Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2017, 11:50:36 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
11 - ให้เรียนรู้ตัวเอง - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ


 12 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2017, 11:42:02 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
06 - สติ - หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร




 13 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2017, 11:21:57 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
04 - อนัตตา - หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี




 14 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2017, 10:29:44 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
012 - บรรยายเหตุกาณ์ ก่อนพุทธปรินิพพาน - 14-11-52-01 - พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม




 15 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2017, 10:04:47 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
01 - หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉัตตสุวัณโณ - เส้นทางแห่งความไม่มีทุกข์




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 16 
 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2017, 11:57:50 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๑๔๑ - ๑๕๑ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

141 ปิดประตูนรก

ปัญหา ทำอย่างไร จึงจะเชื่อแน่ได้ว่า คนจะไม่ตกนรก และจะไม่เกิดในอบายภูมิอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการของอริยสาวกสงบแล้ว เมื่อนั้นอริยสาวสกย่อมประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง และญายธรรมอย่างประเสริฐ อริยสาวกเห็นดีแล้วแทงตลอดด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเอง ได้ว่าเราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำหนดสัตว์เดียรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า

“ภัยเวร ๕ ประการสงบแล้วเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี บุคคลผู้ฆ่าสัตว์.... บุคคลผู้ลักทรัพย์.... บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม..... บุคคลผู้พูดเท็จ.... บุคคลผู้ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ย่อมประสบภัยเวรใดอันมีในชาตินี้บ้าง อันมีชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกข์ทางใจคือโทมนัสบ้างเพราะปาณาติบาต.... เพราะอทินนาทาน.... เพราะกาเมสุมิจฉาจาร.... เพราะมุสาวาท.... เพราะการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยเป็นเหตุ.... กาเมสุมิจฉาจาร.... มุสาวาท.... การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ภัยเวร ๕ ประการนี้สงบแล้ว

“อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรม อันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า.... ในพระธรรม.... ในพระสงฆ์.... ย่อมประกอบด้วยศีล ที่พระอริยเจ้าปรารถนา ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อมเป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ครอบงำได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างนี้.....
“ก็ญายธรรมอันประเสริฐ อันอริยสาวกเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญาเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ถึงปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างดีว่า เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับด้วย ประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้ ก็เพราะอวิชชาดับ.... สังขารจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมีด้วยประการอย่างนี้

“ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบแล้วเมื่อนั้นอริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง และญายธรรมย่อมประเสริฐนี้... อริยสาวกนั้น หวังอยู่พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว....”

ปัจจเวรภยสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๑๕๑-๑๕๕)
ตบ. ๑๖ : ๘๒-๘๓ ตท. ๑๖ : ๗๕-๗๗
ตอ. K.S. II : ๔๗-๔๘


142 บ่อเกิดแห่งทุกข์

ปัญหา ความทุกข์เกิดขึ้นโดยวิธีใด ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นไฉนเพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์..เพราะอาศัยหูและเสียง.... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น.... เพราะอาศัยลิ้นและรส.... เพราะอาศัยกาย และโผฏฐัพพะ.... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะพาผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา.... นี้แล เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์....

ทุขนิโรธสูตร นิ. สํ. (๑๖๒)
ตบ. ๑๖ : ๘๖-๘๗ ตท. ๑๖ : ๗๙
ตอ. K.S. II : ๕๐


143 ทุกข์ดับที่ไหน

ปัญหา ทุกข์ย่อมเกิดจากตาเห็นรูปเป็นต้นแล้วเกิด จักขุ วิญญาณ และผัสสะ เวทนา ตัณหา โดยลำดับ ถ้าจะดับทุกข์จะดับที่ไหน ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักขุเป็นวิญญาณ.... เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ....

เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ.... .... เพราะอาศัยลิ้นและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ........ เพราะอาศัยกาย และโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ........ เพราะอาศัยใจและธรรมจึงเกิดมโนวิญญาณ.... จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ (คือจักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) เป็นผัสสะ เพราะพาผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับ เพราะสำรอกโดยเหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.... ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์....


ทุขนิโรธสูตร นิ. สํ. (๑๖๓)
ตบ. ๑๖ : ๘๗ ตท. ๑๖ : ๗๙-_Q
ตอ. K.S. II : ๕๐


144 อะไรเกิดขึ้นเมื่ออวิชชาดับ

ปัญหา เมื่ออวิชชาซึ่งเป็นต้นเค้าของทุกข์ดับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแลภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้นภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา... เมื่อไม่ทำ เมื่อไม่จงใจ ก็ไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตนย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่สงบแล้ว... ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันคนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา ไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา... อทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ว่าทุขเวทนานั้น.... อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่ยึดถือ... ไม่เพลิดเพลินด้วยตัณหา ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา... ทุกขมเวทนา อทุกขมสุขเวทนาก็วางเฉยเสวยไป... เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏ ทางกาย ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่มีกายเป็นที่สุด เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่มีชีวิตเป็นที่สุด รู้ชัดว่าเวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้น ตั้งแต่สิ้นชีวิตเพราะความแตกแห่งกาย”

ปริวีมังสนสูตร นิ. สํ. (๑๙๒)
ตบ. ๑๖ : ๙๙-๑๐๐ ตท. ๑๖ : ๙๑
ตอ. K.S. II : ๕๗-๕๘


145 จิต มโน วิญญาณ

ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีทรรศนะเกี่ยวกับกายและจิตอย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะพึงเบื่อหน่าย คล้ายยินดีหรือหลุดพ้นในร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (ย่อมเป็นไปได้) นั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญ ความเสื่อม การเกิด หรือการตาย ของร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูต ๔ นี้ ย่อมปรากฏ (ฉะนั้น) ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จึงเบื่อหน่าย คลายความยินดีหรือหลุดพ้นในร่างกายนั้นได้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติใดที่เรียกกันว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง
การที่ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะพึงเบื่อหน่าย คลายความยินดีหรือหลุดพ้นในธรรมชาตินั้น (ย่อมเป็นไปไม่ได้) นั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าธรรมชาตินั้น ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ มาตลอดกาลช้านาน ฉะนั้นปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายความยินดี หลุดพ้นในธรรมชาตินั้นได้เลย

อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๒๓๐)
ตบ. ๑๖ : ๑๑๔ ตท. ๑๖ : ๑๐๔
ตอ. K.S. II : ๖๕


146 กายยังถาวรกว่าจิต

ปัญหา คนส่วนมากเข้าใจว่า ในคนเรามิจิต ซึ่งมั่นคงถาวรไม่รู้จักตาย แม้ร่ายกายตายไปแล้ว จิตก็ยังอยู่ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไรในเรื่องนี้ ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนมิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นต้น ยังชอบกว่า แต่ถ้าจะเข้าไปยึดถือจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ธรรมชาติที่เรียกว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและในกลางวัน
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใดธรรมชาติที่เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวันก็ฉันนั้นแล ฯ”

อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๒๓๑-๒๓๒)
ตบ. ๑๖ : ๑๑๔-๑๑๕ ตท. ๑๖ : ๑๐๔-๑๐๕
ตอ. K.S. II : ๖๕-๖๖


147 ผัสสาหารคืออะไร

ปัญหา ผัสสาหาร อาหารคือการสัมผัส ซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาหารทั้ง ๔ นั้น คืออย่างไร ? เราควรจะมีท่าทีความรู้สึกต่อผัสสาหารนั้นอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่าแม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกินหากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่ใด ๆ ก็ถูกสัตว์จำพวกที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ กัดกินอยู่ร่ำไป ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้ง ๓ ได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใด ที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว”

ปุตตมังสสูตร นิ. สํ. (๒๔๓)
ตบ. ๑๖ : ๑๒๐ ตท. ๑๖ : ๑๐๙
ตอ. K.S. II : ๖๙


148 มโนสัญเจตนาหารคืออะไร

ปัญหา มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความตั้งใจ ซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาหารทั้ง ๔ นั้น คืออย่างไร ? เราควรกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มโนสัญเจตนาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่า มีหลุมถ่านเพลิงอยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษเต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควัน ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่ง อยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์เดินมา บุรุษ ๒ คน มีกำลัง จับเขาที่แขนข้างละคน คร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจ อยากจะไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ ก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหาร ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เมื่ออริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว”

ปุตตมังสสูตร นิ. สํ. (๒๔๓)
ตบ. ๑๖ : ๑๒๐-๑๒๑ ตท. ๑๖ : ๑๑๐
ตอ. K.S. II : ๖๙


149 วิญญาณาหารคืออะไร

ปัญหา การที่ท่านจัดวิญญาณว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่งนั้น หมายเอาวิญญาณชนิดไหน และวิญญาณาหารมีลักษณะอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้ว แสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะ ด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระแระแสงรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยกันประหารนักโทษคนนั้น ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า

“ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะเขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน

“ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะเขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งวอย่านี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกสามร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุเท่านั้นมิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไย ถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอก สามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดวิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว”

ปุตตมังสสูตร นิ. สํ. (๒๔๔)
ตบ. ๑๖ : ๑๒๑-๑๒๒ ตท. ๑๖ : ๑๑๐-๑๑๑
ตอ. K.S. II : ๗๐


150 อาหาร ๔ และทุกข์

ปัญหา อาหาร ๔ ประการ คือ กวฬึงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ใน กวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหาร
ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการตั้งลงแห่งนามรูป
ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย
ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขาร ในที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป
ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ ในที่นั้นย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุรี มีความคับแค้น

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น สีเขียวหรือสีบานเย็น ช่างย้อมหรือช่างเขียนพึงเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษให้มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ครบถ้วน ที่แผ่นหินขาว แผ่นกระดาน ฝาผนัง หรือที่ผืนผ้า แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน....”

151 อาหาร ๔ และความดับทุกข์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ไม่มีอยู่ใน กวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงามในกวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหาร นั้น

ในที่ใด วิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม ในที่นั้นย่อมไม่มีการตั้งลงแห่งนามรูป
ในที่ใด ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด ไม่มีความเจริญแห่งสังขาร ในที่นั้นย่อมไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป

ในที่ใดไม่มีการเกิดในภพใหม่ ในที่นั้นย่อมไม่มีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดไม่มีชาติชรามรณะต่อไป..... เราเรียกที่นั้นว่าไม่มีความโศก ไม่มีธุรี ไม่มีความคับแค้น (เปรียบเหมือนบุคคลเปิดหน้าต่างปราสาทด้วยตะวันออก แสงสว่างย่อมส่องเข้าไปตั้งอยู่ที่ฝาผนังด้านตะวันตก ถ้าฝาผนังด้านตะวันด้านตะวันตกไม่มีแสงย่อมตั้งอยู่บนแผ่นดิน ถ้าแผ่นดินไม่มี ย่อมตั้งอยู่บนแผ่นน้ำ ถ้าแผ่นน้ำไม่มี ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใดเลย)”

อัตถิราคสูตร นิ. สํ. (๒๖๔-๒๔๙)
ตบ. ๑๖ : ๑๒๒-๑๒๖ ตท. ๑๖ : ๑๑๑-๑๑๔
ตอ. K.S. II : ๗๑-๗๒


๑๔๑ - ๑๕๑ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 17 
 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2017, 11:43:35 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๘)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

