Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 10:10:33 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๗๖ - ๘๕ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

076 การตำหนิและการยกยอ

ปัญหา พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักในการตำหนิ หรือให้การยกยอบุคคลอื่นไว้อย่างไรหรือไม่ ?
พุทธดำรัสตอบ “ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงรู้การยกยอและการตำหนิ ครั้นรู้แล้ว ไม่พึงยกยอ
ไม่พึงตำหนิ พึงแสดงแต่ธรรมเท่านั้น นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร เป็นการยกยอ เป็นการตำหนิ และไม่เป็นการแสดงธรรม ? คือเมื่อกล่าวว่า ชนเหล่าใด กระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส ของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กามอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด มีทุกข์ มีความคับใจ มีความแค้นใจ มีความเร่าร้อน เป็นผู้ปฏิบัติผิด ดังนี้ชื่อว่าตำหนิชนพวกหนึ่ง

“เมื่อกล่าวว่า ชนเหล่าใด ไม่กระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัสของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กามอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีทุกข์
ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อน เป็นผู้ปฏิบัติชอบดังนี้ ชื่อว่ายกยอคนพวกหนึ่ง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลเป็นการยกยอ เป็นการตำหนิ และไม่เป็นการแสดงธรรม
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ไม่เป็นการยกยอ ไม่เป็นการตำหนิ เป็นการแสดงธรรมแท้ ? คือ ไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดกระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส...... ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีทุกข์...... กล่าวอยู่ว่า อันความตามประกอบนี้แล เป็นธรรมมีทุกข์..... ดังนี้ เชื่อว่าแสดงแต่ธรรมเท่านั้น

“ไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดไม่กระทำการตามประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส ของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กาม..... ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อนใจ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ..... อย่างนี้แล ไม่เป็นการยกยอ ไม่เป็นการตำหนิ เป็นการแสดงธรรมแท้.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๕๗-๖๕๘)
ตบ. ๑๔ : ๔๒๕-๔๒๗ ตท. ๑๔ : ๓๖๒-๓๖๔
ตอ. MLS. III : ๒๗๙-๒๘๐


077 นินทา-ว่าร้าย

ปัญหา ตามปกติ การนินทาลับหลังก็ดี การว่าร้ายต่อหน้าก็ดี ถือกันว่าเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ
พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำในเรื่องนี้ไว้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่ถึงกล่าววาทะลับหลัง ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในประการแรกนั้น พึงทราบว่า วาทะลับหลังใด ไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่พึงกล่าววาทะลับหลังนั้นเป็นอันขาด แม้ทราบว่าวาทะลับหลังใด จริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็พึงสำเนียกเพื่อจะไม่กล่าววาทะลับหลังนั้น พึงเป็นผู้รู้จักกาลเพื่อจะกล่าววาทะลับหลังนั้น

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในประการหลังนั้น พึงทราบว่า คำล่วงเกินต่อหน้าใด ไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้นเป็นอันขาด แม้ทราบว่าคำล่วงเกินต่อหน้าใดจริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ก็พึงสำเนียกเพื่อจะไม่กล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้นและทราบว่า คำล่วงกินต่อหน้าใดจริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในเรื่องนั้น พึงเป็นผู้รู้จักกาล เพื่อจะกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้น....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๖๐)
ตบ. ๑๔ : ๔๒๘-๔๒๙ ตท. ๑๔ : ๓๖๕
ตอ. MLS. III : ๒๘๑-๒๘๒


078 ไม่ควรพูดรีบร้อน

ปัญหา ในการพูด พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำเกี่ยวกับการพูดเร็วหรือช้าไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงเป็นผู้ไม่รีบด่วนพูด อย่างพูดรีบด่วนนั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในประการแรก นั้น เมื่อรีบด่วนพูด กายก็ลำบาก จิตก็แกว่ง เสียงก็พร่า คอก็เครือ แม้คำพูดของผู้ที่รีบด่วนพูด ก็ไม่สละสลวย ไม่พึงรู้ชัดได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในประการหลังนั้น เมื่อไม่รีบด่วนพูด กายก็ไม่ลำบาก จิตก็ไม่แกว่ง เสียงก็ไม่พร่า คอก็ไม่เครือ แม้คำพูดของผู้ที่ไม่รับด่วนพูด ก็สละสลวย พึงรู้ชัดได้.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๖๑)
ตบ. ๑๔ : ๔๒๙ ตท. ๑๔ : ๓๖๖
ตอ. MLS. III : ๒๘๒


079 ภาษาท้องถิ่น

ปัญหา ภาษาท้องถิ่นย่อมแตกต่างกันไป ทั้งคำพูดและสำเนียง ก่อให้เกิดความลำบากในการประกาศ
พระศาสนา พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำให้พระสาวกปฏิบัติต่อภาษาท้องถิ่นอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงปรักปรำภาษาชนบท ไม่พึงล่วงเลยคำพูดสามัญเสียนั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรเล่าเป็นการปรักปรำภาษาชนบท และเป็นการล่วงเลยคำพูดสามัญ ?
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภาชนะนั้นและในโลกนี้ ในบางชนบทเขาหมายรู้ว่าปาตี ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปัตตะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่าปิฏฐะในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า สระวะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า หโลสะ ในบางชนบทเขาหมายรู้ว่า โปณะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า หนะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปิปิละ ภิกษุพูดปรักปรำ โดยประการที่ชนทั้งหลาย หมายรู้เรื่องภาชนะนั้นกันดังนี้ ในชนบทนั้น ๆ โดยกำลังและความแน่ใจว่านี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นการปรักปรำภาษาชนบท และเป็นการล่วงเลยคำพูดสามัญ.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๖๒)
ตบ. ๑๔ : ๔๒๙-๔๓๐ ตท. ๑๔ : ๓๖๖
ตอ. MLS. III : ๒๘๒


