Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 10:19:40 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๑๐๖ - ๑๒๐ - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก


 22 
 เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 10:05:53 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๑๘๙ - ๑๙๙ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

189 ผลกรรมและผู้กระทำ

ปัญหา คน ๒ คน ทำกรรมอย่างเดียวกัน แต่ได้รับผลต่างกันมีหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร ? เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใด ๆ เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคลในโลกนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นแหละ บาปกรรมนั้นย่อมได้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนที่มา บุคคลเช่นไร ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อย มีอัตตภาพเล็ก มีอัตตภาพอยู่เป็นทุกข์เพราะวิบากเล็กน้อย บุคคลเห็นปานนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้น เหมือนกัน
บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนมาก

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณไม่น้อย มีอัตตภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ ทำบาปกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากกฎ ปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อย.... น้ำในขันเล็กน้อยนั้น พึงมีรสเค็ม ดื่มกินไม่ได้ (ส่วนบาปกรรมเล็กน้อยของบุคคลผู้อบรมกายเป็นต้นแล้วนั้น) เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคา (น้ำในแม่น้ำคงคาก็คงไม่เค็ม ดื่มกินได้ เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่....”

โสณกสูตร ติ. อํ. (๕๔๐)
ตบ. ๒๐ : ๓๒๐-๓๒๒ ตท. ๒๐ : ๒๘๐-๒๘๑
ตอ. G.S. I : ๒๒๗-๒๒๘


190 บำเพ็ญสมาธิทำไม

ปัญหา การบำเพ็ญสมาธินั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะทำลายกิเลส
แล้วบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ ? หรือว่ามีจุดมุ่งหมายอย่างอื่นด้วย ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนามีอยู่ ๔ ประการ คือ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญแล้วเพิ่มพูนแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อให้เกิดจากเป็นแจ้งด้วยญาณ ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อ (ความสมบูรณ์แห่ง) สติสัมปชัญญะ ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อความหมดสิ้นแห่งอาสวะ ๑.....”

สมาธิสูตร จ. อํ. (๔๑)
ตบ. ๒๑ : ๕๗ ตท. ๒๑ : ๕๒
ตอ. G.S. II : ๕๑-๕๓


191 สมาธิเพื่ออยู่เป็นสุข

ปัญหา การบำเพ็ญสมาธิภาวนาเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันคืออย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (มีจิต) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม แล้วบรรลุฌานที่หนึ่ง อันประกอบด้วยความตรึก ความครอง ความอิ่มเอิบใจ และความสุขที่เกิดแต่ความสงบดำรงในฌานนั้น
“แล้วบรรลุถึงฌานที่สอง ซึ่งจิตมีความเป็นหนึ่งแน่วแน่ ผ่องใสอยู่ภายใน ไม่มีความตรึกความตรอง เพราะความตรึกความตรองระงับไป มีแต่ความอิ่มเอิบใจ และความสุขที่เกิดแต่สมาธิ ดำรงอยู่ในฌานนั้น

“ต่อจากนั้นก็มีใจสงบนิ่ง เพราความอิ่มเอิบใจระงับไว้ มีความตื่นตัว ความรู้ตัว
เสวยสุขด้วยนามกาย แล้วบรรลุฌานที่สาม ที่พระอริยสรรเสริญรู้ได้ฌานนี้
ย่อมมีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุขเป็นประจำ

“ต่อจากนั้นก็บรรลุฌานที่สี่ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ได้
และดับโสมนัสโทมนัสเดิมได้ มีแต่อุเบกขาและสติอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในฌานนั้น

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน”

สมาธิสูตร จ. อํ.

192 สมาธิเพื่อให้เกิดฌาน

ปัญหา จะบำเพ็ญสมาธิแบบไหน อย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้เกิดการเห็นแจ้งด้วยฌาน ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาให้เกิดความเข้าใจหมายรู้ว่ามีแสงสว่างภายในใจ
(อาโลกสัญญาพยายามสร้างความจำหมายว่าเป็นกลางวัน (ทิวาสัญญา) ให้เกิดขึ้นในใจ คิดว่า
กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงบระงับปราศจากเครื่องผูกมัด
อบรมจิตให้มีความสว่างไสวอยู่....

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้.... ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดการเห็นแจ้งด้วยญาน.....”

สมาธิสูตร จ. อํ.

193 สมาธิเพื่อสติสัมปชัญญะ

ปัญหา จะบำเพ็ญสมาธิภาวนาแบบไหน อย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้สติสัมปชัญญะเจริญไพบูลย์ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้แจ้งเวทนาที่กำลงเกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่กำลังดับไป รู้แจ้งสัญญาที่กำลังเกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่กำลังดับไป รู้แจ้งวิตกที่กำลังเกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่กำลังดับไป

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้
บุคคลเจริญพัฒนาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ”

สมาธิสูตร จ. อํ.

