Cdthamma

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 06:10:40 pm 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
255 - 264 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

255 การตรัสรู้โดยฉับพลันมีได้หรือไม่

ปัญหา มีพระพุทธศาสนาบางนิกายถือว่า การบรรลุมรรคผล อาจเกิดขึ้นได้โดยแบพลัน เช่นเดียวกับแสงสว่างวาบขึ้นทันทีทันใด ขับไล่ความมืดให้หมดสิ้นไป การบรรลุมรรคผลโดยฉับพลันดังกล่าวจะมีได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนปหาราทะ มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับไม่โกรกชันเหนือเหวฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตตผลโดยตรง...ฯ”

มหาปราทสูตร อ. อํ. (๑๐๙)
ตบ. ๒๓ : ๒๐๓ ตท. ๒๓ : ๑๗๗
ตอ. G.S. IV : ๑๓๘

256 การกำหนดรู้จิตใจของคนอื่น


ปัญหา มีตามตำรากล่าวว่า ถ้าเราสามารถฝึกฝนจิตจนได้เจโตปริยญาณแล้ว เราจะสามารถรู้ความคิดของคนอื่นดังนี้ มีเรื่องใดหรือไม่ในพระไตรปิฎกที่แสดงให้เห็นตัวอย่างการรู้จิตใจคนอื่น ?

ตอบ “.....มี ในอุโบสถสูตร มีเรื่องเล่าไว้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ อยู่ ณ บุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เตรียมจะทรงแสดงปาติโมกข์ ในอุโบสถสังฆกรรมคราวหนึ่ง เมื่อปฐมยามผ่านไป พระอานนท์พุทธอุปัฆฐากได้กราบทูลให้ทรงแสดงปาติโมกข์ แต่พระพุทธองค์ก็ทรงนั่งอยู่ แม้เมื่อมัชฌิชยามล่วงไป พระอานนท์กราบทูลอีก พระองค์ก็ทรงนิ่ง เมื่อปัจฉิมยามล่วงไป แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว พระอานนท์ได้กราบทูลอีก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ บริษัทคือหมู่ภิกษุที่ประชุมกันอยู่ไมบริสุทธิ์ (เมื่อบริษัทไม่บริสุทธิ์ก็แสดงปาติโมกข์ไม่ได้)
“ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้มีความดำริอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ทรงหมายเอาบุคคลไหนหน ลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะกำหนดใจด้วยใจ กระทำจิตภิกษุสงฆ์ทั้งหมดไว้ในใจแล้ว ได้เห็นบุคคลทุศีลมีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารักเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว.... นั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วลุกจากอาสนะเข้าไปหาบุคคลนั้น กล่าวกะบุคคลนั้นว่า อาวุโส จงลุกไป พระผู้มีพระภาคทรงเห็นเธอแล้ว เธอไม่มีสังวาส (ฐานะที่จะอยู่ร่วม) กับภิกษุทั้งหลาย เมื่อท่านพระโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้แล้ว บุคคลนั้นนิ่งเฉยเสีย แม้พระมหาโมคคัลลานะ ได้บอกอีกเป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓ บุคคลนั้นก็นิ่งเฉยเสีย ลำดับนั้นพระมหาโมคคัลลานะจับแขนบุคคลนั้นฉุดออกมาให้พ้นซุ้มประตูด้านนอกแล้วใส่ดาล กลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงแสดงปาติโมกข์ต่อไปฯ”

อุโปสถสูตร อ. อํ. (๑๑๐)
ตบ. ๒๓ : ๒๐๗-๒๐๙ ตท. ๒๓ : ๑๘๐-๑๘๒
ตอ. G.S. IV : ๑๔๐-๑๔๒

257 จะรู้ได้อย่างไรว่าอาสวะสิ้นแล้ว


ปัญหา สมมติว่าบุคคลปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นพระขีฌาสพ หมดสิ้นกิเลสอาสวะทั้งปวง ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านสิ้นอาสวะ มีอะไรเป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายให้ทราบบ้าง ?

พระสารีบุตรตอบ “.....ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการ ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว (มีดังต่อไปนี้)
๑. ภิกษุผู้ขีณาสพ ในธรรมวินัยนี้ เห็นสังขารทั้งปวงแจ่มแจ้ง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง....
๒. ภิกษุผู้ขีณาสพ เห็นกามทั้งหลายว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง แจ่มแจ้งด้วยปัญญา อันชอบตามความเป็นจริง....
๓. ภิกษุผู้ขีณาสพ มีจิตน้อมไป โน้มไปโอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวกยินดีแล้วในเนกขัมมะ ปราศจากธรรมอันจะเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง.....
๔. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญสติปัฏฐาน ๔ อบรมบริบูรณ์ดีแล้ว
๕. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอิทธิบาท ๔ อบรมดีแล้ว
๖. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอินทรีย์ ๕ อบรมดีแล้ว
๗. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญโพชฌงค์ ๗ อบรมดีแล้ว
๘. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อบรมดีแล้ว..
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการนี้แล ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้ว ปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้วฯ”

พลสูตร ที่ ๒ อ. อํ. (๑๑๘)
ตบ. ๒๓ : ๒๒๗-๒๒๘ ตท. ๒๓ : ๑๙๙-๒๐๐
ตอ. G.S. IV : ๑๕๑-๑๕๒

258 ผู้ไม่มีโชคได้พบพระพุทธศาสนา


ปัญหา มีคนประเภทไหนบ้าง ที่ไม่มีโชคได้พบพระพุทธศาสนา ได้ประพฤติพรหมจรรย์ และได้ลิ้มรสความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม.... และธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมทรงแสดง นำความสงบมาให้.... แต่บุคคลผู้นี้เขาถึงนรกเสีย...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงปิตติวิสัยเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงเทพนิกายผู้มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่งเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม..... นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท และอยู่ในพวกมิลักขะไม่รู้ดีรู้ชอบ.... อันเป็นสถานที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปมา....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้น (โอปปาติก) ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขามีปัญญาทราม บ้าใบ้ ไม่สามารถรู้อรรถแห่งสุภาษิต และทุภาษิต

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม.... แต่พระตถาคตมิได้แสดง ถึงบุคคลผู้นี้จะเกิดในมัชฌมิชนบท และมีปัญญาไม่บ้าใบ้ ทั้งสามารถจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุภาษิต....”

อักขณสูตร อ. อํ. (๑๑๙)
ตบ. ๒๓ : ๒๒๙-๒๓๐ ตท. ๒๓ : ๒๐๑-๒๐๒
G.S. IV : ๑๕๒-๑๕๓

259 ทำไมสตรีจึงไม่ควรบวช


ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีก็จริงแต่ทรงบัญญัติข้อปฏิบัต ิอันยิ่งยวดไว้ให้ภิกษุณีปฏิบัติ จนในที่สุดก็ปรากฏว่าภิกษุณีได้หายสาบสูญไปจากวงการพระพุทธศาสนา อันเป็นเหตุผลแสดงว่าพระพุทธองค์ไม่ประสงค์จะให้สตรีได้บวชในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงมีเหตุผลอย่างไรจึงไม่ประสงค์ให้สตรีบวช ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนอานนท์ หากมาตุคาม (สตรี) จักไม่ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์ก็ยังจะตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมพึงดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี แต่เพราะมาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จะไม่ตั้งอยู่นาน ทั้งสัทธรรมก็จักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี
“.....ดูก่อนอานนท์ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่มีหญิงมากชายน้อย ตระกูลนั้นถูกพวกโจรกำจัดง่าย แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น จักไม่ตั้งอยู่นานฉันนั้นเหมือนกัน อนึ่ง ขยอกลงในนาข้าวที่สมบูรณ์ นาข้าวนั้นย่อมตั้งอยู่นาน เพลี้ยลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นย่อมตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน
“อนึ่ง บุรุษกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกแม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วงตลอดชีวิตเสียก่อน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

โคตมีสูตร อ. อํ. (๑๔๑)
ตบ. ๒๓ : ๒๘๖-๒๘๗ ตท. ๒๓ : ๒๕๔
G.S. IV : ๑๘๕

260 ก้าวแรกในการปฏิบัติธรรม


ปัญหา ธรรมข้อไหนจำเป็นในการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ หิริและโอตตัปปะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์.. เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ อินทรีย์สังวรชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ เมื่ออินทรีย์สังวรมีอยู่ ศีลชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์... เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์ .... เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะชื่อวามีเหตุสมบูรณ์.... เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์.... เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์ แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์ฉะนั้น ฯ”

สติสูตร อ. อํ. (๑๘๗)
ตบ. ๒๓ : ๒๔๘-๒๔๙ ตท. ๒๓ : ๓๐๙
G.S. IV : ๒๑๙-๒๒๐

261 แม้โจรก็ต้องมีธรรมะ


ปัญหา มีผู้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไว้สำหรับคนทุกจำพวก แม้กระทั่งโจร จริงหรือไม่ ? ถ้าจริง พระองค์ทรงแดสงธรรม ของโจรไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๘ ประการย่อมพลันเสื่อม ตั้งอยู่ไม่นาน องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือประหารคนที่ไม่ประหารตอบ ๑ ถือเอาสิ่งของไม่เหลือ ๑ ลักพาสตรี ๑ ประทุษร้ายกุมารี ๑ ปล้นบรรพชิต ๑ ปล้นราชทรัพย์ ๑ ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ๑ ไม่ฉลาดในการเก็บ ๑....
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๘ ประการย่อมไม่เสื่อมเร็ว ตั้งอยู่ได้นาน องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือไม่ประหารคนที่ไม่ประหารตอบ ๑ ไม่ถือเอาสิ่งของจนไม่เหลือ ๑ ไม่ลักพาสตรี ๑ ไม่ประทุษร้ายกุมารี ๑ ไม่ปล้นบรรพชิต ๑ ไม่ปล้นราชทรัพย์ ๑ ไม่ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ๑ ฉลาดในการเก็บ ๑....”


โจรสูตร ที่ ๑-๒ อ. อํ. (๑๙๐-๑๙๑)
ตบ. ๒๓ : ๓๕๑-๓๕๒ ตท. ๒๓ : ๓๑๒
G.S. IV : ๒๒๒

262 สมาธิกับฌาน


ปัญหา การบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌาน จะเป็นเหตุละอาสวะได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยแนวสัญญานาสัญญายตนะบ้าง....
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาหร เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้วเธอย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุ นั้นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละ คือ อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย....”


ฌานสูตร นว. อํ. (๒๐๔)
ตบ. ๒๓ : ๔๓๘-๔๓๙ ตท. ๒๓ : ๓๙๐-๓๙๑
G.S. IV : ๒๘๔-๒๘๕

263 พระพุทธเจ้าในฐานะคนธรรมดา


ปัญหา เท่าที่ศึกษาจากพุทธประวัติ รู้สึกว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นบุคคลพิเศษ เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ผิดสามัญมนุษย์ มีลักษณะอะไรบ้างที่แสดงว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา ?

คำตอบ “.....ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา (ซึ่งพระนันทกะกำลังแสดงธรรมอยู่) ประทับยืนรอจนจบการแสดง ณ ซุ้มประตุด้านอก ครั้นทรงทราบว่าการแสดงจบแล้วทรงกระแอมไอและทรงเคาะที่ลิ่มประตู ภิกษุเหล่านั้นเปิดประตูให้พระผู้มีพระภาคลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วตรัสกะพระนันทกะว่า ดูก่อนนัทกะ ธรรมบรรยายของเธอที่ยาวมาก แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ เรายืนฟังจนจบ การแสดงที่ซุ้มประตูด้านนอก หลังของเราย่อมเมื่อย ....”

นันทกสูตร น. อํ. (๒๐๘)
ตบ. ๒๓ : ๓๗๑-๓๗๒ ตท. ๒๓ : ๓๒๙-๓๓๐
G.S. IV : ๒๓๗-๒๓๘

264 ศีลกับอรหัตตผล


ปัญหา การรักษาศีล จะสามารถนำไปสู่การบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ ?

คำตอบ “.....ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อน) เป็นผล.... อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล.... ปราโมทย์มีปีติเป็นผล.... ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล.... ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล... สุขมีสมาธิเป็นผล.... สมาธิมียถาภูฌาณทัสสนะเป็นผล... ยถาภูฌานทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล.. นิพพิทาวิราคะมีวิมุตฌาณทัสสนะเป็นผล ด้วยประการดังนี้ ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตตผลโดยลำดับด้วยประการดังนี้แล ฯ”

กิมัตถิยสูตร ท. อํ. (๑)
ตบ. ๒๔ : ๑-๒ ตท. ๒๔ : ๑-๓
ตอ. G.S.

255 - 264 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 12 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 05:58:04 pm 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
196 - 210 - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก




 13 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 09:55:06 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ภาคที่สาม-ต่อ-ทำไมกรรมชั่วจึงไม่ให้ผลทันที - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

จบบริบูรณ์ - เรื่อง ตายแล้วไปไหน
กฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
โดย พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

ทำไมกรรมชั่วจึงไม่ให้ผลทันที ?


       ๗. ถาม "ทำไม กรรมชั่วจึงไม่ให้ผลทันตาเห็น คนจะได้เลิกทำกรรมชั่ว ทำแต่กรรมดี ?"
       ตอบ "เพราะเป็นธรรมชาติในกฏแห่งกรรมอย่างนั้นเอง เนื่องจากกรรมบางอย่างให้ผลในชาตินี้ แต่กรรมบางอย่างให้ผลในชาติหน้า หรือชาติต่อไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชและต้นไม้ คือ พืชบางอย่างให้ผลภายในระยะเวลาเพียง ๓ - ๔ เดือน เช่น ข้าวและถั่ว เป็นต้น แต่พืชบางอย่างให้ผลนานกว่านั้น เช่นอ้อย และสัปรด เป็นต้น ต้นไม้บางอย่างกว่าจะให้ผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๕ ปีขึ้นไป เช่นมะม่วงและมะพร้าว เป็นต้น แต่บางอย่างต้องใช้เวลานานกว่านั้นจึงจะให้ผล เช่นตาลและไม้สัก เป็นต้น เราจึงไม่อาจจะเร่งผลของกรรมบางอย่างที่ยังไม่ถึงเวลาเผล็ดผลได้เลย"

ทำไมพระเทวทัตต์ทำชั่วมาก แต่เกิดในสกุลสูง ?

