบัติตามมากมาย ทำให้พระกงมาสนใจ

ต่อมาได้มีตาปะขาว ชื่ออาจารย์เสน ซึ่งได้รับการอบรมการปฏิบัติธรรม จากหลวงปู่มั่น ได้เดินทางมาถึงบ้านคำข่า (ใกล้บ้านบึงทวย) พระกงมาจึงเดินทาง ไปพบและขอฟังธรรมที่เรียนมาจากหลวงปู่มั่น จนเกิดความซาบซึ้ง จึงถามถึงที่อยู่ของหลวงปู่ จนทราบว่าขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อยู่ที่บ้านสามผง ดงพะเนาว์ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ท่านตัดสินใจต้องไปพบให้ได้ จึงเดินทางกลับวัด ชวนพระมี เสี่ยวฮัก เข้ากราบลา พระอาจารย์วานคำแห่งวัดบ้านบึงทวยผู้เป็นอาจารย์แม้จะเสียดายศิษย์ทั้งสอง แต่จำเป็นต้องยอมอนุญาตให้ไปตามประสงค์ พระคู่เสี่ยวฮัก ออกเดินทางด้วยเท้าเปล่า ผ่านป่าดงพงพี พบสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ทั้งสองต่างมีประสบการณ์ จึงไม่หวาดหวั่น

มีจุดหมายปลายทาง คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เวลา ผ่านไป ๒ วัน ๒ คืน ก็ลุถึงปลายทาง ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ณ บ้านสามผง ดงพะเนาว์มีผู้ปฏิบัติธรรม กำลังนั่งสมาธิหลวงปู่มั่น นั่งบนอาสนะสั่งสอนอยู่พอดี ทั้งสองท่านก็หมอบเข้าไป นมัสการแล้วนั่งฟังธรรม เมื่อท่านแสดงธรรมจบ จึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ ขอปฏิบัติธรรม หลวงปู่มั่นได้รับตัวไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่นั้นมาซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อหลวงปู่มั่น รับตัวเสี่ยวฮักทั้งสองท่านไว้เป็นศิษย์ แล้ว นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่ หมู่บ้านสามผง ดงพะเนาว์เป็นหมู่บ้านที่อยู่กลางป่าดงดิบ เป็นป่าทึบดงใหญ มีสัตว์ร้ายชุกชุม เช่น เสือ ช้าง งูเห่า งูจงอาง หมี วัว กระทิง เป็นต้น ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน เพราะกว่าจะผ่านดงนี้ไปได้ต้องใช้เวลาเดินถึง ๓ วัน ๓ คืน ท่านเสี่ยวฮักทั้งสองได้อยู่ปฏิบัติธรรมโดยมีพระอาจารย์มั่น เป็นผู้ชี้แนะสั่งสอน จนจวนจะเข้าพรรษา พระมี เสี่ยวของพระกงมาได้อำลากลับ ไปจำพรรษาที่ วัดบ้านบึงทวยตามเดิม ส่วนท่านกงมาก็ยังสามารถอยู่จำพรรษา ในป่าดงนี้ได้ต่อไป โดยการมาขอรับฟังโอวาทจากหลวงปู่มั่นอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ในขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าดง ท่านมีความรู้สึกว่า พระพุทธเจ้าท่านวิเศษเหลือเกิน เพียงนึกเช่นนี้ ก็ทำให้อาจหาญ ไม่รู้สึกเกรงภัยใดๆ ได้สละชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรม จนเป็นเหตุให้หลวงปู่มั่นทุ่มเทความรู้ในด้านปฏิบัติให้อย่างเต็มความสามารถ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ พระอาจารย์กงมาได้เดินทางติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งเดินทางไปส่งโยมมารดาที่จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ณ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เวลา ๑๔.๔๐ น. พระอาจารย์กงมา และ พระอาจารย์ลีซึ่งเป็นพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายก็ได้รับสวดญัตติ แปรมาเป็นฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ที่ วัดบูรพา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีท่านทั้งสองได้ฉายาใหม่ว่า จิรปุญฺโญ และธมฺมธโร ตามลำดับ โดยมีพระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นพระอุปัชฌาย์พระอาจารย์เพ็ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ภายหลังบวชเป็นพระธรรมยุติแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ได้ท่องเที่ยวบำเพ็ญธรรม อบรมสั่งสอนไปตามสถานที่ต่างๆ ดังนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ธุดงค์ไปจำพรรษาที่บ้านหัววัว จังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ไปจำพรรษาที่บ้านเหล่างา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ไปจำพรรษาที่บ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ไปจำพรรษาที่ภูระงำอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ไปจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัด
นครราชสีมา และ ในปีนี้ ท่านได้สร้างวัดสว่างอารมณ์ บ้านใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว จังหวัด นครราชสีมา ได้สั่งสอนชาวบ้าน ซึ่งมักมีการลักขโมย มั่วสุมการพนัน แตกสามัคคีฆ่าฟันกันด้วยอุบายธรรม เป็นผลให้ชาวบ้านหันหน้าเข้าหาธรรม ขจัดความเลวร้าย ทั้งหลายให้หมดไป จนชาวบ้านเลื่อมใสสร้างศาลาปฏิบัติธรรมถวาย จนกลายมาเป็น วัดสว่างอารมณ์ดังกล่าว ณ วัดแห่งนี้ ท่านก็ได้รับเด็กชายวิริยังค์ บุญทีย์กุล (พระอาจารย์วิริยังค์ หรือ ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ วัดธรรมมงคล ซอยปุณวิถี สุขุมวิท ๑๐๑ อำเภอพระโขนง) เป็นศิษย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ พร้อมด้วยคณะมีพระอาจารย์ปาน พระอาจารย์เงียบ สามเณรวิริยังค์บุญทีย์กุล ออกธุดงค์ไปภาคตะวันออก เข้าพักปฏิบัติธรรมที่วัดคลองบางกุ้ง ของ พระอาจารย์ลี (วัดอโศการาม) ไม่นานก็เดินทางไปอยู่บ้านนายายอาม ตามคำนิมนต์ของ ขุนภูมิ นายอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