บารมีและอาสวะ
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ธรรมะนั้นเป็นสัจจะคือความจริงของจริง ซึ่งมีอยู่เป็นไปอยู่ในบุคคลทุกๆ คน จึงเป็นความจริงของชีวิต ของร่างกายและจิตใจ ทั้งในอดีต ในอนาคต และในปัจจุบัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สัจจะคือความจริงนี้ ทั้งที่เป็นส่วนทุกข์ ส่วนเหตุให้เกิดทุกข์ ส่วนความดับ และส่วนทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึงทรงดับทุกข์ได้ ดับกิเลสได้ทั้งหมด ทรงเป็นผู้พ้นทุกข์ เป็นผู้พ้นกิเลส

ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งพระโพธิญาณ ญาณคือความหยั่งรู้ ที่ตรัสรู้ถึงสัจจะธรรม ธรรมะที่เป็นสัจจะคือความจริง สืบเนื่องมาจากที่ได้ทรงปฏิบัติเพิ่มพูนบารมีคือความดียิ่งๆ ขึ้นโดยลำดับ ตั้งแต่เมื่อทรงเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้
ปุพเพกตปุญญตา

บุคคลทุกคนซึ่งได้เกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยความสุขของมนุษย์ น้อยหรือมาก และได้พบพุทธศาสนาอันแสดงสัจจะธรรม ธรรมะที่เป็นสัจจะคือความจริง จึงทำให้ได้ทราบข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับที่จะได้เพิ่มพูนบารมีคือความดี อันได้กระทำไว้แล้ว ซึ่งเรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วในกาลก่อนมาอุปถัมภ์
ตั้งต้นแต่ให้บังเกิดเป็นมนุษย์ และให้เจริญมาตามควรแก่ฐานะนั้นๆ โดยลำดับจนถึงปัจจุบันของทุกคน
อันความดีที่เป็นบารมีนี้ก็ตรงกับความชั่วที่เป็นอาสวะ อันคำว่าอาสวะและบารมีนี้คู่กัน ดังจะพึงกล่าวเป็นคำไทยง่ายๆ ว่า บารมีนั้นคือเก็บดี อาสวะคือเก็บชั่ว กรรมที่ทุกคนกระทำอยู่ เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เมื่อกระทำแล้วคราวหนึ่งๆ กิริยาที่ทำนั้นก็ล่วงไป เสร็จไป แล้วไป แต่ว่ายังเก็บความดีความชั่วอันเนื่องมาจากกรรมที่กระทำนั้นไว้อยู่ ถ้าเป็นส่วนชั่วก็เป็นอาสวะ เก็บชั่วเอาไว้ ถ้าเป็นความดีก็เป็นบารมี คือเก็บดีเอาไว้ หากประกอบกรรมที่ชั่วอยู่บ่อยๆ ก็เก็บชั่วเอาไว้มาก เพิ่มพูนขึ้น ถ้ากระทำกรรมที่ดีไว้บ่อยๆ ไว้มาก ก็เก็บดีเอาไว้มาก ก็เป็นบารมีเพิ่มพูนขึ้น เพราะฉะนั้น อาสวะและบารมีนี้จึงเป็นส่วนที่ยังเหลืออยู่ ไม่เสร็จไปๆ เหมือนดังกิริยาที่กระทำที่เสร็จไปแล้วไปเลิกไป เป็นคราวๆ

และคำว่าบารมีหรืออาสวะนี้ ที่เป็นเก็บดีหรือเก็บชั่วดังกล่าว ก็เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากรรมได้เหมือนกัน เพราะกิริยานั้นทำคราวหนึ่งๆ ก็แล้วไปเสร็จไป เลิกไป แต่ว่ากรรมที่เป็นส่วนดีส่วนชั่วนั้น ยังติดอยู่ยังเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นจึงได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ว่า สัตว์ที่จะต้องตายถือเอาบาปบุญที่กระทำไว้แล้ว ..ไป

อันบาปบุญที่กล่าวนี้ก็หมายถึงกรรมนั้นเอง กรรมที่เป็นบาปเป็นบุญที่ได้กระทำไว้แล้ว ..ไป เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่ากรรมได้อีกชื่อหนึ่งซึ่งเป็นคำที่เรียกกันทั่วๆ ไป และอาจจะแยกส่วนดีเป็นบารมี ส่วนชั่วเป็นอาสวะ
เหตุที่ให้ประสบโลกธรรม

เพราะฉะนั้นทุกคนจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท โดยพิจารณาถึงตนเองว่าเป็นผู้อันกรรมดีหรือบารมีนำมาให้บังเกิดเป็นมนุษย์ และบรรลุถึงความเจริญตามฐานะของตน แม้ว่าชีวิตจะต้องประสบสุขบ้างทุกข์บ้าง ได้บ้างเสียบ้าง อันเป็นส่วนที่เรียกว่าโลกธรรม ธรรมะสำหรับโลก ก็เป็นธรรมดา เรียกว่าเป็นโลกธรรมคือเป็นธรรมะ คือเป็นธรรมดาของโลก

