Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 02:55:58 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
การสวดมนต์ - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
 
คำว่า "มนต์" นั้น ถ้าแปลตามศัพท์ที่ใช้เป็นภาษาพูดทั่วไป แปลว่าปรึกษาหารือ แต่ว่านำมาใช้เป็นบทสวด ก็หมายความว่า เป็นบทสวดที่บริสุทธิ์หรือที่ศักดิ์สิทธิ์ เราใช้กันในภาษาไทยเป็นที่เข้าใจกัน ธรรมเนียมสวดมนต์ของพระสงฆ์ได้มีธรรมเนียมสวดในเวลาเช้ากับในเวลาเย็นหรือค่ำ บทสวดนั้นที่เป็นบทสวดประจำก็เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น หรือทำวัตรค่ำ สำหรับสวดมนต์ตอนเช้าหรือทำวัตรเช้านั้น ก็กำหนดเวลาต่าง ๆ กัน โบราณพระตื่นสวดมนต์กันตั้งแต่ตีสี่ และในบัดนี้ยังใช้สวดกันเช้ามืดตีสี่ก็มีแต่มีน้อย สวดเช้าก่อนออกบิณฑบาตก็มี บิณฑบาตกลับมาแล้วสวดมนต์ก่อนแล้วจึงฉันก็มี ฉันแล้วสวด เช่นว่าเวลาสองโมงเช้าอย่างวัดนี้ (วัดบวรนิเวศฯ) ก็มี สวดมนต์ตอนเย็นหรือตอนค่ำนั้นใช้สวดกันเวลาห้าโมงเย็นก็มี หกโมงเย็นก็มี ทุ่มหนึ่งก็มี สองทุ่มก็มีอย่างวัดนี้ แม้ว่าจะกำหนดเวลาต่างกัน ก็คงใช้ประชุมกันสวดมนต์เวลาเช้าเวลาหนึ่ง เวลาเย็นหรือค่ำอีกเวลาหนึ่ง
บทสวดมนต์ประจำทุกวันที่เรียกว่าทำวัตรคือทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำนั้น ก็เป็นธรรมเนียมที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระสงฆ์สาวกก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาเช้าก็ทำวัตร ทำวัตรก็คือทำการปฏิบัติ เช่น ถวายน้ำสำหรับที่จะบ้วนพระโอษฐ์ สรงพระพักตร์ อย่างที่ทุกคนก็ต้องมีการแปรงฟัน ล้างหน้า บ้วนปากและกิจอื่น ๆ ทำวัตรก็คือการปฏิบัติอย่างสัทธิวิหาริก ก็ทำอุปัชฌายวัตร อันเตวาสิก ก็ทำอาจาริยวัตร คือ ศิษย์ทำการปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ ดังที่วัดนี้มีธรรมเนียมทำสักแต่ว่าเป็นประเพณี คือเมื่อพระภิกษุบวชใหม่แล้วก็นำเอาน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ ก็เป็นการไปแสดงทำอุปัชฌายวัตรคือทำการปฏิบัติพระอุปัชฌาย์ หรือว่าอาจาริยวัตรทำการปฏิบัติพระอาจารย์ อันที่จริงนั้นก็ไปทำกันทุกวัน แต่ว่าในวัดนี้เป็นธรรมเนียมที่ให้ทำเพียงครั้งเดียว แล้วอนุญาตว่าไม่ต้องไปทำอีก เพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนกัน
ในครั้งพุทธกาลนั้นพระภิกษุสงฆ์ก็มีธรรมเนียมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทำวัตรคือทำการปฏิบัติพระองค์ในเวลาเช้า แต่ว่าก็ปรากฏว่าได้มีพระภิกษุที่เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำพระองค์ มักจะองค์หนึ่ง แต่ว่าในตอนแรกนั้นก็คงจะมีการผลัดเปลี่ยนกัน ไม่มีองค์ไหนอยู่ประจำตลอดเวลานาน จนถึงท่านพระอานนท์เถระได้รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก คือพระภิกษุผู้บำรุงพระพุทธเจ้า พระอานนท์ท่านก็ได้ทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำพระองค์มาจนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานท่านก็ได้ทำการปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าเป็นพุทธอุปัฏฐากประจำพระองค์ตลอดมา
 
กิจของพระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ไนการบอกวัตรของโบราณ
วันหนึ่ง ๆ ที่เป็นกิจประจำว่ามี ๕ อย่าง คือ
 
หนึ่ง   เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต
สอง   เวลาเย็นทรงแสดงธรรม ก็คือทรงแสดงธรรมแก่ประชาชนที่
         มาเฝ้าเป็นประจำทุกวัน
สาม    เวลาย่ำค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุ
สี่       เวลาเที่ยงคืนทรงแสดงธรรมแก้ปัญหาเทวดาที่มาเฝ้า
ห้า     เวลาย่ำรุ่งทรงพิจารณาหมู่สัตว์ คือหมู่ของบุคคลที่สมควร
         และไม่สมควรที่จะเสด็จไปทรงแสดงธรรมโปรด
 
อันแสดงว่ากิจ ๕ อย่างนี้ได้ทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาเช้าทำวัตร คือทำการปฏิบัติอุปัฏฐากบำรุง จึงเป็นกิจของพระภิกษุสงฆ์ องค์หนึ่งบ้างหลายองค์บ้าง ที่ไปเฝ้าทำพุทธอุปัฏฐาก เมื่อมีพระภิกษุเป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ การที่พระภิกษุทั่วไปจะเข้าเฝ้าเป็นพุทธอุปัฏฐาก จึงเป็นอันไม่ต้องไปทำ แต่ก็ชื่อว่าเป็นหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์อย่างน้อยก็องค์ใดองค์หนึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปเฝ้าทำพุทธอุปัฏฐาก
เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว จึงได้มีธรรมเนียมที่พระภิกษุที่อยู่ในวัดหนึ่ง ๆ ประชุมกันในอุโบสถคือในโบสถ์ในวิหาร คือในหอสวดมนต์ที่กำหนดขึ้น ทำการสักการบูชาพระพุทธปฏิมาซึ่งประดิษฐานอยู่ในที่นั้น แทนการที่เข้าไปเฝ้าอุปัฏฐากบำรุงพระพุทธเจ้าในเวลาเช้า จึงสวดมนต์ และบทสวดนั้นก็เป็นบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลัก จึงได้เรียกบทสวดมนต์นี้ว่า สวดทำวัตร แปลตามศัพท์ก็คือว่า สวดทำการปฏิบัติบำรุง แต่เมื่อไม่มีองค์  พระพุทธเจ้าที่จะปฏิบัติบำรุง จึงสวดสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม พระสงฆ์แทน จึงได้เรียกว่า สวดทำวัตร
 
ส่วนในเวลาเย็นนั้น ได้มีปรากฏอยู่ในพุทธกิจทั้ง ๕ ดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าเวลาย่ำค่ำทรงแสดงโอวาทแก่ภิกษุ จึงได้มีธรรมเนียมที่พระภิกษุประชุมกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาย่ำค่ำถัดจากเวลาเย็นที่ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนทั่วไปเพราะฉะนั้น ในการเข้าเฝ้าในเวลาค่ำนั้น ก็จะมีธรรมเนียมการทำวัตรปฏิบัติอุปัฏฐากบำรุงพระพุทธเจ้า เช่นตั้งน้ำฉันน้ำใช้อะไรไว้ในกุฏิที่ทรงประทับเช่นเดียวกัน ก็เป็นหน้าที่ของพระภิกฬุงฆ์จะจัดสับเปลี่ยนกันไปหรือมีประจำแล้วก็ไปเข้าเฝ้าฟังพระพุทธโอวาท และเมื่อไม่มีพระองค์ที่จะปฏิบัติบำรุง การประชุมกันในเวลาค่ำหรือในเวลาเย็นจึงได้มีการสวดบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยจึงได้เรียกบทสวดแม้ในเวลาค่ำว่าสวดทำวัตร อันเป็นการแสดงถึงการทำวัตรปฏิบัติ
 
อนึ่ง ในเวลาเย็นเวลาค่ำนั้นเป็นเวลาที่ทรงแสดงธรรมด้วย ดังปรากฏในพระพุทธกิจประจำวันดังกล่าวมา เมื่อสวดบททำวัตรแล้ว จึงได้มีการสวดบทพระพุทธพจน์ อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสูตรหนึ่ง หรือบทใดบทหนึ่ง ต่อจากทำวัตรค่ำ เท่ากับว่าเป็นการฟังธรรมคำสั่งสอนที่ทรงแสดง หรือว่าฟังพระโอวาทของพระพุทธเจ้าในเวลาเย็น ในเวลาค่ำ ตามพุทธกิจที่ปรากฏนั้น การสวดมนต์ ก็คือสวดพระสูตรใดพระสูตรหนึ่งดังกล่าวนั้น จึงเท่ากับว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม หรือประทานพระโอวาทฟังกัน เพราะฉะนั้น หลังจากทำวัตรเย็นทำวัตรค่ำแล้วจึงมีการสวดมนต์ต่อ ก็เท่ากับว่าเป็นการฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงหรือที่ทรงประทานเป็นพระพุทธโอวาท นี้เป็นธรรมเนียมการสวดมนต์ทำวัตรเช้าทำวัตรค่ำ และเมื่อทำวัตรค่ำแล้วก็มีธรรมเนียมสวดมนต์ คือสวดพระสูตรเป็นต้น อันเป็นคำสั่งสอนต่อไป เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติเนื่องมาจากครั้งพุทธกาลดังกล่าว สำหรับเรื่องการสวดมนต์นั้น ยังมีการสวดมนต์ในงานต่าง ๆ สืบไปอีก แต่วันนี้จะว่าเพียงเท่านี้ก่อน และก็จะแสดงอธิบายถึงบทสวดมนต์ที่ต้องใช้เป็นประจำเนืองนิตย์ในที่ทั้งปวงก็คือ บทสวดนโม กับบทสวด พุทธัง

บทสวดนโม ก็คือ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ ครั้ง ก่อนที่จะสวดนโม พระเถระก็จะกล่าวคำชักชวนให้สวดด้วยบท หนฺท มยํ ดังที่พระเถระแนะนำชักชวนว่า หนฺท มยํ พุทธสฺส ภควโต ปุพฺพภาคนมการํ กโรมเส ที่แปลความว่า “ขอชักชวนให้เราทั้งหลายกล่าวคำแสดงการกระทำนอบน้อมอันเป็นบุพพภาค คือเป็นส่วนเบื้องต้นแด่พระพุทธเจ้า ผู้มีโชค หรือผู้จำแนกแจกธรรม” ดั่งนี้แล้ว พระสงฆ์ทั้งปวงก็สวดนโม ๓ จบพร้อมกัน
คำว่า นโม ตสฺส เป็นต้น นี้แปลว่า นโม ขอนอบน้อมด้วยกายวาจาใจ ภควโต แด่พระผู้มีพระภาค คือพระองค์ผู้ซึ่งจำแนกแจกธรรม อรหโต ผู้เป็นพระอรหันต์คือผู้ไกลกิเลส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ผู้ตรัสร้เฉงโดยชอบ ตสฺส พระองค์นั้น

ถือว่าเป็นบทสำคัญมาแต่โบราณกาล และก็ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แต่งคำว่า นโม นี้ขึ้น เป็นแต่มีเล่าไว้ในพระคัมภีร์พระสูตรต่าง ๆ ว่า ได้มีเทพบ้าง มนุษย์บ้าง หลายท่านได้เกิดศรัทธาปสาทะในพระพุทธเจ้า ได้เปล่งวาจานี้ขึ้นว่า นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ ครั้ง ดั่งนี้ จึงเป็นอันทำให้สรุปว่า เป็นถ้อยคำที่บังเกิดขึ้นจากศรัทธาปสาทะในใจของบุคคลเอง จึงได้เปล่งออกมา แต่ได้แสดงว่า ผู้ที่เปล่งวาจาออกมานี้ ได้ซาบซึ้งในพระพุทธคุณของพระพุทธเป็นอย่างดี เพราะว่าบทนโมนี้ ประกอบด้วยบทพระพุทธคุณสำคัญอยู่ถึง ๓ บท
บทที่ ๑ ก็คือ ภควโต แด่พระผ้มีพระภาค แปลมาจากคำว่า ภควา เป็นคำเรียกพระพุทธเจ้าในอรรถ คือความหมายยกย่องว่า เป็นผู้จำแนกแจกธรรมบ้าง ว่าเป็นผู้มีโชคบ้าง ว่าเป็นผู้หักกิเลสกองราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นบ้าง แต่ว่าในภาษาไทยเรานั้น คำนี้นิยมแปลในความหมายว่าพระผู้จำแนกแจกธรรมสั่งสอนประชุมชน
คำว่า อรหโต มาจากคำว่า อรหํ หรือ อรหันต์ ที่มีความหมายว่า เป็นผู้ไกลกิเลส เป็นผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส เป็นผู้หักซี่แห่งสังสารจักร เป็นผู้ควรไหว้ควรบูชา เป็นผู้ไม่มีที่ลี้ลับในอันที่จะกระทำความชั่วต่าง ๆ แต่ว่าในทางไทยเรานั้นนิยมคำแปลว่า เป็นผู้ไกลกิเลส
 
คำว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส มาจากคำว่า สัมมา สัมพุทโธ หรือ สัมมาสัมพุทธ แปลว่า ผตรัสรู้เองโดยชอบ สัมมา แปลว่า โดยชอบ สมฺ แปลว่า เอง พุทฺธ แปลว่าตรัสรู้ ซึ่งมีอธิบายโดยย่อว่า ตรัสรู้นั้นก็คือ ตรัสรู้อริยสัจทั้ง ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คำว่า เอง นั้นก็คือ พระญาณที่ตรัสรู้ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ผุดขึ้นเอง คือผุดขึ้นในสัจจธรรมเหล่านี้ที่มิได้เคยทรงสดับมาก่อน คำว่า โดยชอบ นั้นก็คือโดยสัมมัตตะ คือความเป็นชอบ นับตั้งแต่โดยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางกลางที่พระองค์ได้ทรงค้นพบตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะได้ตรัสรู้ และก็ได้ทรงปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ นี้มาโดยสมบูรณ์ จึงได้ตรัสรู้อริยสัจทั้ง ๔ เพราะฉะนั้น ความตรัสรู้เองนี้จึงมาจากสัมมัตตะ คือความเป็นชอบ อันได้แก่มรรคมีองค์ ๘ นี้ที่ทรงปฏิบัติมา และก็เป็นความตรัสรู้ที่ถูกต้องไม่ผิด จึงเรียกว่า สัมมา คือ ชอบ และก็มีความหมายว่า เมื่อได้ตรัสรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมที่ได้ตรัสรู้นี้สั่งสอน ตั้งเป็นพุทธศาสนา ตั้งพุทธบริษัททั้ง ๔ ขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงได้พระนามว่า สัมมาสัมพุทธ

และในข้อนี้ก็ได้มีอธิบายประกอบอีกว่า ท่านผู้ตรัสรู้เองนั้นถ้าตรัสรู้เองได้แล้วไม่ได้สั่งสอนใคร อนหมายความว่า ไม่ได้ตั้งพุทธศาสนา ไม่ได้ตั้งพุทธบริษัทขึ้น ก็เรียกว่าพระปัจเจกพุทธ แปลว่า พระพุทธผู้ตรัสรู้จำเพาะพระองค์ ต่อเมื่อได้สั่งสอนผู้อื่น ตั้งพุทธศาสนา ตั้งพุทธบริษัทขึ้น จึงเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธ พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ฉะนั้น คำว่า สัมมาสัมพุทโธ นี้จึงมีความหมายว่า พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ดังกล่าวนี้ด้วย และก็มีความหมายว่า เป็นพระผู้ที่ตรัสรู้เองโดยชอบ แล้วได้ตั้งพุทธศาสนาและพุทธบริษัทขึ้นด้วย จึงมิใช่เป็นพระปัจเจกพุทธดังกล่าว และบรรดาหมู่ชนผู้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วได้ตรัสรู้ตาม ได้แก่หมู่แห่งพระสาวกซึ่งได้ตรัสรู้ตามเป็นพระอหันต์ทั้งหลายก็เรียกว่า พระอนุพุทธ แปลว่า พระผู้ตรัสรู้ตาม จึงได้มีพระพุทธเป็น๓ จำพวก คือ หนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธ สอง พระปัจเจกพุทธ สาม พระอนุพุทธ ดังนี้

บทสวดนโม ย่อมบรรจุพระพุทธคุณสำคัญทั้ง ๓ บทไว้ดั่งนี้ และพระพุทธคุณทั้ง ๓ บทก็ย่อมบรรจุอยู่ด้วยพระปัญญาคุณ คุณคือความรู้จริง พระวิสุทธิคุณ คุณคือความบริสุทธิ์จริง พระกรุณาคุณ คุณคือกรุณาจริง อันเป็นบทสรุปของพระพุทธคุณทั้งปวง แต่แม้เช่นนั้นความหมายของบทพระพุทธคุณทั้ง ๓ บทในบทสวดนโมนี้ ย่อมมีพระพุทธคุณบทใดบทหนึ่ง ที่เด่นอยู่กว่าพระพุทธคุณข้ออื่น ก็คือบทว่า ภควโต แด่พระผู้มีพระภาค อันเป็นบทที่ ๑ นั้น เด่นอยู่ด้วยพระกรุณาคุณ ในความหมายที่ใช้กันว่า พระผู้จำแนกแจกธรรมสั่งสอนประชุมชน หมายถึง พระกรุณาคุณที่ทรงจำแนกแจกธรรม คือทรงแสดงธรรมสั่งสอน
 