       ๘. ถาม "ถ้าหากว่าคนทำชั่วตกนรกแล้ว ทำไม พระเทวทัตต์ ทำชั่วทุกชาติ แต่ยังกลับเกิดเป็นมนุษย์ได้ แถมยังเกิดในตระกูลสูงด้วย ?"
       ตอบ "พระเทวทัตต์ไม่ได้ทำชั่วอย่างเดียว แต่ได้ทำดีไว้ด้วยทุกชาติ มากบ้างน้อยบ้าง ท่านจึงได้เกิดเป็นมนุษย์และเกิดในราชตระกูลด้วย เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ได้และเกิดในตระกูลสูง ย่อมแสดงให้เห็นว่านั้นเป็นผลของการทำความดี เพราะคนเรานั้นจะทำกรรมชั่วอย่างเดียว ไม่ทำกรรมดีเลย หรือทำกรรมดีอย่างเดียว ไม่ทำกรรมชั่วเลย แทบไม่มีเลย พระเทวทัตต์แม้ในชาติที่เกิดในสมัยพุทธกาลก็ได้บรรพชา บำเพ็ญความดี จนถึงกับได้ฌานสมาบัติ และมีอำนาจฤทธิ์ด้วย แม้เมื่อจวนจะสิ้นใจ ท่านก็ได้ระลึกถึงพุทธคุณ รู้สึกสำนึกความผิดตน ด้วยการถวายกระดูกคางของตนแด่พระพุทธเจ้าในขณะที่ถูกแผ่นดินสูบ ซึ่งการทำความดีของท่านในครั้งนี้เอง ท่านจึงได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าของเราว่า ในอนาคตข้างหน้าโน้น พระเทวทัตต์จะได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธะองค์หนึ่งพระนามว่า "อัฏฐิสสระ"

       ถ้าเราเห็นใครทำชั่วแล้ว ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่า เขาทำไม่ดี หรือไม่เคยทำความดีไว้เลย หรือเราเห็นใครทำดีแล้ว ก็อย่าเข้าใจว่าผู้นั้นไม่เคยทำชั่วเลย แท้จริง มนุษย์เราทำชั่วบ้าง ทำดีบ้างสลับกันอยู่ เป็นเพียงแต่ว่า ใครจะทำอย่างใดมากน้อยกว่ากันเท่านั้น คนเราจึงเกิดมามีสุขบ้างมีทุกข์บ้างทุกคน เป็นเพียงแต่ว่า ใครจะมีสุขมากหรือทุกข์มากกว่ากันเท่านั้น

จะหนีกรรมชั่วได้อย่างไร ?
       ๙. ถาม "ทำชั่วไว้แล้วจะไม่ให้กรรมชั่วนั้นตามทัน หรือจะหนีให้พ้นจากกรรมชั่วนั้นได้อย่างไร ?"
       ตอบ "คนทำกรรมชั่วแล้วจะหนีให้พ้นจากกรรมชั่วนั้นไม่ได้ หรือทำดีแล้วจะต้องการผลของกรรมดี ที่ยังไม่มาถึงหรือยังไม่เผล็ดผลนั้นก็ไม่ได้ จะขอร้องหรือขอผ่อนปรนต่อกรรมชั่วที่ทำไว้ก็ไม่ได้ เพราะกฏแห่งกรรมเป็นกฏธรรมชาติ ไม่ใช่กฏที่มนุษย์ตั้งขึ้น ถ้าเป็นกฏที่มนุษย์ตั้งขึ้น ก็อาจจะได้รับการงดโทษ หรือผ่อนปรน หรือยืดหยุ่นได้บ้าง
       แต่อย่างไรก็ตาม กรรมชั่วที่เราทำไว้แล้วนั้น เราสามารถทำให้อ่อนพลังลงได้ โดยทำกรรมดีเพิ่มเข้าให้มากๆ กรรมชั่วก็จะอ่อนกำลังลง หรือตามเราไม่ทัน เพราะกกแห่งกรรมมีอยู่ว่า "กรรมใดหนัก กรรมนั้นให้ผลก่อน ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นกรรมดี     หรือกรรมชั่ว ไม่ว่ากรรมนั้นเราจะทำก่อนหรือทำทีหลังก็ตาม" สมมติว่าคนผู้หนึ่งทำชั่วเอาไว้และกรรมชั่วนั้นยังไม่ทันให้ผล หรือให้ผลบ้างแล้ว แต่ยังไม่หมดพลัง

 ภายหลังผู้นั้นทำกรรมดีเข้าไปมากๆ และในขณะเดียวกันก็เลิกทำกรรมชั่ว กรรมชั่วที่ทำไว้นั้นจะอ่อนพลังลง หรือตามมาให้ผลไม่ทัน เพราะต้องรอคิวให้ผลตามลำดับหนักเบา และเพราะมีกำลังน้อยลง เปรียบเหมือนยาพิษ แม้จะร้ายแรงชนิดกินเข้าไปถึงตาย แต่ถ้าเราเอาน้ำใส่ลงไปในยาพิษนั้นมากๆ จนจืดจางลงไป ยาพิษนั้นก็คลายพลังลง หรืออาจจะกลายเป็นยาแก้โรคไปเสียก็ได้

       อีกอย่างหนึ่ง กรรมที่ติดตามเรามา เหมือนสุนัขไล่เนื้อ ทันเหยื่อของมันเมื่อไร ก็กัดกินเหยื่อของมันเมื่อนั้น คือถ้าเนื้อตัวนั้นอ่อนกำลังลง หรือหยุดวิ่ง ฝูงสุนัขที่ติดตามมาก็จะเข้ากัดกินเนื้อนั้นโดยพลัน แต่ถ้าเนื้อตัวนั้นมีกำลังดี ทั้งวิ่งไม่ยอมหยุดและวิ่งได้เร็ว จนพ้นกำลังการติดตามของฝูงสุนัข มันก็ปลอดภัยได้ เว้นไว้แต่ว่า มันเกิดวิ่งกลับหลังมาสวนทางกับฝูงสุนัขที่ไล่ติดตามมันมาเท่านั้น
 
ความชั่วที่ติดตามเรามานี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราทำกรรมดีเข้ามากๆ และทำติดต่อกันอย่างไม่หยุด กรรมชั่วแม้ติดตามเรามาก็ตามมาทันยาก เพราะพลังมันอ่อน จึงตามมาไม่ทัน เว้นไว้แต่เราหยุดทำกรรมดี เหมือนอย่างเนื้อที่หยุดวิ่ง หรือเว้นไว้แต่เราทำความชั่วเพิ่มเข้าอีก ซึ่งเหมือนกับเนื้อวิ่งสวนทางเข้าไปหาฝูงสุนัขที่ไล่ติดตามมาเสียเท่านั้น

       เพราะฉะนั้น กรรมชั่วที่เราทำไว้นั้น เราจึงสามารถหนีให้ห่างไกล หรือทำให้อ่อนกำลังลงได้ ด้วยการหยุดทำขั่วแล้วทำกรรมดีเพิ่มเข้าไว้มากๆ กรรมชั่วนั้นก็จะตามมาไม่ทัน และจะค่อยอ่อนกำลังลงในที่สุด เว้นไว่แต่กรรมชั่วนั้นเป็นอนันตริยกรรม เช่นฆ่าพ่อแม่ และฆ่าพระอรหันต์ เป็นต้น ซึ่งไม่มีกรรมอื่นใดที่จะลบล้างหรือสกัดการให้ผลของมันได้เลย

ผลของกรรมมีอะไรเป็นเครื่องวัด ?

       ๑๐. ถาม "มีอะไรเป็นเครื่องวัดว่า กรรมดีและกรรมชั่ว ให้ผลหนักหรือเบา มากหรือน้อย ไม่เท่ากัน ?"
       ตอบ "สิ่งที่เป็นเครื่องวัดผลของกรรมว่า มีมากหรือน้อย มี ๓ อย่าง คือ
              ๑. วัตถุ
              ๒. ประโยค
              ๓. เจตนา

       วัตถุ หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องที่เป็นตัวทำกรรม เช่น
              ถ้าฆ่าคนหรือสัตว์ดิรัจฉาน คนหรือสัตว์ที่เราฆ่านั้นจัดเป็นวัตถุของปาณาติบาต ผู้ที่เราฆ่านั้นเป็นผู้มีคุณมากหรือเป็นผู้มีคุณน้อย เป็นสัตว์ใหญ่หรือเป็นสัตว์เล็ก ถ้าฆ่าผู้มีคุณความดีมาก เช่นพ่อแม่ หรือพระสงฆ์ บาปก็มาก แต่ถ้าฆ่าผู้มีคุณความดีน้อย เช่นโจร บาปก็น้อย ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง วัว ควาย บาปก็มาก แต่ถ้าฆ่ามดหรือยุง บาปก็น้อย
              ในการลักของเขา ถ้าของใหญ่หรือของน้อยแต่มีค่ามาก บาปก็มาก แต่ถ้าของที่ลักนั้นเป็นของน้อยหรือมีค่าน้อย บาปก็น้อย
              ในการประพฤติผิดในกาม ถ้าประพฤติผิดในท่านผู้มีคุณความดีมาก มีคุณธรรม เช่น พระภิกษุสามเณร บาปก็มาก ถ้าประพฤติผิดในท่านผู้มีคุณความดีน้อยหรือคนชั่ว บาปก็น้อย
              ในการพูดเท็จ ถ้าเรื่องที่พูดสำคัญ เกิดความเสียหายมาก หักลาญประโยชน์คนอื่นมาก บาปก็มาก ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญ หรือพูดเพื่อสนุก หัวเราะเล่น บาปก็น้อย
              ในการเสพของมึนเมา ถ้าของที่เสพนั้นมีฤทธิ์มาก ร้ายแรง ทำให้มึนเมา หลงไหล ไร้สติได้มาก บาปก็มาก แต่ถ้ามึนเมานิดหน่อยทำลายสติสัมปชัญญะน้อย บาปก็น้อย
       ประโยค หมายถึง ความพยายาม คือการกระทำทางกาย หรือทางวาจา ถ้าทำด้วยความพยายามมาก เช่นต้องติดตามการกระทำกรรมนั้นเป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี บาปก็มาก ถ้าทำด้วยความพยายามน้อย เช่น ตบยุงแป๊ะเดียว ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก บาปก็น้อย
       เจตนา หมายถึง ความจงใจหรือตัวเจตนา เพราะการทำกรรมไม่ว่าเป็นการกระทำกุศลกรรมหรือทำอกุศลกรรม ที่จัดเป็นกรรมส่งผลให้แก่ผู้ทำได้ จะต้องทำด้วยเจตนาหรือความจงใจ เช่น ถ้าฆ่าสัตว์ด้วยไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นบาป หรือทำบุญด้วยไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นบุญ พระพุทธเจ้าจึงตรัสกฏแห่งกรรมในข้อนี้ไว้ว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ าทามิ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการกระทำที่มีเจตนาว่าเป็นกรรม" ดังนั้น เมื่อพูดในด้านเจตนากันแล้ว ถ้ากระทำกรรมด้วยเจตนาที่รุนแรง คือทำด้วยโลภ โกรธ หลง หรือโมะกล้า บาปก็มาก ถ้าทำด้วยเจตนาที่เบาบาง คือทำด้วยโลภ โกรธ หลง น้อย บาปก็น้อย

       ฉะนั้น การจะตัดสินใจว่า การทำกรรมมีบาปน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับตัวประกอบทั้ง ๓ ประการดังกล่าวมา
แม้ในการทำดี คือทำกุศลกรรม หรือทำบุญ ก็มีนัยตรงกันข้ามกับการทำบาป จึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงอีก

ทำไมคนชั่วบางคนจึงรุ่งเรืองกว่าคนดี ?

       ๑๑. ถาม "ทำไม คนชั่วบางคนจึงร่ำรวยและเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในชีวิตและการงานมากกว่าคนทำดี ?"
       ตอบ "เพราะเขาเคยทำความดีไว้มากในอดีตที่ผ่านมา ทั้งในชาตินี้และชาติที่ล่วงมาแล้ว ไม่ใช่เขาทำแต่กรรมชั่วเพียงอย่างเดียว เช่น คนทำชั่วบางคน ขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ รู้จักบริหารงาน รู้จักบริโภคใช้สอยสมบัติ และเลี้ยงพ่อแม่ของตนเป็นต้น แม้เขายังทำกรรมชั่วบางอย่างอยู่ เช่นโกงกิน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และข้อที่สำคัญที่สุดคือกรรมชั่วของเขายังไม่ถึงเวลาให้ผล แต่กรรมดีที่เขาเคยทำไว้ก่อน หรือกำลังกระทำอยู่ กำลังให้ผลอยู่ ส่วนคนดีบางคนที่ยังต้องทุกข์ยากลำบากอยู่ทั้งๆ ที่ทำดี ก็เพราะเขาไม่ได้ทำกรรมดีเพียงอย่างเดียว แต่ทำกรรมชั่วด้วย เช่นตกอยู่ใรอบายมุข ชอบเล่นการพนัน เกียจคร้านทำการงาน ไม่รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่รู้จักใช้จ่าย และไม่ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือกรรมดีที่เขาทำไว้ยังไม่ทันให้ผล แต่กรรมชั่วที่เขาทำไว้ในอดีตหรือในปัจจุบันกำลังให้ผลอยู่ ดังนั้น จึงทำให้เราพบว่า มีคนชั่วบางคนร่ำรวยและรุ่งเรืองกว่าคนทำดีบางคน
       แต่เมื่อใดกรรมชั่วหรือกรรมดีที่เขาทำไว้ให้ผลแล้ว เขาจะต้องเห็นประจักษ์ด้วยตนเองอย่างแน่นอน เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า

"แม้คนชั่วเห็นกรรมชั่วว่าดี ตลอดเลาที่กรรมชั่วยังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมชั่วให้ผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมชั่วนั้นว่าชั่วจริง ๆ
แม้คนดีเห็นกรรมดีว่าไม่ดี ตลอดเวลาที่กรรมดียังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมดีให้ผล เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าดีจริง ๆ"

ทำไมคนเราระลึกขาติไม่ได้ ?

       ๑๒. ถาม "ถ้าตายแล้วเกิด ทำไม คนเราจึงระลึกชาติไม่ได้ ? "
       ตอบ เพราะภพชาติปกปิดไว้ และเพราะการกระทำอื่นๆ เป็นอันมากทับถมกันอยู่ในจิตใจในปัจจุบัน แม้กระนั้น ก็ยังปรากฏว่ามีคนบางคนระลึกชาติได้ ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก แม้ในสมัยปัจจุบัน
       ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องในชาติก่อน ซึ่งล่วงมานานแล้วเลย ที่เราระลึกไม่ได้ แม้แต่เรท่องในชาตินี้เป็นจำนวนมากเราก็ลืม นึกไม่ได้ ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นไกล เมื่อเช้าวันนี้เรากินข้าวมากี่คำ เราก็จำไม่ได้เสียแล้ว และไม่ตั้งใจจำด้วย จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องในชาติก่อน"

คนที่ระลึกชาติได้ต้องได้ฌาน ?

       ๑๓. ถาม "คนที่ระลึกชาติได้ ต้องได้ฌานหรือเปล่า ?"
       ตอบ "ไม่เสมอไป เพราะเท่าที่ปรากฏหลักฐานในปัจจุบัน คนที่ระลึกชาติได้โดยทั่วไปอยู่ในวัยเด็ก ล้วนแต่เป็นคนธรรมดา ซึ่งไม่ได้ฌานสมาบัติอันใดทั้งสิ้น"

กรรมดีลบล้างกรรมชั่วได้ไหม ?

       ๑๔. ถาม "ทำชั่วแล้ว จะทำดีล้างชั่วได้หรือไม่ ?"
       ตอบ "ไม่ได้, แม้จะทำพอธีล้างบาปก็ไม่ได้ เพราะทำกรรมอันใดไว้จะต้องได้รับกรรมนั้น
แต่กรรมชั่วจะเบาบางลงได้ หรืออ่อนกำลังลงได้ ถ้าเราทำกรรมดีเข้ามากๆ เปรียบเหมือน
น้ำละลายความเค็มของเกลือให้เจือจาง"

ทำบุญแล้วควรอธิษฐานหรือไม่ ?

       ๑๕. ถาม "ทำบุญแล้วอธิษฐาน กับทำบุญแล้วไม่อธิษฐาน อย่างไหนจะได้ผลดีกว่ากัน ?"
       ตอบ "ถ้าเราทำบุญแล้ว หวังจะให้บุญนั้นส่งผลให้ตามที่ตนมุ่งหมายไว้ ทำบุญแล้วอธิษฐานดีกว่า
เพราะบุญนั้นจะให้เราสำเร็จเป้าหมายโดยเร็วได้ แต่ถ้าเราทำบุญหรือความดีแล้วไม่ได้หวังผลอะไร
นอกจากเห็นว่ามันเป็นความดีแล้วก็ทำ ก็ไม่จำเป็นต้องอธิษฐาน บุญที่เราทำไว้นั้น จะจัดคิวให้ผลของมันเอง
       แต่การทำบุญแล้วอธิษฐานนั้น ย่อมได้ผลตามเป้าหมายดีกว่า เหมือนนักศึกษาสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเราในปัจจุบัน เลือกวิชาที่ตนต้องการอันดับหนึ่ง อันดับสอง อันดับสาม .....เอาไว้เมื่อสอบได้ ทางคณะกรรมการก็จัดให้เข้าเรียนตามสาขาวิชาที่เรามีสิทธิเข้าเรียนและเลือกไว้ แต่ถ้าหากว่า ในการสอบไม่มีหนดให้เลือกวิชาใดไว้ ก็แล้วแต่กรรมการจะจัดให้เข้าเรียนตามความเหมาะสม ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่ตรงตามวิชาที่เราต้องการก็ได้
       อีกอย่างหนึ่ง การทำบุญแล้วอธิษฐาน ทำให้เรามุ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมาทุกภพทุกชาติ ก็ทรงอธิษฐานเพื่อสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าหากพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีแล้ว ไม่ทรงอธิษฐานเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ แม้จะบำเพ็ญความดีมามากก็ตาม ต้องยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนั่นเอง เหมือนคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปเชียงใหม่ แม้จะเดินทางทุกวันก็ไม่อาจจะถึงเชียงใหม่ได้ เพราะเขาไม่มุ่งจะไปเชียงใหม่
       แต่อย่างไรก็ตาม ในการทำบุญแล้วอธิษฐานนั้น ก็ควรอธิษฐานในขอบเขตที่เป็นไปได้ จึงจะได้รับผลตามที่ตนมุ่งหมายไว้ แต่ถ้าทำเหตุไม่สมกับผล หรือไม่สร้างเหตุแห่งการทำดีคือบุญเลย แต่ต้องการผลเกินกว่าเหตุ  หรืออธิษฐานพร่ำเพรื่อมากเกินไป (แบบค้ากำไรเกินควร) ก็จะไม่ได้รับผลที่ต้องการ การที่จะได้รับผลของบุญตามที่ได้อธิษฐานนั้นก็ต่อเมื่อแรงบุญ หรือพลังบุญที่ทำไว้เพียงพอ

       ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนจึงควรอธิษฐานเฉพาะเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นเท่านั้น
ไม่ควรอธิษฐานพร่ำเพรื่อไปเสียทุกเรื่อง มิฉะนั้นแล้วจะไม่ได้ผลในเรื่องที่หวังผลเกินกว่าเหตุ
และจะเข้าลักษณะอ้อนวอน เหมือนอย่างศาสนาประเภทเทวนิยม ที่ถือพระเจ้าสร้างโลกทั้งหลายไปเสีย."