080 วิธีพิจารณาธาตุ ๖

ปัญหา ภิกษุควรจะพิจารณาธาตุ ๖ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย อากาศ และวิญญาณอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุ ก็ปฐวีธาตุเป็นไฉน คือ ปฐวีธาตุภายใน (กายเรา) ก็มี ภายนอกก็มี ก็ปฐวีธาตุทั้งภายในภายนอกนี้แล เป็นปฐวีธาตุทั้งนั้น พึงเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช้ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายปฐวีธาตุและจะให้จิตคลายกำหนัดปฐวีธาตุได้
“ดูก่อนภิกษุ ก็อาโปธาตุเป็นไฉน คือ อาโปธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี เป็นอาโปธาตุทั้งนั้น พึงเห็นอาโปธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช้ของเรา ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอาโปธาตุ.....
“ดูก่อนภิกษุ ก็วาโยธาตุเป็นไฉน คือ เตโชธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี..... เป็นวาโยธาตุทั้งนั้น พึงเห็นวาโยธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช้ของเรา..... ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายเตโชธาตุ.....
“ดูก่อนภิกษุ ก็เตโชธาตุเป็นไฉน คือ เตโชธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี..... เป็นเตโชธาตุทั้งนั้น พึงเห็นเตโชธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช้ของเรา..... ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายวาโยธาตุ.....
“ดูก่อนภิกษุ ก็อากาศธาตุเป็นไฉน คือ อากาศธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี..... เป็นอากาศธาตุทั้งนั้น พึงเห็นอากาศธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช้ของเรา..... ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอากาศธาตุ.....
“ต่อจากนั้น สิ่งที่เหลืออยู่อีก ก็คือ วิญญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง บุคคลย่อมรู้อะไร ๆ ได้ด้วยวิญญาณนั้น คือ รู้ชัดว่า สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ดูก่อนภิกษุ เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ย่อมเกินสุขเวทนา บุคคลนั้นเมื่อเสวยสุขเวทนาย่อมรู้สึกว่า กำลังเสวยสุขเวทนาอยู่เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแลดับไป ย่อมรู้สึกว่า ความเสวยอารมณ์ ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น คือ ตัวสุขเวทนาอันเกิดเพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุข ย่อมเกิดทุกขเวทนา..... เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นแลดับไป ความเสวยอารมณ์.... คือตัวทุกขเวทนา... ย่อมดับย่อมเข้าไปสงบ

“ดูก่อนภิกษุ เปรียบเหมือนเกิดความร้อน เกิดไฟได้ เพราะไม้สองท่อนประชุมสีกัน ความร้อนที่เกิด
แต่ไม้สองท่อนนั้น ย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบ เพราะไม้สองท่อนนั้นเอง แยกกันไปเสียคนละทาง....”

ธาตุวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๘๔-๖๘๙)
ตบ. ๑๔ : ๔๓๗-๔๔๐ ตท. ๑๔ : ๓๗๓-๓๗๕
ตอ. MLS. III : ๒๘๗-๒๘๙


081 ฆ่าตัวตายไม่ควรตำหนิเสมอไป

๗๙. ปัญหา เรื่องมีอยู่ว่า พระฉันนะอาพาธหนัก และคิดจะฆ่าตัวตายด้วยศาสตรา พระสารีบุตรได้เทศนาสั่งสอนและห้ามปรามไว้ แต่ในที่สุดพระฉันนะก็ฆ่าตัวตายจนได้ และได้รับคำตำหนิติเตียนจากญาติมิตรและคนเป็นอันมาก พระสารีบุตรจึงทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงมีทรรศนะว่าอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนสารีบุตร พระฉันนะยังมีสกุลมิตร สกุลสหายและสกุลที่คอยตำหนิอยู่ก็จริง แต่เราหาเรียกบุคคลว่า ควรถูกตำหนิด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่...... บุคคลใดแลทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่น บุคคลนั้นเราเรียกว่า ควรถูกตำหนิ ฉันนะภิกษุหามีลักษณะนี้ไม่ ฉันนะภิกษุหาศาสตรามาฆ่าตัว อย่างไม่ควรถูกตำหนิ”

ฉันโนวาทสูตร อุ. ม. (๗๕๓)
ตบ. ๑๔ : ๔๗๙ ตท. ๑๔ : ๔๐๗
ตอ. MLS. III : ๓๑๘-๓๑๙


082 ข้อปฏิบัติเมื่อถูกทำร้าย

ปัญหา เมื่อถูกทำร้าย ด้วยวาจาก็ดี ด้วยกายก็ดี พุทธศาสนิกชนที่แท้จริง ควรจะปฏิบัติอย่างไร ?

พระปุณณะ (ทูลตอบพระพุทธเจ้า) “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักด่าจักบริภาษข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยฝ่ามือ.....
“ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยฝ่ามือ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยก้อนดิน.....
“ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยก้อนดิน ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยท่อนไม้.....
“ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตนี้ จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยฝ่ามือ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยก้อนดิน.....
“ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยก้อนดิน ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยท่อนไม้.....
“ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตขึ้น จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยท่อนไม้ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยศาสตรา.....
“ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยศาสตรา ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยศาสตราอันคม....
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักปลิดชีพข้าพระองค์ด้วยศาสตราอันคม ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่ามีเหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาค ที่อึดอัดเกลียดชังร่างกายและชีวิต พากันแสดงหาศาสตราสังหารชีพอยู่แล เราไม่ต้องแสวงหาสิ่งดังนั้นเลย ก็ได้ศาสตราสังหารชีพแล้ว....”


ปุณโณวาทสูตร อุ. ม. (๗๕๗-๗๖๒)
ตบ. ๑๔ : ๔๘๒-๔๘๔ ตท. ๑๔ : ๔๐๙-๔๑๑
ตอ. MLS. III : ๓๒๐-๓๒๑


083 สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรไหว้

ปัญหา ขึ้นชื่อวาเป็นสมณพราหมณ์ ครองเพศบรรพชิตแล้ว เราควรเคารพกราบไหว้บูชาทั้งนั้นหรือ ?
หรือว่ามีสมณพราหมณ์ประเภทใดบ้างที่ไม่ควรเคารพกราบไหว้ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย สมณพราหมณ์ เหล่าใดยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ..... ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต.... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา.... ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย.... ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้ว ยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังมีความประพฤติลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อยู่สมณพราหมณ์ เช่นนี้ ไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นั่นเพราะเหตุไร เพราะว่าแม้พวกเราก็ยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ.... ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้วยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังประพฤติลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจอยู่ก็เมื่อเราทั้งหลายไม่เห็น แม้ความประพฤติสงบของสมณพราหมณ์ พวกนั้นที่ยิ่งขึ้นไป ดังนั้น ฉะนั้นท่านสมณพราหมณ์ เหล่านั้นจึงไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา....”

นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๓)
ตบ. ๑๔ : ๕๒๙ ตท. ๑๔ : ๔๕๔
ตอ. MLS. III : ๓๔๐


084 วิธีสังเกตสมณพราหมณ์แท้

ปัญหา เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสมณพราหมณ์ พวกไหนเป็นผู้ปราศจากราคะ
โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าปริพาชกเจ้าลัทธิอื่น ถามท่านทั้งหลายอย่างนี้ว่า ก็อาการและความเป็นไปของท่านผู้มีอายุทั้งหลายเช่นไร จึงเป็นเหตุให้พวกท่านกล่าวพึงท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะแล้ว หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อจัดโมหะ ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่าความจริงท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ย่อมเสพเฉพาะเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าดงเป็นที่ไม่มีรูปอันรู้ได้ด้วยจักษุ ซึ่งคนทั้งหลายฟังแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย เป็นที่ไม่มีกลิ่นอันรู้ได้ด้วยฆานะ ซึ่งคนทั้งหลายฟังแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย เป็นที่ไม่มีโผฏฐัพพะอันรู้ได้ด้วยกาย ซึ่งคนทั้งหลายสัมผัสแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย
“นี้แล อาการและความเป็นไปของท่านผู้มีอายุทั้งหลายของพวกข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้พวกข้าพเจ้ากล่าวถึงท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้นเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะแน่ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะแน่ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะแน่....”

นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๕)
ตบ. ๑๔ : ๕๓๑-๕๓๒ ตท. ๑๔ : ๔๕๖
ตอ. MLS. III : ๓๔๑-๓๔๒


085 การเจริญอินทรีย์ในพระพุทธศาสนา

ปัญหา ได้ทราบว่า ลัทธิอื่นบางลัทธิ เช่น ลัทธิของปาราสิริยพราหมณ์ สอนให้สำรวมอินทรีย์อย่างเคร่งครัด
คือไม่ให้เห็นรูปด้วยจักษุ ไม่ให้ฟังเสียงด้วยโสต เป็นต้น ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคทรงมีทรรศนะอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้ว ตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต.....
“.....ดูก่อนอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์ อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะเป็นอย่างไร ? ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ.... เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต.... เพราะได้ดมกลิ่นด้วยฆานะ... เพราะได้ลิ้มรสด้วยชิวหา.... เพราได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย.... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่าเธอเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นและเป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสียอุเบกขาจึงดำรงมั่น

“.....ดูก่อนอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันทีโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกะพริบตาฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น
“.....ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ.... ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต..... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ.... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา.... ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย.... ในธรรมารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยมโน อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ...”

อินทริยภาวนาสูตร อุ. ม. (๘๕๖)
ตบ. ๑๔ : ๕๔๒ ตท. ๑๔ : ๔๖๔-๔๖๗
ตอ. MLS. III : ๓๔๗-๓๔๙


๗๖ - ๘๕ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 2 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 09:58:50 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๒)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

จิตตานุปัสสนา

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

อันจิตใจนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของบุคคล เป็นต้นเหตุหรือต้นทางของความดีความชั่วทุกอย่าง ของสุขทุกข์ทั้งปวง ตลอดถึงของมรรคผลนิพพาน และของความสิ้นทุกข์ด้วยประการทั้งปวง แต่จิตใจนี้ที่ยังมิได้อบรม ย่อมดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย รักษายากห้ามยาก เหมือนดั่งที่ทุกๆ คนย่อมได้ประสบอยู่ ซึ่งจิตใจของตนเองอันมีลักษณะดังกล่าว พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงลักษณะของจิตใจที่ยังมิได้รับอบรมไว้ดังกล่าวนั้น แต่ก็ได้ทรงแสดงต่อไปอีกว่า บุคคลผู้ทรงปัญญาย่อมปฏิบัติกระทำจิตของตนให้ตรงได้ เหมือนอย่างนายช่างศรดัดลูกศร และได้ทรงแสดงต่อไปอีกว่าจิตย่อมดิ้นรน แม้ว่าผู้ปฏิบัติจะยกจิตขึ้นสู่กรรมฐาน คือสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ก็ยังเป็นเหมือนอย่างปลาที่จับยกขึ้นจากที่อยู่คือน้ำ วางไว้บนบก ปลานั้นก็ย่อมดิ้นรนเพื่อที่จะลงไปสู่น้ำ จิตก็เป็นเช่นนั้น
แม้ว่าจะยกจิตขึ้นจากอารมณ์อันเป็นบ่วงของมาร ซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตอันยังมิได้รับอบรม ขึ้นสู่กรรมฐานดังกล่าว เพื่อละบ่วงของมารนั้น ก็ย่อมดิ้นรนเช่นนั้น แต่ก็ได้ตรัสแล้วว่าผู้ทรงปัญญาย่อมทำจิตของตนให้ตรงได้ เหมือนอย่างช่างศรดัดลูกศร

เพราะแม้ว่าจิตขณะที่ยกขึ้นสู่กรรมฐาน ยังดิ้นรนอยู่ แต่เมื่อมีความเพียร มีความรู้ตัว มีสติที่ระลึกได้อยู่ และคอยกำจัดความยินดีความยินร้าย หากมีธรรมะเหล่านี้ค้ำจุนอยู่ในที่สุดก็จะทำจิตให้สงบได้ เหมือนอย่างปลาที่จับยกขึ้นมาจากน้ำวางไว้บนบก แม้ทีแรกปลาจะดิ้น แต่เมื่อเหนื่อยแรงเข้าก็จะหยุดดิ้นไปโดยลำดับ จนถึงนิ่งสงบ จิตก็เป็นเช่นนั้น

บ่วงของมาร

การที่ยกจิตขึ้นสู่กรรมฐานนั้นก็เพื่อละบ่วงของมาร อันบ่วงของมารนั้นก็ได้แก่อารมณ์ และกิเลสซึ่งตั้งอยู่บนอารมณ์ที่ปรากฏ ก็เป็นกองกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ อันเป็นกิเลสที่กลุ้มกลัดอยู่ในจิต หรือที่เรียกว่าทำจิตให้กลัดกลุ้ม จิตที่กลัดกลุ้มต่างๆ ก็เพราะมีนิวรณ์นี้เอง อันแปลว่าเป็นเครื่องห้ามเครื่องกั้น คือกั้นจิตไว้ ห้ามจิตไว้มิให้สงบ และปิดทางของปัญญา ทำให้เป็นผู้มีใจบอด คือมีใจที่ไม่รู้ตามเป็นจริง เป็นใจที่หลงถือเอาผิดต่างๆ เพราะฉะนั้น อารมณ์และกิเลสเหล่านี้จึงเรียกว่าบ่วงของมาร คือมารเหวี่ยงบ่วงอันได้แก่อารมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลสเข้ามาสู่จิต และมารก็เข้าสู่จิต ทรงจิตเอาไว้ คือซึมซาบอยู่ในจิต

พิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่าบ่วงของมารนั้นได้แก่อารมณ์ คือเรื่องต่างๆ ที่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางมนะคือใจ จิตที่มิได้อบรมย่อมรับบ่วงของมารเข้ามาคล้องเอาไว้ คือรับเข้ามาเป็นสัญโญชน์ ผูกจิตไว้ ประกอบจิตไว้ และมารก็เข้ามากับบ่วงที่เหวี่ยงเข้ามาคล้องใจไว้นั้น

จึงปรากฏเป็นตัวกิเลสกองราคะหรือโลภะบ้าง กองโทสะบ้าง กองโมหะคือความหลงบ้าง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าตัณหาความดิ้นรนทะยานไปต่างๆ อันมีลักษณะดังกล่าวมาข้างต้น ว่าจิตที่มิได้รับการอบรมย่อมดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย ความดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายนั้น ก็ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายไปในอารมณ์ ตามที่ใคร่ที่ปรารถนา จึงเรียกว่ากามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ทะยานไปก็เป็นกามตัณหา อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ทะยานไปก็เป็นภวตัณหา และเมื่อประสบความขัดข้อง ก็ดิ้นรนทะยานไปเพื่อไม่ให้เป็นนั่นเป็นนี่ ในสิ่งที่ไม่อยากจะได้ ไม่อยากจะเป็น ตลอดจนถึงในบุคคลและสิ่งที่ขัดขวางต่อการที่จะได้ต่อการที่จะเป็นทั้งปวง ก็เป็นความดิ้นรนทะยานไปเพื่อทำลายล้างนั้นเอง ก็เป็นวิภวตัณหา