บทว่าอรหโต เป็นพระอรหันต์ เด่นอยู่ด้วยพระวิสุทธิคุณ คุณค่าความบริสุทธิ์ในความหมายว่าเป็นผู้ไกลกิเลส เพราะความเป็นผู้ไกลกิเลสนั้น แสดงถึงความบริสุทธิ์ จึงเด่นด้วยพระวิสุทธิคุณบทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า เด่นด้วยพระปัญญาคุณ ดั่งนี้

เพราะฉะนั้น บทสวดนโมนั้นจึงเป็นบทที่ประกอบด้วยพระพุทธคุณสำคัญ ๓ บท สมบูรณ์ด้วยพระคุณทั้ง ๓ นำหน้าด้วยพระกรุณาคุณ และต่อไปด้วยพระวิสุทธิคุณ หนุนท้ายด้วยพระปัญญาคุณ

ในข้อนี้ก็น่าที่จะพิจารณาว่าทำไมท่านจึงเอาบท ภควโต นำหน้า อรหโต มาเป็นที่ ๒ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เป็นที่ ๓ เพราะเมื่อเรียงพระคุณโดยทั่วไป ย่อมเรียงพระปัญญาคุณไว้เป็นที่ ๑ พระวิสุทธิคุณเป็นที่ ๒ พระกรุณาคุณเป็นที่ ๓
 
สำหรับบทสวดที่แสดงพระคุณทั้ง ๓ นี้ด้วยเรียงพระปัญญาไว้หน้าก็มีอยู่ แต่ว่าจะกล่าวต่อไป สำหรับในที่นี้กลับกัน เอาพระกรุณาคุณไว้หน้า เอาพระปัญญาคุณไว้หลังก็น่าคิดว่า เพราะเหตุว่าบทสวด นโม นี้บังเกิดขึ้นจากจิตใจของเทพบ้างมนุษย์บ้าง ซึ่งเกิดศรัทธาปสาทะในพระพุทธเจ้าจึงได้เปล่งวาจานอบน้อมนมัสการขึ้น ซึ่งความรู้สึกสำนึกประกอบด้วยศรัทธาปสาทะจนถึงเปล่งวาจานี้ขึ้นนั้น ก็น่าคิดว่า เพราะได้มีความสำนึกในพระกรุณาคุณ คือได้รับพระกรุณาจากพระพุทธเจ้า ที่ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอน จนได้ความรู้ความเข้าใจ จนถึงได้ดวงตาเห็นธรรมก็มีเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น จึงบังเกิดขึ้นจาก ความสำนึกในพระกรุณาคุณ ที่ตนได้รับจากพระพุทธเจ้า ได้รับความรู้ ความเห็นธรรม ความรู้ความเข้าใจในธรรม จึงได้ยกเอาบทที่แสดงพระกรุณา คือ ภควโต พระผู้มีพระภาคคือพระผู้จำแนกแจกธรรม ขึ้นเป็นบทที่ ๑ และก็มาถึงบทที่ ๒ อันแสดงถึงพระวิสุทธิคุณ เด่นด้วยพระวิสุทธิคุณ คือ อรหโต ก็เป็นธรรมดา บทนี้ก็เป็นที่ ๒ อยู่โดยปกติ และก็เกิดจากจิตใจของผู้ที่เปล่งถ้อยคำนี้ อันประกอบด้วยความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วทางจิต ตลอดจนถึงทางกายทางวาจาแล้ว จึงมาถึงปัญญาคุณหนุนท้าย อันส่องถึงว่า ก็เพราะพระองค์เป็นสัมมาสัมพุทธ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นหลัก เป็นแกนสำคัญ ดั่งนี้ พิจารณาดูจิตใจของผู้ที่เปล่งถ้อยคำนี้ออกมาก็น่าจะเป็นดั่งนี้ คือบังเกิดด้วยความสำนึกรู้อย่างลึกซึ้ง ในพระกรุณาคุณ ที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า จึงได้ยกเอาพระพุทธคุณประกอบด้วยมหากรุณานี้เป็นบทที่ ๑ คือ ภควโต ก็คือผู้จำแนกแจกธรรม ดั่งนี้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่เปล่งคำว่า นโม นี้ขึ้นมาจะต้องมีความรู้ซาบซึ้งในพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง แสดงว่าได้สดับตรับฟังธรรมที่ทรงแสดง มีความรู้ความเข้าใจ บังเกิดศรัทธาปสาทะ คือความรู้ความเลื่อมใส ได้ปัญญาจึงได้เปล่งขึ้นมา จับเอาพระพุทธคุณบทสำคัญขึ้นมา เพราะฉะนั้น จึงได้นับถือว่าเป็นบทสำคัญ ซึ่งจะสวดมนต์อะไร ก็จะต้องนำด้วย นโม จะประกอบพิธีสำคัญอะไร ก็จะต้องตั้ง นโม ขึ้นก่อนอยู่เป็นปกติ

และยังมีบทสวดที่สรุปพระพุทธคุณทั้ง ๓ ไว้อย่างสมบูรณ์
ที่เราทั้งหลายสวดอยู่ในเวลาที่ทำวัตรเช้าทุกวันก็คือ
พุทฺโธ สุสุทฺโธ กรุณามหณฺณโว
บรรทัดแรกนี้บรรทัดเดียวก็บรรจุด้วยพระพุทธคุณทั้ง ๓
จำไว้เพียงบรรทัดเดียวก็จำพระพุทธคุณได้ทั้ง ๓
พุทฺโธ พระผู้ตรัสรู้ แสดงถึงพระปัญญาคุณ
สุสุทฺโธ พระผู้บริสุทธิ์ดีแสดงถึงพระวิสุทธิคุณ
กรุณามหณฺณโว มีพระกรุณาดุจห้วงทะเลหลวง
แสดงถึงพระกรุณาคุณ
 
เพราะฉะนั้นบรรทัดเดียวเท่านี้ พุทฺโธ สุสุทฺโธ กรุณามหณฺณโว ประกอบด้วยพระพุทธคุณอย่างสมบูรณ์ คือพระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ ฉะนั้น เมื่อเราทั้งหลายได้สวดบท นโม ตั้ง นโม ก็ขอให้ตั้งใจกำหนดในพระพุทธรูปทั้ง ๓ ให้รู้ในพระพุทธคุณทั้ง ๓ ไปด้วย และเมื่อสวด พุทฺโธ สุสุทฺโธ กรุณามหณฺณโว ก็ขอให้ทำความเข้าใจในพระพุทธคุณทั้ง ๓ ไปด้วยจะเป็นประโยชน์มาก

การสวดมนต์
พระนิพนธ์.สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ธรรมจักษุ ปีที่ ๘๐ ฉบับที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๙


 2 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 02:28:01 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
อุปาทาน - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

หากไม่มีอุปาทานในปัจจุบัน ก็เท่ากับว่ารู้เท่าอดีตอนาคตแล้ว ทุกอย่างก็จบลงเพียงเท่านี้ ไม่ยึดถือผู้รู้เป็นตน ตนเป็นผู้รู้ด้วยก็ไม่ได้แบกของอะไรเลย จะเรียกว่าทิ้งของหนักแล้วก็ว่าได้ พระอรหันต์เรียนนะโมจบ ก็เพราะนอบน้อมจนไม่มีกิเลสใช่หรือไม่? และมีปัญหาว่าผู้เขียนผู้ตอบ เป็นพระอรหันต์หรือไม่? ก็ไม่ใช่ ผู้เขียนก็ไม่ใช่พระอรหันต์ ผู้ตอบก็ไม่ใช่อรหันต์ เป็นกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารเท่านั้น ไม่ได้สำคัญตัวว่าเป็นพระอรหันต์เลย

ท่านผู้ใดสำคัญตัวว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นั้นก็เพิ่มอุปาทานขึ้น เพราะพระอรหันต์ไม่ได้สำคัญตัวในที่ใดๆ เลย พระอรหันต์มีในโลกหรือไม่? ซึ่งหากมีคำว่าโลกแล้ว จะไม่มีพระอรหันต์เลย เพราะพระอรหันต์ไม่มีในโลกขันธ์ ๕ ไม่เป็นหน้าที่ ของพระนิพพานจะมายืนยันอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เราปรารภกันมันเป็นบุคลาธิษฐานกับธรรมาธิษฐาน เจือกัน อยู่ในตัว เพื่อให้รู้จักความหมายเท่านั้น เช่น เราบัญญัติว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ดินน้ำไฟลมก็ไม่ได้ปฏิเสธ หรือรับหรือปัดหรืออุเบกขาด้วย เป็นเพียงใส่ชื่อตามสมมติ เพื่อให้รู้จักเท่านั้น สมมติในทางพุทธศาสนา เป็นสมมุติ ที่มีขอบเขตเป็นสมมุติสัจจะด้วย เพราะจริงตามสมมติ จะเอาไปคัดค้านกับวิมุตติก็ไม่ได้
 
และให้เข้าใจว่าสมมติเป็นบาปเป็นสมมติที่ควรเว้น สมมติว่าบุญเป็นสมมติที่ควรเจริญ ทำให้เกิดให้มีมรรคผล นิพพานเป็นสมมติที่ควรปฏิบัติให้รู้แจ้งในขันธสันดาน ยกอุทาหรณ์อีก เช่น เราพิจารณาทุกข์เป็นอารมณ์ สมุทัยที่จะ ให้เกิดตัญหาก็ละไปในตัว มรรคก็เจริญไปในตัว นิโรธก็ทำให้ แจ้งไปในตัว ไม่ใช่ว่าเจริญทุกข์ แล้วเจริญสมุทัย แล้วก็เจริญมรรค แล้วก็เจริญนิโรธ ดังนี้มันเป็นเรียงแบบไม่ใช่ปรมัตถ์ปฏิบัติ ถ้าเราย่นก็ย่นลงถึงใจเป็นหนึ่งซะ เรานับถึงเป็นจำนวนล้าน ก็นับออกไปจากหลักหน่วย ดังนั้นถ้าเราย่นลง ก็ย่นลงให้ถึงหลักหน่วยใช่หรือไม่? ทุกข์จะมีกี่ล้านๆ ก็ย่นลงมาหาเอกะทุกข์ คือหนึ่งทุกข์ในปัจจุบัน ใช่หรือไม่? ไตรสิกขาจะมีกี่ล้านๆ ก็ตาม ก็ย่นลงมาหาเอกะไตรสิกขา ในปัจจุบันใช่หรือไม่?
 
อุปาทาน - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


 3 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 02:18:07 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและการเจริญปัญญา - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

การสอนกรรมฐานในปัจจุบัน สำนักต่างๆ ยังมีการขัดแย้ง
ในระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติ จะเลือกแนวทางไหนดี

 
ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนให้คนมีความรักกัน มีความสามัคคีกัน แต่พุทธบริษัทเรานี่ยังสอนธรรมะเพื่อความแตกสามัคคี จึงเห็นว่ายังไม่เหมาะสม... ขอให้ทัศนะว่า การขัดแย้ง ขัดแย้งกันเพียงวิธีการเท่านั้นเอง แต่โดยสภาพความเป็นจริง การปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ ใครจะปฏิบัติแบบไหน อย่างไรก็ตาม ผลเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างเดียวกันหมด ดังนั้น เพื่อไม่ให้สับสน หรือเพื่อความเข้าใจง่ายสำหรับผู้มุ่งปฏิบัติ
อาตมาขอแนะนำแนวการปฏิบัติไว้ ๓ ประการ
 
๑.หลักของการบริกรรมภาวนา ใครจะยกเอาอะไรมาบริกรรมภาวนาก็ได้ ในขั้นต้นเราหาอุบายที่จะผูกจิตให้ติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเหนียวแน่นเสียก่อน เมื่อจิตของเราไปติดกับสิ่งนั้นอย่างเหนียวแน่น จดจ้องอยู่กับสิ่งนั้น ความสนใจสิ่งอื่นก็เป็นว่าเลิกละไป เมื่อจิตไปยึดอยู่เพียงสิ่งเดียว ถ้าหากว่าท่านสามารถทำได้ ลองพิจารณาดูซิว่า การที่ไปยึดกับสิ่งๆ เดียว มันก็เป็นอุบายให้จิตสงบยิ่งขึ้นไปจนกระทั่งไม่นึกถึงสิ่งนั้น จนสภาพจิตกลายเป็นตัวของตัวเองไม่ยึดกับสิ่งใด ทีนี้หากท่านจะถามว่า จะใช้คำไหนเป็นคำบริกรรมภาวนา ไม่มีจำกัด จะเป็นคำอะไรก็ได้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือหากว่าจิตใจ ไปติดอยู่กับหลานน้อยๆ คนหนึ่ง นึกถึงชื่อไอ้หนูมันมาบริกรรมภาวนาก็ได้ อย่างเวลานี้มาทำงานแต่เป็นห่วงบ้าน ก็เอาเรื่องบ้านมาบริกรรมภาวนาก็ได้ เพราะอะไรที่เรารัก เราชอบ เราติดอยู่แล้วมันเป็นอุบายให้จิตของเราติดเร็วยิ่งขึ้น จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนเราเพื่อไม่ให้ยึดในสิ่งใดๆ ทั้งนั้น แต่เพื่อเป็นอุบายที่จะสร้างพลังจิต เพื่อการปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เราต้องฝึกหัดจิตของเราให้ติดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างเหนียวแน่น ให้มีหลักเกาะ มีที่พึ่ง ให้มีวิหารธรรมเสียก่อน เมื่อจิตของเราติดกับสิ่งนั้นๆ มันก็ติดเพื่อความปล่อยวาง สังเกตดูเมื่อเราบริกรรมภาวนาจนกระทั่งจิตสงบลงแล้ว มันหาได้นึกถึงคำบริกรรมภาวนาไม่ มันไปนิ่งสว่างอยู่เฉยๆ อันนั้นคือมันปล่อยวางแล้ว ทีแรกมันติดก่อน พอติดแล้วมันมีอิสรภาพอย่างแท้จริง เป็นสมาธิอย่างแท้จริง
 
๒.หลักการพิจารณาค้นคว้าหาเหตุผล ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็ดี คัมภีร์พระอภิธรรมก็ดี และในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็ดี ท่านได้วางหลักการแห่งการพิจารณาไว้ในรูปแบบต่างๆ ในขั้นต้นก็สอนให้พิจารณากายคตาสติ สอนให้พิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สอนให้พิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สอนให้พิจารณารูป นาม ทีนี้ถ้าต่างว่าเราไม่เอาสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มาเป็นเครื่องพิจารณา จะขัดกับแนวปฏิบัติไหม... เรามีกายกับใจ กายกับใจประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรม... ดังนั้น วิชาความรู้ที่ท่านเรียนมา อะไรก็ได้ ท่านหยิบยกเอามาเป็นอารมณ์พิจารณา เช่น อย่างในขณะที่ท่านต้องใช้วิชาการที่ท่านเรียนมาให้เกิดประโยชน์แก่การทำงาน ท่านอาจจะวิตกเอาหัวข้อนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งมาตั้งเป็นหัวข้อไว้ในจิตของท่าน แล้วตั้งปัญหาถามตัวเองว่าสิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้คือสิ่งนั้น สิ่งนั้นคืออะไร ถามตอบดูตัวเองไปโดยความตั้งใจ ทำสติให้แน่วแน่ อย่าสักแต่ว่าคิด... การคิดแต่ละจังหวะนั้น ทำสติให้รู้ชัดเจนในความคิดของตัวเอง เอาความคิดนั้นเป็นอารมณ์ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ สิ่งที่เราเห็นด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เราทำสติกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทำสติตลอดเวลา โดยธรรมชาติของจิต ถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ หนักๆ เข้าจิตของเราจะเกิดมีความสงบ มีปีติ มีความสุขได้เช่นกันมีหลักฐานที่จะพึงกล่าวในพระไตรปิฎก คนถากไม้นั่งถากไม้อยู่ เอาการถากไม้เป็นอารมณ์พิจารณาพระกรรมฐาน พิจารณาได้สำเร็จแล้วเป็นพระอรหันต์ คนปั้นหม้อ เอาการปั้นหม้อเป็นอารมณ์พิจารณากรรมฐาน เสร็จแล้วปลงปัญญาลงสู่พระไตรลักษณ์ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คนทอหูก นั่งทอหูกอยู่ พิจารณาการทอหูกเทียบกับชีวิตของเราที่หดสั้นเข้าไปทุกที ปลงปัญญาลงสู่พระไตรลักษณ์เป็นพระอรหันต์ การถากไม้ การปั้นหม้อ การทอหูก เป็นอารมณ์กรรมฐานทำให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาได้สำเร็จพระอรหันต์ฉันใด แม้วิชาความรู้หากเราเรียนมาทุกสาขาวิชาการ เราเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐาน ก็ย่อมสำเร็จมรรค ผล นิพพานได้เหมือนกัน เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ
 