สรุปความ

       เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลและหลักฐานที่แสดงมาทั้งหมดนี้ จึงขอยืนยันตามหลักพระพุทธศาสนา และข้อพิสูจน์ว่า กรรมดีกรรมชั่วมีจริง คนเราตายแล้วต้องเกิด ถ้าผู้นั้นยังมีกิเลสอยู่ และถ้าผู้ใดหมดกิเลสแล้ว เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ต้องเกิดอีก แต่ได้เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นที่สุดทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ส่วนผู้ที่ยังมีกอเลส ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น
        เมื่อตายจากชาติปัจจุบันแล้ว จะไปเกิดเป็นอะไร และอยู่ที่ใดนั้น ข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับแรงเหวี่ยงแห่งกรรมดีและกรรมชั่วที่เขาทำไว้ ซึ่งจะส่งเขาไปเกิดในภพชาตินั้นๆ

       เรื่องกฏแห่งกรรมและตายแล้วเกิดใหม่นี้เป็นกฏธรรมชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความไม่เชื่อของคนเรา เช่นไฟเป็นของร้อน หรือดวงดาวในจักรวาลอื่นๆ มีอยู่จริง ใครจะรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมตามธรรมชาติของมัน ไม่ได้หายไปเพราะความไม่เชื่อ และไม่ได้ปรากฏมีขึ้นเพราะความเชื่อของคนเรา แม้คนเราเมื่อตายจะไม่อยากเกิดก็ต้องเกิดอยู่นั่นเองถ้ายังมีกิเลสอยู่ เหมือนอย่างคนที่ไม่อยากตาย แต่ก็ต้องตายในที่สุด เพราะความตายเป็นกฏธรรมชาติ

       แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เชื่อว่า "ตายแล้วเกิดจริง บาปบุญมีจริง นรกสวรรค์มีอยู่จริง คนทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจริง" ย่อมดีกว่าหรือย่อมได้รับประโยชน์กว่าคนที่ไม่เชื่อเป็นอันมาก สวรรค์และนรกนั้นมีจริงแน่ เมื่อเชื่อว่าสวรรค์นรกมีจริงแล้ว คนเราก็ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ก็ย่อมไปเกิดในที่ดีไม่ตกนรกแน่
       ถ้าสมมติว่าสวรรค์และนรกไม่มีจริง คนที่ทำแต่ความดีก็มีความสุขในปัจจุบัน ไม่ต้องเดือดร้อน แต่คนที่ไม่เชื่อ แล้วไม่ยอมทำดี แต่กลับทำชั่ว ย่อมมีแต่ขาดทุน คือเดือดร้อนในปัจจุบัน
       เมื่อนรกและสวรรค์มีจริง คนที่ทำชั่วตายไปก็ตกนรก ไม่มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้ ในชาตินี้ก็ขาดทุน ชาตอหน้าก็ขาดทุน เพราะทำชั่วไม่ยอมทำดี ย่อมมีความทุกข์ความเดือดร้อน ส่วนคนที่เชื่อแล้วทำดีนั้น ย่อมมีแต่ทางได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

       ยิ่งเราผู้นับถือพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว แม้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ หรือยังไม่เห็นประจักษ์ด้วยตัวเอง ก็ควรเชื่อพระพุทธเจ้าไว้ก่อน เหมือนคนทั่วไปที่ยังไม่เห็นเชื้อโรคด้วยตนเอง ก็จงเชื่อหมอไว้ก่อน มันดีกว่าไม่เชื่อ เพราะว่าการที่จะให้คนเรารู้เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ และในจักรวาลอื่นๆ นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางอย่างซึ่งสุดความสามารถของเราก็ต้องเชื่อท่านผู้รู้ไว้ก่อน และเมื่อเราเชื่ออย่างมีเหตุผล ตั้งอยู่บนรากฐานของปัญญาแล้ว แม้จะไม่เห็นประจักษ์ด้วยตา หรือไม่สามารถสัมผัสรับรู้ได้ด้วยประสามสัมผัสทั้งห้า
 
แต่เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน ฝึกอบรมจิตของเราแล้ว หรือค้นคว้าเหตุผล ด้วยการใช้ปัญญาใคร่ครวญ
หรือได้ประสบพบเห็นด้วยตนเองแล้ว ในที่สุด สิ่งเหล่านี้ สภาพเหล่านี้ จะปรากฏแก่เราชัดขึ้น
เพราะพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ดีแล้วนั้น ย่อมพิสูจน์ด้วยเหตุผลและด้วยการปฏิบัติ.

จบบริบูรณ์

เรื่อง ตายแล้วไปไหน
กฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
โดย พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
                                               

 14 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 09:30:50 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี
พระนางมหาปชาบดี เสด็จไปเฝ้าทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ
เพื่อหลีกออกปฏิบัติแต่ผู้เดียว พระพุทธองค์ทรงประทาน

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ ให้ทรงปฏิบัติ คือ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
      
๑.  ความกำหนัด
๒.   ประกอบสัตว์ไว้ในภพ
๓.   ความสั่งสมกิเลส
๔.   ความมักมาก
๕.   ความไม่สันโดษ

๖.   ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๗.   ความเกียจคร้าน
๘.   ความเลี้ยงยาก

 
พึงทราบเถิดว่า นั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา
ส่วนธรรมเหล่าใดที่มีลักษณะตรงข้ามจากนี้ พึงทราบเถิดว่า
นั่นเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
 
สังขิตตสูตร ๒๓/๒๕๕
 
   ในเมืองไทย มักจะมีผู้อ้างตัวเป็นผู้รู้อยู่ทั่วไป มักจะอธิบายธรรมะ ตามความพอใจของตน
ตีความธรรมะเอาตามใจชอบ ตั้งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เอาตามความพอใจ แล้วก็อ้างว่า
พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ พระสูตรนี้ จะเป็นหลักเปรียบเทียบได้อย่างดี
   เพื่อความสมบูรณ์ โปรดดูมหาประเทศ ฝ่ายพระวินัยและฝ่ายธรรมะด้วย
ถ้าขัดแย้งกัน แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นของแปลกปลอมเข้ามาใหม่อย่ารับไว้
เพราะนอกจากจะทำให้เราเกิดความไขว้เขวปฏิบัติผิดแล้ว จะเป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลือนหายด้วย
   การเผยแพร่ธรรมที่ถูกต้อง ไม่ว่าในการพูดหรือเขียน ควรจะมีหลักฐานที่มาที่ไปชัดเจน
เพราะธรรมะต่าง ๆ ที่เราสอนและเรียนกันทั่วไปนั้น ล้วนเกิดจากการค้นพบของพระพุทธเจ้าทั้งหมด
สาวกเป็นผู้สืบทอดต่อมา
   ในฐานะพุทธสาวกที่ดี ควรจะรักษาธรรมที่บริสุทธิ์ไว้ และเผยแผ่แต่ธรรมะแท้
อย่าได้ปลอมปนทิฐิของปุถุชนเข้าไปเลย จะเกิดบาปเสียเปล่า ถ้ายังอยากดังอยากเด่น
ก็ควรที่จะตั้งตัวเป็นศาสดาองค์ใหม่ เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ - ธรรมรักษา


 15 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 09:26:03 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
หลักความเชื่อที่ถูกต้อง - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกาลามะ ชื่อว่า เกสปุตตะ แคว้นโกศล
ในสมัยนั้น ได้มีผู้อวดอ้างตัวในคุณวิเศษกันมาก จนชาวเกสปุตตะเอือมระอานักบวชมาก
แต่ละพวกนอกจากจะอวดตัวแล้ว ยังพูดกดและดูหมิ่นลัทธิอื่นอีกด้วย
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึง มีชาวบ้านเกสปุตตะมาเฝ้า
ทรงแสดงหลักความเชื่อ ๑๐ ประการ เป็นหลักตัดสิน คือ
 
๑.อย่างปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตาม ๆ กันมา
๒.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา
๓.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
๔.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
๕.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก

๖.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
๗.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
๘.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
๙.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
๑๐.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา
 
ต่อเมื่อใด รู้และเข้าใจด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล
มีโทษหรือไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือควรปฏิบัติ ตามที่รู้และเข้าใจนั้น
 
เกสปุตตสูตร ๒๐/๒๑๒
 
พระสูตรนี้ มักจะถูกนำมาอ้างกันมาก แต่มักจะอ้างไม่ตลอดสาย
คืออ้างแต่ว่า ไม่ให้เชื่อตำรา แต่ไม่ได้ดูบทสรุปที่ว่า “ต่อเมื่อเข้าใจด้วยตนเองว่า....”

พระสูตรนี้ท่านมิได้ห้ามมิให้เชื่อ แต่ท่านให้เชื่อด้วยมีปัญญาประกอบด้วย
มิฉะนั้นความเชื่อต่าง ๆ มักจะไม่พ้น “ความงมงาย”
ถ้าพระสูตรนี้ไม่ให้เชื่ออะไรแล้ว เราก็ต้องไม่เชื่อพระสูตรด้วย
เพราะพระสูตรนี้ก็เป็นตำราเหมือนกันมิใช่หรือ?

ดังนั้น เมื่อฟังหรืออ่านอะไรมา จึงไม่ควรทำตนเป็นคน “กระต่ายตื่นตูม”
เอะอะโวยวาย พลอยให้คนที่เขารู้น้อยพลอยเสียประโยชน์ไปด้วย
การใคร่ครวญพิจารณา จึงเป็นคุณสมบัติของชาวพุทธที่ดี
พึงมีไว้ประจำตนตลอดไป

หลักความเชื่อที่ถูกต้อง - ธรรมรักษา


 16 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 12:50:38 pm 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ปลาเป็นเหตุ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ปลาเป็นเหตุ

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ใกล้นครสาวัตถี เช้าวันหนึ่งพระองค์เสด็จไปบิณฑบาตยังนครสาวัตถี พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพวกเด็กหนุ่มกำลังจับปลาในสระแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างทาง เพื่อจะนำมาปิ้งกิน พระองค์เสด็จไปหาพวกเด็กหนุ่ม แล้วตรัสถามว่า พวกเธอกลัวความทุกข์ ความทุกข์ไม่เป็นที่รักของพวกเธอไม่ใช่หรือ

เด็กเหล่านั้นกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพวกเธอเกลียดกลัวความทุกข์ ก็อย่าได้ทำบาปทั้งในที่ลับหรือที่แจ้งเลย
ถ้าพวกเธอทาบาปแล้ว แม้จะเหาะหนีไป ก็ไม่อาจพ้นจากความทุกข์ได้เลย

(กุมารกสูตร ๒๕/๑๑๕)

เหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นสัพพัญํูรู้แจ้งทุกสิ่ง จึงทรงเตือนเด็กพวกนั้น เรื่องต่อไปนี้จะเป็นอุทาหรณ์ที่ดี
แพทย์หญิงชาวไต้หวันชื่อกวั๋วฮุ่ยเจิน เป็นแพทย์ทางด้านโรคมะเร็ง ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนได้พบเห็น ความว่า
ชายคนหนึ่งมีนิสัยชอบเคี้ยวหมาก สูบบุหรี่ และดื่มสุรา ต่อมาได้ป่วยเป็นมะเร็งในโพรงปาก ได้มารับการรักษาในโรงพยาบาล อาการป่วยอยู่ในขั้นโคม่า ภายในโพรงปากถูกฝีหนองของมะเร็งกัดกินจนทะลุเป็นรูออกทางแก้มหน้า นํ้าหนองไหลออกมาตลอดเวลา แม้อาหารที่กินเข้าไปก็มักไหลออกมาทางรูทะลุด้วย แม้สุราที่เคยชอบหนักหนา หากดื่มเข้าไปก็เปรียบเหมือนเอานํ้าทองแดงกรอกปากก็ไม่ปาน แม้หมากที่เคยเคี้ยวเป็นประจำด้วยความชื่นชอบ ก็กลับกลายเป็นเหมือนกลืนกินลูกเหล็กกลมที่ร้อนแดง เนื่องจากดื่มกินไม่ได้ ประกอบกับจิตใจที่สับสนเศร้าหมอง ร่างกายที่เคยแข็งแรงสมบูรณ์มาก่อนก็ผอมโซลงอย่างรวดเร็ว ในสภาพที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนี้ แพทย์ยังได้ต่อท่ออาหารจากจมูกตรงไปยังกระเพาะอาหารอีกด้วย

ภรรยาของผู้ป่วยก็อยู่ในสภาพที่เจ็บปวดที่สุด เพราะต้องคอยหมั่นดูแล ทำความสะอาดนํ้าเลือดนํ้าหนอง
ที่ไหลออกมาอย่างไม่มีวันหมด ทั้งยังต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อหาแพทย์มารักษา
และที่สำคัญคือต้องใช้จ่ายเงินทองมากมาย

ผู้ป่วยได้เล่าให้พ.ญ.กวั๋วฮุ่ยเจินฟังว่า ปกติตัวเขาชอบไปตกปลา เคี้ยวหมาก ดื่มสุรา ขณะที่ตกปลามีความรู้สึกที่แสนจะสุขสมอารมณ์หมาย แต่ในขณะที่โรคมะเร็งได้กำเริบจนใบหน้าต้องทะลุเป็นรูโบ๋ เขามีความรู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก บัดนี้จึงได้เรียนรู้ว่า ขณะที่เงี่ยงเบ็ดแทงแก้มของปลาจนทะลุ ภายในจิตใจของปลา ความรู้สึกกลัวและความเจ็บปวดเป็นอย่างไร

เสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ผู้ป่วยพยายามเปล่งออกมาอย่างลำบากยากเย็นนี้ แสดงถึงความสำนึกในบาปกรรมของตน เขาได้รู้สึกว่า ช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นมันช่างน้อยนิด บาปกรรมที่ทำให้พวกปลาต้องตกใจกลัว และทนทุกข์ทรมาน บัดนี้ได้สะท้อนกลับมายังตน ร่างกายต้องเจ็บปวดถูกแทงทะลุที่กระพุ้งแก้ม ขณะที่ตัวเองกลืนนํ้าลาย ก็เปรียบเสมือนถูกไฟเผาหรือถูกมีดกรีดร่างก็ไม่ปาน สภาพที่เจ็บจนทนไม่ไหวนี้ เทียบกับขณะที่ปลาถูกเบ็ดตกขึ้นมาแล้วดิ้นรนเพื่อหาทางรอด ก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก

ชีวิตของผู้ป่วยรายนี้เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งและเป็นอุทาหรณ์ว่า
กฎแห่งกรรมไม่เข้าใครออกใคร
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง แน่นอนที่สุด

(เสียงเพลงจากแม่น้านิรันดร์ แปลโดย ว่าที่ร.ต.ทรงศักดิ์ อัมพรวิวัฒน์)

เมื่อวันที่ ๘ พ.ย. ๒๕๓๕ นายสมนึก อายุ ๔๔ ปี กับนาย น. อายุ ๓๐ ปี อยู่บ้านหนองตะเคียน
ได้ไปทอดแหหาปลาที่คลองชลประทาน บ้านดงพิกุล นาย น. จับปลาหมอได้ตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะเก็บปลาไว้ที่ไหน
เพราะไม่มีภาชนะใส่ จึงใช้ปากคาบปลาไว้แล้วลงมือหาปลาต่อ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น ขณะที่นาย น. คาบปลาอยู่นั้นปลาเกิดดิ้นจนหลุดเข้าไปในลำคอ เป็นเหตุให้นาย น.ล้มทั้งยืน นายสมนึกไม่สามารถช่วยดึงปลาออกมาได้ จึงรีบนำตัวส่ง รพ.ทัพทัน