หมู่บ้านดังกล่าวโจรผู้ร้ายชุกชุม คนขาดศีลธรรม นายอำเภอปราบไม่สำเร็จ ภายหลัง ท่านเข้าไปอยู่ในหมู่บ้าน ได้สั่งสอนศีลธรรมและธรรมปฏิบัติ ทำให้คนรู้จัก บาปบุญคุณโทษมีศีลธรรม มีความรักสมัครสมาน ช่วยเหลือกันและกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ท่านก็เดินทางกลับมายังวัดคลองบางกุ้ง ด้วยความอาลัย เสียดายของชาวบ้านนายายอามเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาชาวบ้านหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรีได้เห็นพ้องกันสร้าง วัดขึ้นในหมู่บ้าน พอได้ข่าวว่า พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ผู้เป็นศิษย์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดคลองบางกุ้ง จึงได้แต่งตั้งตัวแทน ๕ คน เดินทางมานิมนต์ให้ท่าน ไปจำพรรษาที่บ้าน ผู้มานิมนต์คนหนึ่งในจำนวน ๕ คน ได้นมัสการท่านว่า เมื่อวันก่อนที่จะมานิมนต์นี้ ได้ฝันว่าได้ช้างเผือกที่มีรูปร่างสวยงามมาก หาที่ติมิได้เลย จำนวนสองเชื่อก ซึ่งเป็นนิมิตที่ดี พระอาจารย์กงมาได้ฟังเช่นนั้น ก็เห็นว่าเป็นมงคล จึงรับนิมนต์ ดังนั้นในวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านพร้อมด้วย สามเณรวิริยังค์ก็ได้ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านหนองบัวยังความปิติมาให้แก่ชาวบ้านแถบนั้นยิ่งนัก ท่านได้แสดงธรรมสั่งสอนชาวบ้าน เชิญชวนให้ทุกคนนั่งสมาธิบำเพ็ญกรรมฐาน ประชาชนต่างก็เลื่อมใสในจริยาวัตรของพระสมณะทั้งสองอย่างมาก หลั่งไหลกันมาฟังธรรม และต่างได้พร้อมใจกันสร้างเสนาสนะถวายได้ให้ชื่อว่า วัดทรายงาม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และ ๒๘๔๒ มีผู้นำเรื่องไปทูลฟ้องสมเด็จพระสังฆราช เจ้ากรมหมื่นวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ว่า พระอาจารย์กงมา ปฏิบัติผิดพระวินัยหลายเรื่อง เช่น พระอาจารย์กงมาสะพายบาตรเหมือน พระมหานิกาย พระอาจารย์กงมาเทศน์แปลหนังสือผิด ไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์นั้น เสด็จไปทอดพระเนตรวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์กงมาเองถึงในป่า จนประจักษ์ด้วยพระองค์เอง แล้วตรัสว่า การสะพายบาตรอย่างนี้ ก็เหมือนกับอุ้ม ไม่ผิดวินัยหรอก กลับเรียบร้อยดีด้วย ส่วนเรื่องแสดงธรรมนั้น ทรงตรัสชมเชยด้วยซ้ำว่า เทศน์เก่งกว่ามหาเปรียญ ๙ ประโยคเสียอีก นอกจากนี้ยังมีผู้ไปทูลฟ้องสมเด็จพระสังฆราชว่า เวลาไปธุดงค์ พระอาจารย์กงมา ทำตัวเป็นผู้วิเศษ แจกของขลังให้กับประชาชน หลงไปในทางผิด ทำให้สมเด็จพระสังฆราชขอออกธุดงค์กับท่านอาจารย์กงมา เพียงสองต่อสอง และทรงขอร้องไม่ให้บอกใครว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราช จากนั้นพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ได้พาสมเด็จพระสังฆราช ออกเดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ท่านเคยออกธุดงค์มาแล้ว วันหนึ่งได้ไปปักกลดพักอยู่ที่เชิงเขาสระบาป เกิดลมพายุฝนตก กลดไม่สามารถป้องกันน้ำฝนได้ อนึ่ง การปักกลดของพระธุดงค์ก็ต้องอยู่ห่างกัน พอสมควร สมเด็จพระสังฆราชทรงเปียกปอนไปหมดส่วนพระอาจารย์กงมา ก็นั่งตากฝนแต่บริขานไม่เปียก เมื่อฝนหยุด ท่านก็ครองผ้าเข้าเฝ้าสมเด็จฯ ทำให้เกิดความฉงน สมเด็จฯ จึงตรัสวถามว่า ทำไม่จึงไม่เปียก ได้รับคำตอบว่า มีคาถาดีภายหลังเสด็จกลับ จากเดินธุดงค์สู่วัดทรายงามแล้ว สมเด็จฯ จึงตรัสถามสามเณรวิริยังค์ จึงได้ทราบว่า เมื่อเวลาฝนตก พระองค์ต้องเก็บของทั้งหมดใส่ลงไปในบาตร แล้วปิดฝาบาตรให้สนิท ถึงตอนนี้ทำให้สมเด็จฯ ทรงเข้าใจชัดว่า คาถาดีป้องกันฝนได้ นั้น คือ อย่างนี้เอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหมื่นวชิรญาณวงศ์ทรงตรัสชมเชยการออกธุดงค์ และการปฏิบัติกรรมฐานของพระอาจารย์กงมาว่า ได้ให้ประโยชน์อย่างมาก การออกธุดงค์และการปฏิบัติเช่นนี้ ถ้าทำกันมากๆ จะทำให้พระศาสนาเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น พระองค์ยังได้ให้ความคุ้มครอง สรรเสริญ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ด้วยดีโดยตลอดมา และต่อมาพระอาจารย์กงมา ได้สร้างวัดเขาน้อย ท่าแฉลบ ตามข้อชี้แนะของสมเด็จฯ ก่อนเสด็จกลับกรุงเทพฯ ปัจจุบันได้เป็นวัดที่มั่นคงถาวร

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านได้ทำการอุปสมบทแก่สามเณรวิริยังค์ บุญทีย์กุล เป็นพระภิกษุวิริยังค์สิรินฺธโร และในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านได้ชวนพระวิริยังค์ ออกธุดงค์ จากวัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี เพื่อไปนมัสการและศึกษาธรรมจาก หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยเดินเท้าเปล่า ผ่านอำเภอบะขาม กิ่งอำเภอคำพุฒ อำเภอโป่งน้ำร้อนไปจนหมดเขตไทย แต่ละแห่งล้วนเป็นป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าที่ดุร้าย ไข้ป่ารุนแรง มีอสรพิษมากมาย แต่ทั้งสองอาจารย์กับศิษย์ก็สามารถผ่านพ้นป่านั้นๆ ไปได้อย่างปลอดภัย จากนั้นก็เข้าธุดงค์สู่เขตประเทศเขมร ผ่านบ่ไพลิน พระตุบอง มงคลบุรี ศรีโสภณ แล้วเข้าสู่เขตประเทศไทย ด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี (ขณะนั้นเป็นจังหวัดอรัญประเทศ) พักปักกลดที่ บ้านหนองแวง ธุดงค์ต่อมา ผ่านบ้านตาดโตน ข้ามเขาลูกใหญ่เดิน ๑ วันเต็ม ผ่านบ้านกุดโบสถ์ถึง ถ้ำวัวแดง กิ่งอำเภอท่าแซะ จังหวัดนครราชสีมา ถ้ำวัวแดง เป็นเทือกเขาใหญ่ ถ้ำนี้ คนโบราณเกรงกลัวมาก โดยรอบถ้ำเป็นป่าทึบ ต้นไม้ใหญ่หนาแน่น สัตว์ป่าพวกเสือร้ายชุกชุม ภายในถ้ำวัวแดงแห่งนี้ มีเสียงประหลาดน่ากลัวเกิดขึ้นอยู่เสมอ ท่านพระอาจารย์กงมาได้เล่าว่า เสียงน่ากลัวและแปลกประหลาดทั้งหลาย เกิดขึ้น มันจะมาทำลายจิต ฉะนั้น ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่น ใน อารมรณ์เดียว ไม่แส่ส่ายไปมา ถ้าจิตไม่แน่วแน่จะเกิดความกลัวทำให้เกิดเป็นบ้าได้ เมื่อท่านอยู่ปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำวัวแดงเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็ได้เดินธุดงค์มุ่งสู่ จังหวัดสกลนครพร้อมด้วยพระวิริยังค์ผู้เป็นศิษย์ โดยผ่านดงพญาเย็น นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานีจนกระทั่งถึงจุดหมาย คือ จังหวัดสกลนคร โดยใช้เวลาทั้งสิ้น ๓ เดือน จาก วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี ถึง จังหวัดสกลนคร พระอาจารย์กงมา ได้นำพระวิริยังค์เข้านมัสการและฝากไว้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ในปีพ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านได้อยู่จำพรรษากับหลวงปู่มั่นได้รับอุบายธรรม ได้รับความเมตตาเป็นพิเศษ สถานที่ปฏิบัติธรรมนั้น เดิมเป็นเพียงสำนักชั่วคราว พระอาจารย์กงมาได้สร้างขึ้นใหม่จนเป็นวัดสมบูรณ์ ตั้งชื่อว่า วัดสุทธิธรรมาราม

เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นได้ออกธุดงค์พระอาจารย์กงมาเห็นว่า วัดสุทธิธรรมาราม มีความวิเวกน้อย ไม่เหมาะแก่การอยู่ปฏิบัติธรรม ท่านจึงไปแสวงหาที่เหมาะสมว่า ท่านได้พบถ้ำเสือ บนเทือกเขาภูพานเห็นว่า มีความสงบวิเวกดี ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านจึงได้ขั้นปักกลดที่ปากถ้ำเสือ บนเทือกเขาภูพาน นั้น ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อมา จนเสือที่เคยอาศัยอยู่ ณ ถ้ำแห่งนี้ ต้องหลีกทางให้ท่านอยู่ปฏิบัติ เพราะสู้เมตตาธรรมท่านไม่ได้ สถานที่แห่งนี้ ต่อมาพระอาจารย์กงมาได้สร้างเป็นวัด ชื่อ วัดดอยธรรมเจดีย์ พุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกล เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน ต่างหลั่งไหลมาฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ขาดสายตลอดมา ณ วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้มรณภาพด้วยอาการสงบได้นำความเศร้าโศกมาสู่บรรดาศิษยานุศิษย์และชาวพุทธเป็นอันมาก ถวายเพลิงศพท่านในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนครสิริรวมอายุได้ ๖๐ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน

ธรรมโอวาท

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระปฏิบัติธรรมตามแนวของหลวงปู่มั่น
ธรรมโอวาทมีดังนี้

๑.คำว่าทุกข์แม้จะนิดเดียวก็ไม่เคยมีสัตว์โลกรายใดรัก ชอบ และปรารถนา ต่างก็กลัวและขยะแขยงกันมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่หากจะมีก็อาจได้พบเห็นในสมัย ปัจจุบัน เพราะศีลธรรมที่เคยให้ความร่มเย็นแก่โลกตลอดมากำลังถูกตำหนิลบล้างด้วยความคิดของคนในปัจจุบัน โดยเห็นว่า ศีลธรรมที่ร่มเย็นเป็นของเก่าก่อน กลับคร่ำครึ ล้าสมัย ความสุขที่เคยได้รับเป็นสันดาร จนลืมทุกข์ทรมานแต่ก่อนเก่าไปสิ้น

๒. เราจะกลัวเสือ หรือ เราจะกลัวกิเลส กิเลสมันทำให้เราตาย นับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่เสือตัวนี้ มันทำให้เราตายได้หนเดียว ๓. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... อนิจจัง...ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่สามารถจะอยู่ยงคงทนต่อไปได้ย่อมดับย่อมสลายไปตามกาล พระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่เที่ยงแท้แน่นอนไปได้... ทุกขัง...เมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้นมาในโลก แล้วเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตนของเรา ของเขา ยามจากไป ยามดับไปสลายสิ้น สิ่งที่รักที่พอใจนั่นแหละ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นทุกข์อย่างยิ่ง... อนัตตา...ความจริงในโลกนี้ มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมันเอง ไม่มีใครไปต่อเสริมเติมแต่งได้ถึงอย่างไรก็ยังเป็นธรรมชาติ แม้ร่างกายเรานี้จะยึดตัวตน ว่า เป็นของเราของเขาไม่ได้ เพราะเขาเป็นเพียงธาตุๆ หนึ่งที่ประชุมกันเข้าเท่านั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขาทั้งสิ้น

๔. การประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความบริสุทธิ์ หรือ ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นทำให้ไม่ได้เราต้องปฏิบัติให้รู้ยิ่ง เราต้องอาศัยในสิ่งเหล่านี้ เพื่อจิตเข้าสู่สมาธิ จิตสงบอยู่ในอารมณ์ มาเป็นพยานขององค์วิปัสสนา ให้เห็นชัดแจ้ง เป็นความสว่างของ ปัญญา ผู้บริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยปัญญานี่เอง ทั้งนี้ วิปัสสนาปัญญา จึงต้องยึดเอาตัว สังขารเรานี้เป็นพยานในการปฏิบัติจึงจะรู้แจ้ง อย่ามองไปนอกตัว เหตุอยู่ที่นี่

๕. ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ล้วนเป็นเพื่อเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกชีวิตเกิดมามีกรรมเป็นของๆ ตน นอกจากนี้หลักธรรมที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ถือเป็นแนวทางปฏิบัติและสอนธรรมเป็นหลักธรรมที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้วางเอาไว้ หลวงปู่กงมา ก็จดจำได้อย่างขึ้นใจ คือ

ธรรมะ ๑๑ ประการ ได้แก่

๑. การปฏิบัติทางใจ ต้องถือการถ่ายถอนอุปาทานเป็นหลัก
๒. การถ่ายถอนนั้น ไม่ใช่การถ่ายถอนโดยไม่มีเหตุ ไม่ใช่ทำเฉยๆ ให้มันถ่ายถอนเอง
๓. เหตุแห่งการถ่ายถอนนั้น ต้องสมเหตุสมผล เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุธรรมทั้งหลายดับไปเพราะเหตุ พระมหาสมณะมีปกติ ตรัสอย่างนี้
๔. เพื่อให้เข้าใจว่า การถ่ายถอนอุปาทานนั้น มิใช่มีเหตุ และไม่สมควรแก่เหตุต้องสมเหตุสมผล
๕. เหตุได้แก่สมมติบัญญาติขึ้น แล้วหลงตามอาการนั้น เริ่มต้นด้วยการสมมติ ตัวของตนก่อน พอหลงตัวของเราแล้ว ก็ไปหลงคนอื่น หลงว่าเราสวย แล้วจึงไปหลงผู้อื่นว่าสวย เมื่อหลงตัวของตัวและผู้อื่นแล้ว ก็หลงวัตถุข้างนอกจากตัว กลับกลายเป็น ราคะ โทสะ โมหะ
 
๖. แก้เหตุต้องพิจารณากรรมฐาน ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ด้วยสามารถแห่งกำลังของสมาธิ เมื่อสมาธิชั้นต่ำ การพิจารณาก็เป็นญาณชั้นต่ำเมื่อเป็นสมาธิชั้นสูง การพิจารณาเป็นญาณชั้นสูง แต่อยู่ในกรรมฐาน ๕
๗. การสมเหตุสมผล คือ คันที่ไหนก็ต้องเกาที่นั้น จึงจะหายคัน คนติดกรรมฐาน ๕ หมายถึง หลงหนังเป็นที่สุด เรียกว่าหลงกันตรงนี้ ถ้าไม่มีหนัง คงจะวิ่งกันแทบตาย เมื่อหลงกันที่นี้ ก็ต้องแก้กันที่นี่ คือ เมื่อกำลังสมาธิพอแล้ว พิจารณาก็เห็นความจริง เกิดความเบื่อหน่ายเป็น วิปัสสนาญาณ
๘. เป็นการเดินตามอริยสัจ เพราะเป็นการพิจารณาตัวทุกข์ดังที่ พระพุทธองค์ ตรัสว่า ชาติปิทุกข์ ชราปิทุกข์ พยาธิปิทุกข์มรณัมปิทุกข์ใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย กรรมฐาน ๕ เป็นต้น ปฏิสนธิเกิดมาแล้ว แก่แล้ว ตายแล้ว จึงได้ชื่อว่าพิจารณากรรมฐาน ๕ อันเป็นทางพ้นทุกข์ เพราะพิจารณาตัวทุกข์จริงๆ
๙. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์เพราะมาหลงกรรมฐาน ๕ ยึดมั่น จึงเป็นทุกข์ เพื่อพิจารณาก็ละได้ เพราะเห็นตามความเป็นจริง สมคำว่า รูปสสมึปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ สงฺขาเรปิ นิพฺพินฺทติ วิญญาณสฺสมึปิ นิพฺพินฺทติเมื่อเบื่อหน่ายในรูป (กรรมฐาน ๕) เป็นต้น แล้วก็คลายความกำหนัด เมื่อเราพ้นเราก็ต้องมีญาณทราบชัดว่าเราพ้น
๑๐. ทุกขนิโรธ ดังทุกข์เมื่อเห็นกรรมฐาน ๕ เบื่อหน่ายได้จริง ชื่อว่า ดับอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น เช่นเดียวกับท่านสามเณรสุมนะ ศิษย์ของท่านอนุราช พอปลงผมหมดศีรษะก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์๑๑. ทุกขคามินีปฏิปทา ทางไปสู่ที่ดับ คือ การเป็นปัญญาสัมมาทิฐิ ปัญญาเห็นชอบเห็นอะไร เห็นอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การเห็นจริง แจ้งประจักษ์ด้วยสามารถแห่งสัมมาทิฐิ ไม่หลงคติสุข มีสมาธิเป็นกำลัง พิจารณากรรมฐาน ๕ ก็เป็นองค์มรรค