๓.หลักการทำสติตามรู้สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคิดของตนเอง ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าการค้นคิดพิจารณาไม่คล่องตัว แม้เราจะตั้งใจคิดพิจารณาแต่ความคิดอื่นเข้ามารบกวน เราไม่สามารถควบคุมจิตของเราให้ค้นคิดอยู่ในสิ่งๆ เดียวได้ เพราะวิสัยของเราย่อมคิดอยู่โดยปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ให้ทำสติรู้ลงที่จิต คอยจ้องดูว่าความคิดอะไรจะเกิดขึ้น พอมีความคิดอะไรเกิดขึ้น เราทำสติตามรู้ รู้ตามไปเรื่อยๆ จิตมันคิดเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องสารพัดสารเพ อะไรก็แล้วแต่ปล่อยให้มันคิดไป แต่หน้าที่ของเราทำสติตามรู้อย่างเดียว... เมื่อสติตามรู้ความคิดทันแล้ว ความสงบจะเกิดขึ้น เมื่อความสงบเกิดขึ้นแล้ว ก็มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่งเช่นเดียวกับการบริกรรมภาวนาได้
จุดหมายปลายทางที่ถูกต้องของการปฏิบัติสมาธิคืออะไร ความประสงค์ของผู้ทำสมาธิว่าจะทำสมาธิเพื่ออะไร แยกตามกิเลสของคน - บางท่านทำสมาธิเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ - บางท่านทำสมาธิเพื่อให้รู้ยิ่งเห็นจริงในเรื่องราวต่างๆ - บางท่านทำสมาธิ ไม่ต้องการอะไร ขอให้จิตสงบ ให้รู้ความเป็นจริงของจิตเมื่อประสบกับอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เพื่อจะอ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็นราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลงตัดทอนสิ่งที่เกิน แล้วเพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ในการปฏิบัติ ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้วเราต้องการสร้างสติให้เป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย ไม่ได้มุ่งถึงสิ่งที่เราจะรู้จะเห็นในสมาธิ การภาวนา แม้จะเห็นนิมิตต่างๆ ในสมาธิ หรือรู้ธรรมะซึ่งผุดขึ้นเป็นอุทานธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เราเก็บเอาเป็นผลงานที่เราปฏิบัติได้ เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นในสมาธิ และเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่เกิดขึ้นในสมาธิ ซึ่งเรียกว่า สมาธิปัญญา... พลังของสมาธิสามารถทำให้เกิดสติปัญญาเกิดความรู้เห็นอะไรต่างๆ แปลกๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็นแต่สิ่งนั้น พึงทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ของดีที่เราจะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติให้กำหนดเป็นเพียงแต่ว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิตเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นอุบายสร้างสติให้เป็นมหาสติปัฏฐาน
การปฏิบัติที่ได้ชื่อว่าถูกต้องมีอะไรเป็นเครื่องวัด มีศีล ๕ เป็นเครื่องวัด ปฏิบัติอันใดไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง นั้นแหละเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทีนี้ สำหรับความรู้ความเห็น ความรู้อันใดเกิดขึ้น ยึดมั่น ถือมั่น มีอุปาทาน ทำให้เกิดปัญหาว่านี่คืออะไร นั่นคือตัวนิวรณ์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว จิตไม่ยึด ไม่สร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อนเพราะรู้แจ้งเห็นจริง มีแต่ปล่อยวาง ความรู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ ...สิ่งหนึ่งซึ่งนักปฏิบัติควรจะสังเกตทำความเข้าใจ ถ้าเราฝึกปฏิบัติแล้ว เราเกิดศรัทธาอยากปฏิบัติ ถ้าวันใดไม่ได้ปฏิบัติวันนั้นนอนไม่หลับ แสดงว่าท่านได้ศรัทธาพละ ในเมื่อท่านได้ศรัทธาพละ ท่านอยากปฏิบัติ ท่านก็ได้ความเพียร ในเมื่อท่านได้ความเพียร ท่านก็มีความตั้งใจคือสติ เมื่อมีสติก็มีความมั่นใจคือสมาธิ ในเมื่อมีความมั่นใจคือสมาธิ ท่านก็มีสติปัญญาพอที่จะคิดค้นหาลู่ทางในการปฏิบัติ นี่ให้ฝึกสังเกตอย่างนี้ อย่าไปกำหนดหมายเอาว่า ภาวนาแล้วจะต้องเห็นภูตผีปีศาจ ผีสาง เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ สิ่งเหล่านี้แม้จะรู้เห็นก็เป็นแค่เพียงอารมณ์ของจิตเท่านั้น ไม่ใช่ของดีวิเศษ ทีนี้เราจะกำหนดหมายเอาที่ตรงไหน กำหนดหมายเอาตรงที่ว่า รู้ว่านี่คือจิตของเรา จิตของเรามีความเป็นธรรมไหม จิตของเราเที่ยงไหม จิตของเราดูดดื่มในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไหม เมื่อออกจากสมาธิไปแล้ว จิตของเรามีเจตนาที่จะงดเว้นจากความชั่วประพฤติความดีไหม มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองไหม ซื่อสัตย์สุจริตต่อหมู่คณะและครอบครัวไหม ดูกันที่ตรงนี้ ถ้าใครภาวนาแล้วเบื่อหน่ายต่อครอบครัว อยากหนีไปบวช มิจฉาทิฏฐิกำลังจะกินแล้ว ใครภาวนามีสมาธิดีแล้วเบื่อหน่ายงาน อยากทิ้งการทิ้งงานหนีออกไป อันนั้น ความผิดกำลังจะเกิดขึ้น ถ้าใครภาวนาเก่งแล้ว สมมติว่าครูบาอาจารย์มีลูกศิษย์รักลูกศิษย์มากขึ้น ลูกศิษย์ภาวนาเก่งแล้วรักครูบาอาจารย์ เคารพครูบาอาจารย์มากขึ้น สามีภรรยาภาวนาเก่งแล้วรักกันยิ่งขึ้น รักลูกรักครอบครัว รู้จักประหยัด รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควรดียิ่งขึ้น อันนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นการภาวนาได้ผลดี
การทำสมาธิช่วยล้างบาปที่เคยทำไม่ดีได้หรือไม่ ในศาสนาพุทธไม่มีการทำดีเพื่อล้างบาป ขอให้ทำความเข้าใจว่าไม่มีการทำบุญเพื่อล้างบาป แต่การทำบุญหรือทำดีเพื่อหนีบาปนั้นเรามีหนทางที่จะทำได้ คือพยายามทำความดีให้มากขึ้น มากขึ้น ให้คุณความดีเป็นเครื่องอุ่นใจ เป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของใจ ใจมันก็ปราโมทย์บันเทิงอยู่กับความดี เมื่อมันไปอยู่กับความดี มันก็ไม่คิดถึงบาปในอดีตที่ทำมาแล้ว ทีนี้เมื่ออารมณ์บาปไม่ไปรบกวน เราก็มีโอกาสได้ทำความดีเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากความดีนั้นมีอำนาจเหนือบาป มีผลแรงกว่าบาป จิตของเราหนีบาปไปไกล เมื่อเวลาตายไปแล้ว ก็ไปสู่สุคติ ถ้าไม่ไปสู่สุคติแล้วเรามาเกิดใหม่ ถ้าหากว่าเราไม่ทำความดีเพิ่มเติม บาปมันก็มีโอกาสให้ผล บาปเล็กๆ น้อยๆ มันไม่หายไปไหนหรอก ทีนี้ถ้าหากเรากลัวบาป จะตัดกรรมตัดเวร ถ้าหากพระองค์ใดไปแนะนำว่าทำบาปแล้วไปตัดเวรตัดกรรมอย่าไปเชื่อ มันตัดไม่ได้ เวรนี่อาจตัดได้ แต่กรรมคือการกระทำนั้นมันตัดไม่ได้ ที่ว่าเวรนี่ตัดได้ เช่นอย่างเราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เราขอโทษซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน เวรที่จะตามคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก แต่ถ้าหากว่าเราพยายามทำดีให้มันมากขึ้นๆ เรารู้สำนึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันไม่ดี เราเลิก เราประพฤติแต่ความดี …บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้ แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้นมันแก้ได้ ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้
ภาวนาไปจิตเบื่อหน่าย จิตเศร้าหมอง จะทำอย่างไร ความเบื่อเป็นอาการของกิเลส ในเมื่อมันเกิดเบื่อ พิจารณาความเบื่อ เอาความเบื่อเป็นอารมณ์ ถามตัวเองว่าทำไมมันจึงเบื่อ เมื่อได้คำตอบแล้ว ถามต่อไปอีกว่าทำไมๆ เพราะอะไรๆ ไล่มันไปจนมันจนมุม เอาความเบื่อเป็นอารมณ์ เอาความเบื่อเป็นเครื่องรู้ เราก็พิจารณาหาเหตุผลความเบื่อให้ได้ การพิจารณาเช่นนี้ก็คือการพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน จิตเศร้าหมองก็พยายามภาวนาให้มากขึ้น พิจารณาให้มากขึ้น ในเมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงแล้วมันจะหายเบื่อและหายเศร้าหมอง
สภาวะของจิตที่เป็นสมาธิจะมีรูปร่างอย่างไร ภาวะที่จิตเป็นสมาธิ ไม่มีรูปร่าง มีแต่ความรู้สึกทางกาย ทางจิต จิตเป็นสมาธิทำให้กายเบา กายสงบ สงบจากทุกขเวทนาความปวดเมื่อย จิตเบาหมายถึงจิตปลอดโปร่ง จิตสงบหมายถึงจิตไม่ดิ้นรน ไม่วุ่นวาย ไม่มีความยินดี ไม่มีความยินร้าย มีแต่ความปีติ มีความสุขเกิดจากสมาธินั้น ถ้าจะนับสมาธิในขั้นนี้ยังเป็นอุปจารสมาธิ ถ้าหากว่าจิตตั้งมั่นคงได้นาน จิตยังมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ก็เป็นสมาธิขั้นปฐมฌาน
สมาธิต่อเนื่องวิปัสสนาทำอย่างไร คำว่าวิปัสสนานี้ มีอยู่ ๒ ขั้นตอน ขั้นต้นคือวิปัสสนาที่ใช้สติปัญญากำหนดพิจารณาเอาด้วยความตั้งใจ เช่น เราพิจารณาร่างกายให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ น้อมไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ความรู้สึกนึกคิดที่เราเรียนรู้มานั้นมานึกเอา เรียกว่าการเจริญวิปัสสนาแบบใช้สติปัญญาธรรมดาๆ… โดยความรู้สึกนึกคิดเอาเองนี่แหละ เป็นการตกแต่งปฏิปทาเพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้วเกิดวิปัสสนาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จะปฏิวัติไปสู่ภูมิรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จงทำความเข้าใจว่าถ้าสมาธิหรือสมถะไม่เกิดขึ้น ท่านจะเจริญวิปัสสนาอย่างไร ท่านจะไม่ได้วิปัสสนาเพราะวิปัสสนามีมูลฐาน เกิดจากสมถะคือสมาธิ ถ้าสมถะคือสมาธิไม่เกิดขึ้น ท่านจะได้แค่วิปัสสนาแบบนึกคิดเอาเอง เป็นวิปัสสนาภาคปฏิบัติเท่านั้น ยังไม่ใช่วิปัสสนาที่แท้จริง
สมาธิส่งเสริมปัญญาจะปฏิบัติอย่างไร เมื่อจิตอยู่ในฌานขั้นที่ ๔ กายหายไปแล้ว ลมหายใจก็หายไปแล้ว ยังเหลือแค่จิตซึ่งเป็นนามธรรมปรากฏเด่นชัดอยู่เพียงดวงเดียว จิตก็ได้แต่ความนิ่งสว่างอยู่อย่างเดียว อาการแห่งความคิดต่างๆ ไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วจิตก็รู้อยู่เพียงแค่รู้ รู้อยู่แค่เพียงความสงบ รู้อยู่แค่เพียงความเป็นกลางของจิตเท่านั้น ปัญญาความรู้ยังไม่เกิด แต่เป็นฐานที่สร้างพลังของจิต เมื่อจิตสงบอยู่ในสมาธิขั้นนี้นานๆ เข้าและบ่อยครั้งเข้า ทำให้จิตของเราเกิดมีพลังงานคือมีสมาธิความมั่นคง สติสัมปชัญญะค่อยดีขึ้นบ้าง ในเมื่อผู้ปฏิบัติทำจิตได้สงบขนาดนี้แล้ว เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้วอย่าไปยินดีและพอใจเพียงแต่ความสงบอย่างเดียว ส่วนมากนักปฏิบัติเมื่อทำจิตให้สงบเป็นสมาธิได้ พอถอนจิตออกจากสมาธิมาเพราะความดีใจในความสงบของจิตในสมาธิ พอรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วกระโดดโลดเต้นลุกออกจากที่นั่ง อันนี้ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ถ้าขืนทำอย่างนี้จิตมันก็ได้แต่ความสงบนิ่งเป็นสมาธิอย่างเดียว ปัญญาความรู้จะไม่เกิด วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรทำอย่างนี้ เมื่อจิตสงบดีจนกระทั่งตัวหาย เมื่อจิตถอน
จากสมาธิมา พอสัมผัสรู้ว่ามีกายเท่านั้นจิตย่อมมีความคิดทันที ผู้ภาวนาอย่าเพิ่งรีบด่วนออกจากที่นั่งสมาธิเป็นอันขาด ให้ตั้งใจกำหนดทำสติตามรู้ความคิดนั้นๆ ไป ถ้าหากปฏิบัติอย่างนี้ภูมิจิตของท่านจะก้าวสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เร็ว เพราะเมื่อจิตผ่านการสงบนิ่งมาแล้ว เมื่อเกิดความคิดอันใดขึ้นมา ความคิดมันจะแน่วแน่ คิดถึงสิ่งใดก็จะรู้ชัดเจน เพราะสติมันดีขึ้น เมื่อสติดีขึ้น ความคิดที่คิดขึ้นมา จิตก็จะมีสติตามรู้ความคิดไปเรื่อยๆ เมื่อผู้มาทำสติถ้ากำหนดตามรู้ความคิดที่เกิดดับๆ อยู่ ผลลัพธ์ก็คือว่าจะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือรู้ว่าความคิดย่อมมีเกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไปๆ นอกจากจะรู้พระไตรลักษณ์คือ อนัจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ยังจะต้องรู้ทุกขอริยสัจจ์ เพราะความคิดเท่านั้นที่จะมาแหย่ให้เราเกิดความสุขความทุกข์ เกิดความยินดียินร้าย เมื่อเรากำหนดสติตามรู้อย่างไม่ลดละ เราก็จะรู้พระไตรลักษณ์ รู้ทุกขอริยสัจจ์ที่จะพึงเกิดขึ้นกับจิต

ปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและการเจริญปัญญา - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


 4 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 01:13:05 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
บุญของยายแฟง – พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) หรือ หลวงพ่อโต
เป็นผู้ที่มีเมตตาสูงมาก ใครขออะไรจากท่าน มักจะไม่ผิดหวัง
แม้แต่กัณฑ์เทศน์ ท่านก็ให้ใครต่อใครได้อย่างง่ายดาย
ขณะเดียวกัน ท่านก็ไม่ค่อยถือตัว หรือติดในสมมติ
ผู้คนจึงมองว่า ท่านมีพฤติกรรมแปลกๆ
ไม่เหมือนใคร  หาว่าท่านเป็น “พระบ้า” ก็มี

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่อง  ความถูกต้องแล้ว
ท่านเข้มแข็งมั่นคงมาก ไม่ยอมโอนอ่อนเลย
แต่ก็มิใช่แข็งกระด้าง หากมีกุศโลบาย
 
สมัยที่ท่านมีสมณศักดิ์ เป็นพระเทพกวี
ได้รับนิมนต์ เข้าไปเทศน์ในจวนของ
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
ซึ่งเป็นขุนนาง ที่มีอำนาจมากที่สุด ในเวลานั้น แม้แต่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเกรงใจ

เมื่อท่านขึ้นธรรมาสน์  ให้ศีลเสร็จ
ก็เริ่มแสดงพระธรรมเทศนา ระหว่างนั้น
ขุนนางที่รับใช้ สมเด็จเจ้าพระยาฯ
รวมทั้งพวกที่มาจากหัวเมือง
พากันหมอบกับพื้น ฟังธรรมกันเป็นแถว
ตรงข้ามกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ
กลับนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้
ไขว่ห้าง รินน้ำชา  ฟังเทศน์

หลวงพ่อโตจึงเทศน์ว่า
“สัมมา มัวริน กินน้ำชา   มิจฉา หมอบก้ม ประนมมือ”

สมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้ยินก็โมโห ลุกเข้าเรือนไปทันที
ส่วนหลวงพ่อโต ก็ลงจากธรรมาสน์ กลับวัดระฆัง
ว่ากันว่า สมเด็จเจ้าพระยาฯ ขุ่นเคืองท่านอยู่นาน

อีกคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์เทศน์ฉลอง วัดของยายแฟง
ยายแฟงผู้นี้ เป็นแม่เล้าที่ร่ำรวย จากน้ำพักน้ำแรง ของโสเภณี

ยายแฟงมีอายุมากขึ้น อยากทำบุญครั้งใหญ่
เพื่อลบรอยบาป
จึงบริจาคเงินสร้างวัด ตั้งชื่อว่า
วัดใหม่ยายแฟง
เมื่อสร้างวัดเสร็จ ยายแฟงดีใจมาก
ที่สามารถสร้างวัดได้อย่างเศรษฐี 
แม้มีอาชีพเป็นแม่เล้า

เมื่อหลวงพ่อโต ขึ้นธรรมาสน์
ท่านได้เทศน์ ให้ยายแฟงฟังต่อหน้าว่า

“ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลอานิสงส์บกพร่อง
ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัด
เป็นเงินที่เกิดจาก น้ำพักน้ำแรงของคนอื่น
ที่ไม่ชอบ ด้วยธรรมเนียม

ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ ด้วยเงินเหรียญบาท
ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท
จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น
นี่ว่าอย่างเกรงใจกันนะ”

สลึงเฟื้องนั้น เป็นจำนวนเท่ากับ
ค่าตัวของหญิงโสเภณี ในซ่องยายแฟง
ใครฟังแล้วก็ชอบใจ หัวเราะกันใหญ่
แต่ยายแฟงไม่ขำด้วย มีแต่ความขุ่นเคืองใจ
 
แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ยายแฟงก็เห็นจริง
ตามที่ท่านว่า  จึงไม่โกรธเคืองท่านต่อไป