เหล่านี้คือมาร ซึ่งเข้ามากับบ่วงของมารอันได้แก่บรรดาอารมณ์ทั้งหลายดังที่กล่าวมานั้น เพราะฉะนั้น จิตนี้จึงเป็นจิตที่ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย รักษายากห้ามยาก แต่เมื่อผู้ทรงปัญญามาปฏิบัติทำจิตให้ตรง ก็คือให้สงบ และให้ดำเนินไปตรงทาง ด้วยการปฏิบัติในสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน โดยตรงก็เพื่อจะละบ่วงของมารพร้อมทั้งมารโดยที่กล่าวนั้น

สมาธิสงบบ่วงมาร

โดยที่จิตซึ่งปฏิบัติในกรรมฐานดังกล่าวย่อมได้สมาธิ ได้ปัญญา ตลอดจนถึงได้ศีลเป็นพื้นฐาน ได้สมาธิก็เพื่ออบรมปัญญา เพราะเมื่อได้สมาธินั้นก็จะสงบจากอารมณ์ซึ่งเป็นบ่วงของมาร พร้อมทั้งตัวมารคือบรรดากิเลสตัณหาดังกล่าว ซึ่งเรียกว่านิวรณ์บ้าง เรียกว่าเป็นเครื่องทำจิตให้กลุ้มกลัดปล้นจิตบ้าง และเมื่อจิตสงบได้ดั่งนี้ก็จะเป็นจิตที่ผุดผ่อง เป็นจิตที่สงบ เป็นจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาคือความเป็นกลาง ไม่กระสับกระส่าย ลำเอียงไปด้วยความชอบความชังความหลงทั้งหลาย จึงเป็นจิตที่อ่อนควรแก่การงาน เมื่อน้อมจิตนี้ไปเพื่อจะรู้ในเรื่องอะไร ก็ย่อมจะรู้ตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาจึงสามารถทำจิตให้ตรงได้ ที่เปรียบเหมือนอย่างช่างศรดัดลูกศรดังกล่าวแล้ว สามารถที่จะทำจิตให้สงบไม่ดิ้นรน เหมือนปลาที่ยกขึ้นมาวางบนบกใหม่ๆ ที่ดิ้นรนไปเพื่อจะลงน้ำ และจิตที่ดิ้นรนไปนั้นก็ดิ้นรนไปเพื่อจะลงไปสู่น้ำคือบ่วงมารนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อจิตมีความสงบ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา จึงเป็นจิตที่ชื่อว่าได้รับอบรม ย่อมไม่ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย ไม่รักษายากไม่ห้ามยาก คือรักษาง่ายห้ามง่าย

ปัจจัยให้เกิดกิเลสตัณหา

การปฏิบัติในสติปัฏฐานมาตั้งแต่ขั้นกายานุปัสสนา ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อละบ่วงของมาร ทำให้จิตสงบขึ้น ผ่องใสขึ้น และเมื่อมาปฏิบัติต่อไปในเวทนานุปัสสนา กำหนดรู้เวทนาที่บังเกิดขึ้น ทั้งอย่างหยาบอย่างละเอียด หรือที่เรียกว่าภายในภายนอก ตลอดจนถึงกำหนดเห็นเกิดเห็นดับของเวทนา เวทนาก็ไม่ปรุงจิต

เพราะว่าบ่วงของมารที่เรียกว่าอารมณ์นั้นก็แยกออกได้ว่า เป็นอารมณ์ที่เป็นส่วนกาย คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ตลอดจนถึงเรื่องของรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเหล่านั้น ซึ่งมารโยนเข้ามาจากภายนอก เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะ คือใจ

ครั้นเมื่อจิตรับอารมณ์ก็ย่อมเกิดเวทนาขึ้นเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข เมื่อเป็นสุขเวทนาก็เป็นที่ตั้งของราคะหรือโลภะ ทุกข์เวทนาก็เป็นที่ตั้งของโทสะ อทุกขมสุขเวทนา เวทนาที่เป็นกลางๆ ก็เป็นที่ตั้งของโมหะ
เพราะฉะนั้น ตัวเวทนานี้เองซึ่งนับเนื่องอยู่ในขันธ์ ๕ นี่แหละ จึงเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นหัวต่อของกิเลสดังที่ตรัสไว้ในปฏิจจสมุปบาท กำหนดเห็นเกิดเห็นดับ มีสติมิให้เวทนามาปรุงจิตได้ ก็เป็นอันว่าเป็นการป้องกันกิเลสตัณหามิให้บังเกิดขึ้น อารมณ์เข้ามาทำให้เกิดเวทนา เกิดแล้วก็ดับไป ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสตัณหา

เมื่อเป็นดั่งนี้จิตก็สงบได้ เป็นอุเบกขาคือเป็นกลางได้ และเป็นจิตที่ปภัสสรคือผุดผ่อง เป็นจิตที่อ่อน
เป็นจิตที่ควรแก่การงาน คือควรแก่ที่จะปฏิบัติทางปัญญาให้สะดวกขึ้นต่อไป

จิตตานุปัสสนา

เมื่อเป็นดั่งนี้จึงถึงขั้นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่ตรัสสอนให้ทำสติรู้ทั่วถึงจิต จิตที่ได้อบรมมาแล้วในขั้นกายในขั้นเวทนาเป็นจิตที่สงบ อารมณ์ไม่เข้ามาเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสตัณหา แต่ว่าจิตที่เครียดเกินไป ขาดความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ก็อาจจะเป็นจิตที่หดหู่ไปได้ เป็นจิตที่ไม่ผาสุข รู้สึกหดหู่ เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องปฏิบัติทำจิตให้บันเทิง โดยที่พิจารณาปฏิบัติให้จิตได้ปีติได้สุข แต่ว่าไม่ให้ปีติไม่ให้สุขนั้นมาปรุงจิตให้เป็นกิเลส แต่ให้จิตได้ปีติได้สุข

เหมือนอย่างที่ปฏิบัติทำให้ร่างกายได้รับความผาสุกจากปัจจัยเครื่องอาศัย คือที่อยู่อาศัย ผ้านุ่งห่ม อาหาร หยูกยาแก้ไข้เป็นต้น แม้พระอรหันตสาวกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเอง ก็ต้องทรงอาศัยปัจจัย ๔ นี้ เพื่อให้ร่างกายมีความผาสุก