อีกอย่างหนึ่งจะเรียกว่าเป็นธรรมดาของกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว อันส่งผลเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นได้บ้างเป็นเสียบ้างอยู่ในปัจจุบันนี้ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อประสบโลกธรรมดังกล่าว ก็ให้พิจารณาว่าเป็นธรรมดาโลก ซึ่งจะต้องสุขบ้างทุกข์บ้าง จะต้องได้บ้าง จะต้องเสียบ้าง และก็เป็นธรรมดาของกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้แล้วด้วย ซึ่งถ้ากรรมดีก็จะส่งให้ได้รับผลดีเป็นสุข เป็นได้ ถ้ากรรมชั่วก็จะส่งผลให้เป็นทุกข์ เป็นเสียกับทั้งให้พิจารณาถึงว่าเป็นธรรมดาของสังขาร คือสิ่งผสมปรุงแต่งอีกด้วย ซึ่งจะต้องมีเกิดมีดับ และเมื่อตั้งอยู่ก็จะต้องมีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา ดั่งชีวิตร่างกายนี้แม้ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องกรรม หรือพูดถึงเรื่องโลกธรรม ชีวิตนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง เมื่อเกิดมาก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย จะอยู่ไปเท่าไหร่ ไม่ประสบอุบัติเหตุอะไร ก็ต้องตายเหมือนกันหมด แม้จะช้าเท่าไรก็ต้องตายในที่สุด และก็ไม่ช้ามากเกินไป

กาลเวลาของชีวิต

ดังชีวิตในปัจจุบันนี้ที่เรียกกันว่าขนาดแปดสิบเก้าสิบร้อยหนึ่ง เกินร้อยไปก็ไม่มากนัก ได้ถึงแปดสิบเก้าสิบก็นับว่ามาก และเวลาแห่งแปดสิบเก้าสิบหรือร้อยหนึ่งนี้ ถ้าทุกคนนึกดูแล้วดูเหมือนว่ามากว่านาน แต่ว่าถ้านึกดูถึงตนเองในบัดนี้ ว่าแต่ละคนก็มีอายุกันอยู่เท่านี้ๆ และอายุเท่านี้ๆ ของตนนี้ ถ้านึกย้อนหลังไปดูตั้งแต่นึกจำความได้มาจนถึงบัดนี้ ก็จะรู้สึกว่าเหมือนอย่างแว๊บเดียวเท่านั้น ตั้งแต่จำความได้มาจนถึงนั่งกันอยู่ในที่นี้ในบัดนี้ ก็เหมือนกับแว๊บเดียว ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว อายุก็เข้าไปเท่านี้ด้วยกันแล้ว

คราวนี้มานึกดูถึงว่าต่อไปก็จะต้องถึงวาระหนึ่ง ที่ทุกๆ คนก็จะมีความรู้สึกอยู่ดั่งนี้ แต่ว่าปรากฏชัดว่าความตายมาอยู่ใกล้ที่สุดแล้ว เช่นว่าป่วยมาก อันชัดเจนว่าจะต้องตายแน่ และในขณะที่ใกล้จะตายนั้น เมื่อยังมีความรู้สึก ยังไม่หมดความรู้สึก หากจะย้อนหลังตั้งแต่จำความได้ ก็จะรู้สึกว่าตั้งแต่จำความได้มาจนถึงใกล้จะหมดลมนั้น ก็แว๊บเดียวอีกเหมือนกัน แปลว่าระยะเวลาที่ชีวิตผ่านมา คือนับปีก็รู้สึกว่านาน แต่ว่าดูความรู้สึกแล้วก็จะรู้สึกว่าแว๊บเดียว ไม่นานเลย และก็จะต้องทิ้งทุกอย่าง ทิ้งร่างกายอันนี้ ชีวิตอันนี้ ทิ้งทรัพย์สมบัติต่างๆ ทิ้งญาติมิตรทั้งหลาย ทิ้งบุคคลที่เป็นที่รักทั้งหลายไป

สุคติ ทุคติ

และแม้ว่าทุกคนจะไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าจะไปยังไง จะตายเกิดหรือจะตายสูญอย่างไร ด้วยญาณปัญญาของตนเอง แต่เมื่ออาศัยศรัทธาคือความเชื่อตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ย่อมจะทราบได้ ว่าหาได้ทิ้งไว้ทุกอย่างไม่ ยังจะต้องถือเอาบุญบาปที่ได้กระทำไว้แล้วไป บุญก็ให้ไปดี บาปก็ให้ไปชั่ว ไปชั่วก็เป็นทุคติ ไปดีก็เป็นสุคติ
เพราะฉะนั้น หากพิจารณาดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้พากันบังเกิดความไม่ประมาท และในขณะที่ยังสามารถอยู่ก็ประกอบกรณียะคือกิจที่ควรทำอันเป็นประโยชน์ต่างๆ ตามหน้าที่ของตนก็ตาม ตามที่ควรทำก็ตาม ให้ไว้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และในการที่มีความไม่ประมาทประกอบกรรมดีต่างๆ นี้ ทุกคนสามารถจะกระทำได้ และการกระทำดั่งนี้ก็เรียกว่าเป็นการกระทำกรรมที่ดี เพิ่มกรรมที่ดี เพิ่มบารมีอยู่เสมอ โดยอาศัยพุทธปฏิปทา คือปฏิปทาของพระพุทธเจ้าตั้งแต่เมื่อทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ทรงบำเพ็ญพระบารมีคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ การออก ปัญญา วิริยะ ความเพียร ขันติ ความอดทน สัจจะ ความจริง อธิษฐานะ ความตั้งใจมุ่งมั่น และเมตตาความปรารถนาให้เป็นสุข อุเบกขาความเข้าไปเพ่งดู วางได้ เฉยได้ ในสิ่งที่ควรวางควรเฉยทั้งหลาย ด้วยปัญาคือความรู้