วัดใหม่ยายแฟง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดคณิกาผล
เป็นการยกย่องคณิกา อันเป็นที่มาของวัดนี้
ทุกวันนี้น้อยคนที่จะรู้ว่า  ยายแฟงเป็นคนสร้างวัดนี้

บุญของยายแฟง – พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


 5 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 12:39:27 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย - หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

เดิมชื่อ ญาณ หรือ ยาน รามศิริ เกิดวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2430 วันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ
ปีกุน ณ บ้านนาโป่งบ้างก็ว่า บ้านหนองบอน ตำบลหนองใน (ปัจจุบันเป็น ตำบลนาโป่ง)
อำเภอเมือง จังหวัดเลย
ท่านเกิดในตระกูลช่างตีเหล็ก เป็นบุตรคนที่ 2 (คนสุดท้อง)
ของ นายใส หรือ สาย กับ นางแก้ว รามศิริมีพี่สาวร่วมท้องเดียวกัน 1 คน

เมื่อหลวงปู่อายุประมาณ 5 ขวบ พอจำความได้บ้างว่า ก่อนที่มารดาจะเสียชีวิต ได้เรียกไปสั่งเสียว่า "ลูกเอ๋ย แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ จะเป็นกี่ล้านกี่โกฏก็ตาม แม่ก็ไม่ยินดีและแม่จะยินดีมาก ถ้าลูกจะบวชให้แม่จนตายในผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีเมียนะลูกนะ" หลังจากนั้นมารดาได้ถึงแก่กรรมลง ท่านจึงอยู่ในความดูแลของตากับยายขุนแก้ว
อนึ่ง ยายของหลวงปู่ได้ฝันว่า เห็นหลานชายไปนั่งไปนอนอยู่ในดงขมิ้นจนเนื้อตัวเหลืองอร่ามน่าชม จึงได้มาร้องขอให้บวชเช่นเดียวกัน ท่านจึงรับปาก แล้วบวชพร้อมกับหลานยายอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และมีศักดิ์เป็นน้า ยายได้นำหลานทั้ง 2 คน ไปถวายตัวต่อพระอุปัชฌาย์ที่ วัดโพธิ์ชัย (มหานิกาย) ในหมู่บ้านนาโป่ง เพื่อฝึกหัดขานนาค ทำการบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป ด้วยคำพูดของแม่ในครั้งนั้น เป็นเหมือนพรสวรรค์คอยเตือนสติอยู่ตลอดเวลา มันเป็นคำสั่งที่ก้องอยู่ในความทรงจำมิรู้เลือน จนในที่สุดท่านก็ได้บวชตามความประสงค์ของมารดาและใช้ชีวิตอยู่ในผ้าเหลืองจนตลอดอายุขัย

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
หลวงปู่ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ. 2439 มีอายุได้ 9 ปี ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย มีพระอาจารย์คำมา เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์อ้วน เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย เป็นพระพี่เลี้ยง

เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น แหวน อยู่จำพรรษาที่วัดโพธิ์ชัยนั่นเอง พอเข้าพรรษาได้ประมาณ 2 เดือน สามเณรผู้มีศักดิ์เป็นน้าที่บวชพร้อมกันเกิดอาพาธหนักถึงแก่มรณภาพไป ทำให้ท่านสะเทือนใจมาก เนื่องจาก วัดโพธิ์ชัย ไม่มีการศึกษาเล่าเรียน เพราะขาดครูสอน ท่านจึงอยู่ตามสบาย คือ สวดมนต์ไหว้พระบ้าง เล่นบ้างตามประสาเด็ก
 
ต่อมาได้ถูกส่งไปเรียนมูลกัจจายน์ ที่ วัดสร้างก่อ อำเภอหัวสะพาน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในสมัยนั้น จังหวัดอุบลราชธานีมีสำนักเรียนที่มีชื่อเสียง มีครูอาจารย์สอนกันเป็นหลักเป็นฐานหลายแห่งเช่น สำนักเรียนบ้านไผ่ใหญ่ บ้านเค็งใหญ่บ้านหนองหลัก บ้านสร้างก่อทั่วอีสาน 15 จังหวัด (ในสมัยนั้น) ใครต้องการศึกษาหาความรู้ ต้องมุ่งหน้าไปเรียนมูลกัจจายน์ ตามสำนักดังกล่าว ผู้เรียนจบหลักสูตร
ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ เพราะเป็นหลักสูตรที่เรียนยาก มีผู้เรียนจบกันน้อยมาก
 
ภายหลัง สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงมาปรับปรุงเปลียนแปลงหลักสูตรใหม่ดังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การเรียนมูลกัจจายน์ถูกลืมเลือน ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนที่สำนักนี้หลายปีจนอายุครบบวชพระ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกายที่ วัดสร้างก่อนอก อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระอาจารย์แว่น เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อประมาณ พ.ศ. 2451
 
ในระยะที่เรียนหนังสืออยู่นั้น ท่านเกิดความว้าวุ่นใจเพราะ ท่านอาจารย์อ้อน อาจารย์เอี่ยม ครูผู้สอนหนังสือเกิดอาพาธด้วยโรคนอนไม่หลับ ท่านจึงแนะนำให้ลาสิกขาบทเผื่อโรคอาจจะหายได้ หายแล้วหากยังอาลัยในสมณเพศ เมื่อได้โอกาสก็ให้กลับมาบวชใหม่อีก ท่านอาจารย์ทำตาม ปรากฏว่าโรคหายดีแต่ต่อมาพระผู้เป็นอาจารย์สอนหนังสือ คือ อาจารย์ชม อาจาาย์ชาลี และท่านอื่น ๆ ลาสิกขาไปมีครอบครัวกันหมดสำนักเรียนจึงต้องหยุดชงักลง
 
ในที่สุด ท่านจึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า บรรดาครูอาจารย์เหล่านั้น สึกออกไปล้วนเพราะอำนาจของกามทั้งสิ้น จึงระลึกนึกถึงคำเตือนของแม่และยาย และเกิดความคิดขึ้นมาว่าการออกปฏิบัติเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้บวชอยู่ได้ตลอดชีวิตเหมือนกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ออกไปปฏิบัติอยู่กันตามป่าเขาไม่อาลัยอาวรณ์อยู่กับหมู่คณะจึงได้ตัดสินใจไปหาอาจารย์ที่เมืองสกลนคร ท่านได้ตั้งสัจจาธิษฐาน ขออุทิศชีวิตพรหมจรรย์แด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์หลังจากตั้งจิตอธิษฐานแล้ว ท่านมีความรู้สึกปลอดโปร่ง เบากายเบาใจ อยู่มา 2-3 วัน โยมอุปัฏฐาก ได้มาบอกว่า พระอาจารย์จวง วัดธาตุเทิง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปกราบ ญาคูมั่น
พึ่งกลับมา ท่านจึงได้ไปนมัสการพระอาจารย์จวง เพื่อขอทราบที่อยู่ของ หลวงปู่มั่น

ด้วยรู้สึกศรัทธาในกิตติศัพท์ความเก่งกล้าสามารถของหลวงปู่มั่นยิ่งนัก จากนั้น ท่านก็ได้ออกธุดงค์มุ่งสู่สำนักของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยผ่านม่วงสามสิบ คำเขื่อนแก้ว ยโสธร เลิงนกทา มุกดาหาร คำชะอี นาแก สกลนคร พรรณานิคม สว่างแดนดิน หนองหาน อุดรธานี บ้านผือ ซึ่งนับเป็นการเดินทางไกลและยาวนานเป็นครั้งแรกจนได้เข้าพบหลวงปู่มั่น ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ คำแรกที่หลวงปู่มั่นสั่งสอนก็คือ "ต่อไปนี้ให้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมา ให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน" ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกยินดีมากเพราะได้บรรลุสิ่งที่ตั้งใจ หลังจากอยู่กับหลวงปู่มั่นได้ 4 วัน พี่เขยและน้าเขยก็มาตามให้กลับไปเยี่ยมโยมพ่อที่ไม่ได้พบกันมานาน 10 ปีจึงเข้าไปกราบลาหลวงปู่มั่น และได้รับคำเตือนว่า "ไปแล้วให้รีบกลับมา อย่าอยู่นาน ประเดี๋ยวจะเสียท่าเขา ถูกเขามัดไว้แล้วจะดิ้นไม่หลุด" ท่านได้กลับไปเยี่ยมบ้านในปีพ.ศ.2461เป็นที่นับถือศรัทธาของประชาชนในแถบบ้านเกิดมาก หลั่งไหลกันมากราบอย่างไม่ขาดสาย จนทำให้พักผ่อนไม่พอและล้มป่วยลงต้องพักรักษาตัวอยู่หนึ่งเดือนเต็ม
ด้วยจิตที่ระลึกถึงคำสั่งของพระอาจารย์ว่า "อย่าอยู่นานให้รีบกลับมาภาวนา"
กับคำสั่งเสียของแม่ว่า "แม่ยินดีมากถ้าลูกจะบวชให้แม่ แล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง"

ทำให้ท่านตัดสินใจรีบเดินทางกลับไปอยู่รับการอบรมภาวนาต่อแล้วจึงได้แยกไปหาที่วิเวกบำเพ็ญสมาธิภาวนาตามความเหมาะสมกับจิตของตน เมื่อถึงวันอุโบสถจึงได้ถือโอกาสเข้านมัสการถามปัญหาข้อข้องใจในการปฏิบัติจากหลวงปู่มั่นจนเป็นที่เข้าใจแล้ว จึงกลับสู่ที่ปฏิบัติของตนดังเดิม โดยยึดมั่นในคำเตือนของหลวงปู่มั่นว่า "ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนให้มาก" ในระยะแรกออกปฏิบัตินั้น ท่านไม่ได้ร่วมทำสังฆกรรมฟังการสวดปาติโมกข์ เพราะยังไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต พระมหานิกายที่ได้รับการอบรมจากท่านหลวงปู่มั่นครั้งนั้นมีหลายรูป เมื่ออยู่ไปนาน ๆ ได้เห็นความไม่สะดวกในการประกอบสังฆกรรมดังกล่าว จึงไปกราบขออนุญาตให้ญัตติเป็นธรรมยุต ซึ่งบางรูปก็ได้รับอนุญาต บางรูปก็ไม่ได้รับอนุญาต โดยหลวงปู่มั่นให้เหตุผลว่า "ถ้าพากันมาญัตติเห็นพระธรรมยุตเสียหมดแล้ว ฝ่ายมหานิกายจะไม่มีใครมาแนะนำในการปฏิบัติ มรรคผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกาย แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว ละในสิ่งที่ควรเว้น เจริญในสิ่งที่ควรเจริญ นั่นแหละ คือ ทางดำเนินไปสู่มรรคผลนีพพาน"
 
ประมาณ พ .ศ.2464 ท่านได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพำนักและศึกษาธรรม กับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ซึ่งหลวงปู่มั่นยกย่องอยู่เสมอว่าเชี่ยวชาญทั้งทางการเทศน์
และการปฏิบัติธรรม

หลังจากที่ท่านได้รับฟังธรรมและเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย พม่า และเชียงตุง จากท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ แล้ว ก็ได้จาริกไปพม่า อินเดีย โดยผ่านทาง แม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก ข้ามแม่น้ำเมย ขึ้นฝั่งพม่าต่อไปยังขลุกขลิกมะละแหม่ง ข้ามฟากไปถึงเมาะตะมะ ขึ้นไปพักที่ดอยศรีกุตระ กลับมามะละแหม่ง แล้วโดยสารเรือไปเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แล้วต่อรถไฟไปเมืองพาราณสี เที่ยวนมัสการปูชนียสถานต่าง ๆ แล้วจึงกลับโดยเส้นทางเดิม ถึงฝั่งไทยที่อำเภอแม่สอด เดินเที่ยวอำเภอสามเงา

ปีต่อมา เดือนตุลาคม ท่านได้จาริกธุดงค์ไปเชียงตุง และ เชียงรุ้ง ในเขตพม่า โดยออกเดินทางไปด่านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผ่านหมู่บ้านชาวเขา พักตามป่าเขา จาริกผ่านเชียงตุง แล้วต่อไปทางเหนือ อันเป็นถิ่นชาวเขา เช่น จีนฮ่อ ซึ่งอยู่ตามเมืองแสนทวี ฝีฝ่า หนองแส บางเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง พอฝนตกชุกจวนเข้าพรรษาก็กลับเข้าเขตไทย นับได้ว่าท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่งในและนอกประเทศส่วนใหญ่จะพำนักอยู่ในเขตจังหวัดอุบลฯ อุดรฯ และตั้งใจจะไปให้ถึงสิบสองปันนาสิบสองจุไท แต่ทหารฝรังเศสห้ามเอาไว้ จึงไปถึง
วัดใต้หลวงพระบาง แล้วก็กลับพร้อมกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ทางภาคเหนือ ท่านได้มุ่งเดินทางไป ค่ำไหนนอนนั่น จากอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลยออกไป อำเภอด่านซ้าย ผ่านอำเภอน้ำปาด อำเภอนครไทย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ตัดไปอำเภอนาน้อย แพร่ หมู่บ้านชาวเย้า อำเภอสูงเม่น อำเภอเด่นชัย ลำปาง แล้วต่อไปยังเชียงใหม่เที่ยวดูภูมิประเทศโดยรอบเขาดอยสุเทพ ท่านได้รับความเมตตาจาก ท่านเจ้าคุณพระอุปาลีคุณูปมาจารย์ ด้วยดีตลอดมา
ประมาณปี พ.ศ.2470 ท่านเจ้าคุณเห็นว่า หลวงปู่แหวน เป็นผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติมีวิริยะอุตสาหะปรารภความเพียรสม่ำเสมอไม่ท้อถอย มีข้อวัตรปฏิบัติดี มีอัธยาศัยไมตรีไม่ขึ้นลง คุ้นเคยกันมานาน เห็นสมควรจะได้ญัตติเสีย หลวงปู่แหวนจึงตัดสินในเป็นพระธรรมยุต ที่พัทธสีมา วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ มี พระนพีสิ เป็นพระรรมวาจาจารย์ ต่อมา หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งเคยเป็นสหธรรมิกร่วมธุดงค์กัน ก็ได้ญัตติเป็นธรรายุตเหมือนกัน 
ในระหว่างที่จาริกแสวงหาวิเวกอยู่ทางภาคเหนือนั้น ท่านได้พบกับหลวงปู่ขาว อนาลโย และได้แยกย้ายกันจำพรรษาตามป่าเขา ท่านเคยได้แยกเดินทางทุ่งบวกข้าว จนถึงป่าเมี่ยงขุนปั๋ง
พอออกพรรษา หลวงปู่มั่น พระอาจารย์พร สุมโน ได้มาสมทบที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง ขณะนั้น พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสีพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริมาร่วมสมทบอีก เมื่อทุกท่านได้รับโอวาทจากหลวงปู่มั่นแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไป หลวงปู่แหวนพร้อมหลวงปู่ขาว พระอาจารย์พร ไปที่ดอนมะโน หรือ ดอยน้ำมัว ส่วนหลวงปู่มั่นอยู่ที่กุฏิชั่วคราวที่ชาวบ้านสร้างถวายที่ป่าเมี่ยบขุนปั๋งนั่นเอง
ภายหลังหลวงปู่มั่น เดินทางกลับอีสานแล้ว หลวงปู่แหวนยังคงจาริกแสวงวิเวกบำเพ็ญธรรมอยู่ป่าเมี่ยงแม่สาย หลวงปู่เล่าว่า อากาศทางภาคเหนือถูกแก่ธาตุขันธ์ดี ฉันอาหารได้มาก ไม่มีอาการอึดอัด ง่วงซึม เวลาภาวนาจิตก็รวมลงสู่ฐานสมาธิได้เร็ว นับว่าเป็นสัปปายะ ประมาณปี พ.ศ. 2474 ขณะที่หลวงปู่แหวนปฏิบัติธรรมอยู่ที่เชียงใหม่ ได้ทราบข่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ประสบอุบัติเหตุขณะขึ้นธรรมาสน์เพื่อแสดงธรรมถึงขาหักจึงเดินทางจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ และแวะกราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบที่อุตรดิตถ์ แล้วเดินทางโดยรถไฟถึงโกรกพระ นครสวรรค์ ลงเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยามาถึงวัดคุ้งสำเภา พักค้างคืนหนึ่ง แล้วลงเรือล่องมาถึงกรุงเทพฯ เฝ้าพยาบาลท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นานหนึ่งเดือน จึงกราบลาไปจำพรรษาที่เชียงใหม่
ปี พ.ศ.2498 ท่านจำพรรษาที่ วัดบ้านปง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดอาพาธแผลที่ขาอักเสบทรมานมาก ท่านจำพรรษาอยู่รูปเดียว ชาวบ้านไม่เอาใจใส่ได้ ท่านพระอาจารย์หนู สุจิตฺโต วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พาหมอมาจี้ มาทำการผ่าตัดโดยไม่ต้องฉีดยาชา ใช้มีดผ่าตัดเพียงเล่มเดียว ท่านมีความอดทนให้กระทำจนสำเร็จและหายได้ในที่สุด อีกหลายปีต่อมา พระอาจารย์หนูเห็นว่า หลวงปู่แก่มากแล้ว ไม่มีผู้อุปัฏฐาก จึงได้ชักชวนญาติโยมไปนิมนต์ให้ ท่านมาจำพรรษาที่ วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ในฐานะพระผู้เฒ่าทำหน้าที่ปฏิบัติธรรมอย่างเดียวไม่ต้องเกี่ยงข้องกับภาระหน้าที่อื่นใด และท่านก็ได้ตั้งสัจจะว่า จะไม่รับนิมนต์ ไม่ขึ้นรถ ไม่ลงเรือ แม้ที่สุดจะเกิดอาพาธหนักเพียงใด ก็จะไม่ยอมเข้านอนโรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงอยู่ต่อไปไม่ได้ ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติตามที่ตั้งใจไว้ได้ นับตั้งแต่ท่านขึ้นไปภาคเหนือแล้ว ท่านก็ไม่เคยไปจำพรรษาที่ภาคอื่นอีกเลย ท่านเคยอยู่บนดอยสูงกับชาวเขาเกือบทุกเผ่า อยู่ในป่าเขาภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง
ส่วนภาคเหนือตอนล่าง เช่น แพร่ น่าน ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก ท่านเคยจาริกไปครั้งคราว จึงนับได้ว่า วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นสถานที่ซึ่ง หลวงปู่อยู่จำพรรษามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 จวบจนมรณภาพ
หลวงปู่แหวน มีโรคประจำตัวคือ เป็นแผลเรื้อรังที่ก้นกบยาวประมาณ 1 ซม. มีอาการคัน ถ้าอักเสบก็จะเจ็บปวดมาก และอีกโรคหนึ่งคือ เป็นต้อกระจกนัยน์ตาด้านซ้าย เป็นต้อหินนัยน์ตาด้านขวา หมอได้เข้าไปรักษาเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2518 ซึ่งรักษาแล้วสุขภาพก็ยังแข็งแรงตามวัย แต่ต่อมาปี 2519 ร่างกายเริ่มซูบผอม อ่อนเพลีย ฉันอาหารได้น้อย ขาทั้ง 2 เป็นตะคริวบ่อย ต่อมา 2520 สุขภาพทรุด ค่อนข้างซูบเหนื่อยอ่อน เวียนศีรษะถึงกับเซล้มลง และประสบอุบัติเหตุขณะครองผ้าจีวรในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2522 ซึ่งเป็นวันที่ทางวัดจัดงานผูกพัทธสีมา ส่งผลให้เจ็บบั้นเอวและกระดูดสันหลัง ลุกไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับที่ รักษาอยู่เดือนหนึ่ง ก็หายเป็นปกติแต่เนื่องจากหลวงปู่อายุมากแล้ว จึงมีอาการอาพาธมาโดยตลอด คณะแพทย์ก็คอยให้การรักษาด้วยดีเช่นกัน จนกระทั่งใน วันอังคารที่ 2 กรกฏาคม พ.ศ.2528 เวลา 21.53 น. การหายใจครั้งสุดท้ายก็มาถึง หลวงปู่ท่านได้ละร่างอันเป็นขันธวิบากไปด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ 98 ปี

