Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2018, 12:37:28 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
คนเข้าถึงธรรมหายจากโรคได้ - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

วันนี้จะเล่าอานิสงส์แห่งความมีศรัทธา ตั้งใจแน่วแน่ในการสวดมนต์
เจริญกุศลภาวนา ทำให้หายจากโรคได้ ท่านทั้งหลายจำไว้อย่างหนึ่ง
ว่า ถ้าคนเข้าถึงธรรมเมื่อใด จะหายจากโรคแน่ๆ

เมื่อวานได้รับจดหมายจากหนองคายฉบับหนึ่งว่า ถ้าคน
เข้าถึงธรรมเมื่อใดจะหายจากโรคแน่นอน เขานั่งกรรมฐานสวดมนต์
ช่วยตัวเอง ไม่ต้องให้คนอื่นช่วย ไม่ต้องให้พระช่วย โรคหัวใจนี่ทำ
อะไรก็เหนื่อย หากคิดอะไรขึ้นมาละก็ตาย หรือถ้าโกรธก็ตายเลย
เขาสวดมนต์เจริญกุศลภาวนาอยู่ ๙ เดือน ขณะนี้โรคหายไป ๙๐%
แล้ว ยังเหลืออีก ๑๐% จึงจะเป็นปกติ หมอบอกหายได้อย่างไร มีแต่
จะตายเท่านั้น

การสวดมนต์นั้นสวดเพื่ออะไร สวดเพื่อต้องการให้มีสติช่วย
ตัวเองได้ คนที่มาที่นี่มีแต่มาให้พระช่วย ไม่ช่วยตัวเองเลย ไม่สนใจ
ปฏิบัติกรรมฐาน มากันเพื่อจะปฏิบัติแลกเหมือนแบบพ่อค้าแม่ค้า ไม่
ได้ผลสักราย โยมกุศลนี่ตั้งใจจริงโรคหายไปเลย เขาขอหนังสือสวด
มนต์มหาเมตตาใหญ่ วันนี้ส่งไปให้เขาแล้ว ต้องช่วยตัวเอง ต้องพึ่ง
ตัวเอง ต้องสอนตัวเอง

ที่จังหวัดอุทัยธานี มีลุงคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง หมอบอกว่าถ้า
ผ่าแล้วจะอยู่ได้ ๓ ปี ถ้าไม่ผ่าต้องตายปีนี้ จะเอาอย่างไรก็เลือกเอา
จงตัดสินใจเสีย ลุงคนนั้นก็คิดว่าคนเรายังไงก็ตาย หมอก็ต้องตาย
ปู่ย่าตายายทั้งนั้น ก็เลยบอกว่าเอาละผมยังไม่ผ่า หนีมาปฏิบัติ
กรรมฐานได้ ๗ วันก็กลับไปหาหมอ หมอตรวจแล้วมะเร็งหายไปเลย
นี่ต้องช่วยตัวเองอย่างนี้ซิ มากันที่นี่ร้อยละ ๙๐ มาให้พระช่วยให้แผ่
เมตตาทั้งนั้น แต่ตัวเองไม่ช่วยตัวเองเลย

หนังสือมหาเมตตาใหญ่นี้มีมานานแล้ว ไม่มีคนสนใจ เป็นบท
สวดมนต์ของเทวดาที่ต้นพิกุล มาสอนแม่ชีก้อนทอง ปานเณร ให้
สวดมนต์ที่ศาลาหลังเก่า แม่ชีอ่านหนังสือไม่ออก ตายอายุ ๙๐ กว่า
ปี มาอาศัยอยู่ พ.ศ.๒๕๐๐ สมัยนั้นยังไม่มีสำนักชี เทวดามาชวนสวด
มนต์ตอน ๒๔ นาฬิกา เทวดาถูกสาปจากสรวงสวรรค์ เพราะผิด
ประเวณีนางฟ้านางสวรรค์ได้รับโทษ ๑๐๐ ปี

หลวงสมานวนกิจ อธิบดีกรมป่าไม้มาดูบอกว่า ต้นนี้อายุพัน
กว่าปี ต้นลูกยังอยู่ข้างโบสถ์ เมื่อครบกำหนด ๑๐๐ ปี เวลา ๙.๔๕
นาฬิกา ต้นพิกุลโค่นทันทีไม่ต้องมีลมเลย หมดอายุเทวดา อาตมาได้
ตำราจากเทวดาไว้เยอะ เพราะจดเข้าไว้ ให้แม่ชีถามว่า เทวดาชวน
สวดมนต์ทุกบ้านไหม ได้คำตอบว่า “ไม่ทุกบ้านหรอก บ้านไหนตั้ง
โต๊ะหมู่บูชาพระไว้สะอาด ปูผ้าขาวไว้ และเจ้าของบ้านสวดมนต์ไหว้
พระทุกวันเทวดาจะลงมาบ้านนี้เลย ถ้าบ้านไหนเอาเด็กไปนอนห้อง
พระ ห้องพระสกปรกเทวดาจะไม่เข้าบ้านนั้น”

ขอฝากไว้ด้วย ถ้าไม่เชื่อไม่ต้องเอาไป บางแห่งห้องพระ
สกปรกเหลือเกิน ระวังนะทำใจสกปรกสัตว์นรกมาเกิดบ้านนั้นเถียง
พ่อเถียงแม่คำไม่ตกฟากฟ้องร้องกันวุ่นวาย เป็นกฎแห่งกรรม บ้าน
ไหนทำใจสะอาดนักปราชญ์มาเกิด คนบริวารดีก็เข้ามาประเสริฐใน
บ้านนั้น ท่านทั้งหลายจงไปตีความไม่ใช่พูดให้ท่านเชื่อ ไม่ใช่พูดให้
ท่านมีความรู้ แต่อาตมาพูดให้ท่านไปคิดกันบ้างมีความคิดกันบ้างไหม