194 สมาธิเพื่อดับอาสวะ

ปัญหา จะบำเพ็ญสมาธิภาวนาแบบไหน อย่างไร จึงจะทำให้อาสวะดับได้ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้าอยู่เป็นประจำว่า
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้

“เวทนา.... ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา.... ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้
“สัญญา.... ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา.... ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้
“สังขาร.... ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร.... ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้
“วิญญาณ.... ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ.... ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้
“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้..... ย่อมเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ....”

สมาธิสูตร จ. อํ.

195 คนกับสภาพแวดล้อม

ปัญหา ทางพระพุทธศาสนาเชื่อหรือไม่ว่า ความประพฤติดีหรือชั่วของมนุษย์
มีผลกระทบกระเทือนต่อการทำงานของธรรมชาติ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรมสมัยนั้น แม้พวกข้าราชการก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรมแม้พราหมณ์และคฤหบดีก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้ชาวนิคมและชาวชนบทก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์พระอาทิตย์โคจรไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรโคจรไม่สม่ำเสมอ วันและคืนย่อมหมุนเวียนโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อวันและคืนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ..... ฤดูและปีก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ... เทวดาย่อมกำเริบเมื่อเทวดากำเริบ ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล... ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมมีอายุสั้น
มีผิวพรรณเศร้าหมอง มีกำลังน้อย มีโรคภัยไข้เจ็บมาก....”


ธรรมิกสูตร จ. อํ. (๗๐)
ตบ. ๒๑ : ๙๗-๙๘ ตท. ๒๑ : ๘๖-๘๗
ตอ. G.S. II : ๘๔-๘๕


196 ใช้ตัณหาปราบตัณหา

ปัญหา มีบางท่านกล่าวว่า ความอยากถึงนิพพานก็จัดเป็นตัณหาอย่างหนึ่ง
และเป็นแรงผลักดันให้คนปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพาน เข้าทำนอง ใช้ตัณหาดับตัณหา
คำกล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกยืนยันหรือไม่ ?

พระอานนท์ตอบ “.....ดูก่อนน้องหญิง คำที่เรากล่าวว่ากายนี้เกิดด้วยตัณหา
อาศัยตัณหาแล้วพึงละตัณหาเสียดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร

“ดูก่อนน้องหญิง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ข่าวว่า ภิกษุชื่ออย่างนี้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ เธอเกิดความปรารถนา (ตัณหา) อย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ในปัจจุบันชาตินี้ ดังนี้ ในเวลาต่อมา เธออาศัยตัณหานั้นแล้วละตัณหาเสียได้

“ดูก่อนน้องหญิง คำที่เรากล่าวว่า กายนี้เกิดขึ้นด้วยตัณหา
อาศัยตัณหาแล้วพึงละเสียดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยความจริงข้อนี้......”

อินทริยวรรค จ. อํ. (๑๕๙)
ตบ. ๒๑ : ๑๙๕-๑๙๖ ตท. ๒๑ : ๑๗๑
ตอ. G.S. II : ๑๔๙


197 สิ่งที่ควรพูดและไม่ควรพูด

ปัญหา สิ่งใดก็ตามที่เราเห็นมาจริง ได้ฟังมาจริง ประสบมารู้แจ้งมาจริง
เราควรพูดสิ่งนั้นออกมาได้ทันทีโดยไม่มีโทษใด ๆ ได้หรือไม่ ?

พระอานนท์ตอบ “.....ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่าควรกล่าวและไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่าไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมด ว่าควรกล่าว (หรือ).... ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ประสบมาทั้งหมดว่าควรกล่าว (หรือ).....ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่รู้แจ้งมาทั้งหมดว่าควรกล่าว (หรือ).....ไม่ควรกล่าว
 
“.....ดูก่อนพราหมณ์ แท้จริง เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นอันใด...... สิ่งที่ได้ฟังมาอันใด.... สิ่งที่ได้ประสบมาอันใด.... สิ่งที่ได้รู้แจ้งมาอันใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็นมา.. ได้ฟังมา.... ได้ประสบมา.... ได้รู้แจ้งมาเช่นนั้นว่า ไม่ควรกล่าว แต่เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นมา.... ได้ฟังมา... ได้ประสบมา.... ได้รู้แจ้งมาอันใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็น... ได้ฟัง.... ได้ประสบ... ได้รู้แจ้งมาเช่นนั้น ว่าควรกล่าว”

โยธาชีวสูตร จ. อํ. (๑๙๓)
ตบ. ๒๑ : ๒๓๓-๒๓๔ ตท. ๒๑ : ๒๐๐
ตอ. G.S. II : ๑๗๙-๑๘๐


198 เทวดาก็บรรลุมรรคผลได้

ปัญหา มีบางท่านกล่าวว่า มนุษย์เท่านั้นสามารถปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลได้
เทวดาไม่สามารถ เพราะเห็นที่เสวยสุขอันเป็นทิพย์อย่างเดียว จริงหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน.... เวทัลละ ธรรมเหล่านั้นเธอฟังเสมอ ๆ คล่องปาก เพ่งพิจารณาด้วยใจ และกาย ตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ

"ต่อมา เธอมีสติเหลงลืมถึงแก่มรณะ ย่อมไปบังเกิดในเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง เมื่อเธอมีความสุขอยู่ในภพนั้น บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน

“อีกประการหนึ่ง... บทแห่งธรรมย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ แต่ภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีความชำนาญทางจิต แสดงธรรมแก่เทพบริษัท เธอตรึกตรองจนเห็นว่า ในกาลก่อน เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยใด นี้คือธรรมวินัยนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน.... ดุจบุรุษผู้ฉลาดในเสียงกลอง เขาเดินทางไกล เมื่อได้ยินเสียงกลอง ไม่มีความสงสัยหรือเคลือบแคลงว่า นั่นเสียงกลองหรือไม่ใช่....

“อีกประการหนึ่ง... บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ ผู้มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย ทั้งภิกษุผู้มีฤทธิ์ ก็ไม่ได้แสดงธรรมในเทพบริษัท แต่เทพบุตรย่อมแสดงธรรมในเทพบริษัท เธอคิดได้ดังนี้ว่า นี้คือ นี้คือธรรมวินัยนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน.... ดุจบุรุษผู้ฉลาดในเสียงสังข์ สติบังเกิดขึ้นช้า เดินทางไกลได้ยินเสียงสังข์เข้า ไม่พึงมีความเคลือบแคลงสงสัย ว่านั่นเสียงสังข์หรือไม่ใช่....

มหาวรรคที่ ๕ จ. อํ. (๑๙๑)
ตบ. ๒๑ : ๒๕๑-๒๕๓ ตท. ๒๑ : ๒๑๔-๒๑๕
ตอ. G.S. II : ๑๙๓-๑๙๕


199 คนดียิ่งกว่าดี

ปัญหา คนดีคือคนอย่างไร และคนดียิ่งกว่าดีคือคนอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนดีเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นชอบ
มีความดำริชอบ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ มีความเพียรชอบ มีการระลึกชอบ
มีการตั้งมั่นชอบ มีญาณชอบ มีความหลุดพ้นชอบ บุคคลนี้เราเรียกว่าคนดี

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนดีเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้
มีความเห็นชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีความเห็นชอบอีกด้วย
 
มีความดำริชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นให้ดำริชอบด้วย
มีการงานชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีการงานชอบด้วย
มีการเลี้ยงชีพชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นเลี้ยงชีพชอบด้วย
 
มีความเพียรชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีความเพียรชอบด้วย
มีการระลึกชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีการระลึกชอบด้วย
มีการตั้งจิตมั่นด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นตั้งจิตมั่นด้วย
 
มีการรู้แจ้งด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นรู้แจ้งด้วย
มีการหลุดพ้นชอบชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีหลุดพ้นชอบด้วย.....
บุคคลนี้เราเรียกว่าคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี...”

สัปปุริสวรรค จ. อํ. (๒๐๘)
ตบ. ๒๑ : ๓๐๕-๓๐๖ ตท. ๒๑ : ๒๕๖
ตอ. G.S. II : ๒๓๓


๑๘๙ - ๑๙๙ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 23 
 เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 09:47:10 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
เทพเจ้าชักนำสตรีชาวคริสต์ มานับถือพระพุทธศาสนา - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ๒๕๑๕ ต้นเหตุของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ทางคณะสงฆ์ร่วมกับรัฐบาลไทยได้จัดส่งพระธรรมทูตไป ๔ รูป ซึ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตร ๒ ปี จากสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย ในจำนวนพระธรรมทูต ๔ รูปนี้มี พระวิธูรธรรมาภรณ์ (วิญญ์ วิชาโน) แห่งวัดบวรนิเวศวิหารอยู่รูปหนึ่ง ที่ทำงานได้ผลดีมาก และยังทำงานพระศาสนาอยู่ในประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ จนถึงปัจจุบัน มีชาวอินโดนีเซียหันมาสนใจนับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น ที่ได้บวชเป็นภิกษุสามเณรก็มากรูป ทำให้เกิดมีวัดทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทขึ้นในอินโดนีเซียถึง ๑๕ วัดในปัจจุบัน นับเป็นผลงานที่ควรแก่การสรรเสริญ และควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง ในวงการพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน

ในปี ๒๕๑๙ ท่านเจ้าคุณพระวิธูรธรรมาภรณ์ ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยมากกับผู้เขียน ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง
ให้ชื่อว่า งานพระธรรมทูตและประสบการณ์ทางวิญญาณที่อินโดนีเซีย