อาศัยโลกธรรมบำเพ็ญบารมี

ทุกคนก็สามารถปฏิบัติบารมี ในเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ทั้งในด้านดี ในด้านร้าย ในด้านดีนั้น เมื่อได้ประสบโลกธรรมส่วนที่ดี คือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็อาศัยโลกธรรมส่วนที่ดีนี้ประกอบคุณงามความดีทั้งหลาย ให้เป็นทานบ้างเป็นศีลบ้างเป็นต้น เพราะว่าการที่จะประกอบประโยชน์ เพื่อให้เกิดความสุข บรรเทาทุกข์แก่คนทั้งหลาย แก่สัตว์ทั้งหลาย ต้องอาศัยลาภยศสรรเสริญสุข เมื่อมีลาภยศสรรเสริญสุขมาก ก็สามารถที่จะประกอบคุณงามความดีได้มาก ทำทานคือทำการช่วยเหลือต่างๆ ให้แก่บุคคลทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายได้มาก ปฏิบัติศีลได้มาก และปฏิบัติในเนกขัมมะคือการออกได้มาก ปฏิบัติปัญญาได้มาก และข้ออื่นทุกๆ ข้อสามารถทำได้ดีได้มาก
แม้เมื่อประสบโลกธรรมส่วนที่เสีย คือความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็ใช้ความเสื่อมเหล่านี้มาบำเพ็ญบารมีได้ โดยที่มีขันติคือความอดทน

และมีข้ออื่นเช่นเนกขัมมะคือการออก อันหมายความว่าไม่ทำใจให้ติดอยู่ในสิ่งที่เสื่อมไปนั้น จะเป็นลาภก็ตาม เป็นยศก็ตาม เป็นสรรเสริญก็ตาม เป็นสุขก็ตาม แต่นำจิตให้ออกได้ และอบรมปัญาคือความรู้ พิจารณาให้เห็นว่าเป็นโลกธรรม ธรรมดาโลก และเป็นธรรมดาของกรรม เป็นธรรมดาของสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ให้เกิดปัญญารู้ตามเป็นจริง อาศัยความเพียรพยายามที่จะระงับใจตัวเอง และอบรมใจตัวเองให้มีความรู้ให้มีความอดทนเป็นต้นดังกล่าวนั้น และไม่ให้ทิ้งความดี ขวนขวายกระทำความดีเท่าที่จะทำได้ให้ยิ่งขึ้น ดั่งนี้ก็เป็นการเพิ่มบารมี

อาศัยกิเลสบำเพ็ญบารมี

และแม้ว่าเวลาบังเกิดกิเลสขึ้น เช่นเกิดราคะความติดใจยินดี โทสะความโกรธแค้นขัดเคือง โมหะความหลง หรือเกิดความโลภอยากได้ เกิดตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากต่างๆ ก็ปฏิบัติระงับใจตัวเอง มั่นคงอยู่ในศีลที่จะไม่ประพฤติละเมิดไปตามอำนาจของกิเลส เว้นจากการฆ่าการทำร้ายเขาได้ เว้นจากการลักขะโมยเขาได้ เว้นจากประพฤติผิดประเพณีในทางกามได้ เว้นจากพูดเท็จได้ เว้นจากน้ำเมาคือสุราเมรัยอันเป็นฐานของความประมาทได้เป็นต้น ( เริ่ม ๑๒/๑ ) คือแปลว่าเว้นใจตัวเองได้ เว้นกิเลสในใจของตัวเองได้ มีความอดทนเอาไว้ไม่ปล่อยกิเลสออกไป ให้เป็นกรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศล เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน ประกอบด้วยใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้ความอดทน วางใจลงไปให้เป็นอุเบกขาให้ได้ คือทำตนมัธยัสถ์เป็นกลาง ไม่ยอมให้ฝ่ายยินดีหรือยินร้ายดึงเอาไป ดั่งนี้ก็เป็นการบำเพ็ญบารมี เวลาโกรธขึ้นมาก็ปฏิบัติดับโกรธให้ได้ ก็เป็นการบำเพ็ญบารมีกันอย่างหนึ่งๆ โลภอะไรขึ้นมาเมื่อเป็นสิ่งที่ไม่สมควรก็ปฏิบัติดับโลภได้ ดับได้ทีหนึ่งก็เป็นการเพิ่มบารมีขึ้นทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงสามารถที่จะบำเพ็ญบารมี หรือความดีได้ในทุกโอกาส ได้ในทุกขณะ ได้ในทุกสถานที่

พลังของบารมีที่สั่งสม

และบารมีที่บำเพ็ญนี้เอง ก็จะเป็นความดีที่สั่งสม ทำให้เกิดพลังของบารมีแรงขึ้น เมื่อพลังของบารมีแรงขึ้นพลังของอาสวะของกิเลสก็จะลดลงไป ดังคนที่เป็นคนขี้โกรธ เมื่อปฏิบัติดับโกรธอยู่เสมอ ในทีแรกจะรู้สึกว่าดับยาก ต้องใช้ขันติ ต้องใช้สติ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาต่างๆ แล้วความโกรธก็จะดับไปได้ แต่ว่าก็ลำบาก ก็อึดอัด บางทีดับไม่ได้แต่ว่าเก็บไว้ในใจ ก็ทำให้เกิดความอึดอัดฮึดฮัด ดังกิริยาของคนโกรธ แต่ความอึดอัดฮึดฮัดนั้น ก็นับว่ายังดีกว่าที่จะไปทำร้ายใคร ยังเก็บเอาไว้ได้ในใจ แต่ว่ายังดับไม่ได้ จึงทำให้เกิดกิริยาอึดอัดฮึดฮัดดังที่กล่าวมานั้น

แต่ว่าเมื่อใช้สติใช้ปัญญาพิจารณาให้เกิดความรู้จักตัวความโกรธ โทษของความโกรธถนัดขึ้น และหากปฏิบัติหัดแผ่เมตตาประกอบช่วยอีกด้วย ก็จะทำให้ดับโกรธนั้นลงไปได้ ลดลงไปได้ และเมื่อทำบ่อยๆ การที่จะปฏิบัติดับความโกรธนั้นก็จะง่ายเข้าไปโดยลำดับ จนถึงก่อนที่จะปฏิบัตินั้นถ้าไปกระทบเรื่องเช่นนั้นเข้าแล้วก็โกรธเป็นฟืนเป็น
ไฟ แต่เมื่อปฏิบัติอบรมจิตให้เข้าที่ตามสมควรแล้ว ก็จะรู้สึกเฉยๆ ได้เมื่อเกิดความโกรธขึ้นมา ก็แปลว่ากำลังของบารมีคือความดีสูงขึ้น