บางคนไม่มีความคิดเลยนะ จะเอาบุญตะพึด บุญอะไรก็ไม่รู้
ยังไม่รู้ว่าบุญคืออะไร แล้วท่านจะได้อะไรหรือ เทวดาบอกว่าบ้านใคร
มีพระพุทธรูป ไม่ต้องไปปลุกเสกท่านหรอก เราหมั่นสวดมนต์ไหว้
พระ เทพจะสิงในองค์พระ อาตมาได้ตำราเลย หลวงพ่อโสธรที่แปด
ริ้วมีเทวดารักษาถึง ๑๖ องค์ จึงได้เงินทองมากมายเป็นพันล้าน แต่
วัดหลวงพ่อพุทธชินราช วัดพระนอนจักสีห์ วัดไชโย วัดบ้านแหลม
วัดไร่ขิงมีเพียง ๑๐ องค์เท่านั้น ที่สิงสถิตอยู่ในองค์พระไม่ใช่
ทองเหลืองศักดิ์สิทธิ์นะ เทพเขารักษาองค์พระ

อาตมาก็ถามว่า “คนล่ะมีเทวดารักษาไหม” เขาตอบว่า “มี
ทุกคน” ถ้าคนไหนจิตใจดี เทวดาบัณฑิตรักษา ถ้าจิตใจเลว เทวดา
พาลรักษา บ้านนั้นเถียงกันไม่พัก ยุให้รำตำให้รั่วไปเลย ถ้าญาติโยม
กลับมาสวดมนต์ไหว้พระเสมอ เทวดาบัณฑิตก็จะมาอาศัยอยู่ จะ
สร้างความดีในการงานของท่าน จะสร้างความดีสู่สถานการณ์ เป็นต้น

โยมกุศลทำไร่ไว้เยอะ มีทั้งพืชไร่และสัตว์เลี้ยง มีสัตว์มากวน
คนก็เบียดเบียนลักข้าวของ และมีโรคภัยไข้เจ็บ เขาบอกว่า ตั้งแต่
สวดมนต์เจริญกุศลภาวนาทุกวันตลอดมา โรคหัวใจรั่วผมหายแล้ว
๙๐% คนเคยเบียดเบียนจะมาทำร้ายผมกลับมาเป็นมิตรหมด สัตว์
ร้ายที่เคยมากวนพืชไร่ไม่มีกวนเลย เขาบอกมาอย่างนี้อาตมาก็ขอ
อนุโมทนากับเขา เพราะเขาเป็นโรคร้าย และหายไปได้อย่างน่า
อัศจรรย์ มันหายปั๊บ เกิดขนลุกซู่ขึ้นมา เกิดปีติยินดีเลยบอกให้หมอ
ทราบว่าได้สวดมนต์และเจริญกุศลภาวนา คนร้ายที่เคยมาลักของที่
บ้านเขาก็เลิกเลย ไม่มาลักอีกต่อไปจนบัดนี้ นี่อานิสงส์

ขอฝากให้ไปคิดนะ ไม่ใช่ฝากให้ไปทำ คิดได้ก็ทำ คิดไม่ได้
อย่าไปทำให้มันเสียเวลา เพราะโยมไม่มีศรัทธาอย่าทำ ไม่มีจิตเป็น
กุศลอย่าทำนะ ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน เวลาแผ่เมตตานะโยมนะ ถ้า
เรานั่งกรรมฐานแล้วแผ่เมตตาให้ศัตรูมาเป็นมิตร ให้ชีวิตเราสดชื่น
ต่อไป จะมีประโยชน์เหลือเกินเป็นเรื่องสดๆ ร้อนๆ ที่เกิดขึ้น
มีอะไรแปลกๆ

ไม่มีอะไรดีเท่า พาหุงมหากาฯ คนไม่สวดกันเอง
สวดต้องการให้มีสติดี สวดต้องการให้รำลึกเหตุการณ์ในชีวิตได้ สวดแล้ว
โรคภัยไข้เจ็บก็หาย ถ้าจำเป็นต้องตาย จะได้ไม่ต้องทรมาน จะได้รู้ว่า
เขาเอาวอช่อฟ้ามารับเราไปสวรรค์ เราจะได้รีบเดินทางไป ลูกเต้าจะ
ได้ไม่กังวลกับพ่อแม่ที่ล้มหายตายไป เรื่องที่ถูกต้องเป็นอย่างนั้น
ถ้าญาติโยมเข้าใจ ก็จะได้ผลสมคาด ปรารถนาทุกประการด้วย
อันนี้มีความหมายให้ญาติโยมได้เข้าใจด้วย

วันนี้ไปทำบุญที่กรุงเทพฯ เขาคุ้นเคยกับอาตมา ๓๐ กว่าปี
แล้ว ไม่เคยนั่งกรรมฐานเลย ชวนก็ไม่เอา ตอนนี้ต้องบังคับแล้ว
เพราะรู้ว่าเขาหมดอายุแล้ว จะต้องตายแน่ๆ เขาเป็นโรคปวดหลัง
ทรมานเหลือเกิน ปวดเวลาบ่าย ๓ โมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน เขาถาม
ว่าเป็นเพราะอะไร หลวงพ่อทราบไหม? อาตมาก็บอกให้มานั่ง
กรรมฐานเอาเอง ลูกก็มือสั่นหงิกๆ เลย

คุณสุกฤช ชนสัมพันธ์กุล เป็นคนจีนไม่เคยนั่งกรรมฐาน ไม่
เคยช่วยตัวเอง อาตมาต้องโทรไปเรียกให้มา ต้องการจะช่วยเขาโดย
ด่วน เพราะลูกสาวเขาจะแต่งงาน เขาจะตายเสียก่อนประเพณีจีน
ถ้าพ่อแม่ตายต้องหยุดการแต่งงาน ๓ ปี ปัญหาก็คือ ถ้าเขาตายลูก
จะไม่ได้แต่งงาน ๓ ปี อาจจะเกิดแปรผันไปแต่งกับคนอื่นได้ ผล
สุดท้ายเขาก็มาอยู่ปฏิบัติ หายสบาย เดินได้ พอถึงเวลาแผ่เมตตาเสีย
ปวดหลังก็หาย ปรากฏนิมิตออกมาว่าตีแมวหลังหัก แถมเลี้ยง
นกพิราบอีกตัวละ ๔-๕ แสน เอาไว้สำหรับแข่งขันกันไปซื้อมาจาก
ไต้หวัน

ตอนจะตายนี่บอกให้เลิก เอาไปปล่อยให้หมด ปล่อยมันก็
ตาย ต้องไปให้คนที่เขาเลี้ยงไว้จัดการต่อไป นกแข่งราคามันแพงเขา
ไม่ฆ่ากันหรอกปล่อยตายเอง เขาก็จัดการ นี่แหละนั่งกรรมฐานรู้กฎ
แห่งกรรมได้ว่า ตีแมวหลังหักตีตอนบ่าย ๓ โมง หมอตรวจแล้วบอก
ไม่มีอะไร ตรวจหลายโรงพยาบาล แล้วมันปวดได้อย่างไร นี่โรคกรรม
จำไว้ หมอตรวจไม่พบโรคหรอก