หลังจากนั้น นาย น. มีอาการไม่รู้สึกตัว แพทย์ได้ช่วยกันใช้คีมดึงปลาออกมาจนสำเร็จ ทำให้นาย น. ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว กลับฟื้นคืนสติอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นเกิดมีอาการชักกระตุกอีก จึงถูกส่งตัวไป รพ.อุทัยธานี แต่อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์ผู้รักษากล่าวว่า ถึงแม้นาย น. จะรอดชีวิต ก็จะมีอาการแบบเจ้าชายนิทรา ทางญาติก็บอกว่าทำใจไว้แล้ว

ภายหลังทางญาติได้นำตัวผู้ป่วยกลับบ้านโดยอ้างว่าไม่มีเงินรักษา
นายน.ได้เสียชีวิตลงในระหว่างทาง สร้างความเสียใจให้แก่ญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก

(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๙ พ.ย. ๒๕๓๕)

นาง อ. อายุ ๓๐ ปี เล่าว่า เมื่อต้นเดือนมิ.ย.นี้ นาย ป. อายุ ๓๐ ปี สามีซึ่งเป็นนักการสถานที่ราชการแห่งหนึ่งใน จ.อำนาจเจริญ ได้ออกไปเก็บตาข่ายที่ดักปลาไว้ เกิดลื่นล้มไถลก้นกระแทกกับตอไม้ไผ่ ทำให้ไม้ไผ่เสียบเข้าไปในรูทวารหนักและหักติดอยู่ในช่องท้อง จึงนำตัวส่ง รพ.จ.อำนาจเจริญ แพทย์ทำแผลและให้ยาแก้ปวดรับประทาน แล้วให้กลับบ้านได้ โดยไม่ฟังเสียงขอร้องจากผู้ป่วยที่ขอให้หมอช่วยเอกซเรย์ เพราะสงสัยว่าจะมีไม้หักติดอยู่
หลังจากที่นาย ป. กลับมารักษาตัวที่บ้านอาการเริ่มทรุดหนักลง มีอาการป่วยแทรกซ้อนและมีกลิ่นเหม็น จึงได้เข้ารักษาที่รพ.อำเภอกุดข้าวปุ้น เป็นแห่งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๒ มิ.ย.นี้ หมอก็ได้รักษาเพียงให้กินยาแก้อักเสบและทำแผล

โดยไม่มีการเอกซเรย์ตามคำขอร้องของผู้ป่วยและญาติ นาย ป. นอนรักษาตัวอยู่นานกว่า ๑ สัปดาห์ อาการกลับทรุดหนัก ญาติขอนำตัวไปรักษาที่อื่น แต่หมอไม่อนุญาต ในที่สุดนาง อ. กับญาติ ๆ ได้ตัดสินใจอุ้มนาย ป. ออกจาก รพ.แห่งนี้ นำส่งรพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อไปถึงแพทย์ได้นำนาย ป. เข้าห้องเอกซเรย์เป็นการด่วน พบว่าท่อนไม้ฝังติดอยู่ในช่องท้อง จึงได้ผ่าตัดนำเอาไม้ไผ่ที่หักติดอยู่ออกมาโตขนาด ๑ นิ้ว ยาว ๓ นิ้ว และพบว่าลำไส้ของนาย ป. ติดเชื้อและเน่าบางส่วน แพทย์ต้องควักลำไส้ออกมากองรักษาข้างนอก อาการของนาย ป. ยังน่าเป็นห่วง

(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๒๘ มิ.ย. ๒๕๓๗)

ข้าราชการเก่าผู้หนึ่งเล่าประสบการณ์ของตน ความว่า

สมัยเมื่อรับราชการที่จังหวัดทางชายแดน วันหนึ่งผมได้ขับรถออกไปนอกเมือง เห็นชาวบ้านกำลังจับปลาในคูข้างถนน หลายคนวิ่งไล่ตะครุบปลาช่อนตัวใหญ่ซึ่งโดดหนีไปมาอย่างว่องไว ผมจึงหยุดรถข้างถนนออกมายืนดู ทันใดนั้นปลาช่อนก็กระโดดขึ้นมาบนถนน กระเสือกกระสนมาหยุดอยู่แทบเท้าผม คล้ายกับขอร้องให้ช่วยชีวิตมันไว้ พวกชาวบ้านก็ตะครุบตัวไว้ได้โดยง่าย

ผมเกิดความสงสาร จึงขอซื้อปลาช่อนเพื่อปล่อยเอาบุญ
ขณะนั้นมีรถขนาดเดียวกับผมแล่นผ่านไปข้างหน้าจนลับสายตาไป

ผมนำปลาช่อนที่ซื้อไปไว้ในรถ ขับรถไปช้าๆ ตามองหาที่ปล่อยปลา พอดีเห็นบึงใหญ่ห่างข้างทาง
ประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็หยุดรถข้างถนน เอาผ้าขาวม้าที่อยู่หลังรถห่อปลา แล้วออกจากรถ
เดินตามคันนาไปจนถึงบึง หาที่นํ้าลึก แก้ห่อผ้าขาวม้า แล้วปล่อยปลาลงนํ้า

เจ้าปลาคงดีใจมาก มันผุดขึ้นแล้วดำลงหลายหน เหมือนจะแสดงความขอบใจที่ช่วยชีวิตมันไว้
จากนั้นก็ดำหายลงไปในก้นบึง

ผมยืนมองดูอยู่ ในใจเกิดปีติที่ได้ช่วยชีวิตปลาช่อนตัวนี้ไว้ เมื่อไม่เห็นมันโผล่ขึ้นมาอีก
ผมก็เดินกลับมาที่รถ ขับต่อไปบนเส้นทางเดิม

เมื่อขับไปได้พักหนึ่ง เห็นคนมุงดูกลุ่มหนึ่งแต่ไกล เมื่อรถผมเข้าไปใกล้ ก็มองเห็นสะพานไม้ข้ามคลองกว้างพอสมควร ผมจึงจอดรถข้างทางแล้วเดินมองดูและชะโงกดูข้างล่าง เห็นรถยนต์คันหนึ่งตกลงไปอยู่ข้างล่างในห้วย
ตอนท้ายยับยู่ยี่ ผมตกใจมากเพราะจำได้ว่ารถคันนี้วิ่งออกหน้าตอนที่ผมกำลังซื้อปลาช่อนจากชาวบ้าน

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ผมฟังว่า สะพานนี้ รถโดยสารเขาเคยวิ่งกัน นํ้าหนักมากกว่ายังไม่หัก
จำเพาะมาหักเอารถคันนี้ พอสะพานหัก รถคันนี้ก็ตกลงไป ในรถมี ๓ คน ทุกคนบาดเจ็บสาหัส
และถูกนำตัวไปส่งอนามัยอำเภอซึ่งอยู่ไม่ไกล พวกนี้เที่ยวมายิงนกเสมอ รถที่ตกยังมีนกเขาถูกยิงอยู่เป็นพวง
และมีปืนแฝดอยู่ในรถ

ผมขับรถกลับจังหวัดด้วยจิตใจที่หดหู่ หากผมไม่ขอซื้อปลาช่อนจากชาวบ้าน
เคราะห์กรรมอันนี้คงเกิดขึ้นกับผมแน่

(กฎแห่งกรรม โดย ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๕)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้
๑. ทุกชีวิตต่างก็มีความทุกข์ประจำอยู่แล้ว ลำพังแต่ความร้อน หนาว หิว กระหาย แก่ เจ็บ ตาย
เพียงแค่นี้ก็ทุกข์จนสุดจะทนแล้ว เหตุไฉนจึงเบียดเบียนกัน เข่นฆ่ากัน เพิ่มทุกข์ให้แก่กันอีกเล่า
๒. คนที่รักษาสุขภาพเป็นอย่างดีมักจะไม่เจ็บไข้ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะตามหลักพุทธศาสนา
บางครั้งคนเราก็เจ็บป่วยเพราะผลของกรรมเก่า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์ว่า
ในกาลก่อน เราเป็นเด็กลูกของชาวประมง อยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นพวกชาวประมงฆ่าปลาแล้ว
(แทนที่จะสงสารกลับ) เกิดความชื่นชม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงปวดศีรษะ
เมื่อครั้งที่วิฏฏุภะฆ่าพวกศากยะ

(พุทธาปทาน ๓๒/๓๙๒)

โรคมะเร็งในปากอาจเป็นผลของบาปกรรมจากการตกปลาก็ได้ ดังนั้นผู้ที่ชอบหาความสุข
บนความทุกข์ของผู้อื่น พึงสังวรให้มากไว้ สภาพความเจ็บปวดของผู้ป่วยน่าสยดสยองมาก
บทเรียนบางอย่างนั้น คนฉลาดอาจเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องใช้นํ้าตาหรือชีวิตเลือดเนื้อของตนเองไปแลก

๓. คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกทำดีหรือทำชั่วก็ได้ เรื่องที่นำมาเสนอนี้ย่อมเป็นอุทาหรณ์ว่า
ควรจะใช้ชีวิตนี้ไปในทางใด

ปลาเป็นเหตุ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 17 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 12:37:15 pm 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ทรชนคนบาป -  ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๑ พระเจ้าศศางกะ กษัตริย์อินเดียผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เกิดริษยาความเจริญของพระพุทธศาสนา จึงคิดจะทำลายล้าง โดยจัดการกับวิหารมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก่อน ในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปอันงดงาม พระเจ้าศศางกะสั่งให้แม่ทัพจัดการทำลายพระพุทธรูปทันที แล้วเสด็จออกไปตัดต้นมหาโพธิ์ ส่วนภายในวิหารปล่อยให้แม่ทัพจัดการ

ฝ่ายแม่ทัพเป็นผู้รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่กล้าทำตามคำสั่งนาย ได้ดำริว่า ถ้าทำลายพระพุทธรูปตามโองการของพระราชา เราก็ต้องตกนรก ถ้าไม่ทำตามโองการ ศีรษะก็จะไม่อยู่กับบ่า ในที่สุดคิดอุบายร่วมกับคนสนิท ก่อกำแพงบังพระพุทธรูปนั้นให้มิด แล้วทูลพระราชาว่าทำลายเสร็จสิ้นแล้ว

พระเจ้าศศางกะชอบพระทัย พอล่วงไป ๗ วัน ก็บังเกิดโรคพุพองเปื่อยเน่าไปทั่วสรีระ
กษัตริย์ใจบาปนี้ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัสจนสิ้นพระชนม์ ฝ่ายแม่ทัพก็รีบมารื้อกำแพงออกทันที

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ แม้พระพุทธรูปยังไม่ได้ถูกทำลาย
แต่เป็นผลอันเกิดจากการทำอันตรายต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งพระพุทธองค์อาศัยร่มเงาในคืนตรัสรู้

อ.เสถียร โพธินันทะ
 
ได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านได้เห็นชายชราเป็นโรคผิวหนังพุพองเปื่อยเน่าทั้งตัว ทั้งยังเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ ต้องเที่ยวถัดไปตามถนนขอทานเขากิน ชายชราผู้นี้เล่าชีวประวัติให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นฟังว่า เมื่อหนุ่มหากินทางขโมยลอกทองพระพุทธรูปบ้าง เที่ยวขุดทรัพย์ในองค์พระปฏิมาตามวัดร้างโบราณ ทำให้องค์พระเสียหายขาดอวัยวะไป บัดนี้กรรมตามทันมาสนองให้ต้องทรมานอย่างนี้หลายปีแล้ว และรู้ตัวว่าหากตายไปคงตกนรกแน่นอน
ผู้ใหญ่ท่านนั้นเล่าว่า ได้เห็นสภาพของชายชราแล้ว ใจของท่านสลดสังเวชมาก
เพราะมีสภาพเกือบไม่เป็นมนุษย์ ตามตัวเน่าไปหมดส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทีเดียว
เป็นการตกนรกทันตาเห็นอยู่แล้ว

(ตอบปัญหาร้อยแปด โดย เสถียร โพธินันทะ)

บนกุฏิของท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดโพธิ์นิมิตร ฝั่งธนบุรี มีพระพุทธรูปยืนสององค์
ยืนเด่นในหมู่พระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก ท่านเจ้าคุณได้เล่าประวัติของพระพุทธรูปยืนสององค์ ความว่า

ในจังหวัดพระนคร มีบุคคลผู้หนึ่งนำพระพุทธรูปยืนมาเลื่อยเป็นสองท่อน ท่อนบนขายให้ฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเข้ามาทำงานในเมืองไทย เพื่อนำออกนอกประเทศได้สะดวก ส่วนท่อนล่างก็ไม่สนใจทิ้งไว้ข้างบ้าน คนข้างบ้านเห็นแล้วก็สังเวชใจยิ่งนัก จึงนำมาถวายท่านเจ้าคุณซึ่งท่านผู้นี้เคารพ ท่านเจ้าคุณได้จัดการบูรณะให้สมบูรณ์เป็นองค์พระ แล้วตั้งไว้เคารพบูชาบนกุฏิท่าน

ต่อมาวันหนึ่ง ผู้ที่เลื่อยพระพุทธรูปนั่งรถไปธุระที่ซอยแห่งหนึ่งในเขตพระนคร เมื่อรถที่นั่งออกจากซอยก็ชนกับรถอีกคันหนึ่งอย่างแรง รถพังยับเยิน ผู้ฆาตกรรมพระพุทธรูปได้รับบาดเจ็บสาหัส หนังหัวถลกมาข้างหน้า เจ็บปวดจนร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา ตำรวจนำผู้บาดเจ็บสาหัสส่งโรงพยาบาลโดยด่วน คนป่วยบิดตัวหน้าเบี้ยวบูดด้วยความเจ็บปวด พิษบาดแผลทำให้เพ้อคลั่งออกมาว่า ผมเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแล้ว กรุณาเอาเลื่อยมาเลื่อยหน้าอกที คนป่วยร้องยํ้าว่า ผมทนไม่ไหวแล้ว เลื่อยหน้าอกทีๆๆ

บุคคลผู้นี้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เจ็บปวดจนนํ้าตาไหลอาบหน้า ทั้งกิริยาท่าทางและการดิ้นรนตลอดจนหน้าตาบิดเบี้ยว ตอนแรกก็ร้องแผ่วเบา แล้วค่อยดังขึ้นจนที่สุดก็ตะโกนออกมา ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ไม่มีใครรู้ว่า คำพูดที่ตะโกนออกมานั้นหมายความว่าอะไร บางคนเข้าใจว่าเป็นเพราะความเจ็บปวด จึงอยากให้เลื่อยกายออกเป็นสองท่อน เพื่อให้ตายและพ้นความทุกข์ทรมาน บางคนคิดว่าพิษบาดแผลทำให้เพ้อพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว คำที่พูดออกมาจึงไม่มีความหมาย แต่ผู้ที่รู้เบื้องหลังของคนป่วยคงจะตื่นเต้น ทุกคำพูดเขย่าขวัญและเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึก เพราะบุคคลผู้สร้างบาปกรรมนี้ ที่สุดก็หนีบาปกรรมของตนไม่พ้น

ฝ่ายฝรั่งคนนั้น ตั้งแต่ได้นำพระพุทธรูปท่อนบนมาไว้ในบ้าน ครอบครัวที่เคยสงบสุข ก็เปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม ประเดี๋ยวคนนั้นป่วย คนนี้ป่วย จิตใจมีแต่ความเคร่งเครียด มองดูอะไรก็ไม่ถูกใจ เรื่องที่ไม่น่าจะมีก็มี ยิ่งมารู้ข่าวคนที่เลื่อยพระพุทธรูปก่อนตายร้องตะโกนให้เลื่อยหน้าอก ก็ยิ่งหวาดหวั่น หน้าที่การงานก็ได้รับคำตำหนิว่าบกพร่อง ทางต่างประเทศก็มีคำสั่งเรียกตัวกลับไป แกเชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นอภินิหารของพระพุทธรูปที่ซื้อมาแน่ จึงไม่ยอมนำพระพุทธรูปนี้กลับไปด้วย รีบไปพบผู้ที่นำพระพุทธรูปท่อนล่างไปถวายท่านเจ้าคุณ เพื่อให้ช่วยนำพระพุทธรูปท่อนบนไปถวายท่านเจ้าคุณ แม้จะทราบว่าท่อนล่างได้รับการบูรณะแล้ว ก็อยากจะให้นำท่อนบนไปให้พ้นบ้านเพราะความกลัว และบอกว่าเข็ดแล้ว จะไม่ขอแตะต้องพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