เฉพาะประสบการณ์ทางวิญญาณที่อินโดนีเซีย นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มีทั้งหมด ๘ เรื่อง ซึ่งท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง และมีอยู่หลายเรื่องในจำนวน ๘ เรื่องนี้ ที่ท่านได้เล่าเพิ่มให้ผู้เขียนฟังเป็นพิเศษอีก เนื่องจากผู้เขียนกำลังค้นคว้าเรื่องเหล่านี้อยู่ และมีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า โดยท่านเล่าให้ฟังว่า

"ในขณะที่ข้าพเจ้าทำงานธรรมทูตอยู่ที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนั้น เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีชาวคาธอลิคผู้หนึ่ง นำหลานสาวชื่อ ลีบียอง อายุประมาณ ๓๐ ปี นับถือศาสนาคาธอลิคมาตั้งแต่เล็ก ๆ มีความเข้าใจศาสนาคาธอลิคเป็นอย่างดี มาพบข้าพเจ้า น้าของ น.ส. ลีบียอง บอกว่า "หลานสาวของเขาเป็นคนทรงมา ๒ ปี แต่ใจจริงแล้วไม่อยากเป็นเลย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เคยเชิญบาทหลวงมาทำพิธีที่บ้าน ก็ไม่ได้ผล และเวลา น.ส. ลีบียอง ไปโบสถ์ ก็ขอให้บาทหลวงประกอบพิธีบ่อย ๆ ก็ไม่ได้ผล บางครั้งในขณะที่บาทหลวงกำลังประกอบพิธีอยู่ ก็เกิดเข้าทรงขึ้นมาก็มี ทำให้ น.ส. ลีบียอง รู้สึกละอาย ในขณะที่น้าของ น.ส. ลีบียอง กำลังเล่าให้ฟัง มาถึงตอนนี้ น.ส. ลีบียอง ก็แสดงอาการเข้าทรงขึ้น แต่ไม่มีอาการสั่น เพียงแต่ว่าสีหน้าและลักษณะเปลี่ยนไปเท่านั้น ข้าพเจ้าก็สอบถามเหมือนกับรายอื่น ๆ ดีงที่เคยปฏิบัติมาแล้วในอินโดนีเซีย แต่ในรายนี้ เขาตอบเป็นภาษาอินโดนีเซียไม่ได้ ตอบเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ฟังคล้ายอินเดียโบราณ คือสำเนียงเหมือนบาลีปนสันสกฤต ไม่ว่าใครจะถามเป็นภาษาอินโดนีเซีย หรือภาษาอังกฤษ ผู้มาเข้าทรงฟังออกทั้งนั้น และเวลาจะตอบก็ตอบเป็นภาษาดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้ถามจึงต้องใช้วิธีถาม ตอบรับ ปฏิเสธเอง แต่เขา (น.ส. ลีบียอง) จะบอกว่าใช่ หรือไม่ใช่ ถูก หรือไม่ถูก โดยพยักหน้าบ้าง ใช้มือบ้าง สั่นศีระษะบ้าง จนผู้ถามทุกคนได้รับความเข้าใจ

หลังจากที่ได้นั่งสนทนากันนานพอสมควร ก็ได้ความว่า ผู้มาเข้าทรงซึ่งเป็นเทพเจ้าชื่อ........ (ฟังไม่ชัด) เกิดในสมัยพระพุทธเจ้า ได้เคยเห็นพระพุทธเจ้า และเคยเรียนกรรมฐานมาด้วย เมื่อถามว่า พระพุทธเจ้ามีลักษณะอย่างไร เขาก็ขอกระดาษแล้วเขียนเป็นรูปพระห่มจีวรเฉวียงบ่า โกนศีรษะคล้ายพระภิกษุให้ดู และเมื่อถามว่า "ทำไมจึงมาเข้าสู่ร่างของคนผู้นี้" ก็บอกและชี้ให้ดูว่า "กระดูกของคนผู้นี้เหมาะสมที่จะขอยืมใช้ก่อน และบอกด้วยว่า ประสงค์จะให้ผู้นี้หันมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเหมาะกับเขา ศาสนาคาธอลิคไม่เหมาะ"

ร่างทรงทำนิ้วเป็นไม้กางเขนแล้ว ก็ทำมือให้ทราบว่า "คน ๆ นี้ใจแข็ง" (ความจริงก็เป็นเช่นนั้น คือเป็นผู้ที่เคร่งครัดศาสนาผู้หนึ่ง ไปโบสถ์ไม่เคยขาด แต่มาในระยะหลังไม่ค่อยกล้าไป เพราะไปทีไรเป็นถูกเข้าทรงทุกที ในเวลาที่อยู่บ้านบางครั้งในขณะที่ทำงานอยู่ดี ๆ ก็มาเข้าทรง เลยทำให้รำคาญใจ ไม่อยากจะเป็นคนทรง) พอผู้มาเข้าทรงออกแล้ว หน้าตาก็เป็นปกติ