หมอตรวจไม่พบโรคแล้วรักษาไม่ได้ หมอเขาบอกหัวใจก็ดี
เลือดลมก็ดี ความดันก็ดี ไม่มีอะไรทำไมถึงปวดได้ ได้แต่ฉีดยากัน
ปวดไว้เท่านั้นเอง พอถึง ๓ โมงเย็นก็ต้องฉีดยา ตีแมวเวลานั้นตัวเอง
ก็เลยมาปวดเวลานั้นชัดเจนแล้ว แมวหลังหักแล้วก็ไปสั่นกว่าจะตาย
เลยติดมาถึงลูก ลูกมือสั่นเลย เขียนหนังสือก็ไม่ค่อยได้แล้ว เลยบอก
ให้ลูกมานั่งกรรมฐาน แผ่เมตตา จะยังเวลาให้อยู่ได้ เขาก็เลยมานั่ง
กรรมฐาน

กลับไปบ้านแต่งงานลูกสาวเสร็จเรียบร้อย ก็เดินได้อารมณ์ดี
ใจสบาย เพราะได้กรรมฐานไป ได้สติ ได้หนทางไป ยังดีกว่าไม่ได้
หนทางเลย เหลืออีก ๓ วันเขาต้องตายแน่ เพราะขอเวลาไว้ ๑๕ วัน
เท่านั้น ต่ออายุมาได้ ๑๕ วัน อยู่ต่อไม่ได้แล้ว เขาได้จัดการแบ่ง
สมบัติให้ลูกไปประกอบอาชีพการงาน จัดการเสร็จแล้วเขาก็ลาตาย

มันแน่นหน้าอกและได้แผ่เมตตาให้แมวแล้วเอาไปโรงพยาบาล ไม่
ต้องมีเวทนาเลย พอจะเกิดเวทนาก็ขอลาหลับสนิทไปเลย เขามารับ
ขึ้นวอช่อฟ้าไป นี่ดีมาก ตายอย่างนี้ดีกว่าไปตายโวยวายที่
โรงพยาบาล เอาสายออกซิเจนใส่จมูกให้ยุ่งไป นี่เขาไม่ต้อง

ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณาอย่าประมาทในชีวิตของท่าน
อย่าคิดว่าไม่ตายนะ ต้องตายแน่ สาวก็ตายได้ เด็กก็ตายได้ บางคน
ไม่ทันร้อง ตายในท้องก็มากมาย ถ้าไม่คิดหรือคิดไม่ได้ก็ตามใจโยม
เถอะ ไม่ว่ากันหรอก คนเรามีเวรกรรมด้วยกันทั้งนั้น ไม่ทราบว่าจะ
แก้ไขได้แค่ไหน ไม่มีอะไรดีเท่าการเจริญกรรมฐาน ดีที่สุด ทำให้ลูก
ได้ดี แผ่เมตตาไปอย่าวุ่นวายเลย คนที่วุ่นวายคือคนขาดสตินะ คนไม่
มีสติสัมปชัญญะทำอะไรไม่ได้ผล ทำอะไรไม่สำเร็จ มันอยู่ตรงนี้

คนที่ทำกรรมฐานได้ ดูง่ายๆ จะมีแต่ความเมตตา และมีแต่
ความขยัน ไม่ขี้เกียจ อยู่บ้านท่านอย่านั่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควาย
ตลอดไป นี่กรรมฐาน การเจริญกรรมฐานสามารถจะแผ่เมตตาช่วย
คนอื่นได้ เขาส่งข่าวมาจากกรุงปารีสฝรั่งเศส นายแพทย์ประสงค์
อายุมากแล้วภรรยาฝันว่า เทวทูตจะเอาตัวไป เทวทูตบอกให้มานั่ง
กรรมฐานที่วัดอัมพวัน เขาต้องนั่งเครื่องบินมาจากกรุงปารีสมาขออยู่
๑๕ วัน ต้นเดือนกรกฎาคม มาทั้งสามีภรรยา และลูก เขายังอุตส่าห์
เสียค่าเครื่องบินมานั่งกรรมฐาน
วันนี้จะยังไม่เล่า ให้เขามาเล่าเอง
เวลาเดินจงกรมทำให้ได้ เวลามีเวทนาให้กำหนดเวทนาก่อน
ปวดตรงไหน ให้กำหนดตรงนั้น บางคนปวดศีรษะมา ๗-๘ ปีแล้ว มา
นั่งกรรมฐาน ก็ไม่ได้กำหนดที่ปวดเลย ใช้ไม่ได้ อริยสัจ ๔ มีทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค ก็แก้ที่ทุกข์ก่อน มันทุกข์ที่ปวดศีรษะ เราก็นึก
มโนภาพ หลับตาเอาสติตั้งไว้ที่ศีรษะ กำหนดว่าปวดหนอ ปวดหนอ
ตายให้ตาย เดี๋ยวมันจะระเบิดขึ้นไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หายปวด
ศีรษะเลย

พอหายแล้วมันจะบอกว่าทำกรรมอะไรไว้ เดี๋ยวนิมิตจะบอก
ออกมา เมื่อตอนเป็นเด็กๆ ทุบหัวปลาทั้งนั้น ทุบหัวปลาขายด้วยซิ
แต่ไม่ถึงกับเป็นโรคประสาท เพียงแต่ปวดศีรษะไม่พักทำให้เสียงาน
เวลาเจ็บไข้ไม่สบายทำให้เสียงาน
 
อโรคยา ปรมา ลาภา คนไหนไม่มีโรคคนนั้นมีลาภ
ถ้าสามวันดี สี่วันไข้ ต้องเข้าโรงพยาบาล
โยมจะไปหาเงินได้หรือ อย่างนี้มีความหมายมาก.