เมื่อได้พระพุทธรูปท่อนบนมาอีก ท่านเจ้าคุณก็บูรณะให้เป็นองค์พระที่สมบูรณ์
จึงเกิดเป็นพระพุทธรูปสององค์ยืนเด่นบนกุฏิท่าน

(กฎแห่งกรรม โดย ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๓)

เมื่อคืนวันที่ ๑๓ มิ.ย. ๒๕๓๖ ชายสองคนขี่รถจักรยานยนต์ไปที่วัดซุ้มกอ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร
(ชาวบ้านเรียกกรุทุ่งเศรษฐี) ทั้งสองนำรถไปซุ่มจอดอยู่ใต้ต้นมะม่วงซึ่งห่างจากเจดีย์ซุ้มกอประมาณ ๒๐ เมตร แล้วเดินมาขุดที่บริเวณฐานของเจดีย์ซุ้มกอ เพื่อหาพระซุ้มกอที่ยังมีหลงเหลือ ด้านบนของฐานเจดีย์ที่ทั้งสองลักลอบขุด มีจอมปลวกขนาดใหญ่ก่อตัวอยู่ทั้งสองขุดชอนลึกลงไปจนท่วมหัว สันนิษฐานว่าขุดกันมาหลายวันแล้ว โดยใช้ต้นหญ้าปิดปากหลุมไว้ ขณะที่กำลังใช้ชะแลงขุดลึกลงไปเรื่อยๆ นั้น ดินจอมปลวกและฐานเจดีย์ได้ถล่มพังทับร่างของทั้งสองชนิดตายทั้งเป็น

รุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านได้ช่วยกันขุดดินออก
พบร่างชายสองคน คือ นาย ก. อายุ ๒๑ ปี
อีกศพเป็นชายอายุประมาณ๒๐ ปี
ชื่อนาย น. พร้อมชะแลงเหล็ก ๑ อัน

ขณะที่กำลังขุดเอาศพออกมา หลายคนเห็นฝูงปลวกจำนวนนับล้านตัว
บางตัวมีขนาดเกือบเท่านิ้วก้อยเกาะติดศพขึ้นมา ต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
และบอกว่าฟ้าดินและเจ้าที่เจ้าทางลงโทษทันตาเห็น

สำหรับกรุทุ่งเศรษฐีนั้น บรรดาเซียนพระใน จ.กำแพงเพชร ได้เล่าว่า เคยมีผู้ไปลักลอบขุดพระ
ขณะที่ขุดลึกลงไปนั้น ได้เห็นว่ามีนํ้าไหลทะลักออกมามากมาย ผู้ที่ลักลอบขุดต้องว่ายนํ้าหนีจนหมดแรง
กระทั่งรุ่งเช้ามีคนมาพบว่านอนเกลือกกลิ้งอยู่ใกล้หลุมดินนั้นเอง โดยบริเวณดังกล่าวไม่มีนํ้าเลย
ลักษณะที่เรียกว่าว่ายบกนี้ ทำให้เข็ดไปตามๆ กัน
 
(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๑๕ มิ.ย. ๒๕๓๖)

พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จัดเป็นปูชนียวัตถุสูงสุด ผู้สร้างพระพุทธรูปจะได้ประโยชน์ดังนี้
๑. ได้บุญตั้งแต่วินาทีแรกที่คิดสร้าง เพราะเป็นความคิดอันประกอบด้วย
     ศรัทธาในพระพุทธองค์ จัดเป็นตถาคตโพธิสัทธา
๒. เมื่อบริจาคทรัพย์ในการสร้างจัดเป็นทานบารมี
๓. เมื่อขวนขวายติดตามตลอดงานจัดสร้างพระปฏิมาจัดเป็นกุศลส่วนเวยยาวัจจมัย
     (บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ)
๔. เมื่อองค์พระปฏิมาสำเร็จบริบูรณ์ ได้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงพระพุทธคุณ
     ทั้งตนเองด้วย ทั้งผู้อื่นด้วย กุศลจะเกิดเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้อาศัยพระปฏิมาเป็นสื่อน้อมนำ
     ให้ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งกุศลจริยาอื่นๆ อีกเป็นอันมาก
๕. อำนาจแห่งกุศลที่สร้างพระปฏิมาส่งผลให้เกิดเป็นคนรูปงาม มีบุคลิกสง่า
     ป็นที่เคารพรักใคร่ของประชุมชน มีอิสริยยศ บริวาร ทรัพย์สมบัติ
     ลอดจนความสุขสถาพร ไม่เป็นโรควิกลจริต
๖. ในสมัยมรณกาล หากมีอารมณ์ในกุศลกิจนั้นมาปรากฏให้จิตยึดก่อนจะจุติ
     ย่อมปิดอบายภูมิและส่งให้ปฏิสนธิในสุคติภูมิทันที

ส่วนการทำลายพระปฏิมานั้น ในคัมภีร์ชั้นฎีกา ท่านแสดงไว้ว่า
มีบาปเท่ากับทำลายต่อองค์พระบรมศาสดาเหมือนกัน ถึงห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เที่ยงต่อการตกนรกหมกไหม้ แม้ในกฎหมายโบราณ ท่านก็ตราเป็นพระราชกำหนดว่า ผู้ใดทำอันตรายต่อพระพุทธรูป มีตัดแขนพระเป็นต้น ก็ให้จับมันมาลงโทษด้วยการตัดแขนบ้าง ที่ต้องกำหนดโทษรุนแรงทั้งฝ่ายโลกฝ่ายธรรมอย่างนั้น ก็เพราะการทำลายพระพุทธรูปด้วยบาป เจตนาเท่ากับเป็นการทำลายจิตใจของชาวพุทธทั่วไป การทำอันตรายต่อปูชนียวัตถุอันเป็นมิ่งขวัญสูงสุดทางใจของคนจำนวนมากอย่างนั้น ก็ต้องมีผลตอบรุนแรงมากตามธรรมดา

การที่ท่านว่าห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน ก็เพราะคนที่มีใจบาป กล้าทำอันตรายพระปฏิมาได้
คนนั้นไหนเลยจะมีแก่ใจปฏิบัติธรรม เมื่อไม่ได้ปฏิบัติธรรมแล้วที่ไหนจะได้สวรรค์นิพพานเล่า
เมื่อห้ามสวรรค์นิพพานแล้ว คติที่ผู้นั้นจักไปก็มีแต่อบายภูมิ ๔ เท่านั้น

(ตอบปัญหาร้อยแปด โดย เสถียร โพธินันทะ)

ทรชนคนบาป -  ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 18 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 11:36:22 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ประวัติ - หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท

หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร


ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์สิริจนฺโท (จันทร์) รูปนี้ นามสกุล ศุภสร เกิดในรัชกาลที่ 4 วันศุกร์ เดือน 4
แรม 10 ค่ำ เวลาประมาณ 5 นาฬิกา ปีมะโรง จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2399

เป็นบุตรหัวปีของ หลวงสุโภรสุประการ กรมการเมืองอุบลราชธานีนางสุโถรสุประการ (แก้ว สุภสร) เป็นมารดา ชาติภูมิอยู่บ้านหนองไหล อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุลบลราชธานี เมื่ออายุได้ 13 ปีบรรพชาเป็นสามเณรศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนัก เจ้าอธิการม้าว เทวธุมมี วัดศรีทอง จังหวัดอุบลราชธานี ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา ถึงรัชกาลที่ 5 อายุ 19 ปีลาสิกขาบทจากสามเณรมาอยู่กับบิดามารดา 3 ปี จึงอุปสมบทที่ วัดศรีทอง เมื่อปีฉลูพ.ศ.2420 เจ้าอธิการม้าว เทวธฺมมี ซึ่งเป็นลัทธิวิหาริกในพระบาทสมเด็จพระจอมเก้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระอุปัชฌายะ ต่อมาอีก 4 พรรษา แล้วจึงมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดชัยมงคล แต่ไปศึกษาเล่าเรียนในสำนักพระอุปัชฌายะ ต่อมาอีก 4 พรรษา จึงมาอยู่ที่ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร ในสำนัก พระปลัดผา ถือนิสสัยเป็นพระอริยะมุนี (เอม) ศึกษาพระปริยัติธรรมกับ พระมหาดิษและพระอาจารย์บุษย์ ปีเศษ แล้วไปศึกษาในสำนักพระยาธรรมปรีชา (บุญ) ภายหลังย้ายมาอยู่ที่ วัดกันมาตุยาราม แล้วกลับไปอยู่ วัดเทพศิรินทร์ อีก ครั้นพระอริยะมุนี (เอม) และ พระปลัดผา มรณภาพแล้ว จึงย้ายไปอยู่ที่ วัดบุปผาราม จังหวัดธนบุรี ในสำนักพระสาสนโสภณ (อ่อน) แต่ยังเป็นเปรียญฯ

ถึงปีระกา พ.ศ.2428 ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค แล้วลาไปปฏิบัติอุปัชฌายะที่ จังหวัดอุบลราชธานี 2 พรรษา ระหว่างนี้ เจ้ายุติธรรมธร เจ้านครจำปาศักดิ์ สร้างวัดมหาอำมาตย์ ถวายพระสงฆ์ธรรมยุต จึงอาราธนาไปเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ครั้นถึงวันที่ 10 กรกฏาคม พ.ศ.2435 ทรงพระกรุอยู่ที่ วัดพิชัยญาติการาม 1 พรรษา แล้วกลับไปอยู่วัดเทพศิรินทร์อีก ต่อจากนั้นได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค จึงโปรดให้ไปจัดการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานีได้ 2 ปีเศษ ถึงปีกุน พ.ศ.2442 ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณรักขิต แล้วโปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน จึงกลับไปอยู่วัดสุปัฏน์ จังหวัดอุบลราชธานี 5 พรรษา

ภายหลังขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ทีวัดเทพศิรินทร์บ้าง ไปธุดงค์บ้าง จนถึงปีมะโรง พ.ศ.2447 จึงโปรดให้อาราธนาไปครองวัดบรมนิวาส ถึงปีระกา พ.ศ.2452 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระราชกวีถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2457 ทรงโปรดให้เลื่อน สมณศักดิ์เป็น พระเทพโมลี ต่อมาถึง พ.ศ.2458 ได้แต่งหนังสือเทศน์เห็นเป็นอันไม่ต้องด้วยรัฐประศาสนโยบายบางประการอันเกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาจักร จึงถูกถอดจากสมณศักดิ์คราวหนึ่ง ครั้นถึงวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2459 ทรงพระกรุณาโปรดกลับตั้งให้เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมธีรราชมหามุนีมีสมณศักดิ์เสมอชั้นเทพ และโปรดให้ครองวัดบรมนิวาสตามเดิม ถึงปี พ.ศ.2466 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระโพธิวงศาจารย์ เสมอตำแหน่งชั้นธรรม

ครั้นถึง พ.ศ.2468 ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสีมีนามในสัญญาบัตรว่า "พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฏกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์สาธุการีธรรมาดร สุนทรศีลาทิขันธ์" ได้เคยรับราชการทางคณะสงฆ์ในหน้าที่สำคัญๆ หลายตำแหน่งคือ เป็นเจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และ มณฑลกรุงเทพฯ ท่านเป็นพระนักปกครองผู้มีอัธยาศัยงดงามให้ความคุ้มครอง และให้ความดีความชอบแก่ผู้น้อย เป็นผู้มีใจกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ท่านแสดงธรรมสั่งสอนให้เขาเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดชี้ให้เห็นเหตุผลแจ่มแจ้งในกว้างเฉลี่ยลาภผลเกื้อกูลแก่สพรหมจารี ไปอยู่ที่ไหน ก็ยังคุณความดีให้เกิดแก่หมู่เป็นคณโสภณผู้ทำหมู่ให้งาม เป็นผู้ฉลาดในเชิงช่างนอกจากนี้ ท่านยังใส่ใจในการศึกษาของภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และ กุลบุตรกุลธิดามาก ทั้งภาษาบาลีและไทย เมตตาสั่งสอนให้ได้รู้หนังสือ ท่านมีความ สามารถในการอธิบายอรรถธรรมให้เข้าใจง่าย และชักชวนให้อาจหาญร่าเริงในสัมมาปฏิบัติ จัดเป็นธรรมกถึกเอกมีเชาวนะปฏิภาณว่องไวเฉียบแหลม วิจารณ์อรรถธรรมอันลุ่มลึกให้แจ่มแจ้ง ท่านแต่งหนังสือไว้ทั้ง คำร้อยแก้วทั้งคำกาพย์

เมื่ออยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดมหาอำมาตย์ (วัดนี้พระยามหาอำมาตย์หรุ่น กับ เจ้านครจำปาศักดิ์ สร้าง) ให้ชื่อว่า "โรงเรียนบุรพาสยามเขตร" สอนทั้งภาษาบาลีทั้งภาษาไทย และยังได้จัดตั้ง "โรงเรียนอุบลวิทยาคม" ขึ้นที่ วัดสุปัฏน์ เช่นกัน ครั้นได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล ก็จัดการการศึกษาทั่วไปจนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ได้จัดการศึกษาของกุลบุตรให้เจริญดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้ถึงวัดสิริจันทรนิมิตร ที่เขาบ่องาม (เขาพระงามในปัจจุบัน) จังหวัดลพบุรีและวัดเจดีย์หลวง นครเชีงใหม่ก็ได้จัดการศึกษาของกุลบุตรให้รุ่งเรืองขึ้นโดยควรแก่ฐานะ แม้ในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ท่านก็ได้สร้างคุณประโยชน์อันมากมาย เช่น การปฏิสังขรณ์ วัดบวรมงคล คือ พระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนวิหารคด การปฏิสังขรณ์วัดบรมนิวาส คือ พระอุโบสถแล พระอสีติมหาสาวก วิหารคด และ พระพิชิตมาร ซึ่งเป็นพระประธานในศาลาอุรุพงษ์ คือ เป็นพระลีลาเก่า อัญเชิญมาจาก จังหวัดราชบุรีและได้ให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ เช่น โรงเรียนภาษาบาลี และ ภาษาไทย สระน้ำศาลาอุรุพงษ์ ส่วนของระฆัง และหอระฆัง มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริวัฒน์เป็นผู้ร่วมสร้าง ตลอดจนกุฏิสร้างใหม่ให้เป็นตึก หอเขียวซึ่งเป็นกุฏิใหญ่ในวัดนี้ หม่อมเจ้าหญิงเมาลีหม่อมเจ้าหญิงคอยท่า หม่อมเจ้าหญิงโอฐอ่อน หม่อมเจ้าหญิงคำขาว และ หม่อมเจ้าหญิงรับแข สกุลปราโมทย์ ณ อยุธยา ทรงร่วมกันสร้างด้วยความสามัคคีธรรมแห่ง คณะญาติ

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ประเดิมสร้างวัดเสน่หานุกูล จังหวัดนครปฐม และที่วัดสิริจันทรนิมิตร จังหวัดลพบุรีนั้น ท่านได้สร้างพะรพุทธปฏิมากร อันมีนามว่า พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 11 วา 1 ศอก สูงทั้งรัศมี 18 วา อีกทั้ง พระอุโบสถ พระประธาน และ พระกัจจายน์ วิหาร ตลอดถึงถ้ำและกุฏิ ศาลา บ่อน้ำ ท่านเป็นผู้นำในการสร้างมณฑปวัดบ้านแป้ง จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเป็นผู้ยินดีในสัมมาปฏิบัติ สันโดษมักน้อยใฝ่ใจในสัลเลขปฏิบัติ ประกอบด้วยธุดงควัตรเที่ยวรุกขมูล รักษาขนบธรรมเนียมของสมณะที่ดีไว้มั่นคง มีสติสัมปชัญญคุณทุกเมื่อ มีความเยือกเย็นอาจหาญอดกลั้นทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ แม้ในยามอาพาธสุดท้ายพิษของโรครุนแรงด้วยทุกขเวทนายิ่งนัก ท่านยังได้ให้โอวาทแก่ผู้มาเยี่ยมเยือนว่า "เราเป็นนักรบ ได้ฝึกหัดวิธีรบไว้ก็ไม่เสียที ได้ผจญต่อพยาธิธรรมและมรณธรรมจริงๆ ก็อาจหาญอดกลั้นทนทานไม่สะทกสะท้าน มีสติสัมปชัญญคุณรอบคอบไม่หลงใหลไม่ฟั่นเฟือน ไม่กระวนกระวาย หากถึงกาลแตกดับ ก็ไปด้วยความสงบเงียบหายดุจหลับไป" จึงได้ชื่อว่า ท่านเป็นผู้ปฏิบัติได้ผลโดยควรแก่ภาวะโดยแท้