ธรรมโอวาท

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้แสดงธรรมโอวาทหลายเรื่อง เช่นเรื่อง ของเก่าปกปิดความจริง ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า
การพิจารณาต้องน้อมเข้ามาสู่ภายใน พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว มันก็วางเอง คูบาญาปู่มั่น ท่านว่า "เหตุก็ของเก่านี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าของเก่า" ของเก่านี่แหละมันบังของจริงอยู่นี่ มันจึงไม่รู้ ถ้ารู้ว่าเป็นของเก่า มันก็ไม่ต้องไปคุย มีแต่ของเก่าทั้งนั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ของเก่า เวลามาปฏิบัติภาวนา ก็พิจารณาอันนี้แหละ ให้มันรู้แจ้งเห็นจริง ให้มันรู้แจ้งออกมาจากภายใน มันจึงไปนิพพานได้ นิพพานมันหมักอยู่ในของสกปรกนี่ มันจึงไม่เห็น พลิกของสกปรกออกดูให้เห็นแจ้ง
นักปราชญ์ท่านไม่ละความเพียร เอาอยู่อย่างนั้นแหละ เอาจนรู้จริงรู้แจ้ง ทีนี้มันไม่มาเล่นกับก้อนสกปรกนี้อีก พิจารณาไป พิจารณาเอาให้นิพพานใสอยู่ในภายในนี่ ให้มันอ้อ นี่เอง ถ้ามันไม่อ้อหนา เอาให้มันถึงอ้อ จึงใช้ได้ ครั้นถึงอ้อแล้วสติก็ดี ถ้ามันยังไม่ถึงแล้ว เต็มที่สังขารตัวนี้ พิจารณาให้มันรู้แจ้งเห็นจริงในของสกปรกเหล่านี้แหละ ครั้นรู้แจ้งเข้า รู้แจ้งเข้า มันก็เป็นผู้รู้พระนิพพานเท่านั้นจำหลักให้แม่น ๆ มันไม่ไปที่ไหนหละ พระนิพพาน ครั้นเห็นนิพพานได้แล้ว มันจึงเบื่อโลก เวลาทำก็เอาอยู่นี่แหละ ใครจะว่าไปที่ไหนก็ตามเขา ละอันนี่แหละทำความเบื่อหน่ายกับอันนี้แหละ ทั้งก้อนนี่แหละ นักปฏิบัติต้องพิจารณาอยู่นี่แหละ ชี้เข้าไปที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจ ให้เห็นให้เกิดความเบื่อหน่าย การต่อสู้กามกิเลส เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง หากพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ก็ถอนได้ กามกิเลสนี้แหละ เป็นบ่อเกิดแห่งการฆ่ากันตาย ชิงดีชิงเด่น กิเลสตัวเดียว ทำให้มีการต่อสู้แย่งชิงกัน ทั้งความรักความชัง จะเกิดขึ้นในจิตใจก็เพราะกาม นักปฏิบัติต้องเอาให้หนักกว่าธรรมดา ทำใจของตนให้แน่วแน่ มันจะไปสงสัยที่ไหน ก็ของเก่าปรุงแต่งขึ้นเป็นความพอใจไม่พอใจ มันเกิดมันดับอยู่นี่ ไม่รู้เท่าทันมัน ถ้ารู้เท่า ทันมัน ก็ดับไป ถ้าจี้มันอยู่อย่างนี้ มันก็ค่อยลดกำลังไป ตัดอดีต อนาคตลงให้หมด จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน ทำในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน

ปัจฉิมบท

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นพระมหาเถระ ซึ่งได้ดำเนินชีวิตของท่านอยู่ในเพศของบรรพชิตมาตั้งแต่อายุเยาว์วัย เป็นพระนักศึกษาและนักปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด
เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร ทั้งที่เมื่อยังเป็นพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และ เป็นฝ่ายธรรมยุตแล้ว ดังที่ หลวงปู่มั่น เคยแสดงเหตุผลว่า "มรรคผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกาย"

หลวงปู่แหวน เป็นผู้เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีธรรม เป็นปูชนียบุคคล ชาวพุทธให้ความเคารพสักการะอย่างมาก เมตตาบารมีธรรมของท่าน ยังผลให้กุลบุตรกุลธิดาใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรม สืบสร้างความมั่นคงให้แก่พระศาสนา ทำให้เกิดมีการก่อสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น โรงพยาบาล วัด อาคาร ท่านได้อำนวยคุณประโยชน์ต่าง ๆ แก่สังคมสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ชีวิตร่างกายของท่านได้ดับสลายไป แต่คุณงามความดีของท่านยังตรึงแน่นอยู่ในจิตสำนึกของพุทธศาสนิกชนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย เพราะท่านเป็นพระผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบในฐานะพุทธชิโนรส เป็นเนื้อนาบุญของผู้ต้องการบุญในโลกนี้

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย - หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
ผู้จัดการออนไลน์ - 2 ตุลาคม 2545    16.16 น


 6 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 12:09:01 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ต่อ ......

วิปัสสนูปกิเลส คือ

๑.โอภาส เมื่อจิตมีความสงบเป็นสมาธิแล้วจะเกิดความสว่างในทางใจ ความสว่างนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือน กัน เมื่อความสว่างนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไร ให้รีบไปหาครูอาจารย์ช่วยแนะ วิธีแก้ไข ครูอาจารย์นั้นต้องมีความรอบรู้ในวิธีทำสมาธิเป็นอย่างดี จึงจะช่วย แก้ไขให้ได้ ถ้าครูอาจารย์ไม่มีความรู้ในทางนี้ ก็จะส่งเสริมตอกย้ำให้ทำในวิธี นี้ต่อไป ผู้ได้รับผลที่ผิด ๆ ก็ตกอยู่กับผู้ทำสมาธิเอง
๒.ปีติ ผู้ทำสมาธิจะมีความเอิบอิ่มใจเป็นอย่างมากมีความเบิกบานใจอยู่ ตลอดเวลา จะยืนเดินนั่งนอนอยู่ในอิริยาบถไหนใจจะมีความเอิบอิ่มอยู่ตลอด ทั้งวันทั้งคืน ในช่วงนั้นมีแต่เฝ้าดูจิตที่มีความเอิบอิ่มอยู่เป็นนิจ ความคิดทาง สติปัญญาจะพิจารณาในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็หมดสภาพไป ใจมีแต่ ความเพลิดเพลินอยู่กับปีตินั้น ๆ
๓.ปัสสัทธิ ความสงบใจที่เป็นผลจากการทำสมาธิจะมีความสงบเป็นอย่างมาก จะมีความแน่วแน่มั่นคงอย่างแนบแน่นทีเดียว ใจไม่คิดวอกแวกแส่ส่ายไปตามอารมณ์แต่อย่างใด จะเป็นอารมณ์แห่งความรักหรืออารมณ์แห่งความชัง เนื่องจากสาเหตุอันใดก็ตามไม่มีความอยากคิดในเรื่องอะไรทั้งนั้น จะยืนเดินนั่งนอนอยู่ในที่ไหนมีแต่ความสงบใจอยู่ตลอดเวลา นี้ก็เป็นโมหสมาธิหลงอยู่ในความสุขจนลืมตัวไม่อยากคิดพิจารณาให้เป็นไปในการเจริญทางสติปัญญาแต่อย่างใด เพราะกลัวว่าใจจะเกิดความฟุ้งซ่าน มีแต่ใช้สติระลึกรู้อยู่ในอารมณ์แห่งความสงบนั้น ๆ จึงเป็นสมาธิที่โง่เขลาหาความฉลาดไม่ได้เลย
๔.สุขะ เมื่อจิตมีความสงบดีแล้วย่อมเกิดความสุขภายในใจเป็นอย่างมาก จะยืนเดินนั่งนอนอยู่ในที่ไหน ใจจะมีแต่ความสุขนี้อยู่เป็นคู่ของใจตลอดไปไม่อยากให้เสื่อมคลาย นี้เองผู้ปฏิบัติในยุคนี้จึงมีความต้องการภาวนาหาความสุขใจเพียงเท่านั้นที่สอนกันว่าทำสมาธิเพื่อให้เกิดความสุขภายในใจ ถ้าปัญญาไม่มีก็จะหลงความสุขได้ 
๕.ญาณะ เมื่อจิตมีความสงบเป็นสมาธิได้แล้วย่อมมีความรู้เกิดขึ้น ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้เองจะทำให้เกิดความหลงผิดไปได้ง่าย จะตีความหมายไปว่าปัญญาณาณได้เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว อยากรู้เรื่องอะไรอยากรู้ในธรรมหมวดไหนก็กำหนดถามลงไปที่ใจก็จะมีความรู้ตอบขึ้นมาในหมวดธรรมนั้น ๆ จะเข้าใจไปว่าคุณธรรมได้เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว อยากรู้ว่าเราอยู่ในคุณธรรมระดับไหน ก็จะมีความรู้บอกขึ้นมาว่า เป็นคุณธรรมของพระอริยโสดาบันบ้าง เป็นคุณธรรมของพระสกิทาคามีบ้าง เป็นคุณธรรมของพระอนาคามีบ้าง เป็นคุณธรรมของพระอรหันต์บ้าง จึงได้เกิดความเชื่อมั่นในความรู้ที่เกิดขึ้นว่าเป็นของจริงที่ฝังใจอย่างสนิททีเดียว ใครจะมาว่ามีความสำคัญผิดก็จะยืนยันว่าเรามีญาณรู้ที่ถูกต้องและมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าจริง ถ้าเป็นในลักษณะนี้จึงยากที่จะแก้ไข
๖.อธิโมกข์ น้อมใจเชื่อว่าเป็นของจริงอย่างฝังใจทีเดียว เข้าใจว่าเรามีดวงตาเห็นธรรม ก็เพราะมีญาณรู้ที่เกิดขึ้นจากสมาธิความสงบเป็นต้นเหตุนั่นเอง มีความเชื่อมั่นในความรู้ของตัวเองสูงมาก ให้ความสำคัญตัวเองว่า พุทโธ รู้ตื่นเบิกบานได้เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว ถ้ามีอภิญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็จะเกิดความเชื่อมั่นเพิ่มทิฏฐิมานะอัตตาจนลืมตัว ถ้าพระเป็นในลักษณะนี้ก็จะได้รับพยากรณ์จากลูกศิษย์ว่าอาจารย์ของเราได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทันที
๗.ปัคคาหะ มีความเพียรที่เข้มแข็งเป็นอย่างมาก ความเพียรนั้นจะมุ่งทำสมาธิมีความสงบเพียงอย่างเดียว จะไปที่ไหนอยู่ในที่ใดจะปรารภความเพียรทำสมาธิอยู่เสมอจะอยู่เฉพาะตัวหรือในสังคมใดจะอยู่ในความสำรวมผิดปกติ จะอยู่แบบนิ่งเฉยไม่อยากจะพูดคุยกับใคร ๆ ผู้ที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าเป็นผู้ปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก หรือลืมตาก็จะอยู่ในท่าเงียบขรึมซึมเซ่อเหม่อลอย ไม่ชอบอยู่ในสังคมอยากจะอยู่เป็นเอกเทศเฉพาะตัวไม่มีความฉลาดรอบรู้ในทางปัญญาแต่อย่างใด จึงเรียกว่า มิจฉาวายามะ เป็นความผิดไม่ถูกต้องชอบธรรมแต่อย่างใด
๘.อุปัฏฐาน มีสติระลึกรู้ในอารมณ์ภายในใจได้ดีมาก แต่เป็นเพียงสติสมาธิเท่านั้นส่วนสติปัญญาจะไม่มีกับผู้เป็นในลักษณะนี้แต่อย่างใด ถ้าอารมณ์ของใจเปลี่ยนไปตาม เหตุปัจจัยอย่างไร ก็จะมีสติระลึกรู้ไปตามอารมณ์ประเภทนั้น ๆ ไม่ชอบพิจารณาในทาง สติปัญญาแต่อย่างใด ไม่สนใจพิจารณาในเรื่องที่เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ถึงจะพูดธรรมะได้ก็พูดไปตามตำราที่ได้ศึกษามาเท่านั้น จึงเรียกว่า มิจฉาสติระลึกรู้ในสิ่งใดจะไม่เป็นไปในความถูกต้องชอบธรรมแต่อย่างใด
๙.อุเบกขา ความวางเฉยในทางใจได้ดีมาก ใจไม่รับในอารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจอะไรที่มาสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นสิ่งที่จะให้เกิดขึ้นความรักความชังใจจะวางเฉยอยู่ตลอดเวลา เมื่อใจลงสู่อุเบกขาความวางเฉยที่มั่นคงแล้ว จะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกในอารมณ์ ไม่มีความเอาใจใส่ในส่งใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเป็นอย่างนี้จะทำสมาธิได้ง่าย แต่ก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ ความตั้งใจมั่นผิดต่อไป จึงยากที่จะแก้ไขหรือแก้ไขไม่ได้เลย
๑๐.นิกันติ มีความยินดีพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ยอมรับผลที่เกิดขึ้นว่าเป็นของจริงมีความเชื่อว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้ถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้แน่นอนใครจะมาว่าภาวนาผิดอย่างไรก็มีความมั่นใจในตัวเองว่าภาวนาถูกต่อไป และยังไปตำหนิผู้อื่นว่าภาวนาไม่เก่งเหมือนเรา ถึงครูอาจารย์องค์ที่มีความฉลาดรอบรู้เข้ามาช่วยเหลือก็สายไปเสียแล้ว ชีวิตได้ทุ่มเทในการทำสมาธิอย่างจริงจัง ก็มาพังเพราะวิปัสสนูปกิเลสที่เกิดขึ้นนี้เอง