คนเข้าถึงธรรมหายจากโรคได้ - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม
พระราชสุทธิญาณมงคล
๘ พฤษภาคม ๒๕๓๗


 12 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2018, 12:22:41 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
รวยกับซวย - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

หลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ เป็นพระมหาเถระที่มีลูกศิษย์
ลูกหาทั่วประเทศ ไม่จำเพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อันเป็นบ้านเกิดและที่ตั้งของวัดสะแก อันเป็นสถานพำนัก
ของท่านเท่านั้น

ตอนที่ท่านแรกบวช ท่านมิได้ปรารถนา
มรรคผลนิพพานแต่อย่างใด หากต้องการเรียนรู้
วิชาคงกระพันชาตรี และเวทมนต์คาถา
เพื่อสึกออกไปแก้แค้นโจร
ที่ปล้นบ้านโยมพ่อโยมแม่ของ
ท่านถึงสองครั้งสองครา

แต่ต่อมาท่านได้คิด นึกสลดสังเวชใจ
ที่ปล่อยให้ความอาฆาตพยาบาท ครอบงำจิตใจนานนับสิบปี
ในที่สุดท่านได้ตั้งจิตอโหสิกรรมแก่คนเหล่านั้น
แล้วมุ่งเจริญสมณธรรม อย่างจริงจัง

ในวัยฉกรรจ์ท่านได้เดินธุดงค์ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี
จนในที่สุดได้มาพำนักที่วัดสะแก นับแต่นั้นก็ได้เป็นที่พึ่งทางใจแก่
ญาติโยมมาโดยตลอด ต่อมาราวๆ ปี ๒๔๙๐ คือเมื่ออายุได้ ๔๓ ปี
ท่านตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด ใครที่ตั้งใจมากราบนมัสการ
หรือฟังธรรมจากท่าน แม้จะเดินทางไกลเพียงใด ก็ไม่ผิดหวังเลย

เพราะเมื่อมาถึงวัดสะแก จะเห็นท่านนั่งรับแขกหน้ากุฏิตั้งแต่เช้า
จรดค่ำ แม้กระทั่งเมื่อท่านชราภาพมากแล้ว มีลูกศิษย์จัดทำป้าย
กำหนดเวลารับแขกเพื่อถนอมสุขภาพของท่าน แต่ไม่นานท่านก็ให้
นำป้ายออกไปด้วยความเมตตาที่ท่านมีต่อญาติโยมทั้งหลายนั้นเอง

ท่านมีวิธีสอนธรรมะแก่ญาติโยมอย่างแยบคาย คราวหนึ่ง
มีศิษย์มากราบท่านโดยพาเพื่อนซึ่งเป็นนักเลงเหล้าตามมาด้วย
เมื่อสนทนากับหลวงปู่ได้พักหนึ่ง ศิษย์ผู้นั้นได้ชักชวนเพื่อนให้
สมาทานศีลห้า พร้อมกับ ทำสมาธิ ภาวนา นักเลงเหล้าผู้นั้น
แย้งต่อหน้าหลวงปู่ว่า

จะให้ผมสมาทานศีล และปฏิบัติตัวได้ยังไง
ก็ผมยังนั่งกินเหล้า เมายาอยู่นี่ครับ

หลวงปู่ดู่ แทนที่จะคะยั้นคะยอเขา กลับตอบว่า กลับตอบว่า
“เอ็งจะกินก็กินไปซิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้า
สักวันละ 5 นาทีก็พอ

ชายผู้นั้นเห็นว่า นั่งสมาธิ วันละ 5 นาที
ไม่ใช่เรื่องยาก จึงรับคำหลวงปู่

นับแต่วันนั้น เขาก็นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
ตามที่รับปากเอาไว้ ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว
บางวันถึงกับงดกินเหล้ากับเพื่อนๆ
เพราะได้เวลาปฏิบัติพอดี เมื่อได้สัมผัสกับความสงบจากสมาธิ
ภาวนาเขาก็มีความสุข จึงโหยหาเหล้าน้อยลง จนในที่สุดก็เลิก
เหล้าไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ละชีวิตทางโลก
อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และมุ่งมั่นกับการปฏิบัติธรรม

หลวงปู่รู้ดีว่า การขอร้องให้เขาเลิกเหล้านั้น เป็นเรื่องยาก
ดังนั้นแทนที่ท่านจะห้ามเขากินเหล้า ท่านกลับขอให้เขาทำ
สิ่งที่ง่ายกว่านั้น คือนั่งสมาธิแค่วนั ละห้านาที
ท่านรู้ดีว่า ใตรที่ทำสมาธิ ภาวนาทุกวันแม้จะไม่กี่นาที
ไม่นานก็จะเห็น อานิสงส์ของการปฏิบัติ และปฏิบัตินานขึ้นเอง
จนเลิกเหล้าได้ในที่สุด

อีกคราวหนึ่ง มีชาวบ้านซึ่งมีอาชีพหาปลา
มานมัสการท่าน ก่อนกลับท่านขอให้เขาสมาทานศีล ๕
เขารู้สึกลำบากใจ จึงกราบเรียนท่านว่า

“ผมไม่กล้าสมาทานศีลห้า เพราะรู้ว่า
ประเดี๋ยวต้องไปจับปลา จับกุ้ง มันเป็นอาชีพของผมครับ”

หลวงปู่ตอบเขาว่า
แกจะรู้หรืว่า แกจะตายเมื่อไร
ไม่แน่ แกเดินออกไป จากกุฏิข้า
อาจถูกงูกัดตายเสียกลางทาง ก่อนไปจับปลา จับกุ้งก็ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อตอนนี้แกยังไม่ได้ทำบาปกรรมอะไร
ยังไงๆ ก็ให้มีศีลไว้ก่อน” แล้วท่านก็พูดต่อ
ว่า “ถึงจะมีศีลขาด ก็ยังดีกว่าไม่มีศีล”

หลวงปู่ไม่ได้บอก ให้เขาเลิกอาชีพหาปลา แต่ให้มีศีล
เป็นหลักของชีวิต แม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง
ก็ยังดีกว่าไม่มีหลักไว้เลย

คำชี้แจงของท่าน ทำให้ชายผู้นั้น
ยอมทำสมาทาน ศีล 5 ในที่สุด

ท่านมีวิธีติงหรือเตือนที่แยบคาย
คราวหนึ่งมีชายผู้หนึ่ง มาขอเช่าพระอุปคุตที่วัด
เพื่อนนำไปบูชา เขาให้เหตุผลว่า บูชาแล้ว
จะได้รวย เมื่อเขามากราบหลวงปู่ดู่ ท่านก็เปรยขึ้นมาว่า
รวยกับซวย ซวย มันใกล้ๆ กันนะ”
เพื่อนของชายผู้นั้นจึงถามท่านว่า “ใกล้กันยังไงครับ”
“มันออกเสียงคล้ายกัน” ท่านตอบ