ธรรมโอวาท

ท่านได้กล่าวไว้มากมาย ขอคัดลอกมาบางส่วน ดังนี้ คือ ที่ว่าร่างกายจิตใจเป็นแก้วสารพัดนึกนั้น พึงพิเคราะห์ดูเรามีตา นึกจะดูอะไรก็ดูได้เรามีหู นึกจะฟังอะไรก็ฟังได้ เรามีจมูก อยากจะรู้กลิ่นอะไรก็รู้ได้ เรามีปาก มีลิ้น นึกอยากจะรู้รสอะไรก็รู้ได้นึกอยากจะกินอะไรก็กินได้ เรามีมือ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้เรามีเท้านึกอยากเดินไปไหนก็ไปได้ เรามีจิตมีใจ นึกอยากจะน้อมนึกตรึกตรองอะไร ก็ได้สมประสงค์ ผู้รู้ตนว่า เป็นของวิเศษอย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ได้ความสุข คือ ใช้ตามหน้าที่ ไม่ให้วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึกแก่ตน คือ เกิดปฏิฆะโทมนัสยินดียินร้ายเพราะวัตถุของตน นิสัยของผู้ฉลาด ย่อมไม่ให้วัตถุวิเศษของตนเป็นข้าศึกแก่ตน อารมณ์ที่ผ่านไปผ่านมา เลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่จักเป็นโทษ จงปล่อยฝ่านไปเสีย ไม่รับไม่เก็บเข้ามาไว้ คือ หัดชำระวัตถุภายในนี้ ให้ผ่องใส สมกับที่ว่า เป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ทุกเมื่อ อาศัยความหัดบ่อยๆ สติก็แก่ขึ้น วัตถุภายในก็ปราศจากโทษ คือ ไม่เป็นข้าศึกแก่ตน ให้ความสุขแก่ตนทุกอิริยาบถ

จึงสมกับพุทธโอวาทที่ทรงสั่งสอนว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

ถ้าว่าโดยสมมติ สกลกายนี้เองเป็นตน ถ้าว่าโดยสกลกายนี้เองเป็นธรรม ที่ว่า อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ให้มีตนเป็นที่ระลึกนี้ คือ ให้เห็นว่า ตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน ความรู้ธรรมเป็นพุทธะ สกลกายที่ทรงคุณความดีไว้เป็นธรรม ความประพฤติให้คุณความดีมีขึ้นในตนเป็นสังฆะ ผู้ที่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะในตนอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ถึงไตรสรณคมน์ในชาตินี้ ตลอดชาติชั้นศีล ชั้นสมาธิชั้นปัญญา ชั้นวิมุตติ ชั้นวิมุตติญาณทัสสนะ สุดแท้แต่วาสนาของใครจะถึงได้ในชั้นใด จะต้องได้รับผล คือ ความสุขตามชั้นตามภูมิของตนทั้งนั้น อย่าเป็นคนสงสัยลังเลยึดให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างมงายเชื่อเกจิอาจารย์ที่สอน นอกรีตนอกทาง อย่าพากันหลงใหลไปตามเขา เพราะพระนิพพานของพระพุทธเจ้า

ที่เรียกว่า นิพพานสมบัติ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา และ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มีสติปัฏฐาน เป็นต้น มีอัฏฐังคิกมรรค เป็นที่สุด เหล่านี้เป็นนิพพานสมบัติ อย่างอื่นๆ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้เป็นอวิชชาทั้งนั้น พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติตนให้มั่งมีเหมือนพระพุทธเจ้า ทั้งสมบัติภายนอกแลสมบัติภายใ

ปัจฉิมบท

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์) เปรียญ 4 ประโยค เจ้าอาวาส วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร อาพาธเนื่องด้วยโรคชรา ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม พ.ศ.2475 คำนวณอายุได้ 77 ปี พรรษา 55 ได้พระราชทานโกศโถ มีชั้นรองสองชั้น ฉัตรเบญจา 4 ประกอบศพเป็นเกียรติยศ

ประวัติ - หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท
หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร


โดย ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 16:04 น


 19 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 11:24:14 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ต่อ......

พอระลึกได้จิตตั้งมั่นแล้ว หายกลัว ความกลัวหายหมดเลย ไม่มีความกลัว เกิดความเมตตา รักมัน ฉวยโคมได้ออกตามหามันทันที ถ้าพบแล้วจะไม่มีความกลับ ไม่ว่าจะเป็นเสือเล็กหรือเสือใหญ่ สามารถจะเข้าลูบหลังและขี่หลังมันได้อีกครั้งหนึ่งหน้าแล้งปี พ.ศ. 2524 ท่านได้เดินทางไปวัดบ้านเหล่านาดี (วัดป่าอรัญวาสี) จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านเพื่อเป็นประธานสร้างกุฏิที่ญาติโยมเขามีศรัทธาที่จะสร้างเป็นอนุสรณ์ในด้านวัตถุถาวรไว้แต่ท่านไม่รู้สึกยินดี เพราะท่านชองสันโดษ ไม่มีนิสัยชอบก่อสร้างส่วนที่เห็นว่าทางวัดมีการสร้างสิ่งต่างๆ ส่วนมากเป็นศรัทธามาสร้างถวายท่านก็ไม่ขัดศรัทธาการก่อสร้างกุฏิที่วัดนี้ก็เช่นเดียวกัน มีศรัทธา 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการก่อสร้าง อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการสร้างไม่เป็นที่ตกลงกันฝ่ายที่ต้องการสร้างไม่ฟังเสียงคัดค้านได้ดำเนินการก่อสร้างไปเลย เมื่อรีบเตรียมหาวัสดุก่อสร้าง พวกที่คัดค้านก็หาเรื่องคัดค้านฟ้องร้องกัน หาว่าทำผิดกฎหมายบ้านเมืองให้เจ้าหน้าที่มาจับ พอออกพรรษาในปีพ.ศ. 2525 ท่านกลับไปวัดบ้านเหล่านาดีอีก พอดีกับการก่อสร้างเสร็จทางญาติโยมที่มีจิตศรัทธาก็ได้ทำบุญถวายกุฏิเป็นที่เรียบร้อย ในปีนั้น พวกโยมที่คัดค้านการก่อสร้างกุฏิและกลั่นแกล้ง พูดจากก้าวร้าวท่านต่างๆ นานับประการนั้น คนที่เป็นหัวหน้าเกิดอาเจียนเป็นเลือดตายส่วนอีกคนหนึ่งนอนหลับตาย พวกญาติๆ ของฝ่ายคัดค้านเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็กลัวกันมากเกรงว่า บาปกรรมที่พวกตนทำไว้กับพระสงฆ์จะตกสนองเช่นเดียวกับสองคนแรก จึงพากันไปกราบนมัสการขอขมาโทษจากท่านๆ จึงเทศน์ให้ฟังว่า "เรื่องเป็นเรื่องตายไม่ใช่เรื่องของอาตมาเป็นเรื่องของพวกเขาต่างหากเป็นเพราะใครทำกรรมอย่างใดก็ได้รับผลของกรรมอย่างนั้น ส่วนพวกเจ้าทำกันเองพวกเจ้าคงจะรู้ว่าเป็นเพราะอะไร" แล้วท่านก็ให้พากันทำคารวะสงฆ์หลวงปู่พร้อมด้วยสงฆ์ก็ให้ศีลให้พร

และท่านได้เทศน์ให้สติเตือนใจอีกว่า "นี่แหละ การเบียดเบียนท่านผู้มีศีลย่อมได้รับกรรมทันตาเห็นจะหาว่าไม่มีบาปมีบุญที่ไหนได้ศาสนามีทั้งคุณและโทษ ถ้าผู้ปฏิบัติดีก็นำพาจิตใจคนเหล่านี้ขึ้นสวรรค์นิพพานถ้าคนเหล่านี้ปฏิบัติไม่ดีก็พาคนเหล่านั้นตกนรกอเวจีก็มีมาก เรื่องบาปกรรมย่อมไม่ยกเว้นให้กับใครทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นพระเณร หรือเจ้านายชั้นไหนๆ ก็ตาม ถ้าทำบาปลงไปเป็นบาปทั้งนั้นไม่มีการยกเว้น ลำเอียง"

พ.ศ. 2477 เป็นต้นมา หลวงปู่คำดี ปภาโส หลังจากล้มป่วยลงมาจากป่าเขาพงไพรแล้วอาการต่างๆ ในร่างกายของท่านอ่อนแอมาตลอด หลวงปู่เป็นผู้มีจรรยาวัตรการธุดงค์และการประพฤติดีปฏิบัติชอบมาตลอด หลวงปู่มีลูกศิษย์มากมายทั้งเป็นสงฆ์และฆราวาสโดยทั่วไป บุคคลผู้ที่ไม่เคยพบหลวงปู่คำดีเลยเพียงได้ยินชื่อหรือภาพที่เผยแพร่ออกไปยังหมู่ชนเท่านั้นก็บังเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า สละบ้านการงานมาศึกษา ต่อมา หลวงปู่คำดี ได้ไปพบถ้ำผาปู่ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นสภาพป่า แต่เป็นสถานที่เก่าแก่ของวัดโบราณ และได้รกร้างมานาน หลวงปู่คำดี เข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาเห็นว่า มีความสงบวิเวกดี เหมาะแก่การปฏิบัติ ต่อไปภายหน้าจะมีผู้ที่สนใจใคร่ประพฤติธรรมมาใช้สถานที่แห่งนี้กันมาก ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันสร้างกุฏิหลังหนึ่งเพื่อถวายหลวงปู่อยู่จำพรรษา

ต่อมาชื่อเสียงของหลวงปู่คำดี พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้ขจรไปยังชาวจังหวัดเลยมากขึ้น จนมีผู้ศรัทธาทั้งหลายในจังหวัดพากันสละเงิน เสริมสร้างเสนาสนะมากขึ้นหลายหลังอีกทั้งศาลาหลังใหญ่ขึ้นอีกหลังหนึ่ง ชาวบ้านทั้งหลายจึงนิมนต์หลวงปู่อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นที่น่ายินดีที่ชาวจังหวัดเลย ได้เพชรน้ำงามที่เจียระไนแล้วมาเป็นมิ่งขวัญประดับจิต ประดับใจ แห่งชีวิตด้วยร่างกายของท่านไม่ดี ท่านมักเตือนลูกศิษย์ของท่านเสมอว่า "ร่างกายสังขารของผมแย่สมควรแล้ว ถ้าเป็นรถยนต์ก็ทิ้งได้แล้ว ถ้าหากผมล้มป่วยคราวนี้คงไม่ไหวแน่ถ้าหมู่คณะจะรักษาร่างกายผมก็รีบจัดการรักษาเสีย" พวกสานุศิษย์ทั้งหลายเห็นท่านพอเดินได้พูดได้ ฉันได้ เทศน์ได้ ก็พากันใจเย็นและจัดหาให้ฉันตามปกติแต่ไม่ได้พาหลวงปู่เข้าตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2526 ตอนเช้าหลังจากฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เรียกญาติโยมทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว ท่านก็พูดว่า "มาฟังเทศน์กัน อาตมาจะเทศน์ครั้งสุดท้าย ต่อไปจะไม่ได้เทศน์อีกแล้ว จะไม่ได้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์อีกแล้ว และจะไม่ได้พูดกันอีกต่อไป" พระลูกศิษย์และโยมทั้งหลาย เมื่อได้ฟังคำพูดของหลวงปู่อย่างนั้นก็พากันแปลกใจ

แต่ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจว่า คำพูดของท่านนั้นเป็นการพูดครั้งสุดท้ายจริงๆ หลวงปู่เริ่มเทศน์เรื่อง "ความไม่ประมาท" เมื่อท่านเทศน์จบ ลูกศิษย์ลากลับแล้ว ท่านเข้าพักผ่อนตามอัธยาศัยของท่าน จนกระทั่งเวลา 15.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2526 ท่านเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ท่านก็พูดขึ้นว่า "ผมเป็นลม" ขณะนั้นมีพระอุปัฏฐานท่าน 4 รูป ได้ประคองท่านนอนลงที่อาสนะ เมื่อนอนลงแล้วท่านไม่พูดไม่คุยกับใครทั้งนั้น มีแต่นอนเฉยๆ ไม่มีการขยับตัว ลูกศิษย์ต่างก็พากันตกใจ ต่างก็หายามาให้ท่านฉัน แต่ไม่หาย จนถึงเวลา 18.00 น. ก็ให้โยมไปเชิญหมอจากโรงพยาบาลมาตรวจดูอาการของหลวงปู่ มีการฉีดยา ให้น้ำเกลือ ท่านก็ยังไม่ฟื้น รุ่งขึ้นวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2526 คุณหมอก็สวนปัสสวะให้ท่าน สายยางที่สวนเข้าไปทำให้เกิดเป็นแผลภายใน เลือดไหลไม่หยุด ลูกศิษย์จึงปรึกษาว่าควรพาไปรักษาตัวในกระเทพฯ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2526 คณะศิษยานุศิษย์นำหลวงปู่ถึงโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา ตรวจสอบอาการของหลวงปู่ แล้วให้การบำบัดรักษา ประมาณ 9 เดือน อาการหลวงปู่ดีขึ้นเป็นลำดับ ศิษยานุศิษย์จึงเห็นสมควรให้ท่านกลับวัดถ้ำผาปู่ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2527 อาการไข้ได้กำเริบขึ้นอีก นายแพทย์ปัญญา ส่งสัมพันธ์จึงส่งรถพยาบาลมารับท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญาที่กรุงเทพฯ อีก คราวนี้มีแต่ทรงกับทรุดมาตลอด

พอถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 เวลา 13.13 น. หลวงปู่ท่านก็สิ้นลมจากไปด้วยอาการสงบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดรับเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลตลอด 7 วัน และบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วันและ 100 วันตามลำดับ สำหรับอาพาธของหลวงปู่รวมสองครั้งดังนี้ ครั้งแรก เป็นเวลา 9 เดือน ครั้งที่สอง เป็นเวลา 9 เดือน

สิริรวมอายุจนถึงวันมรณภาพได้ 83 ปีรวมพรรษาธรรมยุตได้ 57 พรรษา 3 เดือน 23 วัน


ปี พ.ศ. 2471 จำพรรษาที่ วัดบ้านยาง ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2472 จำพรรษาที่ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
ปี พ.ศ. 2473-2475 จำพรรษาที่ วัดป่าหนองกุ บ้านหนองคู ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2476-2480 จำพรรษาที่ วัดป่าช้างดงขวาง ตำบลหัวทะเล บ้านโนนฝรั่ง จังหวัดนครราชสีมา
ปี พ.ศ. 2481 จำพรรษาที่ วัดป่าอภัยวัน บ้านทุ่ม ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
 
ปี พ.ศ. 2482-2486 จำพรรษาที่ วัดถ้ำกวาง บ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2487-2493 จำพรรษาที่ วัดป่าชัยวัน ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2494 จำพรรษาที่ วัดป่าอรัญญวาสี บ้านเหล่านาดี ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2595 จำพรรษาที่ วัดป่าชัยวัน ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2496-2497 จำพรรษาที่ วัดป่าคิรีวัน คำหวายยาง ภูพานคำ ตำบลบ้านกง
                           อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น

ปี พ.ศ. 2498-2508 จำพรรษาที่ วัดถ้ำผาปู่ เขานิมิตร ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
ปี พ.ศ. 2509 จำพรรษาที่ วัดป่าหนองแซง ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
ปี พ.ศ. 2510-2525 จำพรรษาที่ วัดถ้ำผาปู่ เขานิมิตร ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
ปี พ.ศ. 2526-2527 จำพรรษาที่ โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา คลองตัน หัวหมาก กรุงเทพฯ (เพื่อรักษาโรค)
ปี พ.ศ. 2499 วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2499 ได้รับพระราชท่านสมณศักดิ์เป็น
                           พระครูญาณทัสสี พระครูชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
ปี พ.ศ. 2521 วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ธรรมโอวาท