จิตก็เช่นเดียวกันต้องอาศัยปัจจัยที่ทำให้ผาสุก ที่ให้เกิดปีติสุขจากสมาธิ เพราะสมาธินั้นทำให้ได้ปีติได้สุข จากวิปัสสนาก็ทำให้ได้ปีติได้สุขเช่นเดียวกัน แต่ละเอียดกว่า ก็ให้มีปีติมีสุขนี้หล่อเลี้ยง แต่ไม่ให้ปีติให้สุขนี้มาเป็นเครื่องย้อมใจให้ติดให้ยินดี ให้จิตบันเทิง จึงตรัสสอนให้ทำสติทำจิตให้บันเทิง ต่อจากนั้นก็ตรัสสอนให้มีสติทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิยิ่งขึ้น จิตก็ย่อมจะได้ความสงบยิ่งขึ้น ความปภัสสรคือผุดผ่องยิ่งขึ้น

อุเบกขาคือความที่มีจิตเป็นกลางวางได้ยิ่งขึ้น คือวางความยินดีความยินร้าย วางอารมณ์ วางกิเลสทั้งหลายได้ยิ่งขึ้น และก็ให้ปฏิบัติทำสติคอยเปลื้องจิตไว้ด้วย มิให้ติดอยู่ในสมาธิด้วย มีอารมณ์อะไรเข้ามาก็ต้องคอยเปลื้องออกไป คือต้องคอยระมัดระวังบ่วงของมาร ที่คอยจ้องอยู่ ที่จะโยนบ่วงเข้ามาเกี่ยวจิต ต้องคอยเปลื้องจิตไว้ไม่ให้บ่วงของมารเข้ามาเกี่ยวได้ ไม่ให้บังเกิดกิเลสดึงเอาไปได้

ดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติทำสติรู้ทั่วถึงจิตของตน ปฏิบัติคอยรักษาจิตให้มีความบันเทิงชื่นบาน ปฏิบัติทำจิตให้ตั้งมั่นยิ่งขึ้น และปฏิบัติคอยเปลื้องจิตดังกล่าว ปฏิบัติดั่งนี้หายใจเข้าหายใจออกอยู่ ก็เป็นอันปฏิบัติในอานาปานสติในขั้นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๒)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

จิตตานุปัสสนา
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร
คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 3 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 09:50:41 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
16 - 30 - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก

 4 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 09:36:56 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ห่วงหนี้ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ในกรุงสาวัตถี มีพ่อบ้านคนหนึ่งเสื่อมจากโภคสมบัติ ภริยาของเขาก็ตาย เขาให้ธิดาไปอยู่เรือนมิตรของตน ยืมเงิน ๑๐๐ กหาปณะ ลงทุนซื้อของบรรทุกเกวียนไปขาย ไม่นานก็ได้เงิน ๕๐๐ กหาปณะ อันเป็นกำไรพร้อมทั้งต้นทุนแล้วกลับมาพร้อมด้วยเกวียน ในระหว่างทางถูกโจรปล้น หมู่พ่อค้าเกวียนแตกกระจายหนีไป ฝ่ายพ่อบ้านนั้นซ่อนกหาปณะไว้ที่กอไม้แห่งหนึ่ง แล้วอยู่ในที่ไม่ไกล ถูกโจรจับฆ่าทิ้งเสีย ด้วยความโลภในทรัพย์เขาจึงบังเกิดเป็นเปรตในที่นั้นเอง

พวกพ่อค้าไปยังกรุงสาวัตถี เล่าเรื่องนั้นให้ธิดาของเขาทราบ นางเสียใจมาก ร้องไห้อย่างหนัก เพราะความตายของบิดาและคิดถึงความลำบากแห่งการเลี้ยงชีพ เศรษฐีสหายของบิดาจึงปลอบโยนนางว่า ภาชนะดินย่อมมีความแตกเป็นธรรมดา ชีวิตคนเราก็ย่อมต้องแตกดับเช่นกัน ดังนั้นเจ้าอย่าได้เศร้าโศกถึงบิดาให้มากนัก แล้วรับนางเป็นธิดาบุญธรรม นางจึงคลายเศร้าและเกิดความเคารพนับถือในเศรษฐีเหมือนเป็นบิดาจริง

วันหนึ่ง นางปรารถนาจะทำบุญอุทิศให้บิดา จึงไปที่วิหาร (วัด) ถวายข้าวยาคู นํ้า และมะม่วงสุก พระพุทธเจ้าทรงรับ แล้วแบ่งถวายภิกษุทั้งหลายอุทิศสงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยเสร็จและประทานพรแล้ว นางก็อุทิศส่วนบุญให้บิดา เมื่อเปรตนั้นอนุโมทนาแล้ว (พลอยยินดีที่ลูกสาวทำบุญ) ก็ได้สวนมะม่วง วิมาน และทิพยสมบัติอื่น

ต่อมา พ่อค้าเหล่านั้นได้ไปค้าขาย เดินทางไปตามทางและพักแรมในที่เดิม เปรตนั้นจึงแสดงตนพร้อมทั้งสวนและวิมาน พวกพ่อค้าถามว่า ได้มาอย่างไร เปรตตอบว่า ธิดาของเราได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วอุทิศให้ข้าพเจ้า จากนั้นเปรตก็แสดงทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะนั้น แบ่งให้พวกพ่อค้ากึ่งหนึ่ง ที่เหลือให้ลูกสาวนำไปใช้หนี้

พวกพ่อค้ากลับมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้บอกแก่ธิดาของเปรต แล้วให้ทรัพย์ส่วนที่พวกตนได้จากเปรตนั้นแก่นางด้วย นางได้นำ ๑๐๐ กหาปณะไปใช้เจ้าหนี้ แล้วให้ทรัพย์ที่เหลือแก่สหายบิดา เศรษฐีคืนทรัพย์นั้นให้นาง แล้วยกนางให้เป็นภรรยาของบุตรชายคนหัวปี มีบุตรด้วยกันคนหนึ่ง ต่อมานางได้ฟังธรรมและบรรลุโสดาบัน

(อรรถกถาอัมพวนเปตวัตถุ)

เมื่อคราวนํ้าท่วมใหญ่ปลายปีพ.ศ. ๒๔๘๕ ส.ต.ต.ปิ่น ละออพันธุ์ ได้สมรสกับน.ส.ประภา ขณะนั้นประจำการอยู่ที่สถานีตำรวจอำเภอวารินทร์ชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่ออยู่กันมา ๙ ปี ก็มีบุตรหญิงชายด้วยกัน ๓ คน

ต่อมา ปีพ.ศ. ๒๔๙๔ ประจำการอยู่ที่เขื่อนมโนรมย์ จ.ชัยนาท วันหนึ่งกลางปีนั้น ได้เข้าไปปฏิบัติราชการในตัวจังหวัด ขากลับรถประจำทางที่ส.ต.ต.ปิ่นโดยสารมาได้เกิดอุบัติเหตุ ถูกรถกรมชลประทานชนอย่างแรง เป็นเหตุให้รถโดยสารประจำทางพลิกควํ่า คันเกียร์รถโดยสารเสียบปักที่อกด้านซ้ายของส.ต.ต.ปิ่น แล้วร่างยังกระเด็นออกไปนอกรถ จากนั้นกระสอบข้าวสารที่บรรทุกอยู่บนหลังคารถโดยสารก็ได้ตกลงมาทับตัว ส.ต.ต.ปิ่นได้ถึงแก่ความตายทันที