สักครู่ท่านก็ขยายความว่า “จะเอารวยน่ะ จะหามายังไงก็ทุกข์
จะรักษามันก็ทุกข์ หมดไปก็ทุกข์อีก กลัวคนจะจี้จะปล้น
ไปคิดดูเถอะ มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง เอาดี ดีกว่า”

ท่านกำพร้าตั้งแต่วัยเยาว์ อาศัยอยู่กับยายและพี่สาว
ได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัวประดู่ทรงทำ
และวีดนิเวศธรมมประวัติ
ครั้นอายุได้ 21 ปี ก็ได้บรรพชาอุปสมบท ในพรรษาแรกๆ
ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ทรงธรรม ในด้านการปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐาน ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม
ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ซึ่งเป็นศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่น

ประมาณปลายปี ๒๕๓๒ ท่านพูดถึงการละสังขารอย่างบ่อยครั้ง
ซึ่่งท่านได้ใช้หลักธรรมขันติ คือความอดทนอดกลั้น ระงับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น
จากโรคภัย จิตของท่านยังทรงความเป็นปกติสงบเย็น จนกระทั่งคืนวัน
อังคารที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๓ ท่านพูดหนักแน่นว่า “ข้าจะไปแล้วนะ”
และกล่าวปัจฉิมโอวาท ย้ำ่ให้ทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
“ถึงอย่างไรก็ขอให้ อย่าได้ละทิ้งการปฏิบัติ ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ
ก็เหมือนนักมวย ขึ้นเวทีแล้วต้องชก อย่ามัวแต่ตั้งท่า เงอะๆ งะๆ”

หลังจากนั้นท่านก็กลับเข้ากุฏิ และละสังขารไปด้วยอาการสงบด้วยโรคหัวใจ

หลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ
วัดสะแก ต. ธนู อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา
กำเนิด ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๔๗
สถานที่เกิด บ้านข้าวเม่า อ. อุทัย จ. พระนครศรีอยุธยา
อุปสมบท ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๖๘ ณ วัดสะแก ต. ธนู อ. อุทัย
มรณภาพ พุธที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๓
สิริอายุ ๘๕ ปี ๘ เดือน ๖๕ พรรษา

ถึงรวยก็ยังทุกข์
ความดีหรือธรรมะต่างหาก
ที่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้


รวยกับซวย - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


 13 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2018, 02:03:13 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
บาป 7 ประการ ในทัศนะของคานธี - ท่านว.วชิรเมธี





 14 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2018, 01:07:51 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
09 - Khian - บำเพ็ญทางจิต - 101443 - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ




 15 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2018, 01:03:11 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
08 - Khian - ทางสู่อริยะ - 101444 - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ


 16 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2018, 12:55:03 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พึ่งธรรม - ๒๕๒๑-๐๗-๑๖ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ





 17 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2018, 12:51:23 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ของขวัญอันประเสริฐ - ๒๕๒๑-๐๗-๐๙ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ




 18 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2018, 12:33:13 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย - 009 - หลักของสติปัฏฐาน4 a + b






 19 
 เมื่อ: มกราคม 29, 2018, 11:48:42 am 
เริ่มโดย pt_phensri - กระทู้ล่าสุด โดย pt_phensri
วัดราษฏร์บูรณะ  แขวงบางปะกอก เขตราษฏร์บูรณะ กทม.
วันที่ 1 – 18 กุมภาพันธ์ 2561 ร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญตัวละ 9,999 หรือตามกำลังศรัทธา
ขอเชิญร่วมสร้างทานบารมีวันตรุษจีน  ไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์
เพื่ออนุรักษพันธุ์สัตว์พื้นบ้านของไทย
ถวายสังฆทาน ทำบุญซื้อโลงศพสงเคราะห์แก่ศพไร้ญาติ
เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้พ้นทุกข์
วันที่19 ก.พ. 2561 เวลา9.00น. ทำพิธีมอบโคกระบือแก่เกษตรกร จ.กาฬสินธุ์
มอบโดยพระมหาสมศักดิ์ ทันตะจิตโตเจ้าอาส(เลขาเจ้าคณะเขต)ประธาน
วัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมตามวิถีชีวิตแบบพอเพียง
แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไว้ใช้เพาะพันธุ์ใช้แรงงาน ห้ามฆ่า ห้ามขาย
เปิดกองบุญ 7.00-18.00น.ทุกวัน
โทร.092 456 2021

 20 
 เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 10:40:19 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๑)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

กรรมฐาน

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

วันนี้เป็นวันเริ่มต้นการปฏิบัติทำจิตตภาวนาในพรรษากาลนี้ และก็เป็นวันเริ่มต้นที่จะมีการสวดมหาสติปัฏฐานสูตรตั้งต้นขึ้นใหม่เป็นประจำทุกปี และในเทศกาลเข้าพรรษานี้ทุกๆ ปีก็ได้มีผู้มีศรัทธาเข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุ ศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนากันเป็นจำนวนมากในวัดทั้งหลายทั่วไป และท่านสาธุชนทั้งหลายก็ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมะกันเป็นพิเศษ เช่นตั้งใจสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ หรือตั้งใจงดเว้นอบายมุขข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ตลอดจนถึงตั้งใจปฏิบัติจิตตภาวนาเป็นพิเศษก็มีเป็นจำนวนมาก

ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าฤดูเข้าพรรษาเป็นเทศกาลปฏิบัติธรรมะกันเป็นพิเศษ ความเจริญแห่งธรรมปฏิบัติงอกงาม เหมือนอย่างต้นไม้ทั้งหลายที่ได้รับน้ำฝนในฤดูฝน คือฤดูเข้าพรรษานี้ แตกกิ่งใบเขียวสดกันทั่วไป ฉะนั้น จึงขออนุโมทนาในกุศลเจตนา และในกุศลสมาทานของทุกๆ ท่าน