ท่านมักจะอบรมลูกศิษย์ของท่านอยู่เสมอๆ ว่า "เรามีตาเท่ากับว่าไม่มีตา มีหูเท่ากับว่าไม่มีหู มีท้องก็ฉันอยู่ได้ไปวันๆ เท่านั้น ไม่ต้องแสดงความโลภและตะกละ" ให้พากันสำเหนียกไว้เรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลวง จะต้องมีด้วยกันทุกคนถ้าพูดถึงความโลภ เมื่อมันมีเจตนาบันดาลเกิดขึ้นมาแล้ว มันจะมืด ไม่รู้จักบาปบุญ ไม่กลัวคุกกลัวตะราง อันนี้เรียกว่าฤทธิ์ของมัน ท่านจงให้ระวังดีๆ ในเรื่องของสามประการนี้ท่านสอนว่า อย่าไปปรุงแต่งตามมัน ให้มีสติรู้เท่าทันมัน เมื่อเราปฏิบัติได้อย่างนี้แล้วความโลภ ความโกรธ ความหลวง เหล่านี้ก็จะเสื่อมอำนาจไป ตัวอย่างเช่น เมื่อเราประสงค์จะเอาสิ่งใด เราจะต้องพิจารณาเหตุเสียก่อน เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามันไม่ผิดศีลธรรม เราก็สามารถเอาได้แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามันผิดศีลผิดธรรม เราก็ละเสียไม่เอานี่แสดงว่าเราไม่ปรุงแต่งตามมัน ในความอยากได้หรือความโลภ และเราก็มีสติรู้เท่ามัน คือมีการพิจารณาในเหตุในผลเสียก่อน ถ้าเราประพฤติได้ในลักษณะนั้น เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนดี กระทำแต่ในสิ่งที่ดีมีแต่บุญกุศล ถ้าพูดสั้นๆ ก็หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีผลเท่านั้น คือถ้าเราทำเหตุดีก็จะได้รับผลดี แต่ถ้าเราทำเหตุชั่ว เราก็จะได้รับผลชั่ว

"แต่การที่จะทำเหตุที่ดีนั้น มนุษย์เราทำกันอย่างนักยากหนา ที่ว่าทำยากเพราะอะไร? คือมนุษย์บางเหล่าไม่รู้จักเหตุและผล จึงไม่รู้จักเลือกเฟ้นทำเหตุที่ดีกัน และอีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเรานี้ไม่ค่อยชอบกระทำเหตุที่ดีกัน แต่ผลดีของมันนั้นชอบกันทุกคน" ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คำว่าตาย ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราตาย หมายถึงจิตใจคนเราตาย คือตายจากมรรคผลนิพพานต่างหาก ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย คือไม่ประมาทต่อการทำความดี ได้แก่ ศีล สมาธิปัญญา มีโอกาสจะได้ไปสวรรค์พรหมโลกหรือมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่ง
ตลอดถึงพระนิพพานข้างหน้าแน่นอน ช้าหรือเร็วแล้วแต่บุญบารมีหรือความพากเพียรของตนเอง "ความไม่ประมาท คือ เป็นผู้มีสติจดจ่ออยู่ที่ กาย และใจ ทุกอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีการเผลอสติจากอิริยาบถทั้ง 4 จึงจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาทเข้าใจไหม (ท่านถามลูกศิษย์) " นี่คือเทนศ์ครั้งสุดท้ายของท่านก่อนที่จะล้มป่วย คำว่าฟังเทศน์หมายความว่า เอาใจฟังอย่าให้ใจหนีจากตัว ใจผู้ใดก็ให้รักษาอยู่กับตัวอย่าให้ใจหนีจากตัว ใจผู้ใดก็ให้รักษาอยู่กับตัวให้รู้อยู่กับภาวนาหรือให้รู้อยู่เฉพาะใจ อย่าให้ร่างกายนั่งอยู่ที่นี่แต่ใจมันคิดไปที่อื่น ก็ชื่อว่าใจไม่ฟัง คำว่าใจฟังคือใจจดจ่อ สะท้อนให้ละความชั่วประพฤติความดีความชั่วก็ได้แก่บาปนั่นแหละ ความดีก็ได้แก่บุญกุศลนั่นแหละ แต่เกี่ยวเนื่องอยู่กับจิตใจของเรา

ถ้าพูดให้สั้นๆ เอาเฉพาะใจความโอวาทของพระพุทธเจ้า 84,000 พนะธรรมขันธ์ ท่านก็ย่อมลงมาเป็น 3 ข้อด้วยกันคือ 1. พระพุทธเจ้าสอนให้ละกายทุจริตและประพฤติกายให้สุจริตนี้เป็นข้อที่หนึ่ง 2. ให้ละวาจาทุจริตและ ให้ประพฤติวาจาให้สุจริต 3. ให้ละ มโนทุจริตและ ให้ประพฤติใจให้สุจริต
จะพูดถึงบาป อกุศลกรรมบท หมายความว่า การทำบาปทั้งหลายก็รวมมาอยู่ที่อกุศลกรรมบท 10 ประการนั่นแหละ
 คำว่าบุญกุศลก็รวมอยู่ที่กุศลกรรมบท 10 ประการ นั่นแหละชื่อว่ากายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 ถ้าพูดให้สั้นให้น้อยลงไปอีก กายกรรม 3 และวจีกรรม 4 เป็นกิริยา การทำบาป ย่นลงมาทางใจคือ ใจโลภ ใจหลง มี 3 อย่างเท่านั้นแหละเป็นต้นเหตุ ตกลงอกุศลกรรมบทก็หมายใจเท่านี้แหละเป็นต้นเหตุ ตกลง อกุศลกรรมบทก็หมายใจเท่านั้น หมายใจดวงเดียวคือใจ ก็หมายอันเดียวเรียกว่า เอกังจิตตัง ที่เรียกว่า จิต หัวใจ ก็เรียกว่าเป็นใจดวงเดียวเอกมโนเรียกว่า ใจอันเดียว ตกลงผู้ที่เบื่อความทุกข์ เบื่อความโง่ เบื่อความเป็นบาป ก็มาปฏิบัติแก้กายทุจริตให้เป็นกายสุจริต แก้วจีทุจริต ให้เป็นวจีสุจริต แก้มโนทุจริต เป็นมโนสุจริต นี้เป็นวิธีปฏิบัติ

ถ้าเราจะเทียบในทางโลกเหมือนกับพวกชาวไร่ ชาวนาที่มีไร่มีนา แต่ก่อนมันก็เป็นป่าเป็นดงนั่นแหละ เมื่อถือสิทธิ์แล้วก็จึงสร้างจึงถากถาง ทำให้เป็นไร่เป็นสวนทำให้บริสุทธิ์ ทำนาก็ให้เป็นนาจริงๆ ทำสวนก็ให้เป็นสวนจริงๆ คนทุกข์คนจนในโลกนี้ไม่ใช่ทุกข์เพราะเสือกิน ไม่ใช่ทุกข์เพราะงูร้ายกัด ไม่ใช่ทุกข์เพราะช้างฆ่า แต่ทุกข์เพราะความโลภ ความโกรธความหลวงของตน จะทุกข์เพราะสิ่งใดๆ ก็ตาม ตัวความโลภ ความโกรธ ความหลงนี่แหละเป็นผู้ฆ่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง สามสิ่งนี้ร้ายกาจกว่าสิ่งอะไรทั้งหมดร้ายกว่าผีร้าย ร้ายกว่าเสือส้าย ร้ายกว่างูร้าย ไม่มีสิ่งไหนจะร้ายกว่าตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะฉะนั้นให้ระวังที่สุดเรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลง สามประการนี้ มันสามารถทำให้ผู้รู้แจ้งเป็นคนมืดก็ได้ ฤทธิ์ของมันน่ะ มันอยู่เหนือทุกคนในโลกที่ได้เกิดมาในโลกนี้ ยกเว้นเสียแต่พระอรหันต์

ปัจฉิมบท

ด้วยขยัน อดทน พากเพียร และจริงใจในการปฏิบัติบูชา เพื่อมุ่งหวังในพระธรรมเป็นผลให้หลวงปู่ได้พบทางแห่งการดับทุกข์และพ้นทุกข์และเป็นที่ทราบกันดีว่า หลวงปู่คำดี ปภาโส แห่งวัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลย เป็นพระสุปฏิปันโน ธรรมโอวาท และการปฏิบัติของหลวงปู่ปรากฏในข้อความข้างต้นนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน

ประวัติ - หลวงปู่คำดี ปภาโส
วัดถ้ำผาปู่ อ.เมือง จ.เลย


โดย ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545 15:56 น.


 20 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 10:52:42 am 
เริ่มโดย - กระทู้ล่าสุด โดย
ประวัติ - หลวงปู่คำดี ปภาโส

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย


หลวงปู่คำดี ปภาโส เกิดวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2445 ตรงกับแรม 14 ค่ำ ปีขาล ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 หลงนายพร-นางหมอก นินเขียว เกิดที่บ้านหนองคู ตำลบบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดากัน คือ ชาย 3 คน หญิง 3 คน รวม 6 คน หลวงปู่คำดี เมื่อเป็นเด็กท่านไม่ได้เข้าโรงเรียน เพราะสมัยนั้นตามชนบทบ้านนอกไม่มีโรงเรียน ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยเข้าเรียนโรงเรียนผู้ใหญ่จบขั้นประถมปีที่ 4 บริบูรณ์ ในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและมีจิตใจเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนาตลอดมา ท่านนึกอยากจะบวชมาตลอด เมื่อายุพอบวชเป็นสามเณรได้ ท่านขออนุญาตโยมบิดา-มารดาบวช แต่ไม่ได้รับอนุญาต กลับบอกว่า เอาไว้อายุครบบวชเป็นพระแล้วค่อยบวชทีเดียวเลย เพราะตอนนี้ทางบ้านกำลังต้องการให้อยู่ช่วยทำงานก่อน ท่านก็ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรด้วยความอดทนมาตลอด จนกระทั่งอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์ จึงได้ขออนุญาตบิดา-มารดาของท่านบวชอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้จึงยินดีอนุญาตให้ท่านบวชได้ตามต้องการ ท่านดีใจมาก เพราะสมใจที่คิดไว้ท่านพูดว่าสมัยท่านเป็นเด็กมองเห็นภูเขาเขียวๆ ที่ใกล้บ้านท่าน เป็นสถานที่ที่เหมือนว่าเคยอาศัยอยู่มาแต่ก่อนแล้ว และคิดว่าบวชครั้งนี้แล้ว คงจะได้ไปอยู่อาศัยทำความเพียรแน่ เกิดความปิติ และเกิดความชื่นใจตอลดเวลา ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา หลวงปู่คำดี ปภาโส บวชเป็นพระมหานิกาย ที่วัดหนองแวง บ้านเมืองเก่า ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พระอาจารย์ที่บวชให้คือ พระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์โพธิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชานุหลิด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อบวชแล้วท่านไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านหนองคูตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น กับอาจารย์ของท่าน ต่อมาไม่นานอาจารย์ได้ลาสิกขาจากท่านไป ท่านจึงต้องทำหน้าที่เป็นสมภารวัดแทน ท่านได้บวชอยู่ 4 พรรษา ในระหว่างที่บวชอยู่นั้น ไม่มีความยินดีและพอใจในความเป็นอยู่ เพราะท่านได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการบวชตามพระเพณีเช่นนี้ คงจะไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ถ้าฝึกบวชและจำพรรษาอยู่อย่างนี้แล้ว คงขาดทุนในการบวชแน่นอน เพราะเป็นการอยู่ด้วยความประมาท ทั้งวันทั้งคืน อยู่ตลอดเวลา เมื่อท่านพิจารณาเห็นโทษในความเป็นอยู่ ท่านจึงคิดอยากที่จะไปธุดงค์กรรมฐานปฏิบัติภาวนาให้รู้แจ้งเห็นจริงให้ได้ การจะออกธุดงคกรรมฐานท่านมีความตั้งใจตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระฝ่ายมหานิกายอยอู่ โดยครั้งหนึ่งท่านเคยพาสามเณรออกไปนั่งกรรมฐานที่ป่าช้า ท่านเล่าว่า วันหนึ่งมีคนตายใหม่เพิ่งเอาไปเผา เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ท่านไปกับสามเณรเพียง 2 รูป ถึงป่าช้าท่านกับสมณเณรแยกกัน ท่านอยู่ที่โคนไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง การภาวนาของท่านครั้งนั้นยังไม่มีครูบาอาจารย์สอน ท่านได้ศึกษาตามแบบแผนที่ท่านอ่านพบ และปฏิบัติภาวนาตามคือให้บริกรรมพุทโธ ท่านภาวนาไปสักพัก ทำให้เกิดจิตว่าง จากความนึกคิด กายก็ปรากฏว่าหายไปหมด มีสติกับความรู้อยู่เฉย มีแต่ความสุขใจ ท่านนั่งประมาณ 3 ชั่วโมง จิตจึงถอนออก

จากพรรษาที่ 1-2-3 ผ่านไป มีอยู่วันหนึ่ง หลวงปู่คำดี มีความสงสัยเรื่อง พระนั่งหลับตามาก จึงเข้าไปถามพระอาจารย์ ท่านตอบว่า "นั่นท่านนั่งภาวนา เรียกว่านั่งกรรมฐานเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาอยู่ในถ้ำบำเพ็ญเพียรของท่าน" ความนึกคิดและความรู้ใหม่ๆ นี้ ทำให้หลวงปู่คำดีสนใจมากเป็นพิเศษ ได้เก็บความรู้สึกนอนเนื่องในหัวใจตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่เคยลืม แม้จะศึกษาทางด้านปริยัติธรรม สวดมนต์ทำวัตรโดยปกติก็ตาม ต่อมาพรรษาที่ 4 หลวงปู่คำดีเกิดเบื่อหน่ายในการศึกษาพระธรรมวินัยตามที่เคยเรียนรู้อยู่ ท่านจึงมาพิจารณาเองว่า การบวชของเรานี้ดูแล้วไม่มีอะไรเป็นแก่นเป็นสารเลย คงเป็นการบวชตามประเพณีอย่างที่เขาบวชกันเฉยๆ นั่นเอง แต่ถ้าเราได้ออกเดินธุดงค์เหมือนอย่างพระมาปักกลดข้างๆ วัดเราก็จะมีประโยชน์มาก อีกทั้งยังได้ประสบการณ์ที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นอีกด้วย ถ้ายังเป็นอยู่เช่นนี้คงไม่เป็นเพื่อพ้นทุกข์เสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานไปว่า "ถ้าแม้ว่าข้าพเจ้ายังดำเนินชีวิตอยู่เช่นนี้ เห็นทีจะต้องลาสิกขาออกไปใช้ชีวิตภายนอกแน่นอนแต่ถ้าแม้ว่าข้าพเจ้าสามารถประพฤติปฏิบัติธรรมตามเยี่ยงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ทางพ้นทุกข์ดังเช่นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่เดินธุดงค์มาปักกลดเมื่อไม่นานมานี้แล้วก็ขอให้พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโปรดสั่งสอนแนะแนวทางแก้ข้าพเจ้าภายในสองวันนี้ด้วยเถิด" หลังจากหลวงปู่ได้อธิษฐานแล้ว 2 วัน ก็ปรากฏพระกรรมฐานเดินธุดงค์ผ่านมาและพักตรงบริเวณใต้ต้นไม้ ใกล้ๆ วัด ที่เดียวกับพระธุดงค์ชุดก่อน ท่านมาถึงคำอธิฐานได้ก็แสนจะดีใจ รีบหาน้ำฝนที่สะอาดไปถวายซึ่งในครั้งนี้มากันหลายองค์กระจายกันพักเป็นจุดๆ ไป เมื่อหลวงปู่ถวายน้ำแล้วได้กราบเรียนถามตามที่ตนสงสัยนั้นว่า "นี่พระคุณเจ้ามาจากไหนและจะเดินทางไปที่ใดครับกระผม" พระธุดงค์ตอบว่า "พวกผมพากันเดินธุดงค์จะขึ้นเขา แต่นี่ผ่านมาจึงแวะพักเหนื่อย" หลวงปู่คำดีถามว่า "การเดินธุดงค์นี้เป็นไปเพื่อจุดประสงค์สิ่งใดครับกระผม" พระธุดงค์ตอบว่า "เพื่อความวิเวกเพื่อหาความสงบและเพื่อโมกขธรรมคือ ความพ้นทุกข์" หลวงปู่คำพีนิ่งคิด เพราะเรื่องนี้เคยได้ถามพระอาจารย์มาแล้ว ท่านว่าหาทางพ้นทุกข์เหมือนกัน ท่านยิ่งเกิดความปิติยินดีในปฏิปทาของท่านเหล่านั้นมาก ท่านมีความศรัทธาในอิริยาบถต่างๆ ที่พระธุดงค์แสดงออกมาให้เห็น ท่านจึงออกปากพูดไปว่า "กระผมมีความสนใจมานานพระคุณเจ้าจะรังเกียจหรือไม่ถ้ากระผมจะขอติดตามเดินธุดงค์ไปด้วย เพื่อพระคุณเจ้าจะได้อบรมสั่งสอนให้กระผมได้มีความรู้ความเข้าใจตามแนวทางปฏิบัติอย่างที่พระคุณเจ้ากระทำอยู่" พระธุดงค์จึงถามว่า "ท่านเป็นพระมหานิกาย หรือธรรมยุต" หลวงปู่คำดีตอบว่า "กระผมเป็นพระมหานิกายครับกระผม" พระธุดงค์พูดว่า "ท่านเป็นพระมหานิกายไปกับพวกผมไม่ได้เพราะบางสิ่งบางอย่างหลักธรรมวินัยเข้ากันไม่ได้ หมายถึงไม่เหมือนกัน อย่างเช่นพิธีการต่างๆ พวกผมไม่ได้รังเกียจท่านหรอก แต่ทางที่ดีถ้าท่านอยากไปกับพวกผมจริงๆ แล้วขอให้ท่านไปญัตติใหม่เป็นธรรมยุตเสียก่อน จึงจะไปกับพวกผมได้เอาละพวกผมก็พักเป็นเวลาสมควรแล้วจะต้องรีบเดินธุดงค์ต่อไป"