ข้าพเจ้าตึงถามว่า "ในขณะที่กำลังเข้าทรงนั้น รู้สึกอย่างไรบ้าง" น.ส. ลีบียองบอกว่า
"ได้ยินคำพูดที่พูดออกมาหมด แต่ไม่รู้ว่าพูดอะไร จะกดปากไว้ก็ไม่อยู่ เมื่อออกแล้วก็รู้สึกธรรมดา"

ครั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้บอก น.ส. ลีบียองว่า "ข้าพเจ้าได้ขอร้องผู้มาเข้าทรง ขออย่ามาเข้าทรงบ่อย ๆ แต่เขาไม่ยอม ขอให้คุณต้อนรับเขาด้วยดีเถิด อะไรที่เขาไม่ชอบ อย่าไปขัดขืนเขา ขอให้ยอมรับความจริงเสีย คือหันมานับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง นาน ๆ จะค่อยหายไปเอง" ดู น.ส. ลีบียอง ค่อยสบายใจขึ้น

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา ได้มีหลานของ น.ส. ลีบียอง มาบอกข้าพเจ้าว่า ลีบียองกำลังเข้าทรงและบอกให้ไปตามพระมา ข้าพเจ้าพร้อมด้วยลูกศิษย์ก็ตามเขาไป พอไปถึงเห็นพี่น้องเขานั่งอยู่หลายคน น.ส. ลีบียองซึ่งกำลังเข้าทรงอยู่ ก็เริ่มจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป ที่ห้องบูชาพระในบ้านของอาเขา ซึ่งเป็นบิดาของ นายสุรันต์ กัลยาณะ แล้วสวดมนต์ ฟังดูคล้าย ๆ ภาษาบาลีบ้าง ภาษาสันสกฤตบ้าง ส่วนมากไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วก็พูดให้ฟังพร้อมกับทำไม้ทำมือว่า ที่นิมนต์มานี้ก็เพื่อว่าขออย่าได้สงสัยอะไรเลย เขามาจากข้างบนนี้ (ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า) ก็เพื่ออนุเคราะห์มนุษย์ เพื่อสั่งสมความดีเท่านั้น

ข้าพเจ้าจึงได้ลองถามอีกว่า ศีลในพระพุทธศาสนามีกี่ประเภท เขาก็ตอบเป็นคำพูด พร้อมกับยกมือขึ้นแสดง ศีล ๕ ครั้งหนึ่ง ศีล ๘ ครั้งหนึ่ง ศีล ๑๐ ครั้งหนึ่ง พอมาถึงศีล ๒๒๗ ก็ยกมือมาที่ข้าพเจ้าพร้อมกับพูดและทำไม้ทำมือ แสดงว่ามีมาก แล้วยกหัวแม่มือขึ้น ซึ่งแสดงว่า "ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ก็จะดีมาก"

ข้าพเจ้าได้ถามต่อไปว่า "ท่านเคยพบพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะบ้างไหม" เขาพูดพร้อมแสดง คือแสดงว่า "พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งกลาง พระสารีบุตรนั่งขวา พระโมคคัลลานะนั่งซ้าย" ได้ถามต่อไปว่า "รู้จักพระเจ้าพิมพิสารและนางวิสาขาหรือไม่" เขาก็พยักหน้า แต่พอถามว่า "เคยพบพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือไม่" เขาก็พูดและทำมือกางออกสุดแล้วสั่นศีรษะ น่าจะแสดงว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศกว้างขวาง ไม่อาจจะรู้เห็นได้ทั่วถึงอะไรทำนองนั้น

ตอนที่แปลกใจอีกตอนหนึ่ง ก็คือเขาพูดและทำมือบอกว่า ขอให้ทำพิธีพุทธมามกะ และสอนพระพุทธศาสนาให้ น.ส. ลีบียองด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ขอร้องว่า "ขออย่าได้รบกวน น.ส. ลีบียองมากนัก" เขาก็พยักหน้า ได้กำหนดวันทำพิธีพุทธมามกะในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๕ เวลา ๑๖ นาฬิกา และข้าพเจ้าได้มอบเหรียญพระพุทธรูปให้ และหนังสือต่าง ๆ ให้ไปอ่าน ในบางโอกาสได้มาเรียนธรรมที่ข้าพเจ้าพร้อม ๆ กับชาวพุทธบ่อย ๆ

ต่อมา ราวกลางเดือนตุลาคม ญาติ ๆ ของ น.ส. ลีบียอง ได้นำข้าพเจ้าไปที่บ้าน น.ส. ลีบียอง พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า หมู่นี้นาน ๆ จึงจะมีสักครั้ง และมีบ่อยที่เวลาจะนอน เธอมองเห็นคนหลายคนแต่งตัวด้วยผ้าขาวเข้าไปในห้อง มองเห็นชัด แล้วก็หายไปบางครั้งในเวลากลางคืน คนใช้เคยมองเห็นคนร่างใหญ่ยืนอยู่หลังบ้าน พวกญาติของเขาจึงขอให้ช่วยทำพิธีสวดมนต์ให้ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยสามเณรวิชัย จากวัดบวรนิเวศวิหาร ก็ได้ทำพิธีให้ โดยได้ปฏิบัติเหมือนดังในประเทศไทย