ทั้งนี้ก็ต้องเกิดจากการที่ปฏิบัติบ่อยๆ ทำบ่อยๆ โดยที่ฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ทั้งหลายอันบังเกิดขึ้นแก่ตนเองนี่แหละ โดยรอบในวันหนึ่งๆ มาอบรมให้เป็นบารมีขึ้นมา ให้เป็นทานขึ้นมาเป็นศีลขึ้นมา เป็นเนกขัมมะขึ้นมา เป็นปัญญาขึ้นมาเป็นต้นในเรื่องนั้นๆ สุดแต่ว่าเมื่อเรื่องใดบังเกิดขึ้น ข้อใดอันเหมาะสมที่จะนำมาใช้ ก็นำมาใช้ หรือหลายข้อด้วยกัน ดั่งนี้ ก็จะเจริญกุศลกรรม เจริญบุญเจริญบารมี

แต่ถ้าหากว่าไม่ใช้ดั่งนี้แล้ว
ก็จะเจริญบาปเจริญอกุศล
นั้นตรงกันข้ามเป็นการเจริญอาสวะ
คนโดยมากนั้นมักจะไม่ได้คิดดั่งนี้

เพราะฉะนั้น จึงชอบที่จะปฏิบัติเป็นการเจริญอาสวะกันเสียโดยมาก โดยที่น่าคิดว่าขาดปัญญาในตัวเองที่เป็นพื้นฐาน และแม้มีปัญญาเป็นพื้นฐานมาแล้ว ก็ประมาทปัญญานั้น ไม่นำปัญญานั้นมาใช้ให้บังเกิดเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น หากไม่ประมาทปัญญาที่มีเป็นพื้นฐาน นำปัญญานั้นมาใช้และเพิ่มพูนให้มากขึ้น ก็จะเป็นเหตุให้ได้บำเพ็ญบารมี คือความดีเพิ่มขึ้นทุกวัน แทนที่จะเพิ่มบาป เพิ่มอกุศล เพิ่มอาสวะทั้งหลาย ดั่งนี้คือการปฏิบัติธรรม

โมกขุปายะ

และการปฏิบัติธรรมอยู่ทุกวันๆ ดั่งนี้เองย่อมให้เกิด โมกขะ คือความหลุดพ้นไปทุกวันๆ เช่นเดียวกัน คือเป็นการหลุดพ้นจากกิเลส จากบาปจากอกุศล จากอาสวะทั้งหลาย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเพิ่มพูนความดีอันเรียกว่าบารมีจึงเป็นข้อที่ควรทำ ได้มีพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงแสดง โมกขุปายะ คืออุบายวิธีที่จะให้เข้าไปถึง ความพ้นจากความชั่ว พนจากกิเลส พ้นจากความทุกข์ อันรวมเรียกว่า โมกขะ โดยที่ได้ทรงแสดงเป็นฉันท์คาถานมัสการวัตถุทั้งสามอันสูงสุด คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จึงได้ทรงแสดงโมกขุปายะ อุบายวิธีสำหรับที่จะให้บรรลุถึงโมกขะคือความพ้นไว้แก่สัตว์บุคคลทั้งหลาย ซึ่งล้วนมีชีวิตร่างกายต้องเน่าเปื่อยผุพังสลายเหมือนกันหมด

โดยที่ตรัสยกเอา ปาริสุทธิศีลทั้ง ๔ อันได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล
ศีลคือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ อินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์ อาชีวะปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งอาชีพ และความที่ พิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ บริโภค อันนับว่าเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่อาศัยปัจจัย แม้ว่าปาริสุทธิศีลทั้ง ๔ นี้จะแสดงไว้สำหรับภิกษุโดยตรง สำหรับคฤหัสถ์ก็สามารถปฏิบัติได้ โดยที่ปาริสุทธิศีลทั้ง ๔ นี้ย่อมผ่อนลงได้แก่ผู้ปฏิบัติตามควรแก่ภาวะของตน ดังข้อ ๑ ปาฏิโมกขสังวรความสำรวมในพระปาฏิโมกข์โดยตรงสำหรับภิกษุ

ก็คือสำรวมในศีล ๒๒๗ อันเป็นศีลที่เป็นหลักสำคัญ แต่ว่าสำหรับบุคคลทั่วไปนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีศีลอันเป็นหลักปฏิบัติของตนอยู่ด้วยกัน เพราะว่าศีลนั้นเป็นความประพฤติที่เหมาะที่ถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา ด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยความสำรวมระวัง ทุกคนจำเป็นที่จะต้องมีระเบียบปฏิบัติตน กติกาสำหรับปฏิบัติ วินัยสำหรับปฏิบัติอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อตนอยู่ในภาวะเช่นใด ควรจะต้องปฏิบัติในอาจาระ มรรยาททางกายทางวาจาอย่างไร ก็ปฏิบัติอย่างนั้นให้เหมาะสม ตลอดจนถึงปฏิบัติในศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้สำหรับบุคคลทั่วไป เช่นศีล ๕ และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้วก็ชื่อว่าได้ปฏิบัติในศีลข้อที่ ๑ นี้ได้