มรรคผลไม่พ้นสมัย
พ.ศ.๒๔๖๓ ท่านอาจารย์มั่น ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จะเห็นว่าท่านจะอยู่ไม่ประจำที่ จะท่องธุดงค์ไปเรื่อย ๆ ลูกศิษย์ลูกหาผู้หวังความเจริญในทางธรรม จึงติดตามท่านไปเรื่อย ๆ เพื่อจะได้เรียนรู้ธรรมและปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้น ก่อนนี้การศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องคร่ำครึล้าสมัย แต่ท่านอาจารย์มั่นได้ปฏิบัติให้ดูอยู่กับธรรมอย่างเป็นสุขให้เห็น จนความรู้สึกแง่ลบของผู้คนค่อยจางไป พุทธบริษัทกล่าวว่า มรรค ผล นิพพาน มันล้าสมัย จึงไม่สนใจต่อการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าพระภิกษุ สามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกาพากันเหินห่างจากธรรม แต่เมื่อได้มีผู้ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังจนได้บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ รับผลแห่งความเย็นอกเย็นใจ ทั้งพระภิกษุและฆราวาสทุกท่านได้ประจักษ์แก่ใจตน ความเชื่อผิด ๆ ที่ว่ามรรค ผล นิพพาน พ้นสมัยแล้วนั้น เป็นอันถูกลบไป ที่ท่าบ่อนี้ ต่อมาได้กลายมาเป็นวัดป่า อันเป็นสถานที่บำเพ็ญกัมมัฏฐานอย่างสำคัญ ชื่อว่า อรัญญวาสี มีพระอาจารย์หลายท่าน ได้มาเห็นสถานที่นี้และชมว่าเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ทั้งตัวท่านเอง ก็ได้รับประโยชน์มาแล้วด้วย ให้เลิกนับถือผี พระธุดงค์ไม่ติดที่อยู่ นิยมจาริกไปเรื่อย ๆ ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ ท่านอาจารย์มั่นก็ได้จำพรรษาอยู่ กับพระภิกษุสามเณร ๑๐ รูป รวมทั้งอาจารย์มั่นด้วยเป็น ๑๑ รูป ที่ป่าแห่งหนึ่ง ในที่อันไม่ไกลจาก บ้านห้วยทราย จังหวัดนครพนม ที่บ้านห้วยทรายนี้ ท่านได้แก้ความเห็นผิดของชาวบ้าน เกี่ยวกับเรื่องการนับถือผีสาง ให้หันมา นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะพระรัตนตรัย ๓ ประการนี้ เป็นที่พึ่งอันปลอดภัย พึ่งได้อย่างแท้จริง ได้สอนชาวบ้านให้ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะเสียใหม่ ทั้งได้ฝึกอบรมในเรื่องของการเจริญกัมมัฏฐานด้วย ตลอดเวลาที่พักอยู่ที่นี่ ๑๐ เดือน ก็ปรากฏว่าได้ผลน่าพึงพอใจ ออกจากบ้านห้วยทรายแล้ว ท่านอาจารย์มั่นได้ไปนมัสการท่านอาจารย์เสาร์ที่ถ้ำภูผากุด แล้วได้ร่วมเดินธุดงค์ด้วยกันไปหลายที่หลายแห่ง ระหว่างทางได้สั่งสอนประชาชน ให้รู้จักนับถือพระรัตนตรัย เพราะผู้คนส่วนใหญ่นับถือผีกันเป็นพื้นในปีนั้น ท่านอาจารย์มั่นได้มอบศิษย์ทั้งหมดให้อยู่ในความปกครองของพระอาจารย์สิงห์ขันตยาคโม

ปรับปรุงระเบียบคำสอน
พ.ศ.๒๔๖๕ พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พร้อมทั้งศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้งสองรุ่นแรก และผู้เข้ามาฝึกหัดใหม่จำนวนมากได้จำพรรษาอยู่ที่บ้านหนองลาด อำเภอสว่างดินแดน จังหวัดสกลนคร ท่านอาจารย์ได้ทำการสั่งสอนในเรื่องการปฏิบัติธรรม มาถึงปีนี้ก็เป็นเวลา ๗ ปีแล้ว ยังไม่ได้มีการปรับปรุงการฝึกธรรมเลย สมควรจะได้มีการแก้ไขให้เหมาะสม เพื่อประโยชน์แก่การเข้าถึงธรรม ท่านอาจารย์เสาร์ได้มอบให้อาจารย์มั่นเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการวางแผน เป็นแผนที่เมื่อปฏิบัติแล้วจะต้องได้ผลหากเอาจริง และข้อสำคัญจะต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่ใช่ปฏิบัติกันไปคนละทิศละทาง ท่านอาจารย์มั่นได้ยืนยันถึงการปฏิบัติตามอริยสัจธรรม จึงได้ผลอย่างแน่นอน เพราะท่านได้ทำมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณากายของเรานี้ เป็นหลักสำคัญนัก ขอให้หมั่นเพียรกระทำกัน ให้ศิษย์ทุกคนดำเนินตามนี้เพราะพระพุทธองค์และพระอริยสาวกในอดีตกาล ก็ผ่านการพิจารณากายมาเหมือนกัน ท่านเน้นย้ำแล้วย้ำอีกด้วยกลัวศิษย์ไขว้เขว ไม่เข้าใจ เพราะวันหนึ่งท่านเกิดนิมิตฝันว่า "ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า เราได้พาพระภิกษุสามเณรเป็นจำนวนมาก เข้าไปบิณฑบาตในละแวกบ้านขณะนั้นก็ได้เกิดนิมิตในสมาธิเป็นที่น่าประหลาดใจขึ้น คือ พระภิกษุสามเณรที่ตามเราดี ๆ ก็เกิดมีพวก หนึ่งแซงซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ขึ้นหน้าเราไป บางพวกก็เลยเดินออกไปนอกทางเสีย และก็มีอีกพวกหนึ่งที่เดินตามเราไป" ได้เล่าความฝันนี้ให้ศิษย์ฟัง พร้อมทั้งอธิบายว่า "ที่มีพวกภิกษุสามเณรแซงท่านขึ้นไปข้างหน้านั้น คือบางพวกจะพากันอวดตัวว่าเก่งว่าดีแล้ว ก็จะละจากข้อปฏิบัติที่เราได้พากันดำเนิน ครั้นแล้วก็จะเกิดความเสื่อมเสียไม่ได้ผลตามที่เคยได้ผลแล้วซึ่งเขาเหล่านั้นก็จะมาอ้างเอาว่าเป็นศิษย์ของเรา แต่ที่ไหนได้พากันหลีกเลี่ยงการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เรากำหนดให้ไว้ ที่สุดแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นสีจีวรเป็นต้น การจะปฏิบัติเพื่อการพิจารณากายอันนับเนื่องด้วยอริยสัจธรรมก็ยิ่งห่างไกล จำพวกหนึ่งเดินออกนอกทาง คือจำพวกนี้เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์เราแล้วก็อ้างเอาว่าเป็นศิษย์ บางทีจะยังไม่เคยเห็นหน้าเราเสียด้วยซ้ำและก็หาได้รู้อุบายแยบคายในการปฏิบัติแต่อย่างใดไม่หรือพวกที่เคยอยู่กับเรามา แต่เมื่ออยู่กับเราก็คงเคร่งครัดเพราะกลัว แต่พอออกจากเราไปแล้วก็ไม่นำพาในข้อธรรมและการปฏิบัติของเรา เพียงแต่มีชื่อว่าเป็นศิษย์ของอาจารย์มั่นเท่านั้น แต่ไม่มีข้อปฏิบัติอันใดที่จะถือได้ว่าเป็นแนวทางเป็นตัวอย่างอันนำมาจากเราเลย จำพวกหนึ่งที่เดินตามหลังเราไปนั้น จำพวกนี้เป็นผู้ดำเนินตามคำแนะนำของเราทั้งภายนอกและภายใน เป็นผู้ใคร่ต่อธรรม ต้องการพ้นทุกข์ในวัฏฏสงสาร พยายามศึกษาหาความรู้ทุก ๆ ประการที่มีความสนใจต่อหน้าหรือลับหลังก็เหมือนกัน รับข้อปฏิบัติแม้เล็กน้อย รักษาไว้ด้วยชีวิตจิตใจเพราะจำพวกนี้ได้รับผลแห่งการปฏิบัติมากับเราแล้ว เกิดผลอันละเอียดอ่อน จากข้อวัตรปฏิบัติ เหล่านี้ก็เป็นที่แน่นอนว่าจะแปรผันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ พวกที่ออกนอกลู่นอกทางนั้นคือ ไม่ได้รับ ผลอย่างจริงจังจากการปฏิบัติอยู่กับเรา เพราะเหตุที่ไม่ได้ผลจริงนั่นเอง ทำให้เกิดความลังเล ไม่แน่ใจแต่พวกที่เดินตามเรา ย่อมได้รับความเจริญ" ท่านกล่าวว่า "ธรรมปฏิบัติที่ท่านได้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงพากเพียรพยายามทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จนบังเกิดผลมหาศาลจะพึงอยู่นานได้เพียงนั้นก็แล้วแต่ศิษย์ทั้งหลายจะพากันมีสติหรือพากเพียรเพื่อให้เกิดผลจริงจัง จะรักษาการปฏิบัติเหล่านี้ได้ ถ้าใครจักพึงกล่าวว่าเป็นศิษย์ท่านอาจารย์มั่น เขาก็จะได้รักษาไว้ซึ่งข้อวัตรปฏิบัติของท่านอาจารย์มั่น ผลลัพธ์ที่จะได้ก็จะได้สมจริง" วาทะข้างต้นท่านได้กล่าวสอนศิษย์ที่เป็นพระภิกษุสามเณร ส่วนศิษย์ที่เป็นฆราวาส ท่านสอนเน้น หนักในด้านศรัทธา ความเชื่อ ให้รู้จักเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ไม่ใช่เชื่อง่ายงมงายไปหมด ท่านสอนให้ศิษย์ฆราวาสเลิกนับถือในสิ่งผิด ๆ เรื่องภูติผีปีศาจ ศาลเจ้าที่เจ้าทาง เข้าทรง การนับ-ถือเลื่อมใสในสิ่งเหล่านี้ เป็นความเสียหาย มันผิดคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นความงมงาย ผู้เป็นพุทธบริษัทไม่ควรนับถือสิ่งเหล่านี้ "อันที่จริงการนับถืองมงายนี้เกิดจากการไม่เข้าใจถ่องแท้ในพระพุทธศาสนา หรือขาดการศึกษาอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนานั่นเอง ยิ่งชาวชนบทห่างไกลความเจริญแล้ว ก็ยิ่งมีแต่เชื่องมงายกับสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน จึงเป็นสิ่งที่แก้ยากมากทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงว่าชาวชนบทจะพากัน หลงงมงายหรอก แม้แต่ชาวเมืองหลวงอย่างในกรุงเทพฯ ก็ตาม ยังพากันหลงงมงายในสิ่งเหล่านั้นมาก เช่นเจ้าพ่อนั้นเจ้าแม่นี้ บางแห่งพากันสร้างเป็นเทวสถานแล้วก็ไปบูชาถือเอาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปก็มีมากมาย" ท่านอาจารย์มั่นถือว่า เรื่องเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้เข้าสู่ความเป็นอริยะ ผู้ยึดติดสิ่งเหล่านี้จะจมดิ่มอยู่กับความงมงาย ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ ในปีนี้ท่านได้แนะนำแก่พระภิกษุแทบจะถือได้ว่าล้วนแต่หัวหน้าทั้งนั้น จึงเท่ากับท่านได้แนะแนวสำคัญให้แก่บรรดาศิษย์โดยแท้ หลังจากท่านอาจารย์มั่นได้ธุดงค์ไปจังหวัดเชียงใหม่แล้ว มอบศิษย์ทั้งหลายให้แก่ท่านอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ซึ่งศิษย์เหล่านี้เป็นศิษย์ชั้นหัวกะทิทั้งนั้น จึงเป็นกำลังให้ท่าน อาจารย์สิงห์ในการที่จะปราบพวกนับถือผิดมีภูติผีได้เป็นอย่างดี

บ้านหนองบัวลำภู
พ.ศ.๒๔๖๖ ท่านอาจารย์มั่นได้จำพรรษาอยู่ที่บ้านหนองบัวลำภู อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ปีนี้เป็นปีที่แปดแห่งการแนะนำการปฏิบัติซึ่งก็ปรากฏว่าได้ผลดีมาก อาจารย์มั่นท่านเลือกสอนคน เมื่อตรวจดูอุปนิสัยว่า จะสามารถปฏิบัติธรรมได้ท่านก็จะสอนเลย แต่ถ้าอุปนิสัยยังหยาบกร้านสันดาน เลวท่านก็ไม่เสียเวลาสอน โดยปกติท่านใช้เวลาในการสั่งสอนพระภิกษุสามเณรมากกว่า เพราะถ้าสอนพระภิกษุสามเณรจนได้ผลดีแล้ว พระภิกษุสามเณรแม้รูปเดียว ก็จะสามารถสอนฆราวาสได้เป็นร้อยคนพันคน ก่อนจะเข้าพรรษาในปีนี้ ได้มีพระอาจารย์หลายท่าน เช่น อาจารย์กู่ , อาจารย์เทสก์ เทสรังสีได้อยู่ร่วมที่บ้านหนองบัวลำภูนี้ด้วย เพื่อการปฏิบัติให้ลึกซึ้งถึงแก่นมากขึ้น ท่านอาจารย์มั่นได้มีการสอบสวนถึงภูมิจิตด้วย เมื่อมีพระภิกษุสามเณรใหม่เข้ามาสู่คณะ ก็จะไต่ถามแบบเป็นกันเองและแนะนำกันโดยพระอาจารย์มั่นจะไม่เข้ามายุ่งในจุดนี้ปล่อยให้ทำกันเอง เพราะท่านแก่แล้ว ยิ่งเมื่อท่านอายุได้ ๗๐ กว่าปีแล้ว ท่านถึงกับไม่สอนเลยในเบื้องต้น ผู้ใดมาใหม่ท่านก็มอบให้พระมหาเขียน (เจ้าคุณอริยเวที) และท่านมหาบัว ญาณสัมปันโน สั่งสอนอบรมแทน ศิษย์ชั้นแนวหน้าจะต้องรับภาระแทนอาจารย์มั่น ช่วยสอนช่วยแนะนำการปฏิบัติแก่ผู้ยังใหม่อยู่ เพราะชื่อเสียงของท่านอาจารย์โด่งดังไปไกล จึงมีผู้มาศึกษากับท่านอยู่ ปฏิบัติกับท่านเป็นจำนวนมาก และท่านเองนำหมู่คณะปฏิบัติอย่างดียิ่ง ท่านอาจารย์วิริยังค์ ศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น ได้เล่าว่า "ขณะที่พักปฏิบัติธรรมร่วมอยู่กับท่านนั้น ท่านได้บำเพ็ญเองจะมีการประมาทไม่ได้ ต้องพยายามอย่างเต็มความสามารถของแต่ละบุคคล ถ้าผู้ใดประมาทหรือไม่พยายามเพื่อการปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วท่านจะต้องทราบในญาณของท่านทันที ท่านก็จะเตือนในขั้นแรก เมื่อผู้นั้นเชื่อก็ดีไป แต่ถ้าไม่เชื่อท่านจะตักเตือนเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อผู้นั้นเชื่อก็ดีไป ถ้าไม่เชื่อท่านจะตักเตือนเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนี้ถ้าไม่เชื่อท่านก็ไล่ออกไม่ให้อยู่ต่อไป ฉะนั้นถ้าหากองค์ใดสามารถอยู่กับท่านได้เป็นเวลานานพอสมควร ก็จะต้องได้ผลสมความตั้งใจแน่นอน เพราะนโยบายและอุบายฝึกหัดของท่านนั้นมีเพียบพร้อม พร้อมที่จะแนะนำให้แก่ศิษย์ทุก ๆองค์ที่มีนิสัยเป็นประการใด ท่านก็แสดงธรรม หรืออบรมตามที่มีนิสัยวาสนามาอย่างไร จึงทำให้ได้ผลอย่างมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ในข้อนี้ผู้ที่เคยไปอยู่ศึกษามากับท่านแล้วจะทราบได้ดีด้วยตนเอง" "การปฏิบัติอันเป็นวัตรที่ท่านอาจารย์มั่น พาศิษย์ของท่านปฏิบัตินั้นออกจะแปลกกว่าบรรดาพระปฏิบัติหรือพระอื่น ๆ ในสมัยนั้นมาก เช่นการฉันหนเดียว การฉันในบาตร เป็นต้น เฉพาะการฉันในบาตรนี้ เวลาไปในบ้านหรือเขานิมนต์ให้ไปฉันในบ้านต้องเอาบาตรไปด้วย เขาจัดสำรับคาวหวานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ท่านก็เอาเข้าใส่บาตรหมดด้วย เหตุที่ท่านได้นำมาปฏิบัติเช่นนี้ ศิษย์ผู้หวังดีและใคร่ในธรรมกับได้ผลการปฏิบัติมาแล้ว ก็ต้องรักษาข้อปฏิบัติเหล่านี้" ท่านพระครูปลัดอ่อนตา ท่านมีความเลื่อมใสท่านอาจารย์มั่นเป็นอย่างยิ่งและสนใจต่อข้อปฏิบัติของท่านอาจารย์มั่นยิ่งนัก แต่เนื่องด้วยท่านพระครูรูปนี้ท่านมีนิสัยสนใจมานานแล้ว เมื่อมาได้รับการศึกษาเพิ่มเติมเข้ายิ่งทำให้ท่านได้มีความเลื่อมใสต่อข้อปฏิบัติภิญโญยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก แต่การปฏิบัติดังที่ได้ปฏิบัติตามแนวพระอาจารย์มั่นซึ่งเป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นย่อมเป็นการขัดข้องต่อบุคคลบางคนเป็นธรรมดา เพราะบางคนหาว่ารุ่มร่าม หาว่าอวดเคร่งในท่ามกลางชุมนุมชน หาว่าไม่รู้กาละเทศะ หาว่าคร่ำครึ หาว่าเป็นคนล้าสมัย พากันว่ากันไปต่าง ๆ นานาท่านพระครูจึงได้นำข้อครหาเหล่านี้เข้ากราบเรียนต่อท่านอาจารย์มั่นว่า "พวกเราปฏิบัติตรงต่อพระธรรม วินัยทุกประการ ย่อมเป็นการขัดข้องเขาหาว่าเราปฏิบัติเคร่งครัดเกินไป ไม่รู้จักกาละเทศะคร่ำครึไม่ทันการทันสมัย" ท่านอาจารย์มั่นตอบว่า "พวกเราผู้ปฏิบัติพระธรรมวินัยนั้น จะถือเอาชาวบ้านนักบวชผู้นอกรีตเป็นศาสดา หรือจะถือเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของพวกเรา ถ้าจะถือเอาพระสัมมาสัม-พุทธเจ้าเป็นศาสดาของตนก็ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระองค์เจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วทุกประการหรือถ้าต้องการเอาผู้อื่นนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ก็จงปฏิบัติตามผู้นั้นไป" พระครูปลัดอ่อนฟังคำอธิบายจากท่านอาจารย์มั่น ทำให้อาจหาญยิ่งขึ้นในการปฏิบัติธรรม ท่านพระครูได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อหาที่สงบเข้าสมาธิวิปัสสนา พระครูปลัดอ่อนตา ท่านเป็นพระมหานิกาย ต่อมาจึงเปลี่ยนนิกายมาเป็นธรรมยุติเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับพระอาจารย์มั่นมากยิ่งขึ้น และท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโยธานิมิตซึ่งพวกทหารและชาวบ้านสร้างถวาย