จิตตภาวนา ๒ กรรมฐาน ๒

ในที่นี้เป็นสถานที่อบรมจิตตภาวนา หรืออบรมกรรมฐาน ทั้งสองคำนี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน จิตตภาวนาแปลว่าการอบรมจิตให้ได้สมาธิ และได้ปัญญาในธรรม ส่วนกรรมฐานนั้นก็แปลว่าตั้งการงาน คือตั้งการปฏิบัติให้ได้สมาธิ ให้ได้ปัญญาเช่นเดียวกัน จึงแบ่งกรรมฐานเป็น ๒ ได้แก่สมถะกรรมฐาน ตั้งการงาน คือปฏิบัติทำจิตให้สงบด้วยวิธีปฏิบัติทางสมาธิ

คำว่าสมถะแปลว่าสงบ คำว่าสมาธิแปลว่าตั้งมั่นในทางที่ชอบ มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน สมาธิคือตั้งจิตในทางที่ชอบ ก็คือตั้งจิตไว้ในอารมณ์ของกรรมฐาน เพื่อสงบระงับนิวรณ์ จิตจึงสงบจากนิวรณ์ วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานคือทำให้ได้ปัญญาเห็นแจ้งรู้จริง ก็เป็นตัวปัญญาคือความรู้เข้าถึงธรรมนั้นเอง

กรรมฐานจึงมี ๒ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน จิตตภาวนาก็มี ๒ เช่นเดียวกัน ก็คืออบรมจิตให้สงบตั้งมั่น ก็เป็นสมถะเป็นสมาธินั้นเอง อบรมจิตให้ได้ปัญญาเห็นแจ้งรู้จริงในธรรม ก็เป็นตัวปัญญานั้นเอง ปฏิบัติทำจิตตภาวนา หรือปฏิบัติทำกรรมฐานจึงเป็นอย่างเดียวกัน และบางทีก็มักจะชอบเรียกกันว่าทำวิปัสสนา บางทีก็ชอบเรียกกันว่าทำสมาธิ ก็ต้องปฏิบัติกันทั้งสองอย่างนั้นแหละ คือทั้งทำสมาธิและทำวิปัสสนา

คันถธุระ วิปัสสนาธุระ

แต่ว่าบางทีมักจะเรียกกันว่าทำวิปัสสนานั้น ก็โดยที่ได้มีแสดงธุระ
คือข้อที่จะพึงปฏิบัติไว้ ๒ อย่าง คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ คันถธุระ ธุระคือการเรียนพระคัมภีร์ อันได้แก่การเล่าเรียนศึกษาพระพุทธศาสนา ดังที่มีการเล่าเรียนตามหลักสูตรของนักธรรมบาลี หรือแม้ว่าการมาฟังธรรมบรรยายนี้ ก็ชื่อว่าเป็นคันถธุระคือการเล่าเรียนพระคัมภีร์เช่นเดียวกัน เพราะว่าการแสดงธรรมบรรยายก็แสดงไปตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เดิมผู้ฟังจำกันมา และต่อมาก็จารึกลงเป็นตัวอักษรในใบลานเป็นต้น ตลอดจนถึงมาพิมพ์เป็นเล่มหนังสือดังที่ได้ใช้อ่านเล่าเรียนกันอยู่ แต่แม้เช่นนั้นก็จะต้องมีอาจารย์เป็นผู้บรรยายแสดงอธิบายประกอบอีกด้วย การเล่าเรียนจึงใช้ตาใช้หู เดิมก็ใช้หูเป็นส่วนใหญ่ ในบัดนี้ก็ใช้ทั้งหูทั้งตา หูฟังตาอ่าน ก็เป็นคันถธุระ ธุระคือการเรียนพระคัมภีร์

สมาธิเป็นบาทของปัญญา

วิปัสสนาธุระนั้นก็คือการปฏิบัติทำจิตตภาวนา หรือทำกรรมฐานนั้นเอง
ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายสมถะทั้งฝ่ายวิปัสสนา ทั้งฝ่ายสมาธิทั้งฝ่ายปัญญา แต่ว่ายกเอาวิปัสสนาเป็น
ประธาน เพราะว่า วิปัสสนาปัญญาเท่านั้นจึงจะกำจัดกิเลสได้เด็ดขาด เป็นเหตุละกิเลสได้เป็นอย่างดี ลำพังสมาธิหรือสมถะนั้น ถ้าไม่มีปัญญาก็ยังละกิเลสไม่ได้เด็ดขาด แต่แม้เช่นนั้นจะได้ปัญญาก็จะต้องมีสมาธิเป็นบาท คือเป็นเท้าให้บรรลุถึงความสำเร็จ เหมือนอย่างที่คนจะไปไหนก็ต้องมีเท้าสำหรับที่จะเดินไปให้ถึง สมาธิก็เป็นบาทอันจะนำให้เกิดปัญญา และเมื่อเกิดปัญญาจึงจะเห็นธรรม ปัญญาที่เห็นธรรมนี้เองเป็นตัวปัญญาที่เป็นส่วนผล หรือเป็นตัวญาณคือความหยั่งรู้ อันเกิดมาจากการปฏิบัติทางวิปัสสนา โดยที่จะต้องมีสมาธิเป็นบาท

ฉะนั้น เมื่อกล่าวโดยย่อจึงยกเอาแต่วิปัสสนาเพียงอย่างเดียว เรียกว่า วิปัสสนาธุระ
ซึ่งก็จะต้องประกอบด้วย สมถะธุระ รวมอยู่ด้วย

ศีลเป็นที่ตั้งของกุศลธรรมทั้งหลาย

อนึ่ง ตามที่กล่าวมานี้มิได้กล่าวถึงศีล อาจจะทำให้มีความเข้าใจว่าศีลเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ศีลไม่สำคัญ แต่ว่าอันที่จริงนั้นจะต้องมีศีลประกอบอยู่ด้วย ศีลได้มีพระพุทธภาษิตตรัสเปรียบไว้ว่า เหมือนอย่างพื้นดินสำหรับเป็นที่ยืน เดิน นั่ง นอน หรือเป็นที่สถิตย์เป็นที่ตั้งของทุกๆ อย่าง ตามข้อเปรียบเทียบนี้จะเห็นได้ว่าศีลสำคัญ ถ้าไม่มีศีลก็ไม่มีพื้นสำหรับที่จะตั้งขึ้นยืนขึ้น ของกุศลธรรมทั้งหลาย รวมทั้งสมาธิและปัญญา หรือสมถะวิปัสสนา อันรวมเรียกว่าจิตตภาวนาหรือกรรมฐานดังที่กล่าวนั้น ต่อเมื่อมีศีล กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวงจึงจะเกิดขึ้นต่อไปได้