หลังจากนั้น ๕ วัน ตอนกลางคืน นางประภาผู้เป็นภรรยาได้ฝันเห็นส.ต.ต.ปิ่นแต่งเครื่องแบบแต่ไม่มีบาดแผลอย่างใด มายืนร้องเรียกอยู่ที่หัวบันไดบ้านว่า ภา ภา ให้เอาเงินไปใช้เจ๊กหูตูบค่ากาแฟ ๗๓ บาท มีเศษสตางค์ด้วย (ผู้เล่าลืมเศษสตางค์) ในฝันนางได้เรียกให้ ส.ต.ต.ปิ่นขึ้นบ้าน แต่ส.ต.ต.ปิ่นไม่ยอมขึ้น อ้างว่าจะไปราชการ

นางประภาไม่เคยรู้เรื่องหนี้สินมาก่อน และไม่เคยรู้จักเจ๊กหูตูบ จึงไปถามตำรวจที่เคยเป็นลูกน้องของส.ต.ต.ปิ่น เขาก็พานางประภาไปที่ร้านเจ๊กหูตูบ ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่านํ้ามโนรมย์
เมื่อพบเจ๊กหูตูบ นางประภาก็ถามว่า ส.ต.ต.ปิ่นเป็นหนี้อยู่ ๗๓ บาท กับมีเศษสตางค์ใช่ไหม
เจ๊กหูตูบตรวจดูบัญชีแล้วตกใจร้องว่า เอทำไมตรงกันล่ะ
นางประภาจึงบอกว่า เมื่อคืนก่อนนี้ ส.ต.ต.ปิ่นมาเข้าฝันให้เอาเงินมาใช้หนี้ แล้วนางประภาก็นำเงินออกมาชำระหนี้ เจ๊กหูตูบร้องไห้โฮ และบอกไม่ยอมรับเงิน ขอให้นางประภาเอาเงินไปร่วมทำบุญด้วย

เรื่องนี้มีพยานหลักฐานคือนางประภาและบุตรชายหญิงของ ส.ต.ต.ปิ่น อีก ๓ คน เป็นเรื่องที่แปลกมหัศจรรย์

(กฎแห่งกรรม ของ ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๖)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑. ทั้งสองเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญมาก เพราะมีความรับผิดชอบสูง ตายแล้วยังสั่งคนให้นำเงินไปใช้หนี้ ผิดกับบางคนทวงแล้วทวงเล่าก็ไม่ยอมใช้หนี้ ในศาลจึงเต็มไปด้วยคดีที่เกี่ยวกับหนี้สิน
๒. หนี้ที่นางประภาทราบจากความฝันตรงกับในบัญชี แสดงว่าส.ต.ต.ปิ่นคงจะมาเข้าฝันนางประภาจริง
๓. ชาณุสโสณิสูตร (๒๔/๑๖๖) ระบุว่า เปรตเท่านั้นที่อยู่ในฐานะที่สามารถรับส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้ สัตว์นรก อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน ไม่อาจรับส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้

๔. อรรถกถากล่าวว่า การอุทิศส่วนบุญจะสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ผู้ให้ทานตั้งใจอุทิศให้ เปรตอนุโมทนา (พลอยยินดี) ผู้รับทานมีศีลมีคุณธรรม ไม่เป็นผู้ทุศีล
๕. ผู้เรียบเรียงเคยได้ยินพระอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าว่า ญาติผู้หนึ่งของท่านตายแล้วไปเกิดเป็นเปรต พ่อบ้านในเรื่องนี้ก็เกิดเป็นเปรตเพราะความโลภในทรัพย์
๖. อรรถกถาธรรมบทกล่าวว่า ผู้ที่สิ้นชีพขณะกำลังโกรธจะไปเกิดในนรก

ห่วงหนี้ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 5 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 09:30:31 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระพุทธเจ้าทรงตำหนิลาภสักการะ - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
 
“ภิกษุทั้งหลาย! ลาภ ยศ สักการะ และชื่อเสียง เป็นของทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การปฏิบัติธรรม และบรรลุธรรมอันเกษม ซึ่งไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า เปรียบเหมือนปลาบางตัว เห็นแก่เหยื่อกลืนเบ็ดที่พรานเบ็ดเกี่ยวเหยื่อหย่อนลงไปในน้ำลึก มันกลืนเบ็ดของพรานอย่างนี้แล้ว ได้รับทุกข์ถึงความพินาศ พรานเบ็ดพึงทำได้ตามความพอใจ ฉะนั้น
 
ภิกษุทั้งหลาย! พรานเบ็ดเป็นชื่อของมารใจบาป เบ็ดและเหยื่อเป็นชื่อของลาภสักการะ และ ชื่อเสียง ภิกษุบางรูปยินดีพอใจในลาภสักการะ และ ชื่อเสียง ที่เกิดขึ้นแล้ว ภิกษุนี้เรากล่าวว่า กลืนเบ็ดของมาร ได้รับทุกข์ถึงความพินาศ
 
เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจงละลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแล้วเสีย
และลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตของเราไม่ได้ เธอทั้งหลายพึงปฏิบัติอย่างนี้แล”.
 
พฬิสสูตร ๑๖/๒๔๘
 
การที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิลาภ ยศ สักการะ และชื่อเสียง ไว้อย่างรุนแรง
ก็เพื่อให้สาวกเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ ที่ได้ทำลายคนดีมามากมายแล้วนั้นเอง


ทั้งนี้ก็เพราะว่า จิตใจของปุถุชนนั้นกลับกลอกง่าย หวั่นไหวง่าย ถ้าได้ใกล้ชิดสิ่งใดนาน ๆ แล้ว จิตใจก็ย่อมจะเปลี่ยนแปรไปได้ กลายเป็นคนละคนกันเลยทีเดียว มีตัวอย่างให้เราได้ศึกษา ทั้งในอดีตและปัจจุบันทุกยุคทุกสมัย
พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโทษไว้ก่อน เพื่อให้เกิดการสังวรระวัง ไม่เกิดความประมาท เมื่อมีลาภ สักการะเกิดขึ้น ก็จะได้บริโภคใช้สอย ด้วยความไม่หลงลืมตน มีสติและปัญญา คอยหมั่นกำกับและพิจารณาอยู่เสมอ ทุกข์ โทษ และภัย อันแสบเผ็ดรุนแรง ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้

เพราะการทำความดีนั้น ต้องใช้เวลานาน ใช้ความอดทนมาก ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สิน กำลังกาย และกำลังใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว แม้กระนั้นเมื่อเผลอใจเพียงนิดเดียว ความดีที่ทำมาเป็นเวลานาน ก็อาจพังทลายลงได้ในพริบตา ความไม่ประมาทจึงเป็นวิถีทางที่ปลอดภัย ด้วยประการทั้งปวง