กตัญญู - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


 7 
 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2017, 11:52:43 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
กตัญญู - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

วันหนึ่ง ท่านอาจารย์มั่นระลึกถึงพระครูสีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาจารย์ของท่าน จึงไปหาท่านและเล่าประสปการณ์การปฏิบัติธรรมที่ถ้ำไผ่ขวางน้ำตกสาริกาให้ฟังว่า "การปฏิบัตินี้เป็นทางที่จะพาให้พ้นทุกข์คือมรรค ๘ มรรค ๘ ข้อต้นนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ความ-เห็นชอบ เห็นชอบอะไร เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ คืออะไร คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มรรคคือมรรค ๘ ฉะนั้นเมื่อปฏิบัติสัมมาทิฏฐิข้อเดียว จึงเท่ากับปฏิบัติทั้งหมด ทุกข์คืออะไร คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครคือผู้เกิดผู้ตาย ร่างกายของเรานี้ ฉะนั้นร่างกายของเรานี้จึงเป็นตัวทุกข์เพราะจิตเข้าไปยึดมั่น การบำเพ็ญจิตให้สงบจนเกิดกำลังแล้ว ก็ไม่ควรที่จะทำความสงบอย่างเดียว เพราะถ้าทำแต่ความสงบไม่พิจารณาทุกขสัจจ์ ก็จะเป็นเฉพาะฌาน ก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิผิดไม่พ้นทุกข์ต้องพิจารณาทุกข์จึงจะพ้นทุกข์ คือต้องใช้กระแสจิตที่เป็นกำลังอันเกิดจากความสงบนั้นมาพิจารณาเพราะกระแสจิตนี้ได้รับการอบรมจากสมาธิ แล้วเป็นกำลังมหาศาล ซึ่งไม่ควรนำไปใช้ทางอื่นเสีย ควรใช้พิจารณาตัวทุกข์ คือร่างกายนี้ให้เห็นชัดเจนจนกระทั่งเกิดนิพพาทาญาณความเบื่อหน่ายเจริญให้มากกระทำให้มาก ญาณเกิดขึ้นจนกว่าจะแก่รอบ" ท่านพระครูสีทา ชยเสโน ฟังแล้วก็ชอบและขอบใจท่านอาจารย์มั่น ที่ไม่หลงลืม อุตสาห์เอาธรรมที่ตนได้รู้ได้เห็นมาบอก ต่อมาท่านพระครูสีทา ได้ทดลองปฏิบัติดูตามนั้น ก็ปรากฏความอัศจรรย์ขึ้น ท่านสามารถรู้เห็นสภาวะความจริง ได้ขอให้ท่านอาจารย์มั่นช่วยเป็นพยานในการเห็นธรรมของท่านด้วย ทั้งได้ยกย่องสรรเสริญอาจารย์มั่นว่าเป็นผู้มีกตัญญูกตเวทีมาก

โปรดโยมแม่

ต่อมาในปีนั้นเอง ท่านอาจารย์มั่นได้เดินทางไปสอนโยมมารดาของท่าน เมื่อมได้ปฏิบัติตามคำแนะนำก็เกิดความเย็นอกเย็นใจขึ้น จึงลาลูกหลานออกบวชชี โยมมารดามีความเพียรแรงกล้า นอนตะแคงขวาตลอดชีวิต รับประทานอาหารมื้อเดียว ออกเดิน ธุดงค์เช่นเดียวกับพระสงฆ์ เมื่ออินทรีย์แก่กล้าขึ้น ท่านอาจารย์มั่นจึงแนะนำให้พิจารณาขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนตัดความยึดมั่นถือมั่นได้ โยมมารดาถือศีล ๘ ตลอดชีวิต จนกระทั่งแตกดับสังขารไป ข้อสำคัญโยมมารดาของท่านรู้ วันตายของตัวเองด้วย เมื่อทำนายชะตาชีวิตตนเองไว้ว่าจะตายเมื่อไร ถึงวันนั้นก็ถือแก่ความตายจริง ๆ และท่านอาจารย์มั่นได้จัดการทำฌาปนกิจศพมารดาด้วยตัวท่านเอง ท่านอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ซึ่งได้หันมาปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังก็ปรากฏผลการปฏิบัติรุดหน้าไปเรื่อย ๆ ต่อมาน้องชายของท่านคือ พระมหาปิ่น ปัญญาพโล เปรียญ ๕ ประโยคจากวัดบรมนิเวศ เลื่อมใสในพระอาจารย์มั่น ทั้งสองพี่น้องจึงร่วมเดินทางติดตามพระอาจารย์มั่น นอกจากนี้ยังมีพระอาจารย์-คำพวย , พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี และพระอาจารย์อ่อน ได้ออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นอีกด้วย

สอนอาจารย์เสาร์ให้รู้ธรรม

ปี พ.ศ.๒๔๕๙ หลังจากออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์มั่นได้ธุดงค์ไปหาพระอาจารย์เสาร์ซึ่งจำ-พรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากุด จังหวัดนครพนม ระหว่างทาง ท่านได้พิจารณาถึงพระอาจารย์เสาร์ เห็นว่ายังไม่บรรลุธรรมเพราะความปรารถนาความเป็นปัจเจกโพธิ เหมือนกับเราเมื่อก่อนท่านรำพึงกับตัวเองว่า "ถ้าเราไปพบอาจารย์ของเราเราก็จะต้องแนะนำให้ท่านเลิกการปรารถนาขั้นนั้นเสีย" เมื่อไปถึง ก็ปรากฏว่าท่านอาจารย์เสาร์ได้เตรียมสถานที่ไว้คอยต้อนรับล่วงหน้าแล้ว แปลว่า ไม่ใช่แต่ศิษย์เท่านั้นที่รู้อาจารย์ อาจารย์แม้ยังไม่บรรลุก็รู้ศิษย์เหมือนกัน    พรรษานั้น ศิษย์และอาจารย์ต่างปรึกษาสนทนาธรรม เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมกันเป็นประจำวันหนึ่งท่านอาจารย์มั่นได้ถามท่านอาจารย์เสาร์ว่า "ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่" "เราก็ได้พิจารณาเหมือนกัน" อาจารย์เสาร์ตอบ "ได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง" "ได้ผลเหมือนกันแต่ไม่ชัดเจน" "เพราะเหตุไรบ้างครับ" "เราได้พยายามอยู่ คือพยายามคิดถึงความแก่ ความตาย แต่ว่าบางคราวมันไม่แจ่มแจ้ง" "ถ้าเช่นนั้นคงมีอะไรเป็นเครื่องห่วงหรือกระมัง" "เราก็พยายามพิจารณาเหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้ ความจริงความสว่างของดวงจิตนั้นก็เป็นปกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้างไม่ดีบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อจิตพิจารณาทีไร รู้สึกว่าไม่ก้าวป" "กระผมคิดว่า คงมีอะไรสักอย่างเป็นเครื่องห่วง" "ท่านอาจารย์ห่วงเรื่องการปรารถนาเป็นปัจเจกโพธิกระมังครับ" "แน่ทีเดียว ในใจเราตั้งอยู่ว่า จะขอให้รู้ธรรมเองโดยมิต้องให้ใครมาแนะนำหรือมาบอกให้และมันก็ตั้งอยู่ในใจของเรามาตลอด" "ขอให้ท่านอาจารย์อย่าเป็นห่วงเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ชาตินี้เถิดเพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณและกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นแล้ว เนื่องด้วยว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏฏ์นี้มันนานเหลือเกิน" ท่านอาจารย์เสาร์ประหลาดใจมาก ที่ศิษย์ของท่านล่วงรู้ความในใจของท่านได้ ทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านอาจารย์มั่น คงต้องมีความชัดเจนในใจอย่างแน่นอน ต่อมาท่านอาจารย์เสาร์ได้พิจารณาอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาสังขารร่างกายจนเกิดความเบื่อหน่ายคลายจาง เมื่อกระทำให้มากเข้า ท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เลิกปรารถนาพระปัจเจกโพธิ อาจารย์เสาร์เล่าเรื่องให้อาจารย์มั่นฟัง อาจารย์มั่นรับรองแล้วต่างก็เอิบอิ่มในพรรษานั้น ศิษย์และอาจารย์ต่างปรึกษาสนทนาธรรม เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมกันเป็นประจำวันหนึ่งท่านอาจารย์มั่นได้ถามท่านอาจารย์เสาร์ว่า "ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่" "เราก็ได้พิจารณาเหมือนกัน" อาจารย์เสาร์ตอบ "ได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง" "ได้ผลเหมือนกันแต่ไม่ชัดเจน" "เพราะเหตุไรบ้างครับ" "เราได้พยายามอยู่ คือพยายามคิดถึงความแก่ ความตาย แต่ว่าบางคราวมันไม่แจ่มแจ้ง" "ถ้าเช่นนั้นคงมีอะไรเป็นเครื่องห่วงหรือกระมัง" "เราก็พยายามพิจารณาเหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้ ความจริงความสว่างของดวงจิตนั้นก็เป็นปกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้างไม่ดีบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อจิตพิจารณาทีไร รู้สึกว่าไม่ก้าวไป" "กระผมคิดว่า คงมีอะไรสักอย่างเป็นเครื่องห่วง" "ท่านอาจารย์ห่วงเรื่องการปรารถนาเป็นปัจเจกโพธิกระมังครับ" "แน่ทีเดียว ในใจเราตั้งอยู่ว่า จะขอให้รู้ธรรมเองโดยมิต้องให้ใครมาแนะนำหรือมาบอกให้และมันก็ตั้งอยู่ในใจของเรามาตลอด" "ขอให้ท่านอาจารย์อย่าเป็นห่วงเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ชาตินี้เถิดเพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณและกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นแล้ว เนื่องด้วยว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏฏ์นี้มันนานเหลือเกิน" ท่านอาจารย์เสาร์ประหลาดใจมาก ที่ศิษย์ของท่านล่วงรู้ความในใจของท่านได้ ทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านอาจารย์มั่น คงต้องมีความชัดเจนในใจอย่างแน่นอน ต่อมาท่านอาจารย์เสาร์ได้พิจารณาอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาสังขารร่างกายจนเกิดความเบื่อหน่ายคลายจาง เมื่อกระทำให้มากเข้า ท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เลิกปรารถนาพระปัจเจกโพธิ อาจารย์เสาร์เล่าเรื่องให้อาจารย์มั่นฟัง อาจารย์มั่นรับรองแล้วต่างก็เอิบอิ่มในธรรม ท่านอาจารย์มั่นได้ปฏิบัติต่อท่านอาจารย์เสาร์ เหมือนดังตัวท่านเป็นพระใหม่เลยทีเดียว ตั้งแต่ล้างบาตรซักจีวร ปูที่นอนให้ตักน้ำมาให้สรง และถูหลัง เป็นต้น ท่านปฏิบัติด้วยความอ่อนน้อมเป็นที่สุด ช่วงที่ท่านอาจารย์มั่นได้มาอยู่ที่ถ้ำนี้ พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ได้ตามไปปฏิบัติด้วย และได้ติดตามท่านอาจารย์มั่นไปทุกหนทุกแห่ง

อย่าดูหมิ่นครูบาอาจารย์

พ.ศ.๒๔๖๐ อาจารย์มั่นได้จำพรรษาที่ป่าแห่งหนึ่ง ที่บ้านดงปอ ตำบลห้วยหลาง อำเภอเพ็งในปีนี้ท่านได้อบรมพระภิกษุสามเณร ในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น ท่านแนะนำให้ลูกศิษย์ของท่านอยู่วิเวก ไม่ให้อยู่เป็นหมู่คณะเพราะจะหาความสงบมิได้ ให้อยู่แห่งละองค์สององค์ ใครสงสัยในการปฏิบัติ ท่านจะคอยแก้ไขให้ท่านติดตามดูความเคลื่อนไหวของศิษย์อยู่ตลอดเวลา องค์ไหนมีอุปนิสัยแก่กล้าในธรรม ท่านจะเร่งเร้าให้เข้าถึงธรรมโดยเร็ว องค์ไหนคิดออกนอกลู่นอกทาง ท่านจะคอยต้อนให้เข้าสู่หนทางอันถูกต้อง ครั้งหนึ่งท่านพระมหาปิ่น ปัญญาพโล ได้นึกถึงท่านอาจารย์มั่นแล้วเกิดความรู้สึกดูหมิ่นท่านอาจารย์ว่า "ท่านอาจารย์มั่นมิได้ร่ำเรียนพระปริยัติธรรมมากเหมือนเรา ท่านจะมีความรู้กว้างขวางได้อย่างไร เราได้ร่ำเรียนมาถึง ๕ ประโยค จะต้องมีความรู้กว้างขวางมากกว่าท่าน และที่ท่านสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้จะถูกหรือผิดประการไรหนอ" ท่านอาจารย์มั่นนั่งอยู่ในกุฏิของท่าน อยู่กันคนละมุมวัด ได้ทราบวาระจิตของท่านมหาปิ่นกำลังคิดดูถูกท่าน อันเป็นภัยแก่การบำเพ็ญสมณธรรมอย่างยิ่ง ท่านจึงลงจากกุฏิ ถือไม้เท้าไปเคาะข้างฝาพระมหาปิ่น แล้วพูดขึ้นมา "ท่านมหาปิ่น เธอจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุไร การคิดเช่นนี้ เป็นภัยต่อการบำเพ็ญสมณธรรมจริงหนา มหา" พระมหาปิ่นตกใจสุดขีด ไม่คิดไม่ฝันว่า พระอาจารย์มั่นจะล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้รีบลุกจากกุฏิลงไปกราบเรียนท่านว่า"กระผมกำลังนึกถึงท่านอาจารย์ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบเท้าจงอโหสิกรรมให้แก่กระผมเถิด ตั้งแต่วันนี้ต่อไป กระผมจะบังคับจิตมิให้นึกคิดถึงสิ่งที่เป็นอกุศลจิตอย่างนี้ต่อไปอีก" ศิษย์ที่มีนิสัยดูหมิ่นครูบาอาจารย์ หากแก้ไขนิสัยนี้มิได้ ก็ยากที่จะบรรลุธรรมได้