ครั้นต่อมา ประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๕ เขาจะทำบุญบ้านสักครั้ง ข้าพเจ้าจึงบอกว่า "ขอให้รออาจารย์ก่อน จะได้มีพระหลาย ๆ รูป คือในต้นเดือนธันวาคม ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ วัดธรรมมงคลจะมา" เมื่อท่านเจ้าคุณ ฯ ไปถึงอินโดนัเซีย จึงได้ประกอบพิธีทำบุญบ้าน (จำวันไม่ได้) และมีพระเจริญพระพุทธมนต์ ๓ รูป และสามเณร ๑ รูป คือท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ พระสุภาโต สามเณรวิชัย และข้าพเจ้า

หลังจากอนุโมทนาแล้ว ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่อง น.ส. ลีบียอง ให้ท่านเจ้าคุณวิริยาจารย์ฟัง พร้อมกับขอให้ท่านอนุเคราะห์ ท่านก็รับว่า "ได้" ข้าพเจ้าจึงหันไปบอกแก่ น.ส. ลีบียองว่า ท่านอาจารย์องค์นี้จะช่วย ดูเธอรู้สึกดีใจมากและกล่าวคำขอบคุณ ในทันใดนั้นเองก็ถูกเข้าทรงแล้วพูดอะไรไม่ทราบ ท่านเจ้าคุณก็บอกว่า "จะขอรับไปกรุงเทพ ฯ ด้วยกัน จะไปไหม" ก็พยักหน้าบอกว่า "ไป" แต่ได้ยกมือขึ้น ๕ นิ้ว แล้วทำให้เข้าใจว่า ยังมีอีก ๕ คน ที่คอยติดตาม น.ส. ลีบียองอยู่ ก็ขอให้รับไปด้วย" ท่านเจ้าคุณวิริยาจารย์ก็รับว่า "ได้" แล้วบอกว่า "ขอให้เตรียมตัว จะนำไปเดี๋ยวนี้" ตอนนี้ น.ส. ลีบียองหันไปทางโต๊ะบูชาพระแล้วกราบ ๓ ครั้ง แล้วท่านเจ้าคุณ ฯ ก็หลับตาครู่หนึ่งแล้วบอกว่า "เสร็จแล้ว" ต่อจากนั้น ท่านจึงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ทั้งครอบครัว

ภายหลังจากนั้นมานับเป็นเวลา ๑ ปีเต็ม ๆ ที่ น.ส. ลีบียองไม่ถูกเข้าทรงอีก แต่ภายหลังจาก ๑ ปี
คือตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา น.ส. ลีบียอง ได้ถูกเข้าทรงอีกแต่ไม่บ่อยนัก
และยังคงเป็นอยู่จนถึงปัจจุบัน

ในปี ๒๕๒๓ ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้เดินทางไปดูงานพระศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้ทราบว่า
ขณะนี้ น.ส. ลีบียอง หันมานับถือพระพุทธศาสนา และปฏิบัติเคร่งครัดมาก โดยรักษาศีล ๘ เป็นประจำ

จากเรื่องนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า เทวดานั้นมีจริงแน่นอน และสามารถจะดลบันดาลชักนำคน
ให้มานับถือพระพุทธศาสนาได้จริง ดังเรื่องพระสุธัมโม ภิกษุชาวอินโดนีเซีย
และเรื่องของ น.ส. ลีบียอง นี้เป็นตัวอย่าง

เพราะฉะนั้น ท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ จึงกล่าวกับผู้เขียนในตอนหนึ่งว่า

"ขอให้พวกเรามาช่วยกันทำงานพระพุทธศาสนากันเถิด ในปัจจุบันอย่าว่าแต่มนุษย์เลย
ที่ช่วยทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา แม้แต่เทวดาก็ยังมาช่วย"

เทพเจ้าชักนำสตรีชาวคริสต์ มานับถือพระพุทธศาสนา - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)


 24 
 เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 09:37:58 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
คบคนชั่วปราชัย - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงใหม่ๆ  มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นเด็กดี ความประพฤติเรียบร้อย กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย  วันหนึ่งอยู่บ้านกำลังนั่งท่องหนังสือสอบ เพื่อน ๓-๔ คนมาชวนไปนั่งรถเที่ยว แม้จะปฏิเสธแต่ทนเพื่อนขอร้องอ้อนวอนไม่ได้ จึงเอาหนังสือติดมือไปด้วย