ปัจฉิมบท

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นนักต่อสู้ชีวิต ต่อสู้กับกิเลส เมื่อยังเป็นฆราวาส ก็เป็นฆราวาสที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ มีคุณธรรม เมื่อพบ เคราะห์กรรม ก็รู้จักเลือกสรรสาระให้กับชีวิต ถือเพศเป็นบรรพชิตที่น่าเคารพนับถือ ทั้งในคราบของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกายได้ทุ่มเทชีวิตให้กับ การประพฤติปฏิบัติจนมีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ มีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทา ทำให้เกิดวัดอันเป็นสถานปฏิบัติธรรมขึ้น ในวงของพุทธศาสนามากมาย เกิดมีผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักโอวาท ของท่านสืบมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่ขาดสาย ท่านได้ชื่อว่า เป็นพระสุปฏิบัติอุชุปฏิบัติ ญายปฏิบัติ สามีจิปฏิบัติ... และเป็นโลกปุญญเขต อย่างแท้จริง

ประวัติ - หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
โดย ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 16:00 น


 24 
 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2018, 09:32:44 am 
เริ่มโดย KhunPuttipa - กระทู้ล่าสุด โดย KhunPuttipa
งานบุญถวายกฐินตกค้างสามัคคี  ปี 2561   
ยอดร่วมบุญ   11,158  บาท
.   
คุณภรภัชชา จุลหิรัญ  (Pornpatcha Junhirun)   131  บาท
คุณจตุพร เตชะสุกิจ และ ครอบครั   500  บาท
คุณDiyewkung Pd   100  บาท
คุณธนัทสรช์ ไพบูลย์สว่างงามและครอบครัว   1000  บาท
คุณยุรดา รัตนาภรณ์ และครอบครัว   200  บาท
คุณณัฎฐกฤติ  ห่วงนาค   200  บาท
ชีวิต ดี๊ดี    200  บาท
คุณวาสนา จูศิริพงษ์กุล   1000  บาท
นางบุญญาภา ผิวชู และครอบครัว   100  บาท
คุณช่อปีบ กัลปพฤกษ์    200  บาท
ดญ.เกณิกาและ อ.ทิพย์สุดา    200  บาท
คุณศิริวรรณ ภควิโรจน์กุล    500  บาท
คุณกชพร คำบุตดา   1000  บาท
คุณกรณ์  วิเชียรดี (Kaon Wichiandee )   100  บาท
คุณเชอรี่ และครอบครัว   300  บาท
Nawarat  Wikorn   100  บาท
คุณปาณนุษา บุญศรี   1000  บาท
คุณเกรียงศักดิ์ ภูติวรนาภ   45  บาท
MB You KB   10  บาท
Penpitcha Arunrung    40  บาท
คุณวาสนา จูศิริพงษ์กุล   1000  บาท
murata_19   3  บาท
Bunyaporn Juthaprachakul   300  บาท
Krittika Tian Sirikhun   20  บาท
นฤดี เจนวรรณกุล ร่   200  บาท
Kawis Sara   99  บาท
Orathai Aoy Thremvetwuttigrai   89  บาท
Beam  NK   320  บาท
Panidha Han    62  บาท
Tasa Nana   20  บาท
คุณกิตติพงษ์ ตันประวัติ   100  บาท
คุณปราโมทย์  พรมรู่งโรจน์   100  บาท
Jan Sasirin Yongsiri   300  บาท
นส.เพชรธิดา  สมศักดิ์ตระกูล และ นายโชติวัฒน์  ม่วงคราม   299  บาท
081-655-9881   320  บาท
Supatorn   1000  บาท

 25 
 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2018, 09:29:34 am 
เริ่มโดย KhunPuttipa - กระทู้ล่าสุด โดย KhunPuttipa
กองบุญบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 31 เจดีย์ วัดโน่นจ่าหอม  จ.อุบลราชธานี   
#ยอดร่วมบุญรวม   2,630  บาท
ยอดปัจจัยขาดอีก   24,370  บาท
.   
คุณอภิญญา  ชื่นศิริ   340  บาท
คุณพุฒิภัทร  ใจอินผล   900  บาท
คุณผา ศักดิ์   21  บาท
คุณรัชนีวรรณ ฉิมคล้าย   112  บาท
คุณศุภกร  ณ ถลาง   102  บาท
Bunyaporn Juthaprachaku   50  บาท
Aoy Mongkolnaranit    100  บาท
Maynie K Robibaro และ คุณMichael Robibaro  (รอโอน)   900  บาท
tung696969   5  บาท
คุณสมคิด มงคลนรานิตย์   100  บาท

 26 
 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2018, 06:30:27 pm 
เริ่มโดย KhunPuttipa - กระทู้ล่าสุด โดย KhunPuttipa
กฐินตกค้าง สองประเทศ ไทย - เชียงตุง เมียนมาร์ ประจำปี 2561
จัดโดย
กองทุนพุทธานุภาพ คณะลูกหลานพระแม่เจ้าจามเทวี

สถานที่จัดถวาย
จัด 2 ประเทศ

1. ช่วงกลางกฐิน จัดถวายที่วัดบ้านใหม่ อ.เมืองลาบ จ.เชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ โดยทางคณะจัดทริปทัวร์บุญกฐินตกค้าง ช่วงวันที่ 8 – 11 พ.ย 2561 (วันที่ยังไม่แน่นอน เป็นการคาดการณ์ไว้เท่านั้น ท่านที่จะร่วมทริปบุญให้เข้าร่วมกลุ่ม กฐินตกค้าง 2561)

2. ช่วงวันสุดท้ายของกฐิน จัดถวายที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม ต.ป่าไผ่ อ.ลี จ.ลำพูน จัดที่บนพระเจดีย์เงินทอง บนดอยผาหนาม (เข้าไปทางถนนหลังวัดผาหนาม) โดยจัดช่วงบ่าย ของวันที่ 22 พ.ย. 2561

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน

1. เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าภาพร่วมทอดกฐินทั่วหน้ากัน ไม่ว่ายากดีมีจน ร่วมบุญได้ตามจิตศรัทธา แม้เงินหนึ่งบาทก็สามารถร่วมบุญได้ เพียงตั้งจิตอธิฐานให้กุศลในการสร้างทานบารมีครั้งนี้เป็นไปตามชอบ ตามธรรม ตามควรเพื่อมรรคผลแห่งพระนิพพาน หรือเพื่อพระโพธิญาณ แล้วแต่จะอธิฐาน
2. เพื่อให้จิตมีทางเดินไปทางเดียวกันคือพระนิพพานเป็นที่ตั้งเป็นเป้าหมาย เป็นมรรคเป็นผลสืบไปภายหน้า
3. เพื่อให้วัดต่าง ๆ ในเขตชนบทห่างไกล บางวัดไม่ได้รับกฐินมาหลายปีหรือยังไม่เคยรับกฐิน ได้มีกฐินทาน
4. เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระศาสนาและดูแลวัดวาต่างๆ
5. การจัดทอดกฐินตกค้างปีนี้เป็นครั้งที่ 3 ปีแรกจัดที่ไทย จำนวน 1 วัด ปีที่ 2 จัดที่เชียงตุง 19 วัด จัดถวายที่ไทย 6 วัด