อย่ามัวเที่ยวแสวงหา

เมื่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ หมู่คณะก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจ เพราะท่านไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ในที่สุดพระอาจารย์มั่นจึงปลีกตัวไปอยู่ถ้ำผาปิ้ง จังหวัดเลย เพียงองค์เดียว ปีนี้เป็นปี พ.ศ.๒๔๖๑ ท่านได้พิจารณาถึงความจริงอันเกิดจากการบำเพ็ญเพียรของท่านและต้องการวัดผลการปฏิบัติที่ท่านได้แนะนำพร่ำสอนพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา ว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อได้พิจารณาว่าถูกต้องเป็นธรรม ท่านก็พอใจ และตั้งใจจะสั่งสอนต่อไปอีก เพื่อช่วยให้คนได้พ้นทุกข์ประสบสุขในชีวิตมากขึ้น วันหนึ่ง ท่านหวนพิจารณาถึง "ความรู้ของท่านและที่ได้แนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้ปรากฏว่า อันที่จริงอริยธรรมเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วอย่างชัดเจน แต่เพราะเหตุที่ผู้ศึกษาไม่ได้ทำให้เป็นจริงขึ้น อริยธรรมจึงกลายเป็นสิ่งที่ลึกลับยากแก่การจะรู้จริงได้ แม้ว่าพระพุทธองค์จะทรงแสดงแจ้งชัดสักเท่าใดก็ตาม เช่นพระองค์แสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ให้ได้สำเร็จเป็น พระอรหันต์นั้น พระองค์ก็ทรงแสดงชี้ลงไปที่กายคือรูปของปัญจวัคคีย์นั่นเอง ได้ทรงแสดงว่า
รูป ภิกฺขเว อนฺตตา รูปไม่ใช่ตน แม้รูปของปัญจวัคคีย์ก็มีอยู่แล้ว ทำไมปัญจวัคคีย์จึงไม่พิจารณาเอาเองเล่า มารู้แจ้งเห็นจริงเอาตอนที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ดูจึงค่อยสำเร็จ ข้อนี้ก็เป็นเช่นกับตัวเรานั่นเอง ได้อุตส่าห์เที่ยวไปแสวงหาอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิกระทั่งทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ครั้นจะมารู้จริงได้ก็คือการมาศึกษาปฏิบัติเอาโดยตนเองตามแนวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง แต่ว่าเท่าที่เราเองได้เข้าใจนั้นก็เพราะเราไปเห็นความจริงเท่านั้นทั้ง ๆ ที่ความจริงก็อยู่ใกล้นิดเดียว แต่ว่าการรู้ปฏิบัติเพื่อความรู้จริงนี้มันเป็นสิ่งที่แปลก เพราะเหตุ ว่าการทำจิตเป็นนามธรรม เมื่อเกิดความอัศจรรย์หรือความสบายก็ไปเข้าใจเสียว่าดีเสียแล้ว จึงเป็นให้ไม่สามารถจะรู้ยิ่งขึ้นได้ จึงไม่ควรตำหนิผู้ที่เขาพากันทำสมาธิแล้ว หลงใหลไปตามโลกียฌานหรือตามวิปัสสนูปกิเลส เพราะเขาเหล่านั้นก็ได้รับความสงบความเย็นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ที่ควรตำหนิก็เพราะว่าเขาไม่พยายามหาโลกุตตรธรรมนั่น แม้แต่เราในเบื้องแรกเราก็พบ โลกียฌาน ฌานมากมาย ซึ่งมันก็ทำให้เราต้องหลงใหลมันไปพักใหญ่ แต่เราพยายามที่จะแสวงหาให้ยิ่งขึ้น เราจึงไม่ติดอยู่เพียงแค่นั้น อันการติดอยู่หรือเข้าใจผิดในธรรมปฏิบัติจิตอันเป็นภายในนี้มันไม่ไปนรกดอก แต่ว่าการไปติดมัน มันทำให้ต้องล่าช้าต่อการรู้ยิ่งเห็นจริงต่าง ๆ หากเราเอง เมื่อได้ความรู้แจ้งนี้แล้วจึงได้พยายามเพื่อความที่จะทำจิตให้ก้าวหน้าโดยไม่หยุดยั้ง ทุกหมู่ทุกจำพวกในบรรดาผู้บำเพ็ญจิตในกัมมัฏฐานทั้งหลายนั้น ต่างก็มุ่งหวังเพื่อความดีความเจริญทุกหมู่ทุกคณะ แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเองที่ทำให้เขาต้องเสียประโยชน์ท่านได้ปรารภไปถึงอาฬารดาบาสกาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตร ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ฉิบหายเสียจากคุณอันใหญ่" เนื่องด้วยดาบสทั้ง ๒ นั้น ได้มรณะไปเสียก่อนที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ ความจริงดาบสทั้งสองก็เป็นผู้สำเร็จฌานชั้นสูงกันทั้งนั้น อันว่าฌานชั้นสูงนี้เป็นการให้ ความสุขอันยิ่งแก่ผู้ได้สำเร็จอยู่มากแล้ว แต่เพราะเหตุใดเล่าพระพุทธองค์จึงทรงแสดงว่า "ฉิบหายเสียจากคุณอันใหญ่" ก็เพราะว่ายังไม่หมดจากกิเลส เพราะเพียงแต่ข่มกิเลสไว้ เหมือนกับศิลาทับหญ้าเท่านั้น อันที่จริงฌานชั้นสูงนั้น ก็เป็นเบื้องต้นแห่งการดำเนินไปสู่ความหมดจดจากกิเลสแต่เพราะความที่ดาบสนั้นไม่เข้าใจวิธีแห่งการอันจะพึงทำจิตเข้าสู่อริยสัจจ์เท่านั้น ข้อนี้เป็นประการสำคัญนัก เพราะการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็เพราะเหตุนี้คือ อริยสัจจ์นี้ แต่ท่านได้พิจารณาต่อไปอีกว่า การบำเพ็ญ จิตต้องอาศัยปัญญาจึงจะรู้ถูกผิด และมิใช่แต่จะเอาแต่ทำจิตอย่างเดียว ต้องมีสิ่งแวดล้อมภายนอก อีกอาทิเช่น ธรรมวินัยทั้งอย่างหนักและอย่างเบา แม้ว่าจะพยายามทำจิตสักเท่าใดก็ตาม ถ้าประพฤติผิดพระธรรมวินัยน้อยใหญ่แล้วจะทำจิตย่อมไม่บังเกิดผล พร้อมกันนั้นต้องเป็นผู้สันโดษมักน้อยรักษาธุดงควัตรต่าง ๆ อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสหยาบ ด้วยว่าสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ที่จะต้องพยายามปฏิบัติให้เป็นอันดี เท่ากับเป็นเครื่องบำรุงส่งเสริม เช่นกับรถยนต์เครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ถึงเป็นเครื่องดีมากสักเท่าใดก็ตาม ถ้าขาดการบำรุงรักษาก็ไม่สามารถที่จะให้ผลแก่ผู้ใช้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือเช่นต้นไม้ต่าง ๆ ถ้าเราจะปลูกบ้านให้ได้ผลก็ต้องบำรุงรักษาจึงจะให้ผลแก่เจ้าของได้ การบำเพ็ญจิตก็เช่นเดียวกัน ควรจะได้กำหนดข้อปฏิบัติอันเป็นการสันโดษมักน้อยเอาไว้ โดยการฉันหนเดียว การฉันในบาตร การบิณฑบาต การปัดกวาด ทำความสะอาดเสนาสนะ การอยู่โคนต้นไม้การอยู่ป่า การมีจีวรเพียงแต่ไตรจีวร การรักษาวัตรทั้งหลายมีเสขิยวัตรและอาจาริยวัตร เป็นต้น ในราตรีหนึ่งระหว่างกาลเข้าพรรษา ขณะที่กำลังบำเพ็ญสมณธรรมอยู่เกิดความสงบเยือกเย็นมาก จนเกิดแสงสว่างพุ่งไปสู่พระอภิธรรมทั้ง ๗ พระคัมภีร์ แล้วได้พิจารณากำหนดพิจารณาแยบคายค้นคว้าสามารถรู้ได้ทั้งอรรถและทั้งแปลอย่างคล่องแคล่ว ได้พิจารณาอย่างละเอียดตลอดคืนยันรุ่ง พอรุ่งเช้าออกจากสมาธิแล้ว ความรู้เหล่านั้นปรากฏว่าลบเลือนไปเสียเป็นส่วนมาก ยังจำได้เฉพาะที่สำคัญ พอรู้ความหมายเฉพาะเรื่องหนึ่ง ๆ เท่านั้น ท่านได้พิจารณาวาสนาบารมีของท่านแล้วคำนึงถึงว่าเมื่อแจ่มแจ้งแล้วทำไมถึงลบเลือนไปเสีย ท่านได้ทราบในญาณของท่านว่า "ปฏิสัมภิ-ทานุสาสน์" ความรู้ที่จะพึงแตกฉานในพระธรรมวินัยนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะได้มีความแตกฉาน เป็นปฏิสัมภิทาญาณก็หามิได้ เช้าวันนั้นเมื่อเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน มีโยมผู้ชายคนหนึ่งมาใส่บาตรแล้วพูดขึ้นมา "เมื่อคืนนี้ผมฝันเห็นท่านเปิดเอาหนังสือพระไตรปิฎกออกมาอ่านเป็นอันมาก ท่านคงภาวนาดีในคืนนี้" ท่านได้ยินโยมพูดก็เพียงแต่ยิ้มแย้มนิดหน่อยแล้วก็เดินบิณฑบาตต่อไป

เมื่อต้องการพ้นทุกข์ ไม่ควรติดฌาน

ปีต่อมา พ.ศ.๒๔๖๒ ท่านอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ที่ป่า บ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี ปีนี้ท่านได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่พระภิกษุเป็นจำนวนมาก ได้แนะนำพระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ , พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม , พระอาจารย์แหวน สุจิณโณและพระอาจารย์ตื้อ ซึ่งปฏิบัติได้ฌานกันมาบ้างแล้วว่าไม่ให้หลงใหลอยู่ในฌาน "ผู้ต้องการพ้นทุกข์จริง ๆ แล้ว ต้องไม่หลงในความเป็นเหล่านั้น ญาณ คือ ความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นในระหว่างแห่งความสงบ เป็นต้นว่าญาณระลึกชาติได้ ญาณรู้จักเหตุการณ์ในอดีต ญาณรู้จักเหตุการณ์ในอนาคต รู้จักวาระจิตความนึกคิดของบุคคลอื่น เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิชาที่น่าอัศจรรย์มากทีเดียว แต่ถ้าหากว่าหลงและติดอยู่ในญาณเหล่านี้แล้วจะทำให้เกิดความเนิ่นช้าในการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่อริยสัจธรรม แต่ญาณเหล่านี้เป็นอุปกรณ์อย่างดีพิเศษในอันที่ดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจจ์หรือการทรมานบุคคลบางคน แต่ว่าจะต้องรู้ว่ามันเป็นญาณ อย่ายินดี หรือติดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเท่ากับว่ามันเป็นผลพลอยได้ เกิดจากการบำเพ็ญจิตเข้าสู่อริยสัจจ์นั่นเอง ถ้าหากว่าเราไปยินดีหรือไปติดอยู่เพียงเท่านี้แล้ว ก็จะก้าวเข้าไปสู่ความพ้นไปจากทุกข์ไม่ได้ แม้แต่พระเทวทัตในสมัยครั้งพุทธกาลก็สำเร็จญาณถึง ๕ ประการ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้สมประสงค์ แต่หลงอยู่ในความรู้ญาณของตน เกิดทิฏฐิมานะว่าตนเก่งตนดี ถึงกับต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้าแทนเอา เลยทีเดียว แต่ที่ไหนได้ ในที่สุดโดยอาศัยญาณกลับต้องเสื่อมหมดทุกอย่างไม่พ้นทุกข์ ไม่เข้าถึงอริยสัจจ์ แต่กลับตกนรกไปเลย ญาณเหล่านี้มันน่าคิดจริง ๆ เพราะมันวิเศษแท้ ทั้งเยือกเย็นทั้งสว่างผ่องใส ทั้งรู้อะไรที่เป็นอดีต อนาคต ตามความประสงค์ ผู้ที่ไม่เข้าใจความจริง ที่ไปติด ณ ที่นี้ เราจะสังเกตเห็นได้ตรงที่เกิดทิฏฐิขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือการถือตัวว่าดีกว่าใคร ๆ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นครูบาอาจารย์หรือเพื่อนสหธรรมิกหรือศิษย์ หาว่าศิษย์สู้เราไม่ได้ ใครก็สู้เราไม่ได้ ทิฏฐิชนิดนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วด้วยตัวของตัวเองไม่รู้ตัวเองท่านเปรียบว่ามีจระเข้ตัวหนึ่งใหญ่เหลือเกินอยู่ในท้องทะเล มันไม่รู้ว่าหางของมันอยู่ที่ไหน เมื่อมันไม่รู้และมันเห็นหางของมัน มันก็กินหางของมัน กินไป ๆ จนเหลือแต่หัว เลยหม่ำซะหมดเลย และท่านก็อธิบายว่า การหลงตัวด้วยญาณนี้มันละเอียดนัก เราจะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่ง คือการขาดจากความรอบคอบบางสิ่งบางประการ เพราะเหตุแห่งการถือตัว เช่นการกล่าวคำดูถูกดูหมิ่นต่อเพื่อน สหธรรมิกด้วยกัน หรือต่อครูบาอาจารย์ของตนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งตนไม่เห็นด้วย กับการดำเนินญาณทุกญาณมันต้องเสื่อม มันจะคงตัวอยู่ได้ตลอดไปหาได้ไม่ แม้จะใช้ความพยายามสักเท่าใดก็ตาม คือว่าครั้งแรก ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นความจริงได้ แต่ต่อไปก็เลือนเข้า ๆ กลับกลายเป็นความนึกคิด โดยอาศัยสัญญาเก่า นี้คือความเสื่อมแห่งญาณ ลูกศิษย์ก็มีหลายองค์ ที่ต้องเสื่อมลงจากญาณเหล่านี้อย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสื่อม จึงต้องรีบดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจจ์เสียเลย เพราะความที่จิตเข้าสู่อริยสัจจ์ได้แล้ว มันก็ห่างจากความเสื่อมไปทุกทีๆ ท่านหนูใหญ่ อายุคราวเดียวกับท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร ไม่พยายามดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจจ์ แต่ว่าวิญญาณแหลมคมดี เอาแต่ญาณภายนอกอย่างเดียว จึงเสื่อมไปได้ คือท่านหนูใหญ่นั้นเมื่อปฏิบัติไปแล้วเกิดญาณรู้ความจริงบางอย่าง ได้อย่างคล่องแคล่วเป็นที่ปรึกษาหารือแก่สหธรรมมิกด้วยกัน ได้เป็นอย่างดี ทั้งมีความรู้พิเศษเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก เมื่อหมู่คณะที่อยู่ร่วมสำนักกับท่านประพฤติผิดธรรมวินัยในข้อวัตรปฏิบัติแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ท่านสามารถรู้ได้ด้วยญาณของท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านก็ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นแต่ประการใด อาทิเช่น ครั้งหนึ่งเวลาบ่ายสามเณรทั้งหลายได้จัดน้ำปานะ (อัฏฐบาล) ถวายพระเวลาที่พระทั้งหลายกำลังดื่มอยู่นั้น ขณะนั้นท่านหนูใหญ่กำลังทำสมาธิอยู่ในความสงบ ได้เห็นพระเหล่านั้นในญาณของท่านว่า กำลังฉันน้ำปานะกันอยู่ท่านจึงไปที่ท่ามกลางหมู่คณะนั้นและกล่าวว่า พวกเรากำลังฉันสิ่งของที่เจือด้วยอนามิสแน่ เพราะมันไม่บริสุทธิ์ ซึ่งพระภิกษุสามเณรทั้งหลายกำลังฉันน้ำปานะกันอยู่พากันสงสัยและสามเณรผู้ทำก็ยืนยันว่าบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเพราะทำมากับมือ แต่ท่านหนูใหญ่ก็ยืนยันว่าไม่บริสุทธิ์แน่ จึงได้มีการตรวจค้นกันขึ้น ได้พบเมล็ดข้าวสุกติดอยู่ที่ก้นภาชนะนั้นจริง ๆ เพราะเหตุนั้นหมู่คณะทั้งหลายจึงเกรงขามท่านมาก เพราะเมื่ออยู่ใกล้ ๆ กับท่านแล้วต้องระวังความนึกคิดเป็นเหตุให้เกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมาก แต่เมื่อท่านหนูใหญ่ไม่ได้หมั่นบำเพ็ญสมณธรรม ทำตัวอยู่ห่างจากท่านอาจารย์มั่นมากขึ้นเป็นสำคัญในที่สุดก็เสื่อมจากคุณอันนั้น จนสึกออกไปเป็นฆราวาส อยู่ใต้อำนาจของกิเลสต่อไป ท่านอาจารย์มั่นบอกว่า "ผู้ที่ได้ญาณนี้แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งทีเดียวเพราะเท่ากับคนได้สมบัติมหาศาลแล้วรักษาสมบัติไม่ได้หรือใช้สมบัติไม่เป็น ไม่ได้ประโยชน์จากสมบัตินั้น ผู้ที่ได้ญาณก็กว่าจะทำขึ้นมาได้แสนยากลำบากนัก แต่เมื่อได้มาแล้วไม่รู้จักรักษาและไม่รู้จักทำให้มันเป็นประโยชน์ ถึงเป็นสิ่งที่นักปฏิบัติทั้งหลายควรสังวรณ์เป็นอย่างยิ่ง สำหรับเรื่องญาณหรือความสงบ ถ้าหากไปหลงมันเข้าปล่อยให้มันเกิดแต่ความสงบอย่างเดียวย่อมไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร เพราะญาณนั้นเป็นที่สบายอย่างยิ่งและน่าอยู่ มันทำให้เกิดความสุขอย่างน่าพิศวง และที่น่าติดอยู่ของหมู่โยคาวจรทั้งหลายจริง ๆ มิหนำซ้ำบางทีท่านก็หลงไปถึงกับว่าที่นี่เป็นที่หมดไปจากกิเลส อันที่จริงแล้วที่นี่เองจำเป็นต้องแก้ไขตัวของตัวเองอย่างหนักเหมือน กันกับคนที่กำลังนั่งนอนสบาย และจะให้ทำงานหนักก็จำเป็นต้องทั้งบังคับทั้งปลอบ ท่านอาจารย์มั่น ชี้ตัวอย่าง ท่านอาจารย์เทสก์ เทสรังสี (พระนิโรธรงฺสี) ว่าท่านเทสก์นี้ได้ติดอยู่ในญาณนี้นานยิ่งกว่าใคร ๆ ในระยะที่ท่านเทสก์หลงอยู่ในญาณนั้น เราได้พยายามแก้ไขอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้คลายจาก ความเป็นเช่นนั้น กว่าจะได้ผลต้องใช้เวลาถึง ๑๒ ปี ครั้นเมื่อท่านอาจารย์เทสก์แก้ไขตัวของท่าน ได้แล้ว ถึงกับอุทานว่าเราหลงไปถึง ๑๒ ปี ถ้าไม่ได้ท่านอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิแก้ไขเราแล้วก็จะต้องติดไปจนตาย" ท่านอาจารย์มั่น ได้เน้นหนักว่า การแก้ไขสิ่งของที่ดีที่เกิดขึ้นนี้ลำบากกว่าแก้สิ่งของไม่ดี เพราะความไม่ดีรู้กันในหมู่ผู้หวังดี หาทางแก้ไขได้ง่าย ส่วนความดีที่ต้องติดดีนี่แก้ไขยาก ผู้ติดดีจึงต้องใช้ความพยายามหลายอย่างเพราะชั้นนี้มันเป็นขั้นปัญญา เนื่องจากการเกิดขึ้นภายในนั้นมีพร้อมทั้งเหตุและผล จนทำให้เชื่อเอาจนได้ แม้แต่วิปัสสนาซึ่งก็เป็นทางไปสู่อริยสัจจ์อยู่แล้ว แต่ผู้ดำเนินไม่มีความรอบรู้พอ ก็กลับกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลสไปได้

มีต่อ ......


 8 
 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2017, 01:03:27 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ซีรี่ ศึกษาธรรมะ - ชุด 1 - ตอนที่ 7+8+9+10 - อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์









youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 9 
 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2017, 12:57:49 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
40 - หลวงปู่จันทา ถาวโร - เข้าสู่พระนิพพาน



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 10 
 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2017, 12:55:55 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
39 - หลวงปู่ไม - ธรรมะเปลี่ยนชีวิต



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม
 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]