พระพุทธเจ้าทรงตำหนิลาภสักการะ - ธรรมรักษา


 6 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2017, 09:26:47 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
สัมภเวสี - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

สัมภเวสี


สัมภเวสี เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นหลักยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดใหม่จริง แต่มีชาวพุทธจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจสภาพอันแท้จริงของสัมภเวสี และยังมีความเข้าใจแตกต่างกันในกลุ่มชาวพุทธบางนิกาย ฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรื่องหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นกับทุกชีวิต

สัมภเวสี หมายถึงสัตว์โลกที่ยังแสวงหาที่เกิด คือยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยใหญ่อยู่ เมื่อยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ตราบใด ก็ยังเป็นสัมภเวสีอยู่ตราบนั้น แต่สัมภเวสีนี้ ยังมีชาวพุทธอยู่จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า ได้แก่สัตว์ที่ยังท่องเที่ยวแสวงหาที่เกิดอยู่ คือ ยังไม่ทันเกิดในภพใดภพหนึ่ง หลังจากที่ตายไปแล้ว โดยเฉพาะชาวพุทธฝ่ายมหายานบางนิกาย เชื่อว่าผู้ที่ตายแล้วจะต้องอยู่ในอันตรภพ (ระหว่างภพ) เป็นเวลา ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง ๑ เดือนบ้าง เพื่อรอคอยปฏิสนธิ จึงจะไปเกิดในกำเนิดทั้ง ๔ กำเนิดใดกำเนิดหนึ่งได้ สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพนี้ คือสัมภเวสี เพราะยังแสวงหาภพที่เกิดอยู่ ความเชื่อเรื่องอันตรภพนี้ก็ยังมีอยู่ แม้ในหมู่ชาวพุทธไทยบางท่าน ทั้งนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนามหายานนิกายมนตรยาน ซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในประเทศไทย ในระหว่างพุทธศตวาาษที่ ๑๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗

แต่ตามหลักความจริงในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว สัตว์ที่อยู่ในอันตรภพนี้ไม่มีเลย เพราะเมื่อความตายบังเกิดขึ้น จิตเคลื่อนไปปฏิสนธิจิตก็ปรากฏในทันที จิตหรือวิญญาณจะเที่ยวเร่ร่อนอยู่โดยไม่มีรูปร่างหรือไม่มีภพที่เกิดนั้น ไม่มีเลย เพราะจิต*นั้นจะต้องอาศัยร่างเป็นที่อยู่ ( * นี้หมายถึงจิตของผู้ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภพ และรูปภพเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไปเกิดในอรูปภพหรืออรูปพรหมนั้น ไม่มีรูป มีแต่นามคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)ดังคำบาลีว่า "คูหาสยํ จิตนี้มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย" เช่นเดียวกับกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะต้องอาศัยวัตถุอันเป็นแหล่งที่อยู่ที่เกิดของมัน จะอยู่โดยตัวของมันเองโดยไม่อาศัยสสารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ ถ้าหากว่าผู้ตายแล้วจะต้องไปรออยู่ในอันตรภพ ก็เท่ากับว่าภพหรือภูมิที่เกิดของสัตว์ มีเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง ซึ่งเดิมมีอยู่ ๓๑ ภูมิ ก็จะต้องเป็น ๓๒ ภูมิ แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ภูมิที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี ๓๑ คือ อบาย ๔ สวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ และมนุษย์โลก ๑ เท่านั้น ฉะนั้น ผู้ที่ตายแล้ว ถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งทันที ดังพระบาลีว่า "สุตฺตปฺปพุทฺโธ วิย เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น" ไม่มีการรอหาที่เกิด แต่การที่จะไปเกิดในภพใดในที่ใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแรงเหวี่ยงของกรรมที่ส่งไป ฉะนั้น การที่คนบางคนพบเห็นว่า ญาติคนนั้นคนนี้ตายไปแล้ว มาปรากฏตัวให้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หมายถึงว่า เขาได้ไปเกิดแล้วในภพใหม่ แต่เป็นกำเนิดของโอปปาติกะ คือ อาจจะเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือเป็นเทวดาจำพวกใดจำพวกหนึ่งก็ได้ ซึ่งกำเนิดพวกนี้เป็นอทิสสมานกาย มองดูด้วยตาเนื้อไม่เห็น จะปรากฏแก่เราได้ ก็เมื่อเขาทำกายให้หยาบด้วยประสงค์จะแสดงหรือบอกให้ผู้ที่เขาต้องการจะให้รู้ได้ทราบเท่านั้น

เพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้ จะขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เรื่องหนึ่ง
มาเป็นหลักฐานยืนยันประกอบ เพื่อสนับสนุนหลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อนี้

เรื่องมีอยู่ว่า ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณ ๒๑ ปี ขอสมมติชื่อว่า ชุลีนาถ บ้านอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งที่อ้อมน้อย สมุทรปราการ วันหนึ่งในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะที่เธอทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนั้น เวลาพักกลางวัน เธอได้ออกจากโรงงานไปทานอาหาร ได้เดินข้ามถนนสายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับโรงงาน และได้ถูกรถยนต์ชนขณะข้ามถนน มีอาการสาหัส แล้วมีคนนำส่งโรงพยาบาลศิริราช แต่เธอได้ขาดใจตายที่โรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง เพราะมีอาการสาหัสมาก แต่ทางบ้านก็ยังไม่ทราบถึงการจากไปของเธอ

ในวันนั้น พอตกตอนเย็นครั้นสิ้นแสงตะวัน วิญญาณของเธอก็กลับมาที่บ้าน อาจจะเป็นเพราะห่วงแม่ โดยมาปรากฏในรูปร่างเดิมของนางสาวชุลีนาถนั่นเองและได้ไปนั่งถ่ายปัสสาวะอยู่ในที่ไม่สมควรจะถ่ายปัสสาวะ อาหญิงของเธอเห็นเข้าจึงได้ดุว่า ที่นั้นไม่สมควรถ่ายปัสสาวะ วิญญาณนี้ก็ไม่พูดอะไร เมื่อลุกขึ้นแล้วก็เดินขึ้นบนบ้าน เดินสวนกับมารดาของเธอเอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วผ่านเข้าห้องนอน มารดาเข้าใจว่าเธอเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว หลังจากกลับมาจากที่ทำงาน แล้วมารดาของเธอก็ได้ลงมาข้างล่าง

อีกสักครู่หนึ่งต่อมา ก็มีคนจากโรงพยาบาลศิริราชมาบอกข่าวเรื่องการตายของนางสาวชุลีนาถให้มารดาของเธอทราบ แต่มารดาของเธอไม่เชื่อ และได้กล่าวยืนยันว่าลูกสาวของตนได้กลับมาบ้านแล้ว อาหญิงเขาก็ดุเอาเมื่อก่อนจะขึ้นบ้าน และได้เดินสวนทางกับตนไปเข้าห้องเมื่อครู่นี้เอง เข้าใจว่ามาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในห้อง ชายผู้มากับข่าวก็กล่าวยืนยันเช่นกันว่า "ผมมาจากโรงพยาบาลศิริราชที่เก็บศพของนางสาวชุลีนาถ เพื่อมาบอกข่าวให้ทางบ้านทราบ"