ประวัติและอานิสงส์การทอดกฐิน

การทอดกฐินเป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบ 3 เดือน
งานบุญนี้มีระยะเวลาทำตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
มูลเหตุที่มีการทำบุญกฐินนั้น มีเรื่องเล่าว่า มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ระหว่างการเดินทางนั้นยังเป็นช่วงหน้าฝนและระยะทางไกลจึงทำให้ผ้าจีวรของพระภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลนไม่สามารถหาผ้าผลัดเปลี่ยนได้ พระพุทธเจ้าได้เห็นถึงความยากลำบากนั้น จึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังออกพรรษาชาวบ้านจึงได้จัดผ้าจีวรนำมาถวายพระภิกษุในช่วงเวลาดังกล่าว จนกลายเป็นประเพณีทำบุญกฐินมาจวบจนปัจจุบัน

ต่อไปนี้ จะพูดถึงอานิสงส์กฐิน เอาย่อๆนะ อานิสงส์ในการถวายกฐิน หรือว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายถวายสังฆทาน สังฆทานวันนี้เป็นสังฆทานของกฐิน การถวายสังฆทานทุกอย่างมีผลควบกับกฐิน เพราะเป็นวันของกฐิน ความจริงการทอดกฐิน ไม่ใช่ประเพณีนิยม เป็นพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ผ้ากฐินทาน จะรับได้ก็ต่อเมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 หลังจากนั้น จะทอดขนาดไหนก็ตาม จะไม่เป็นกฐิน ฉะนั้น กฐินมีเวลากาลจำกัด

ทีนี้ ว่าถึงอานิสงส์กฐิน อานิสงส์กฐินนี้ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเคยเทศน์ และก็เทศน์ตามบาลี ท่านพูดถึงอานิสงส์ให้ทราบ ฉะนั้น การถวายวันนี้ทั้งหมด เมื่อวานก็ดี วันนี้ก็ดี จะเป็นเงินก็ตาม จะเป็นของก็ตาม ถือว่าทุกอย่าง เป็นอานิสงส์กฐิน

ต่อไปนี้ก็โปรดทราบ จะนำพระสูตรตามที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีให้ทราบ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ในสมัยพระองค์เกิดเป็น"มหาทุคคตะ" ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระปทุมมุตระ" เวลานั้น พระพุทธเจ้าของเรา เกิดเป็นคนจนอย่างยิ่ง
เป็นทาสของคหบดี เวลานั้น ถอยหลังจากนี้ไป 92 กัป ก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า"พระปทุมมุตระ"วันหนึ่ง มหาทุคคตะ ไปดูงานทอดกฐิน เมื่อเขาทอดกฐินเสร็จ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า บุคคลใด เคยทอดกฐินแล้วในชีวิตหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพกฐินก็ดี และเป็นบริวารกฐินก็ดี (แต่ว่ากฐินนี้ไม่มีบริวาร มีแต่เจ้าภาพ เพราะเป็นกฐินสามัคคี) จะทำบุญน้อย จะทำบุญมาก มีอานิสงส์เสมอกัน แต่ทว่าปริมาณอาจจะแตกต่างกัน

และอานิสงส์กฐินนี่ เวลานั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า"โภ ปุริสะ ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลใดเคยทอดกฐินไว้ในพระพุทธศาสนา แม้ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคน ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ท่านผู้นั้น จะไปเกิดเป็นเทวดา หรือนางฟ้า 500 ชาติ"

นั่นหมายความว่า ถ้าหมดอายุเทวดา หรือ นางฟ้า
จุติแล้วก็เกิดทันที 500 ครั้ง เมื่อบุญหย่อนลงมานิดหน่อย
เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นนางฟ้าไม่ได้ ลงมาเป็นมนุษย์
จะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก 500 ชาติ
แล้วบุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ
แล้วบุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์ 500 ชาติ
หลังจากนั้น จะเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ

คำว่า"มหาเศรษฐี"นี่ มีเงินตั้งแต่ 80 โกฏิขึ้นไป
เขาเรียกว่า "มหาเศรษฐี" ถ้ามีเงินต่ำกว่า 80 โกฏิ
แต่ว่าตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไป เขาเรียกว่า "อนุเศรษฐี"
เมื่อเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติแล้ว ก็เป็นอนุเศรษฐี 500 ชาติ
หลังจากเป็นอนุเศรษฐี 500 ชาติแล้ว ก็เป็นคหบดี 500 ชาติ

ก็รวมความว่า การทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า นอกจากจะเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีแล้ว บุคคลที่ทอดกฐินครั้งหนึ่งในชีวิต จะปรารถนาพระโพธิญาณก็ย่อมได้นั่นก็หมายความว่า จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นมหาสาวกก็ได้ จะปรารถนานิพพานเป็นพระอรหันต์ปกติก็ได้ฉะนั้น การทอดกฐินแต่ละคราว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท โปรดทราบถึงอานิสงส์ คนที่เคยทอดกฐินแล้วแต่ละครั้ง รวมความว่า ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด
คำว่ายากจนเข็ญใจ จะไม่มีแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกชาติ

ประเภทของกฐินแยกเป็นประเภทใหญ่ ได้ดังนี้
๑. กฐินหลวง
๒. กฐินราษฎร์

1) กฐินหลวง – กฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน

1.1 กฐินที่กำหนดเป็นพระราชพิธี พระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)

1.2 กฐินต้น – กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์

1.3 กฐินพระราชทาน – กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น

2) กฐินราษฎร์ – เป็นกฐินที่ราษฎรหรือประชาชน ผุ้มีศรัทธานำผ้ากฐินของตนไปทอด ณ วัดต่าง ๆ เว้นไว้แต่วัด ที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องกฐินหลวง การทอดกฐินของราษฎรตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันคือ
1. กฐิน หรือ มหากฐิน
2. จุลกฐิน
3. กฐินสามัคคี
4. กฐินตกค้าง

กฐินตกค้าง – กฐินนี้มีชื่อเรียกอีกว่า กฐินตก กฐินโจร ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวถึง เหตุผลที่เกิดกฐินนี้ว่า “แต่ที่ทำกันเช่นนี้ ทำกันอยู่ในท้องถิ่นที่มีวัดมาก ซึ่งอาจมีวัดตกค้าง ไม่มีใครทอดก็ได้ จึงมักมีผู้ศรัทธาไปสืบเสาะหาวัดอย่างนี้เพื่อทอดกฐิน ตามปกติในวันใกล้ ๆ จะสิ้นหน้าทอดกฐินหรือในวันสุดท้าย คือวันก่อนแรมค่ำหนึ่งของเดือน ๑๒ ทอดกฐินอย่างนี้ เรียกกันว่า กฐินตกค้าง หรือเรียกว่า กฐินตก บางถิ่นก็เรียก กฐินโจร เพราะกิริยาอาการที่ ไปทอดอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จู่ ๆ ก็ไปทอด ไม่บอกกล่าวเล่าสิบล่วงหน้าไว้ให้วัดรู้ เพื่อเตรียมตัวกัน ได้พร้อมและเรียบร้อย #การทอดกฐินตกถือว่าได้บุญ #อานิสงส์แรงกว่าทอดกฐินตามธรรมดา บางทีเตรียมข้าวของไปทอดกฐินหลาย ๆ วัด แต่ได้วัดทอดน้อยวัด เครื่องไทยธรรมที่ตระเตรียม เอาไปทอด ยังมีเหลืออยู่หรือทางวัดทอดไม่ได้ก็เอาเครื่องไทยธรรมเหล่านั้นจัดทำเป็นผ้าป่า เรียกกันว่า “ผ้าป่าแถมกฐิน”