เมื่อเพื่อนขับรถไปจอดในที่แห่งหนึ่ง ก็บอกให้เฝ้ารถไว้ จะไปทำธุระเดี๋ยวจะกลับมา เพื่อนก็ลงจากรถไปหมด เหลือเด็กหนุ่มนั่งเฝ้ารถอยู่คนเดียว จึงหยิบหนังสือมานั่งท่อง ไม่สนใจว่าเพื่อนจะไปทำอะไรที่ไหน
 
ต่อมาก็ได้ยินเสียงปืนต่อสู้กัน เห็นเพื่อน ๓-๔ คนวิ่งหนีมาอย่างหัวซุกหัวซุน ต่างมีปืนในมือ มีตำรวจและพลเรือนติดตามมา ๔-๕ คน  เพื่อนใช้รถเป็นที่กำบังยิงต่อสู้กับผู้ติดตาม

เด็กหนุ่มตกตะลึงไม่ทันคิดหลบ หรือวิ่งลงจากรถหนีให้พ้นระยะกระสุนปืน พอดีถูกกระสุนของฝ่ายตรงข้าม ฟุบจมกองเลือดอยู่ในรถ มือยังถือหนังสืออยู่ ก่อนสิ้นใจเล่าว่า ไม่รู้เรื่องการปล้นเลย พวกเพื่อนวางแผนปล้นไว้ก่อนแล้วหลอกใช้ให้เฝ้ารถ
 
(กฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๖)

ว. กับ ป. เป็นเด็กชายวัย ๑๔ ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๓ วัดชัยมงคล จ.อ่างทอง และเป็นเพื่อนรักกัน ว. อาศัยอยู่กับนางเสวียน ผู้เป็นน้า เพราะพ่อแม่แยกทางกัน ป.หนีออกจากบ้านมาอาศัยอยู่กับ ว. เด็กทั้งสองร่วมกันขโมยเงิน ๑,๐๐๐ บาทของนางเสวียน ไปเล่นเกมกดและใช้จ่ายจนเหลือแค่ ๑๐๐ บาท เมื่อกลับบ้านเย็นวันที่ ๑๓    มิ.ย. ๒๕๓๗ ก็ถูกนางเสวียนเรียกตัวมาสั่งสอนอบรม  พร้อมทั้งคาดโทษไว้

หลังถูกด่าว่าสั่งสอน เด็กทั้งสองพากันขึ้นเรือนหายเงียบไป นางเสวียนซึ่งอยู่ชั้นล่างได้ยินเสียงคนล้มบนพื้นชั้นบน จึงรีบวิ่งขึ้นไปดู พบเด็กทั้งสองนอนดิ้นทุรนทุรายน้ำลายฟูมปาก ข้างๆ ตัวพบยาฆ่าแมลงตรากะโหลกไขว้วางอยู่ จึงรีบเรียกญาติๆ มาหามส่งโรงพยาบาล แพทย์ช่วยล้างท้อง  แต่ ว. สิ้นใจตาย  รุ่งขึ้น ป. ก็สิ้นใจตายตาม

ญาติของ ว. เล่าว่า ตามปกติ ว. เป็นเด็กดี ขยันเรียนและขยันช่วยงานบ้าน แต่เกิดไปคบกับ ป.ซึ่งไม่ชอบอยู่บ้าน ชอบเที่ยวและเล่นเกมกด จนถูกพ่อของตนเฆี่ยนตีอย่างทารุณ และคาดโทษว่า ถ้าทำผิดอีกจะถูกเฆี่ยนตีและนำส่งตำรวจ เมื่อทั้งคู่ร่วมกันขโมยเงินไปเล่นเกมกดและถูกจับได้ จึงเกิดความกลัวพากันกินยาพิษตายอนาถ
(น.ส.พ.ไทยรัฐ ๑๖ มิ.ย. ๒๕๓๗)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑.คนชั่วคือคนที่ทำผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายบ้านเมือง และชักชวนคนอื่นให้ทำผิดด้วย

๒.ในมงคลสูตร (๒๕/๕) พระพุทธเจ้าตรัสถึงมงคล (เหตุแห่งความเจริญ) ๓๘ เริ่มจากการไม่คบคนชั่ว ซึ่งสำคัญมากจึงตรัสก่อนมงคลอื่น เพราะเมื่อเริ่มต้นถูก โอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าก็มีมาก แม้ภาษิตตะวันตกก็รับรองว่า Well begun is half done. เริ่มต้นดีคือเสร็จแล้วครึ่งหนึ่ง

๓.เมื่อการไม่คบคนชั่วเป็นมงคล การคบคนชั่วจึงเป็นเสนียดจัญไร เป็นเหตุให้เสื่อม เด็กหนุ่มในเรื่องแม้เป็นคนดี แต่ไปคบเพื่อนชั่วเลยเคราะห์ร้ายถึงเสียชีวิต (น่าจะเป็นกรรมชั่วเก่าของเขาให้ผล) ถ้าไม่คบคนชั่วก็คงไม่เคราะห์ร้าย (กรรมเก่ายังไม่มีโอกาสให้ผล)