มารดาของนางสาวชุลีนาถก็ยังไม่เชื่อ แต่เพื่อให้แน่ใจจึงได้ตามขึ้นไปดูในห้อง และได้เห็น น.ส.ชุลีนาถลูกสาวนอนคลุมโปงอยู่ในห้อง โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเลย ด้วยความแปลกใจนางจึงได้เรียกลูกสาวออกมา และเมื่อ น.ส. ชุลีนาถลุกขึ้นออกมายืนอยู่ตรงหน้ามารดาก็ไม่พูดอะไร แต่ปรากฏว่ามีเลือดไหลอาบหน้า และเปื้อนไปทั่วทั้งร่าง เมื่อมารดาของเธอเห็นเข้าเช่นนั้น ก็ตกใจเป็นลมล้มลงสลบไป ภาพนั้นก็หายไปทันที

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาหญิงของนางสาวชุลีนาถได้เล่าให้ท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง ในวัดโสมนัสวิหารทราบ และขณะนี้กระดูกของนางสาวชุลีนาถ ก็ถูกนำมาบรรจุไว้ที่พระวิหารวัดโสมนัสวิหาร แม้ในวันทำบุญบรรจุกระดูกนั้น มารดาของเธอก็ยังเศร้าโศกเสียใจถึงกับเป็นลมไปอีก เพราะมีความรักและอาลัยในลูกสาวของตนคนนี้มาก

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ตายไปแล้วและสามารถมาปรากฏตัวให้ทราบเช่นนี้ คนโดยทั่วไปเรียกกันว่า สัมภเวสี แท้ที่จริงเขาเกิดในภพใหม่แล้ว แต่เกิดในกำเนิดแห่งโอปปาติกะ คือ เกิดผุดขึ้น มีรูปร่างสมบูรณ์ในทันที ถึงจะเกิดอยู่ไม่นานแล้วต้องเคลื่อนไปเกิดในภูมิใหม่อีกต่อไป ก็ชื่อว่าเกิดแล้ว และเขาสามารถแสดงร่างเก่าให้ปรากฏแก่ญาติพี่น้องมิตรสหายเป็นต้นได้ เรื่องทำนองเดียวกันนี้ หรือมีลักษณะคล้ายเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีเกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย แม้ในประเทศตะวันตกก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่รูปร่างที่แท้จริงของเขาเป็น อทิสสมานกาย คือ มีร่างกายไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ท่านผู้ได้ทิพยจักษุเท่านั้นจึงสามารถมองเห็นกายของผู้ที่เกิดอยู่ในโอปปาติกะกำเนิดได้ แต่บางคนไปเกิดในโอปปาติกะกำเนิดไม่นานเพียง ๗ วันเท่านั้น แล้วก็เคลื่อนไปเกิดในภูมิใหม่อีก เช่น ไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์หรือเทวดาชั้นสูง เป็นไปตามอำนาจพลังของกรรมที่ตนได้ทำเองไว้ส่งให้ไปเกิด

เพื่อความเข้าใจชัดในเรื่องสัมภเวสีตามหลักพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท จึงขอนำคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์มากล่าวไว้ในที่นี้ คือ พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่มีชื่อว่า สัมภเวสี และสัตว์ที่ชื่อว่า ภูตะ ไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา หน้า ๒๗๗ ตอนอธิบายบาลี เมตตสูตร ข้อที่ว่า ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา ขอสัตว์ทุกจำพวกทั้งที่เป็นภูตะ ทั้งที่เป็นสัมภเวสี จงถึงความสุขเถิด" โดยแยกอธิบายออกเป็น ๓ นัย ดังนี้

๑. คำว่า ภูตะ หมายถึงสัตว์ที่เกิดแล้ว คือเกิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำว่า ภูตะ นี้ เป็นชื่อของพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้ที่เกิดเสร็จแล้วนั่นเอง จึงไม่มีการนับว่าจักเกิดต่อไปอีก ส่วนเหล่าสัตว์ที่ยังแสวงหาภพอยู่ชื่อว่า สัมภเวสี คำว่า สัภเวสี นี้ เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ผู้ยังแสวงหาภพที่เกิดอยู่อีกต่อไป (คือผู้ที่ต้องเกิดอีกต่อไป)
 
๒. อีกประการหนึ่ง ในบรรดากำเนิดทั้ง ๔ (คือพวกที่เกิดในไข่หนึ่ง พวกที่เกิดในครรภ์หนึ่ง พวกที่เกิดในเถ้าไคลหนึ่ง พวกที่เกิดผุดขึ้นหนึ่ง) พวกสัตว์ที่เกิดในไข่และสัตว์ที่เกิดในครรภ์ชื่อว่า สัมภเวสี ตราบเท่าที่ยังไม่ทำลายกระเปาะไข่และยังไม่ทำลายรกออกมา ต่อเมื่อสัตว์เหล่านั้นทำลายกระเปาะไข่หรือทำลายรกออกมาข้างนอกได้แล้ว จึงชื่อว่า ภูตะ ส่วนพวกสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคลและพวกสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) ชื่อว่า สัมภเวสี ในขณะแห่งปฐมจิต (คือจิตดวงแรกที่มาปรากฏในภพนั้น) ชื่อว่า ภูตะ นับตั้งแต่จิตดวงที่ ๒ เป็นต้นไป

๓. อีกประการหนึ่ง จำพวกสังเสทชสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล) และจำพวกโอปปาติกสัตว์ (พวกที่เกิดผุดขึ้น) ก็ชื่อว่า สัมภเวสี ตราบเท่าที่ตนยังไม่เคลื่อนไปจากอิริยาบทที่ตนเกิดสู่อิริยาบทอื่น ต่อจากนั้นไป (คือเมื่อเปลี่ยนไปสู่อิริยาบทอื่นแล้ว) จึงชื่อ ภูตะ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า
 
ผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จัดเป็นสัมภเวสีทั้งสิ้น
และเป็นเครื่องยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดใหม่จริง
.

สัมภเวสี - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)


 7 
 เมื่อ: มกราคม 29, 2017, 06:43:05 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
490625 - พระเมธีวราภรณ์ (ยุ้ย อุปสันโต) - วัดเขาวัง ราชบุรี



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 8 
 เมื่อ: มกราคม 29, 2017, 06:40:58 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
490618 - พระครูสิทธิวราคม (นิคม นิคมวโร) - วัดเวฬุวัน กาฬสินธุ์



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 9 
 เมื่อ: มกราคม 29, 2017, 06:39:07 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
490604 - พระครูอุดมธรรมสุนทร(แปลง สุนทโร) - วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 10 
 เมื่อ: มกราคม 29, 2017, 06:36:27 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
490629 - พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี จันททีโป) - วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี

H

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]