เพราะฉะนั้นในไตรสิกขาจึงได้แสดงศีลไว้เป็นอันดับที่หนึ่ง คือ สีลสิกขา ต่อขึ้นไปก็เป็น จิตตสิกขา อันหมายถึงสมาธิ และต่อขึ้นไปก็เป็น ปัญญาสิกขา ฉะนั้นหลักปฏิบัติในพุทธศาสนาจึงรวมเข้าในสิกขา ๓ นี้ หรือว่าเรียกอย่างสามัญว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

สิกขา

อันคำว่า สิกขา นั้นเป็นภาษาบาลี ตรงกับคำว่าศึกษาที่ไทยเรานำมาใช้จากคำสันสกฤตว่า ศิกษา มาเป็น ศึกษา ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาจารึกพระพุทธวัจนะใช้คำว่าสิกขา ซึ่งเป็นคำเดียวกัน ซึ่งมีความหมายตั้งแต่การเรียนให้รู้ อันเป็นการเล่าเรียนหรือเรียกว่าปริยัติ ตลอดจนถึงปฏิบัติ ทำให้มีขึ้นให้เป็นขึ้น คือความที่ตั้งใจสำเหนียกฟังอ่านทรงจำ พิจารณาให้เข้าใจ อันเป็นการเล่าเรียน แล้วก็นำมาปฏิบัติทางกายทางวาจาทางใจ ทำให้มีขึ้นให้เป็นขึ้น รวมทั้งเรียนทั้งปฏิบัติเป็นศึกษาหรือสิกขา ฉะนั้นกิจที่จะพึงทำในพุทธศาสนานั้น จึงต้องศึกษาในศีล เรียนให้รู้จักศีล

และปฏิบัติศีลให้มีขึ้น ดังที่ได้สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ หรือได้เข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุ หรือเพียงบรรพชาเป็นสามเณร ก็มีวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้จะพึงปฏิบัติ ถ้าเป็นศีลห้าศีลแปด ก็ ๕ ข้อ ๘ ข้อ ถ้าเป็นภิกษุสามเณรก็มากขึ้นตามที่ทรงบัญญัติไว้ เป็น ๑๐ ข้อ เป็น ๒๒๗ ข้อ เป็นต้น การที่มาตั้งใจปฏิบัติวินัยทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิตดังนี้ เรียกว่าเป็นศีล เพราะทำให้กายวาจาใจสงบเป็นปกติ

ศีลในขั้นต้นนั้นก็ปรากฏทางกายทางวาจา ซึ่งเว้นได้จากข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม และกระทำตามข้อที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ปรากฏทางกายทางวาจา แต่ว่าศีลที่บริสุทธิ์จะต้องถึงจิตใจ คือจิตใจต้องเป็นศีล จิตใจต้องมีความปรกติ มีความสงบ อันเริ่มมาจากการตั้งใจงดเว้นตามพระวินัยบัญญัติ ตั้งใจปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ

แต่ว่าความตั้งใจนี้มีเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะที่มีกำลังของศรัทธาปัญญาเป็นต้น แรง ความตั้งใจก็แน่วแน่ ทำให้การปฏิบัติทางกายทางวาจาก็ถูกต้อง แต่ว่าเมื่อกำลังของศรัทธาปัญญาอ่อน ความตั้งใจก็รวนเร เมื่อความตั้งใจรวนเร ก็ทำให้การปฏิบัติทางกายทางวาจารวนเร ทำให้เกิดการปฏิบัติผิดพลาดต่างๆ เป็นการละเมิดศีลมากหรือน้อย

เพราะฉะนั้น จิตใจนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และจิตใจนี้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย รักษายากห้ามยาก ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายนั้น ก็คือดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปในอารมณ์ คือเรื่องทั้งหลาย ที่ประสบพบผ่านทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางมนะคือใจเองอยู่ตลอดเวลา อารมณ์คือเรื่องทั้งหลายที่ประสบพบผ่านเข้ามาสู่จิตใจนี้ บางอย่างก็เป็นที่ตั้งของราคะ คือความติดใจยินดี บางอย่างก็เป็นที่ตั้งของโทสะ ความโกรธแค้นขัดเคือง บางอย่างก็เป็นที่ตั้งของโมหะ คือความหลง

เพราะฉะนั้นเมื่อมีสติซึ่งเป็นเครื่องรักษาใจ อ่อน อารมณ์เหล่านี้มีกำลังแรง ก็เข้ามาครอบงำจิตใจ ทำให้เกิดราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง เมื่อเป็นดั่งนี้หากระงับใจไว้ไม่อยู่ ก็ทำให้ละเมิดออกไปทางกายทางวาจา เป็นการผิดศีลน้อยบ้างมากบ้าง ศีลก็ไม่บริสุทธิ์

สติ จิตตภาวนาข้อแรก

ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติอบรมจิต อันเรียกว่าจิตตภาวนาข้อแรก เป็นการปลูกสติให้บังเกิดขึ้นแก่จิตใจ ตั้งต้นแต่การที่หัดทำสติ สำหรับรับอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ คือเมื่อได้รับอารมณ์อะไร ก็ทำสติความระลึกได้ รักษาใจอยู่เสมอ ว่าอารมณ์ที่กำลังรับนี้ จะยั่วให้เกิดราคะบ้าง ยั่วให้เกิดโทสะบ้าง ยั่วให้เกิดโมหะบ้าง ระวังใจมิให้รับอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาปรุงใจ มีสติคอย ...