ข้อที่ ๒ ความสำรวมอินทรีย์นั้น ต้องปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ คือความที่มีสติคอยรักษาใจ ในขณะที่ตาได้เห็นรูปอะไร หูได้ยินเสียงอะไร จมูกได้ทราบกลิ่นอะไร ลิ้นได้ทราบรสอะไร กายได้ถูกต้องสิ่งที่ถูกต้องอะไร ใจได้คิดได้รู้เรื่องอะไร ระวังที่จะมิให้อารมณ์เหล่านั้นมาก่อกิเลสไหลเข้าสู่ใจเป็นความยินดีความยินร้าย ทั้งนี้โดยที่มีสติกำกับเหมือนอย่างกำกับตา กำกับหู จมูก ลิ้น กาย และกำกับใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมให้วิ่งไปยึดถือรูปที่ตาเห็น เสียงที่หูได้ยินเป็นต้นด้วยอำนาจของกิเลส หรือเข้ามาก่อกิเลสอยู่ในใจของตัวเอง มีสติคอยระมัดระวังใจอยู่เสมอที่จะไม่ก่อกิเลสขึ้น

เพราะเรื่องที่เห็นทางตาทางหูเป็นต้นดังกล่าวมานี้ เรียกว่าเป็นความสำรวมอินทรีย์ ทุกคนต้องมีทั้งนั้น และเมื่อปฏิบัติอยู่ก็จะทำให้จิตใจนี้มีความสงบมากขึ้น ลดความวุ่นวายมากขึ้น และอาชีพที่บริสุทธิ์นั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ กับการพิจารณาผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยาแก้ไข้เป็นต้น ที่จะบริโภคใช้สอย ให้สำเร็จประโยชน์ สำหรับบำรุงชีวิตและร่างกายเพราะเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ศีลทั้ง ๔ นี้จึงเป็นข้อที่พึงปฏิบัติทั้งบรรพชิตทั้งคฤหัสถ์

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

บารมีและอาสวะ
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 18 
 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2017, 11:34:51 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๖๖ - ๗๕ - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก





 19 
 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2017, 11:13:05 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
เสียสัตย์เสียชีพ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

วันนั้นเผอิญผม (ไม่ใช่ ท. เลียงพิบูลย์) อยู่ในเหตุการณ์จึงรู้เรื่องราวได้ตลอด คือมีควาญช้างคนหนึ่งรับเหมาขนไม้ซุงซึ่งกองไว้ใกล้ๆ โรงเลื่อย ขนลงไปไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อรอเวลาน้ำมากจะได้ผูกแพล่องไป แกใช้ช้างลากจูงไม้ซุงกองนั้นตั้งแต่เช้าจนเที่ยง เหลืออีก ๒ ต้นก็จะหมดกอง เมื่อสัญญาณพักเที่ยงของโรงเลื่อยดังขึ้น ควาญผู้นั้นไสช้างขึ้นจากท่าน้ำพอดี แล้วไสช้างให้เข้าไปที่กองซุง แต่ช้างนั้นชะงักอยู่ไม่ยอมเดินเข้าไป  เพราะถูกฝึกจนรู้จักเวลาพักเที่ยง  ช้างอื่นๆ พากันหยุดพัก  ควาญได้นำไปใต้ร่มไม้ใหญ่ให้หญ้าให้น้ำตามที่เคยปฏิบัติกันมา
 
ควาญช้างผู้ขยันเห็นช้างชะงักจึงพูดว่า
อ้ายเพื่อนยาก ลากลงไปตีนท่าอีกสักต้นเถิด
แล้วค่อยพักผ่อนกินหญ้ากินน้ำ  คงไม่เสียเวลามากนัก

ช้างก็ยอมตรงเข้าฉุดลากซุงลงไปท่าน้ำต่อไป เมื่อช้างขนซุงลงไปท่าเสร็จเรียบร้อยแล้วควาญก็ไสช้างขึ้นทางเก่า
เพื่อจะนำช้างไปพักใต้ร่มไม้ ครั้นผ่านกองซุงยังเหลืออีก ๑ ต้น ก็ไสช้างตรงเข้าไปแล้วพูดว่า มันเหลืออยู่ต้นเดียวเท่านั้น
ทิ้งไว้ทำไม 
ทำเสียให้มันเสร็จเรียบร้อย  บ่ายจะได้ทำงานอื่นต่อ แต่คราวนี้ช้างไม่ยอม  ดื้อนิ่งยืนเฉยหูกางอยู่
 
ควาญเห็นเช่นนั้นก็โกรธ ร้องด่าด้วยคำหยาบ แถมยังว่า อ้ายมึงนี่มันสันดานขี้เกียจและจองหอง ซุงต้นเดียวแค่นี้
มึงจะทำให้เสร็จก็ไม่ยอมทำ กูจะให้มึงอดหญ้าอดน้ำ มึงจะลองดีกับกูก็ให้รู้ไป ว่าแล้วก็เอาขอสับ เอาซ่นเท้า
กระทุ้งหูสองข้าง เพื่อเอาชนะช้างให้ได้

ช้างเห็นควาญโกรธก็ยอมเข้าไปลากซุงต้นสุดท้ายลงไปท่าน้ำแต่โดยดี แต่ครวญยังไม่พอใจ แกบ่นด่าไปตลอดทาง
ครั้นถึงท่าริมน้ำ ช้างก็วางซุงลงเรียบร้อย แล้วใช้งวงตวัดขึ้นบนหลังรัดตัวควาญ ซึ่งไม่ทันรู้ตัวและกำลังบ่นอย่างคน
ปากอยู่ไม่สุข แล้วจับฟาดกับพื้นริมตลิ่งท่าน้ำขาดใจตายทันที

ช้างนั้นเมื่อจับควาญฟาดจนถึงแก่ความตายแล้ว เหมือนจะรู้สำนึกตัวได้ จึงตรงเข้าไปยืนเอาขาทั้งสี่คร่อมศพไว้
น้ำตาไหลพรากพลางส่ายหัวไปมา คร่ำครวญอาลัยควาญซึ่งเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก ต้องมาดับชีพเพราะอารมณ์โกรธ
ของตนเพียงวูบเดียว

(กฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๑)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑.อรรถกถาหริตจชาดกกล่าวว่า ความสัตย์เป็นคุณธรรมที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง พระโพธิสัตว์อาจล่วงศีลข้ออื่น
คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และดื่มสุราบ้าง แต่จะไม่กล่าวมุสาวาทด้วยเห็นแก่ประโยชน์เลย 
เพราะผู้ที่ทิ้งความสัตย์เสียแล้ว  ย่อมไม่สามารถบรรลุโพธิญาณได้

๒.ควาญช้างได้กระทำบาปกรรมคือเสียสัตย์ที่ให้ไว้กับช้าง นี้เป็นข้อแรก เมื่อช้างยืนนิ่งก็ด่าด้วยคำหยาบ
นี้เป็นข้อสอง จากนั้นก็ทำร้ายด้วยการเอาขอสับและเอาซ่นเท้ากระทุ้งหู นี้เป็นข้อที่สาม การกระทำเหล่านี้
ทำให้ช้างโกรธ (คงจะโมโหหิวด้วย) จึงจับควาญฟาดกับพื้นจนตาย  บาปกรรมที่ทำกับช้างจึงให้ผลทันตาเห็น

๓.ช้างนี้ก็บาปหนักเพราะฆ่าควาญผู้มีคุณแก่ตน เมื่อฆ่าแล้วก็สำนึกได้ร้องไห้น้ำตาไหล จัดเป็นนรกในใจ
แสดงว่าช้างก็ได้รับผลบาปกรรมทันตาเห็นเช่นกัน  และคงต้องรับผลในชาติต่อๆ ไปด้วย

๔.ช้างฆ่าควาญเพราะความโกรธ ดังนั้นขึ้นชื่อว่าความโกรธ ไม่เคยให้คุณ  มีแต่ให้โทษล้วนๆ

เสียสัตย์เสียชีพ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 20 
 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2017, 11:00:45 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
เรื่องของคนเกียจคร้าน - ธรรมรักษา

ในบรรดาอุปสรรคของความเจริญที่มีในโลกนี้ทั้งหมดนั้น ความเกียจคร้านนับว่าเป็นลูกตุ้ม ที่ถ่วงความเจริญก้าวหน้าในทุกรูปแบบ ไม่ว่าคนโง่หรือคนฉลาด ถ้าปล่อยให้ความเกียจคร้านเข้าครอบงำ ย่อมจะหาความเจริญก้าวหน้าในชีวิตไม่ได้เลย
   
พระพุทธองค์ทรงแสดงความเกียจคร้านไว้ ๘ ประเภท คือ
 
๑.๑.ภิกษุจะต้องทำงาน  เธอมีความคิดว่า เมื่อเราทำการงาน กายจะลำบาก จึงนอนเสียก่อน แล้วไม่ปฏิบัติธรรม

๒.๒.ภิกษุทำการงานแล้ว  เธอมีความคิดว่า เราทำการงานแล้ว กายลำบากแล้ว จึงนอนเสีย ไม่ปฏิบัติธรรม

๓.๓.ภิกษุจะต้องเดินทาง  เธอมีความคิดว่า เมื่อเราเดินทาง กายจะลำบาก จึงนอนเสียก่อน แล้วไม่ปฏิบัติธรรม

๔.๔.ภิกษุที่เดินทางแล้ว  เธอมีความคิดว่า เราได้เดินทางแล้ว การลำบากแล้ว จึงนอนเสีย ไม่ปฏิบัติธรรม

๕.๕.ภิกษุจะไปบิณฑบาต  เธอมีความคิดว่า เมื่อเราบิณฑบาต กายจะลำบาก จึงนอนเสียก่อน แล้วไม่ปฏิบัติธรรม

๖.๖.ภิกษุบิณฑบาตกลับมาแล้ว  เธอมีความคิดว่า เราได้บิณฑบาต กายลำบากแล้ว จึงนอนเสีย ไม่ปฏิบัติธรรม

๗.๗.ภิกษุเจ็บป่วยเล็กน้อย  เธอมีความคิดว่า เราเจ็บป่วยเล็กน้อยแล้ว มีข้ออ้างเพื่อจะนอนได้แล้ว จึงนอนเสีย
ไม่ปฏิบัติธรรม

๘.๘.ภิกษุหายจากเจ็บป่วยแล้ว  เธอมีความคิดว่า เราหายอาพาธยังไม่นาน กายยังอ่อนเพลีย จึงนอนเสีย
ไม่ปฏิบัติธรรม
 
กุสีตวัตถสูตร ๒๓/๓๐๕
 
   เรื่องของคนขี้เกียจ ก็มักจะมีข้ออ้างต่าง ๆ นานาร้อยแปด เรื่องนี้จึงมิใช่ว่าจะมีในปัจจุบัน
แม้ในครั้งพุทธกาลก็มีมาแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงว่า เป็นความเสื่อมของคนหนึ่งในหกข้อ
ที่เรียกว่า “อบายมุข” คือ ช่องทางของความเสื่อม หรือ เหตุเครื่องฉิบหาย

ดังนั้น ผู้หวังความเจริญ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม
จะต้องรีบกำจัด “ตัวขี้เกียจ” ออกไปให้เร็วที่สุด
 
เพราะเจ้าตัวขี้เกียจมีขึ้นแล้ว มักจะพาเอาเจ้า “ตัวเสนียด” พ่วงเข้ามาด้วย
ผู้หวังความสุขและความเจริญ แก่ตนและส่วนรวม
จึงไม่ควรที่จะเลี้ยงตัวขี้เกียจ ให้เป็นมิตรกันอีกต่อไป.


เรื่องของคนเกียจคร้าน - ธรรมรักษา


หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]