อานิสงส์แห่งการถวายกฐินทาน

1. เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม หากเกิดเป็นชายและได้เจอพระพุทธเจ้า จะได้รับประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้
2. เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม หากเกิดเป็นหญิง ก็จะได้ครอบครองเครื่องประดับอันสูงค่าที่สุดในยุคนั้น คือ มหาลดาปสาธน์เหมือนมหาอุบาสิกาวิสาขา และนางมัลลิกาผู้เป็นภรรยาของท่านพันธุละเสนาบดี
3. จะมีผิวพรรณวรรณะงดงาม สว่างผ่องใส
4. จะเป็นผู้ที่ได้ครอบครองเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่มอันประณีต งดงามสง่า ถูกอกถูกใจ
5. หากชาติใดพลั้งพลาดวิบากกรรมส่งผลให้ไปเกิดเป็นสัตว์ก็จะเกิดเป็นสัตว์ที่มีขนงาม ได้แก่ นกยูง ไก่ฟ้า เป็นต้น
6. จะได้ทรัพย์สมบัติตามกาล เพราะทำบุญตามกาล เช่น หากปลูกผลไม้ก็จะได้ผลผลิตจำนวนมาก เพื่อให้ได้ใช้กิน ใช้ประโยชน์ตรงตามฤดูกาลนั้นๆ หรือได้สมบัติ ของขวัญ ของกำนัล ตรงตามกาล ตรงตามวาระ เช่น วันเกิด วันครบรอบ วันพิเศษต่างๆ
7. การถวายกฐินจัดเป็นสังฆทาน คือ ทานที่ถวายไม่เฉพาะเจาะจงกับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งถือว่าได้มากกว่าการถวายทานกับพระพุทธเจ้า 1 พระองค์
8. ทรัพย์สมบัติที่เกื้อกูลต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานก็จะมาบังเกิดกับเราอย่างง่ายๆ
9. จะเป็นผู้มีจิตแช่มชื่น บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอ จิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ และเข้าถึงธรรม จนสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานและไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้โดยง่าย
10. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สินมาก และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย
11.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่น บริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ
12.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย
13.ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
14.ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
15.ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาน่าเคารพนับถือ

คำกล่าวถวายผ้ากฐิน
นะโม 3 จบ
อิมัง มะยัง ภันเต / สะปะริวารัง / กะฐินะ- จีวะระทุสสัง / สังฆัสสะ / โอโณชะยามะ / สาธุ โน ภันเต/ สังโฆ
อิมัง /สะปะริวารัง /กะฐินะจีวะระทุสสัง / ปะฏิคคันหาตุ /ปะฏิคคะ-เหตตะวา จะ /อิมินา ทุสเสนะ /กะฐินัง/ อัตถะรัตตุ/ อัมหากัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ / นิพพานายะจะ ฯ
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ / ข้าพเจ้า-ทั้งหลาย / ขอน้อมถวาย ผ้าจีวรกฐิน / พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ / จงรับ / ผ้าจีวรกฐิน / พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / ครั้น-รับแล้ว / จงกรานกฐิน / ด้วยผ้าผืนนี้ / เพื่อ-ประโยชน์ / เพื่อความสุข / เพื่อมรรคผล-นิพพาน / แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย /ตลอดกาลนาน-เทอญฯ

สำหรับเรื่องการเดินทางสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเชียงตุง

เอกสารที่ต้องใช้
1. สำเนาบัตรประชาชน 3 ใบ ถ่ายเฉพาะด้านหน้า- เซ็นรับรอง และขีดคร่อมด้วยว่า สำหรับใช้ทำบัตรผ่านแดนไปเชียงตุงเท่านั้น
2. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว 3 ใบ สามารถถ่ายด้วยมือถือ โดยใช้ฉากหลังเป็นสีพื้นสามารถส่งมาทางแซทเพื่อปรินรูป ทั้งทางเฟสและทางไลน์
3. เงินค่าทำบัตรผ่านแดน ท่านละ 800 บาท
4. ค่ามัดจำการเดินทาง ท่านละ 2,500 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายที่เชียงตุง ค่าใช้จ่าย จะเป็นค่าใช้จ่ายจริง หารเฉลี่ยกัน
- สำหรับพาสปอร์ต ทางเราจัดเป็นทริปแบบนี้ไม่ได้ใช้ ใช้แต่เอกสารที่แจ้ง พาสสปอร์ตและวีซ่าจะใช้กรณีเดินทางเข้าเมียนมาร์ด้วยตนเอง

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
1. ค่าไกด์ วันละ 1000 บาท ต่อกลุ่ม
2. ค่าที่พัก ห้องละ 600 บาท พัก 2 ท่าน พักเดียวจ่ายเต็ม 600
3. ค่าเหมารถตู้ จากเชียงใหม่ ไป แม่สาย เชียงราย
4. ค่าเหมารถตู้จาก แม่สาย ไปเชียงตุง
อาหารทานกันเอง
**เนื่องจากเราจัดงานบุญด้วยใจ และไม่ใช่มืออาชีพในการจัดทัวร์ จึงเน้นเรื่องงานบุญเป็นหลัก เรื่องเทียวเป็นเรื่องรอง และเน้นผู้ที่เดินทางไปร่วมบุญเป็นนักศีลนักบุญเป็นหลัก

วันงานถวายกฐินที่เชียงตุง
07.00 น. ตักบาตรอาหารแห้ง ทานข้าวเช้า
09.00 น. เจ้าภาพกฐินถือผ้าไตร ชาวเชียงตุงถือสัปทน เดินขบวนแห่ บุญกฐินเข้าสู่วัด เดินรอบพระวิหาร 3 รอบ ถ่ายรูปหมู่
10.00 น. พระเจริญพุทธมนต์ ถวายกฐินพร้อมบริวารกฐิน พระสงฆ์อุโมทนา ให้พร เป็นเสร็จพิธี
11.00 น. ถวายภัตราหารแก่พระภิกษุสงฆ์
11.30 น. รับประทานอาหาร

วันแรก/ วันที่ 2 และช่วงบ่ายของวันทอดกฐินพาทัวร์ ตามสถานที่สำคัญ ๆ ของเชียงตุง
วันสุดท้าย เดินทางกลับประเทศไทย

กำหนดการถวายกฐินตกค้าง ที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน
ช่วงเช้าจะเป็นกฐินของทางวัดพระพุทธบาทผาหนาม
ช่วงบ่าย จะเป็นการถวายกฐินตกค้าง

กำหนดการณ์
เจ้าภาพรายงานตัว ติดป้าย และแจ้งชื่อวัดที่เป็นเจ้าภาพ
1. พิธีกร ประการให้เจ้าภาพแต่ละวัด เข้าประจำที่ จุดธูปเทียนบูชาพระ กล่าวคำถวายกฐิน และถวายกฐิน
2. จุดถวายกฐิน จะมีการจัดจุดถวาย ราว 4-5 จุด ตามความเหมาะสมและตามจำนวนเจ้าภาพกฐิน โดยจะเรียกเข้าเป็นชุด ๆ พระสงฆ์อนุโมทนา ให้พร
3. หลังจากที่เจ้าภาพถวายกฐินครบแล้ว พระแต่ละวัดทำพิธีกรานกฐินในพระวิหาร

เจ้าภาพกฐิน
วัดละ 22,000 บาท ทั้งในไทยและเชียงตุง
โดยเป็น
- ค่าเครื่องกฐิน มีผ้าไตร และบริวารกฐิน
- ปัจจัยถวายวัด
- ปัจจัยถวายพระคู่สวด มัคทายก พระและเณรในวัดตามสมควร
- บำรุงค่าน้ำค่าไฟวัดที่จัดงานรวมทั้งเป็นค่าอาหารถวายพระ เณรที่มาในงาน

ปัจจัยข้างต้นเป็นการกำหนดเพื่อความสะดวกในการจัดงานหากเจ้าภาพมีความประสงค์จะถวายมากกว่าสามารถถวายได้ตามเจตนาที่ตั้งไว้ดีแล้ว

เจ้าภาพแจ้งความจำนงเป็นเจ้าภาพหลักได้ที่เจ้าหน้าที่หรือพระสงฆ์ตามชื่อข้างท้าย
กำหนดโอนปัจจัยทั้งหมดภายในวันที่ 30 กันยายน 2561 เพื่อความพร้อมและไม่ทำให้การจัดงานเสียหายจากการปฏิเสธการเป็นเจ้าภาพในภายหลัง ปัจจัยจะถูกส่งไปยังวัดเพื่อให้ทางคณะกรรมการวัดดำเนินการจัดซื้อเครื่องกฐินและจัดซอง