คบคนชั่วปราชัย - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 25 
 เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 09:30:39 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ศีลกับปัญญาต่างอาศัยกัน - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ สระโบกขรณีคัคครา เมืองจัมปา  ในโอกาสที่เสด็จจาริก
พร้อมด้วยหมู่ภิกษุราว ๕๐๐ รูป พราหมณ์โสณทัณฑะผู้ครองนครจัมปา ได้เข้าไปเฝ้า
พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงค่าของคน มิได้อยู่ที่ชาติตระกูล หากแต่อยู่ที่การกระทำความดี
ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น
 
ในตอนท้ายของสูตร ทรงอธิบายเรื่องศีลกับปัญญา ว่าต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน
การปฏิบัติจึงจะบรรลุเป้าหมาย โสณทัณฑะได้แสดงความเห็นคล้อยตาม
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
 
“พราหมณ์! ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ ศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์
ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น
 
ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญา
ว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้า ฉะนั้น.
 
โสณฑัณฑสูตร ๙/๑๔๘
 
ศีล จัดว่าเป็นพื้นฐานของความดีทั้งปวง ผู้ที่มีความล้มเหลวในการรักษาศีล
จะหาความก้าวหน้าในทางสมาธิ และปัญญาไม่ได้เลย เพราะศีลเป็นของหยาบ
ควบคุมแต่ทางกายและวาจาเท่านั้น ส่วนสมาธิและปัญญานั้น เป็นเรื่องจิตใจโดยตรง
ถ้าของหยาบ ๆ ยังทำไม่ได้ จะทำของละเอียดได้อย่างไร?

จริงอยู่ การมีเจตนางดเว้น เพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีลแบบ “ศีลสังคม”
ที่นิยมกันอยู่ทั่วไปนั้น ไม่ใช่ของยากเย็นอะไร มีผู้รักษากันอยู่แล้ว
และเป็นมานานแล้ว แต่การรักษาศีลที่ต้องมีปัญญาเข้าร่วมด้วยนั้น
ไม่ใช่ศีลที่จะรักษากันง่ายนัก

ยิ่งเป็นศีลที่แยกออกจากปัญญาไม่ได้เลย ชนิดที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเหมือน
“คนล้างมือด้วยมือ หรือ ล้างเท้าด้วยเท้า” ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งยากขึ้นไปกว่านั้นอีก นั่นคือ

ผู้ที่จะรักษาศีลจะต้องมีปัญญากำกับ ในการรักษาศีลอยู่ตลอดเวลาว่า
เรารักษาศีลเพื่ออะไร?
 
จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของการรักษาศีลคืออะไร?
และจะรักษาศีลอย่างไร จึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น?

นี่ก็เป็นหลักยืนยันได้ชัดเจนว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา
จะถึงตัวศาสนาได้ก็ด้วยปัญญา และการที่จะพ้นทุกข์ทั้งปวงได้ก็ด้วยปัญญา
ปัญญาจึงจำเป็นในการปฏิบัติศาสนกิจทุกระดับขั้น

แต่ถึงแม้ว่าปัญญาจะเป็นยอดธรรมก็จริง แต่ปัญญาก็ย่อมจะต้องมีธรรมะอื่น ๆ
เช่น ทาน ศีล และ สมาธิเข้าร่วมด้วย จึงจะจัดว่าเป็นปัญญาที่เป็นสัมมาทิฐิ
และใช้ดับทุกข์ได้.

ศีลกับปัญญาต่างอาศัยกัน - ธรรมรักษา


 26 
 เมื่อ: มกราคม 24, 2018, 04:01:10 pm 
เริ่มโดย nuujaw - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
คุณจันทร์จิรา เครือกลาง

วันนี้ ที 24 ม.ค.2561

ผมได้จัดส่ง ซีดีธรรมะ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

เรียบร้อยแล้วครับ




 27 
 เมื่อ: มกราคม 23, 2018, 03:30:45 pm 
เริ่มโดย nuujaw - กระทู้ล่าสุด โดย nuujaw
จันทร์จิรา เครือกลาง 38/12 ม14 ต ในเมือง อ เมือง จ ขอนแก่น40000

 28 
 เมื่อ: มกราคม 19, 2018, 10:08:03 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
11 - ตามรอยพระพุทธองค์ 1 + 2 - พระพยอม กัลยาโณ






youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 29 
 เมื่อ: มกราคม 19, 2018, 09:58:16 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
09 - วิชาสอนลูก - 1 + 2 - หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ






youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 30 
 เมื่อ: มกราคม 19, 2018, 09:46:11 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
006 - สักการะ สถานที่ทำปฐมสังคายนา - 12-10-52 - พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม


หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]