หลังจากที่พระธุดงค์ชุดดังกล่าวจากไปแล้ว หลวงปู่มีความอึดอัดใจ เพราะว่าพระธุดงค์บอกว่าถ้าจะร่วมไปกับท่านจริงต้องไปญัตติเป็นธรรมยุตก่อน ส่วนเราหรือก็ได้รับความเมตตาพระอาจารย์ ตลอดจนญาติโยมมากมาย แต่ใจหลวงปู่ก็ไม่อยากทิ้งความพยายามที่จะออกธุดงค์ท่านรุ่มร้อนจิตใจจนทนไม่ได้จึงอยากจะกราบพระอาจารย์ขออนุญาตลาไปญัตติใหม่ถ้าท่านเมตตาเราแล้วท่านคงไม่ขัดขวาง ต้องยินดีกับการดำเนินชีวิตที่ดีที่ชอบของลูกศิษย์อย่างแน่นอน เพราะการเดินธุดงค์เป็นไปเพื่อหาทางพ้นเสียจากทุกข์พระอาจารย์คงจะอนุโมทนากับเรา จึงได้หาโอกาสในวันหนึ่งเข้านมัสการพระอาจารย์เพื่อขอลาญัตติใหม่เมื่อเข้ามาถึงตรงหน้าแล้วพระอาจารย์ถามว่า "มีธุระอะไรหรือ"หลวงปู่ตอบไปว่า "กระผมมีปัญหาอยู่ว่า กระผมมีความประสงค์ที่จะออกธุดงค์ แต่ในการเดินธุดงค์นั้น กระผมได้รับคำแนะนำว่า ให้ไปแปรนิกายใหม่เป็นธรรมยุตกระผมจึงมีความอัดอั้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง พระอาจารย์เห็นเป็นการสมควรประการใดครับกระผม" พระอาจารย์ตอบว่า ผู้เป็นพระคณาจารย์ใหญ่ในขณะนี้ท่านเป็นพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต เป็นพระอาจารย์ปฏิบัติกรรมฐาน มีความสามารถเป็นยอด ท่านได้อบรมสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติแนวทางพ้นทุกข์จนสามารถมีดวงตาเห็นธรรมกันมากมีถ้าแม้ว่าเป็นวาสนาของท่านคำดีแล้ว ควรจะรีบเร่งขวนขวายในขณะครูบาอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ จงไปดีนะ และขอให้ตั้งใจค้นคว้าหาสัจธรรมอันล้ำเลิศอันเป็นทางพ้นทุกข์ได้จริงแท้แน่นอน เป็นหนทางเอกของท่านคำดีแล้ว ขออนุโมทนาให้กุศลผลแห่งภาวนามัยนี้ด้วย - ข้อให้พบธรรม" หลวงปู่คำดีแสนตื้นตันใจน้ำตาเอ่อนอนด้วยความปีตินี่แหละหนอครูบาอาจารย์ผู้ประเสริฐ พระอาจารย์ผู้อยากเห็นศิษย์ได้ดีมีวิชชา ต่อไปในอนาคตท่านย่อมส่งเสริมเช่นนี้เสมอ...หลวงปู่คำดีได้ลาพระอาจารย์แล้ว ยังคิดถึงโยมอุปัฏฐาก ท่านจึงได้บอกข่าวและมาประชุมกัน เพื่อขอลาเดินธุดงค์และจะเรียนรู้ในการแปรญัตติเป็นธรรมยุตด้วย หลังจากที่หลวงปู่ฯ ได้ยินคำอธิบายจากพระธุดงค์ผ่านไปไม่กี่วัน ท่านก็บอกญาติโยมให้เตรียมบริขารที่จะไปทำการญัตติใหม่ไม่กี่วันการเตรียมบริขารเสร็จเรียบร้อย จึงลาญาติโยมเพื่อไปญัตติเป็นพระธรรมยุต ญาติโยมต่างก็อนุโมทนาทุกคน

ท่านจึงออกเดินทางจากวัดหนองคูซึ่งเป็นบ้านเกิดไปเมืองขอนแก่น ขออนุญาติเข้าพบ พระครูพิศาลอรัญเขต เจ้าอาวาสวัดศรีจันทราวาส ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และนมัสการกราบเรียนให้ท่านช่วยญัตติเป็นพระธรรมยุตท่านก็รับไว้ด้วยความเมตตา และพักอยู่ที่วัดนี้ จนกระทั่งหลวงปู่คำดี ได้ฝึกหัดอ่านอักขระฐานกรณ์จากอาจารย์ได้เรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง ท่านจึงได้อนุญาตให้ญัตติได้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2471 ตรงกับปีมะโรง เวลา 13.30 น. เป็นอันเสร็จพิธีโดยมี พระครูพิศาลอรัญเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดสังข์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ปี พ.ศ. 2481 ท่านจำพรรษาที่วัดถ้ำกวาง บ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ครั้งแรกท่านอยู่องค์เดียว อาศัยญาติโยมชาวบ้านหาร้านที่พักให้ชั่วคราว ต่อมามีหมู่คณะไปด้วยมีพระ 3 รูป ตาปะขาว 1 คน ถ้ำกวางนี้เป็นสถานที่ที่มีป่าทึบ ห่างไกลจากหมู่บ้านประมาณ 2 กม. ก่อนที่ท่านจะมาถ้ำกวางนี้ ท่านมุ่งมั่นทำความเพียรอย่างเดียว ยอมสละชีพเพื่อพรหมจรรย์ เพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอยู่จำพรรษาที่ถ้ำกวางนี้ 5 พรรษา ถ้าหากจะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ท่านก็จะไม่ยอมหนีให้เสียสัจจะโดยเด็ดขาด

การจำพรรษาที่นี่ท่านได้ปฏิบัติภาวนาอย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2483 ท่านได้เป็นไข้มาลาเรียอย่างหนักแม้แต่หมู่คณะของท่านทุกรูปก็เป็นไม่มีใครดูแลกันได้เลย ได้อาศัยชาวบ้านหินร่องมาช่วยอุปัฏฐากดูแลต่อมาพระ 2 รูป มรณภาพ และตาปะขาว 1 คน ได้ตายจากไป ส่วนพระที่ยังไม่มรณภาพต่างก็หนีไปที่ต่างๆ ไม่มีใครกล้าอยู่เพราะกลัวไข้มาลาเรียกัน สำหรับหลวงปู่ได้มีญาติโยมมาอ้อนวอนให้หนีแต่หลวงปู่อธิษฐานไว้แล้ว ท่านอยู่ของท่านรูปเดียวตลอดฤดูแล้ง พอจวนจะเข้าพรรษามีพระไปร่วมจำพรรษาอีก 4 รูป ตาปะขาว 1 คนคือ พระอ่อน หลวงตาสีดา หลวงตาช่วง ตาปะขาวบัว (หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี) ได้ร่วมกับเพื่อนพระด้วยกันปฏิบัติภาวนาจนกระทั่งออกพรรษา ในขณะที่อยู่ถ้ำกวาง บ้านหินร่อง กลางฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2484 คิดอยากจะไปวิเวกที่ "ภูแก้ว" ขณะนั้นไข้ยังไม่หายดี ก่อนไปคิดเสียสละตัดสินใจไป หากจะเป็นอย่างไรก็ยอมเป็น จะหายก็หายจะตายก็ตาย ตัดสินใจอย่างนั้นก็เล่าให้ลูกศิษย์ซึ่งเป็นไข้เหมือนกันฟัง "ผมจะไปภูแก้ว ท่านจะไปด้วยไหม ถ้าผมไปผมยอมสละชีพได้น่ะ จะหายก็หายจะตายก็ตายหากถึงภูเขาแล้วถ้ำแล้ว ถ้าลงบิณฑบาตไม่ได้ ผมก็ไม่ลง หากชาวบ้านเขาไม่เอาอาหารมาส่งผมก็ไม่ฉัน" โสสุด (ตั้งใจแน่นอน) อย่างนี้ก็ตกลงไปด้วยกัน หลวงปู่เป็นนักต่อสู้ผู้ล้ำเลิศจริงจังต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นยอด ถึงแม้ว่าสังขารร่างกายจะเป็นอย่างไร หลวงปู่ไม่เคยคิดเดือดร้อน ท่านถือว่า ถ้าไม่ได้ธรรมแล้วขอยอมตาย สัจจะวาจาที่ตั้งไว้บังเกิดผลได้ หลวงปู่คำดีไปอยู่ในถ้ำกวางแต่ละครั้ง ก็ล้มป่วยถูกชาวบ้านหามลงมาทุกครั้ง ท่านอธิษฐานอยู่ 5 ปีก็ต้องถูกหามลงมาทุกปีเหมือนกัน แต่อาศัยความเพียรเป็นเลิศมุ่งตรงทางเอกปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างไม่มีอะไรจะเปลี่ยนจิตใจท่านได้แม้สุขภาพไม่สมบูรณ์นักก็ตาม ความขยันในการประพฤติปฏิบัติภาวนา หลวงปู่ไม่เคยทอดทิ้งละเลย แม้ยามเจ็บป่วยหลวงปู่ยังมีสติพร้อมมูล มุ่งหวังธรรมะด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก ปฏิปทาในการปฏิบัติของท่านๆ เอาความตายเข้าสู้ บางวันเดินจงกรมตลอดถึงมือก็มี บางครั้งนั่งสมาธิตลอดคืน บางวันเดินจงกรมตลอดวันอีก

การปฏิบัติของท่านปฏิบัติแบบเอาเป็นเอาตายไม่ห่วงแม้แต่เรื่องการอาบน้ำแม้เหงื่อจะไหลชุ่มโชกก็ตาม ท่านบอกว่าเหงื่อไหลตามตัวไม่เป็นไรแต่ใจมันเย็นชุมฉ่ำตลอดเวลา จึงไม่เกิดความรำคาญ ลูกศิษย์ที่ศึกษาปฏิบัติภาวนากับท่านกราบเรียนถามท่านอีกว่า "ท่านอาจารย์กระผมเห็นท่านปฏิบัติภาวนาตลอดวันตลอดคืน ไม่ทราบว่าท่านเอาเวลาไหนนอน" ท่านตอบว่า "จิตมันพักอยู่ในตัวนอนอยู่ในตัว มีความยินดีและเพลิดเพลินในการปฏิบัติภาวนา จึงไม่รู้สึกเหนื่อยและไม่ง่วงนอน" ในระหว่างที่ท่านวิเวกภาวนาอยู่ที่เขาตะกุดรังนั้น ท่านได้ถือสัจจะอันหนึ่งคือ ท่านถือสัจจะฉันผลไม้แทนข้าวและอาหารสับเปลี่ยนกันไปคือ ฉันกล้วย มะพร้าว มัน เผือก น้ำอ้อย น้ำตาล 5 วัน แล้วจึงกลับไปฉันอาหาร-หวาน 3 วัน สลับกันเช่นนี้ตลอดเวลาขณะที่ท่านออกธุดงค์ประมาณ 3-4 เดือน ในระหว่างที่เร่งความเพียรอยู่นั้นท่านพูดแต่น้อย ไม่มีเรื่องจำเป็นท่านไม่พูดคือ ท่านพยายามฝึกสติไม่ให้เผลอออกจากกายและใจไปทุกๆ อิริยาบถ 4 คืน ยืน เดิน นั่ง นอน ท่านมีความเพียรพยายามจนจิตของท่านได้สมาธิใหม่สมความประสงค์ของท่าน จิตของท่านรวมอยู่เป็นวันเป็นคืนก็ได้ ขณะที่จิตของท่านได้กำลังเช่นนี้ ท่านได้พิจารณาธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ตลอดทั้งอากร 32 ก็เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ท่านได้เพียรพยายามพิจารณาทะลุเข้าไปถึงเวทนาทั้ง 3 ตลอดไปถึงสิ่งต่างๆ ก็เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านได้พิจารณาไปจนกระทั่ง จิตแสดงความบริสุทธิ์ของจิตให้เห็นอย่างชัดเจน ขณะนี้แสดงว่า จิตของท่านได้ผ่านไตรลักษณ์ไปแล้ว ครั้งหนึ่งเป็นฤดูแล้ง ตรงกับเดือน 3 แรม 3 ค่ำ ปี พ.ศ. 2476 ได้ยินเสียงใบพลวงหล่นดังตั้งติ้งๆ ขณะที่หลวงปู่คำดีเดินจงกรมอยู่นั้น ประมาณ 3 ทุ่ม สมัยนั้นใช้เทียนไขตั้งไว้ตรงกลางโคมผ้าที่ทำเป็นรูปทรงกลม เจาะรูมันก็สว่างดีลมพัดไฟก็ไม่ดับ มองไกลๆ เห็นแดงร่า ทางจนงกรมสูงขึ้นไปจากพื้นประมาณ 2 เมตร เงียบสงัดดี ได้ยินแต่เสียงใบพลวงตกดังตั้งติ้งๆ ทันใดนั้นได้ยินเสียงสัตว์ขู่ ได้ยินเสียงขู่ครั้งแรก สงสัยเสียงอะไรแปลกๆ ใจมันบอกว่า "เสือ" แต่ก็ยังไม่แน่ใจจึงเดินกำหนดจิตกลับไปกลับมาที่ทางจงกรมอยู่อย่างนั้น มันขู่ครั้งที่สอง นี่ชัดเสียแล้ว มันดังชัด "อา..อา..อา..อา! " เสียงหายใจดังโครกคราก ไกลออกไปประมาณ 10 เมตร ไม่นานนักได้ยินเสียงขู่คำรามอีก มาอยู่ใกล้ๆ ทางจงกรมแหงนหน้าขึ้นดู แล้วขู่ อา..อา..อา..อากลัวแสนกลัวยืนอยู่กับที่เผลอไปพักหนึ่ง จิตมันจึงบอกว่า "กรรม"พอจิตมันแสดงความผุดขึ้นในใจว่า "กรรม"ก็มีสติดีขึ้น ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และครูบาอาจารย์ พอระลึกได้แล้ว มีสติปกติจึงได้พูดกับมันว่า ถ้าเราเคยทำกรรมทำเวรต่อกัน ถ้าจะขึ้นมากินข้าพเจ้าจงขึ้นมากินเถิด ถ้าเราไม่เคยทำเวรทำกรรมต่อกัน ก็จงหนีเสีย เรามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยรบกวนใคร ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ว่าสัตว์ตัวเล็กและสัตว์ตัวใหญ่เรามาที่นี่เพื่อมาปฏิบัติสมณธรรมเท่านั้น

มีต่อ......


หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10