สำหรับในวันงาน จะมีการตั้งพุ่มเงินกฐินให้ประชาชนที่มีจิตศรัทธาร่วมบุญกฐินโดยมีชื่อวัดติดไว้ในแต่ละพุ่มเงินกฐินและถวายพร้อมกับกฐิน

สำหรับรายชื่อวัด และจำนวนวัด ขณะนี้ยังไม่ทราบขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ได้รับและจำนวนเจ้าภาพหลักที่แจ้งความจำนงรับเป็นเจ้าภาพหลัก ทั้งในเชียงตุงและที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม เมื่อทางคณะรวบรวมเจ้าภาพ และปัจจัย จัดสรรปัจจัยที่ได้รับร่วมบุญมา แจ้งยอดเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพกฐินสามัคคี ให้ทางวัด ในสายเชียงตุง และสายวัดพระพุทธบาทผาหนาม เมื่อออกพรรษาแล้วราว 1 สัปดาห์ (เชียงตุง) และ 2 สัปดาห์ทางวัดรวบรวมวัดที่ยังไม่มีเจ้าภาพจองกฐิน แจ้งให้ทางทีมงานทราบ และจับคู่ชื่อเจ้าภาพ และวัดตามลำดับ จากที่เคยจัดกฐินตกค้างมาแล้ว 2 ปี พบว่ามีวัดที่ไม่มีการจองกฐินเป็นจำนวนมาก ซึ่งวัดต่างๆ เหล่านี้ มักอยู่ตามเขา ตามป่า หรืออยู่ตามชนบทขาดเจ้าภาพกฐิน และด้วยความเชื่อของชาวบ้านที่สืบ ๆ กันมาว่าเจ้าภาพกฐินต้องใช้งบจำนวนหลักแสนขึ้นจึงจะเป็นเจ้าภาพได้ ดังนั้นทางชนบทจึงไม่มีใครกล้าเป็นเจ้าภาพกฐินจะรอว่าเมื่อไหร่จะมีเศรษฐีชาวกรุงมารับเป็นเจ้าภาพ พอพ้นออกพรรษาหรือล่วงเวลากฐินไปก็ไม่มีผู้ใดจองเป็นเจ้าภาพกฐิน เลยเป็นกฐินตกค้างไป

แจ้งความจำนงเป็นเจ้าภาพกฐิน ได้ใต้โพสต์ พร้อมเจ้าเบอร์โทรติดต่อ แจ้งความประสงค์เป็นเจ้าภาพกฐินตกค้างในไทย หรือที่เชียงตุง

ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี ได้ที่

ติดต่อสอบถามได้ที่
ครูบาดร วัดพระพุทธบาทผาหนาม 089-954-6889
พระเมธีพงษ์ ใจธรรม (พระชาวเชียงตุง อยู่วัดร่องเคาะลำปาง) โทร 080-850-0030
เฟส ดอกกุหลาบ สีเขียว
คุณ พุฒิภัทร ใจอินผล เบอร์โทรและไลน์ไอดี : 095-191-5253
คุณ อัญชลี ธรรมจักร์ 096-697-4094 090-32-6941
คุณ อัญญ์วริญ ปัญญามี 097-995-4559
คุณสิรินยา อินเหว่าวงศ์ ทางปราบมาร ทางปราบมาร 098-782-2655

สำหรับท่านที่มีความประสงค์ร่วมบุญกฐินตกค้างสามัคคีทุกวัดสามารถร่วมบุญได้ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป จนกว่าจะประกาศปิดกองบุญ

#ร่วมบุญได้ที่ พร้อมแจ้งการร่วมบุญใต้โพสต์หรือในกล่องข้อความ

#ชื่อบัญชี นายพุฒิภัทร ใจอินผล

#ธนาคารกสิกรไทย 038-885-4324
เบอร์โทรและไลน์ไอดี : 095-191-5253
เฟส พุฒิภัทร ใจอินผล

#บัญชีนี้ใช้เฉพาะงานกฐินโดยตรง

กรณีโอนเงินร่วมบุญจากต่างประเทศ    
.   
Paypal      put.puttipat@gmail.com   
ไลน์ไอดี : kputtipat  หรือ 095-191-5253   
เบอร์โทรและไลน์ไอดี   : 095-191-5253   
เฟส พุฒิภัทร ใจอินผล   



 27 
 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2018, 06:28:02 pm 
เริ่มโดย KhunPuttipa - กระทู้ล่าสุด โดย KhunPuttipa
เชิญร่วมบุญเป็นเจ้าภาพ ชุดบรรจุเจดีย์ วัดป่าโนนจ่าหอม ต.โพนเมือง อ.เหล่าเสือโก้ก จ.อุบลราชธานี

ทางวัดจัดสร้างเจดีย์ใหญ่ 1 องค์ (ยังไม่ทราบขนาด รอการก่อสร้าง)
เจดีย์เล็ก ขนาด สูง 19 เมตร จำนวน 30 องค์

เจดีย์ใหญ่ 1 ชุด (ใช้งบกองทุนสร้างเจดีย์ ๙๙ เจดีย์ทั่วไทย มีงบแล้ว)

เจดีย์เล็ก จัดชุด

เจดีย์อคลิลิทรงสูง 7 นื้ว 2 ชั้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ผอบผเบอร์ 3 จำนวน 4 ใบ บรรจุพระอรหันต์ธาตุ ดังนี้
- พระะสารีบุตร
- พระโมคคัลลานะ
- พระสีวลี
- พระธาตุข้าวบิณฑ์

ค่่าใช้จาย เจดีย์ละ 900 บาท รับจำนวน 30 เจดีย์ (30 ชุด)

ร่วมบุญตามจิตศรัทธา หรือรับเป็นเจ้าภาพ 1 เจดีย์
สำหรับปัจจัยร่วมบุญสร้างเจดีย์ ก็สามารถร่วมบุญได้ โดยแจ้งระบุ ให้ชัดเจนเพื่อความสะดวกในการแยกงาน

รับร่วมบุญจนกว่าจะได้ยอดปัจจัยครบตามจำนวน
ธนาคารกรุงเทพ 457-079-3929
ชื่อบัญชี นายรุชชานน ใจอินผล

กรณีโอนเงินร่วมบุญจากต่างประเทศ    
.   
Paypal      put.puttipat@gmail.com   
ไลน์ไอดี : kputtipat  หรือ 095-191-5253   
เบอร์โทรและไลน์ไอดี   : 095-191-5253   
เฟส พุฒิภัทร ใจอินผล   