(เริ่ม ๑๓/๒) ท่านจึงเปรียบเหมือนอย่างว่ามีนายทวารบาญคือนายประตู รักษาประตูทั้ง ๖ ในบ้านนี้ คือในร่างกายของตน มีสติรักษาตาในขณะที่เห็นอะไรทางตา รักษาหูในขณะที่ได้ยินอะไรทางหู รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษากาย ในขณะที่ทราบอะไรทางจมูกทางลิ้นทางกาย และรักษามโนคือใจเองในขณะที่คิดเรื่องอะไร รับเรื่องอะไร มีสติคอยเตือนใจอยู่ รักษาใจอยู่ ไม่ให้อารมณ์กับจิตมาต่อเชื่อมกัน อันนำให้บังเกิดราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นตัวกิเลส
ด้วยสติที่ระลึกรู้อยู่ว่านี่เป็นอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งของกิเลส นี่อารมณ์กำลังจะมาเชื่อมกับจิต ทำจิตให้เป็นกิเลสขึ้นแล้ว และห้ามมิให้จิตรับเอาอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาปรุงจิต มีสติคอยรักษาอยู่ ก็เป็นโอกาสของปัญญาคือตัวความรู้ ที่จะมาช่วยตักเตือนใจร่วมกับสติ

ว่านี่ดี นี่ไม่ดี นี่ควรรับ นี่ไม่ควรรับ อะไรที่ไม่ดีไม่ควรรับก็ไม่รับเข้ามา
ให้ทิ้งอยู่แค่ตาแค่หูแค่จมูกแค่ลิ้นแค่กายและแค่ใจ ที่รู้เรื่องทีแรกนั้น
แต่ไม่รับเข้ามาปรุงใจ ดั่งนี้เป็นตัวสติ

อินทรียสังวร

หัดทำสติให้มีประจำใจรักษาใจ คอยระลึกรู้คอยเตือนใจอยู่เสมอดั่งนี้ นี่แหละเรียกตัว อนทรียสังวร คือความสำรวมอินทรีย์ อินทรีย์แปลว่าสิ่งที่เป็นใหญ่ ในที่นี้หมายถึงตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ เพราะว่าตาเป็นใหญ่ในการเห็นรูป หูเป็นใหญ่ในการฟังเสียง ลิ้นเป็นใหญ่ในการลิ้มรส จมูกเป็นใหญ่ในการดมกลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในการลิ้มรส กายเป็นใหญ่ในการถูกต้อง และมโนเป็นใหญ่ในการรู้เรื่องคิดเรื่อง

และนอกจากนี้หากไม่มีสติคอยรักษาอยู่ดังกล่าว ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ ยังมาเป็นใหญ่ครอบงำจิตใจอีกด้วย ทำให้จิตใจนี้ต้องปฏิบัติไปตามอำนาจของกิเลส เช่นว่าอยากดูอะไรทางตา ก็ต้องไปดู อยากได้ยินอะไรทางหูก็ต้องไปให้ได้ยินได้ฟัง เหล่านี้เป็นต้น ก็ยิ่งเป็นใหญ่ครอบงำจิต คนเราจึงต้องปฏิบัติเอาอกเอาใจตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจอยู่ตลอดเวลา ก็ล้วนแต่หาเรื่องต่างๆ มาป้อนให้ตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจทั้งนั้น และเมื่อดูลึกซึ้งเข้าไปอีกแล้ว ก็คือป้อนให้แก่ตัวกิเลสนี้เอง ซึ่งตั้งอยู่ในจิตใจ เพราะเหตุที่รับอารมณ์ทั้งหลายทางตาหูเป็นต้นนั้นเข้ามาปรุงจิตใจให้เป็นกิเลส แล้วก็ต้องไปปฏิบัติเอาอกเอาใจกิเลส มาป้อนกิเลส ตามที่กิเลสต้องการ ให้มีสติพร้อมทั้งปัญญารับรู้ดั่งนี้อยู่เสมอ ในเวลาที่เห็นอะไรได้ยินอะไรทุกอย่างก็เป็นอินทรียสังวร ซึ่งเป็นศีลที่อยู่ในระหว่างของตัวศีลภายนอกเองกับศีลที่เป็นตัวศีลภายใน ตลอดจนถึงสมาธิ

และนอกจากนี้ก็ต้องตั้งสติไว้ในทางที่ดีที่ชอบ อันเรียกว่าสัมมาสติ ในมหาสติปัฏฐานสูตร หรือในสติปัฏฐานที่ตรัสสอนให้ตั้งสติทำสติให้ปรากฏ ตรัสสอนให้หัดทำสติตั้งอยู่ ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม ๔ ประการเป็นหัวข้อใหญ่ และได้ตรัสสอนจำแนกออกไป ในข้อกายนั้นก็ตั้งต้นแต่ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก

จิตที่เคยคิดไปในเรื่องต่างๆ ภายนอกต่างๆ นั้น ก็ให้นำกลับเข้ามาหัดคิดกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกของตนเอง กล่าวสั้นๆ ในวันนี้ว่า หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ ตั้งต้นแต่ตรัสสอนให้เข้าไปสู่ป่า เข้าไปสู่โคนไม้ เข้าไปสู่เรือนว่าง คือเข้าไปสู่ที่สงบ ดั่งในที่นี้แม้จะอยู่ด้วยกันมาก ก็กล่าวได้ว่าเป็นเรือนว่างได้ เพราะว่าต่างคนต่างตั้งอยู่ในความสงบ ไม่แสดงความไม่สงบทางกายทางวาจา เพราะฉะนั้นก็ชื่อว่าเรือนว่างได้ คือเข้าไปสู่ที่สงบนั้นเอง

และตรัสสอนให้นั่งขัดบัลลังก์คือขัดสมาธิหรือขัดสะหมาด ที่นิยมปฏิบัติกันก็ใช้ขัดสะหมาด เท้าขวาทับเท้าซ้าย และตั้งกายตรง มือทั้งสองวางให้นิ้วหัวแม่มือชนกัน มือขวาทับ มือซ้าย หรือจะวางให้นิ้ว เพียงให้นิ้วชนกันก็ได้ หรือจะวางให้ห่างกันก็ได้ ไม่ได้มีกำหนดไว้ ดำรงสติจำเพาะหน้า กำหนดเข้ามาที่ลมหายใจเข้าออก ที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปากเบื้องบนอันเป็นจุดที่ลมกระทบ หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ และหากว่าจะใช้วิธีนับ หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับหนึ่ง เรื่อยไปจนถึงสิบแล้วก็ตั้งต้นใหม่ดั่งนี้ก็ได้ หรือจะไม่ใช้วิธีนับ ใช้วิธีพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ก็ได้ เป็นการช่วยทำให้จิตรวมเข้ามาตั้งอยู่ได้ เพราะฉะนั้นในวันแรกนี้จะหัดทำสติเพียงเท่านี้ก่อนก็ได้

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

กรรมฐาน
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๑) - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


กรรมฐาน
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

กัณฑ์เริ่มต้นดีเยี่ยม
คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดไปเล็กน้อย
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]