***********************************
อานิสงส์การสร้างเจดีย์

บัดนี้จักว่าด้วยอานิสงส์การสร้างพระเจดีย์ ครั้งเมื่ออดีตกาลผ่านมาแล้ว ๙๔ กัป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระสิทธัตถะ ทรงประกาศพระศาสนาจนตลอดพระชนมายุจึงได้เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันก่อพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ ยังมีบุรุษผู้หนึ่งมีจิตศรัทธาได้น้อมนำมาซึ่งปูนก้อนหนึ่งใส่ลงในระหว่างอิฐที่ก่อนั้น อันมาณพนี้ทำบุญเพียงแค่นั้น ครั้นทำลายเบญจขันธ์สิ้นชีพ ด้วยอำนาจแห่งกุศลนั้น ท่านได้เสวยสมบัติอยู่ในมนุษย์และเทพยดาตลอดกาลนานสิ้น ๙๔ กัป มิได้ไปบังเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ ครั้นมาถึงศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ได้บังเกิดในตระกูลที่เลื่อมใสในพระศาสนา ครั้นอายุเจริญวัยขึ้นมาก็ได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา ขวนขวายเจริญวิปัสสนาก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทประหารชำระสันดานให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ท่านจึงได้เปล่งอุทานว่า "บุคคลใดมีจิตเลื่อมใส ได้กระทำการสักการบูชาสิ่งอันควรบูชา มีองค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น พร้อมทั้งปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทศพล ย่อมมีอานิสงส์จะนับประมาณมิได้ ส่งผลให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง" โดยนัยที่วิสัชนามานี้แล อานิสงส์การสร้างพระเจดีย์..... การสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรืออัฐิธาตุของบุคคลที่ควรบูชาได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิเป็นการสร้างมงคลให้กับตนเองอย่างสูงสุด เมื่อตายไปย่อมสูสุขคติโลกสวรรค์ ย่อมได้ดวงตาเห็นธรรม และบรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย การมีส่วนร่วมสร้างพระเจดีย์จะมากหรือน้อย ถ้าทำด้วยความเลื่อมใสก็ย่อมได้รับอานิสงส์มากมาย ดังตัวอย่างจากพระไตรปิฎก สุตตันตปิฎกในมังคลัตถทีปนี ว่าด้วยการบูชา ดังนี้…….. "พระสุธาปิณฑิยเถระพระเถระรูปนี้ในชาติก่อนมีใจเลื่อมใส ได้ใส่ก้อนปูนขาวในระหว่างแผ่นอิฐซึ่ง ประชาชนกำลังก่ออิฐสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ด้วยอำนาจแห่งบุญนั้นได้บันดาลให้ท่านได้ไปเกิดในสวรรค์และโลกมนุษย์ถึง 94 กัปป์" ……….. พระมหากัสสปเถระ ยังได้กล่าวถึงประวัติและผลบุญแห่งการสร้างพุทธเจดีย์ของท่านไว้ดังนี้ ในครั้งที่พระพุทธเจ้ามีนามว่าปทุมมุตตระ พระองค์ได้ปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระได้ชักชวนหมู่ญาติมิตรและประชาชนให้มาร่วมกันสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบูชาพระพุทธเจ้ากันเถิด ทุกคนมีจิตเลื่อมใสปิติอิ่มเอมใจจึงได้ช่วยกันสร้างเจดีย์สูงค่าเสร็จลงด้วยความเรียบร้อย เจดีย์สูงร้อยศอก สร้างปราสาทห้าร้อยศอกสูงตระหง่านจรดท้องฟ้า ทุกคนมีจิตปิติเบิกบานในอานิสงส์ผลบุญที่ได้พากันทำไว้ เมื่อท่านตายไปแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่บนยานทิพย์เทียวด้วยม้าสินธพพันตัววิมานของท่านสูงตระหง่านเจ็ดชั้น มีปราสาทหนึ่งพันองค์ ซึ่งสร้างด้วยทองคำศาลาหน้ามุขสร้างด้วยแก้วมณี ส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วสารทิศ ทั้งยังมีอำนาจเหนือเทวดาทั้งปวง เมื่อลงมาเกิดในโลกมนุษย์ในกัปป์ที่หกหมื่นในภัทรกัปป์นี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ครอบครองอาณาเขตไปถึง 4 ทวีป มีแก้วแหวนเงินทองมากมาย ประชาชนมีความสุขสำราญเหมือนดั่งบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งท่านเป็นอย่างนี้ถึง 33 ครั้ง ทั้งหมดเกิดจากผลบุญที่ได้ทำไว้จากการสร้างเจดีย์ และชาติสุดท้ายได้มาเกิดในสกุลพราหมณ์ที่ร่ำรวย แต่สละทรัพย์ออกบวชจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ผู้เลิศด้วยปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และอภิญญา 6 การสร้างเจดีย์มีอานิสงส์มากมายเกินกว่าจะพรรณนา การได้มาซึ่งโอกาสพิเศษที่จะสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น นับเรื่องที่กระทำได้ยากยิ่ง…….

http\://watsandtong.blogspot.com/2010/01/blog-post_22.html

#อานิสงส์การได้สร้างพระเจดีย์
1. ย่อมเป็นผู้มี สติสัมปชัญญะ ไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต
2. ย่อมเป็นที่รัก ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
3. ย่อมได้เกิดในประเทศที่เหมาะสม สำหรับสร้างบารมี พบครูบาอาจารย์ และกัลยาณมิตรที่ดีๆ
4. ย่อมไปบังเกิดในสวรรค์ เมื่อยังไม่หมดกิเลสในพระพุทธศาสนา
5. เมื่อใกล้ดับขันธ์ไม่หลงลืม มีสติระลึกการสร้างพระเจดีย์บารมีมากมาย
6. เกิดในชาติใหม่ ท่องบทธรรม บทสวดมนต์ จดจำเรียนธรรมได้ง่าย
7. ค้าขาย ทำงาน มีอาชีพ ที่มีกำไรเจริญโดยง่าย
8. ย่อมได้ปัญญาดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรค ผลนิพพานโดยง่าย
อานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ-พระธาตุ
1.ไม่ถึงแก่ชีวิตจะไม่ตาย ด้วยคมศาตราและอาวุธ ของศัตรูผู้มุ่งร้าย
2.มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ย่อมผ่านพ้นได้โดยง่าย (ขอให้ตั้งใจจริงบูชาจริงๆด้วยศรัทธา )
3.ประกอบการค้าพาณิชย์ จะเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์
4.รับราชการ งานบ้านเมือง ยศ ตำแหน่ง จะเจริญขึ้นเร็วและเจริญขึ้นเรื่อยๆ
5.มีเมตตามีเสน่ห์มหานิยม มหาโชค มหาลาภ และคลาดแคล้วจากอันตรายงทั้งปวง
6. เทวดาอารักษ์คุ้มครอง รักษาตลอดกาล
7.เมื่อดับจิตมีสุคติสรวงสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
8.ในบ้านเรือน พ่อแม่พี่น้องจะรักกัน ครอบครัว จะสุขสงบร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง
9.มีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจวาสนาบารมีแผ่ไพศาล บริวารจะเคารพ หมู่มหาชนจะยำเกรง

🚩🚩🚩อานิสงส์นอกจากนี้ ขึ้นอยู่กับการตั้งจิตอธิษฐาน
ด้วยบุญญาบารมีพลังแห่งศรัทธา ย่อมได้รับผลอย่างแน่นอน

กองบุญสร้างเจดีย์ทั่วไทย ๙๙ เจดีย์
ธนาคารกรุงเทพ 457-079-3929
ชื่อบัญชี นายรุชชานน ใจอินผล

 🍀🍀🍀ปัจจัยร่วมบุญที่อยู่ในบัญชี นี้ จะใช้สำหรับร่วมบุญเจดีย์ต่าง ๆ ที่ได้ไปเจอ ได้ไปร่วมบุญ และส่วนใหญ่วัดที่ทำนขอรับพระบรมสารีริกธาตุ สำหรับบรรจุเจดีย์ ก็จะถวายชุดสำหรับบรรจุเจดีย์ และปัจจัยร่วมบุญสร้างเจดีย์ ไปพร้อม ๆกัน โดยทำไปเรื่อย ๆ และอีกประการหนึ่งคือ ผู้ที่มีปัจจัยน้อยจะได้โอนร่วมบุญเข้ามาแล้ว ทางกองทุนจะไม่ได้สับสนว่า ปัจจัย จำนวนนั้นเป็นงานบุญอะไร ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ทางกองทุนพุทธานุภาพ ช่วยงานหลายงาน จึงได้ทำการแยกบุญชี เพื่อสะดวกและไม่กังวลในปัจจัยที่โอนมา จะได้ไม่ติดกรรม

 28 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:35:17 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
49-06-04 - พระครูอุดมธรรมสุนทร(แปลง สุนทโร) - วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 29 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:27:11 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
007 - พระมหาบุรุษทรงชนะมาร - พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 30 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2018, 10:21:23 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
d08 - ฌานสมาธิตามแนวอริยมรรค - หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม





หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10