Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 10:10:03 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๑๕๒ - ๑๗๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

152 เหตุเกิดอุปธิ

ปัญหา อุปธิ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด ชรา มรณะนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ?

พุทธดำรัสตอบ “......ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณา ซึ่งปัจจัยภายในว่าก็อุปธิอันนี้ มีอะไรเป็นเหตุ
มีอะไรเป็นที่ตั้ง มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อมีอะไร อุปธิจึงมี เมื่อไม่มีอะไร อุปธิจึงไม่มี เมื่อเธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า อุปธิมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหาเป็นกำเนิด”

153 เหตุเกิดตัณหา

“อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณา ซึ่งปัจจัยภายในว่าก็ตัณหานี้เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่ไหน เมื่อเธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ที่ใดแลเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก ตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น ก็อะไรเล่าเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก ตาเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก.... หูเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก.... จมูก.... ลิ้น.... กาย.... ใจเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ ตา.... หู.... จมูก.... ลิ้น.... กาย.... ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ตา..... ใจนั้น

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นอารมณ์เป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลกนั้น โดยความเป็นของเที่ยง.... เป็นสุข.... เป็นตัวตน... เป็นของไม่มีโรค.... เป็นของเกษม สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญขึ้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดทำตัณหาให้เจริญขึ้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญขึ้น .... ทำทุกข์ให้เจริญขึ้น.... ชื่อว่าไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสได้เลย

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขันสำริดที่ใส่น้ำที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่น แต่ว่าเจือด้วยยาพิษ ทันใดนั้นมีบุรุษเดินฝ่าความร้อนอบอ้าว เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากระหายน้ำ คนทั้งหลายจึงพูดกะบุรุษผู้นั้นอย่างนี้ว่า ในขันสำริดใส่น้ำนี้ประกอบด้วย สี กลิ่น และรส แต่ว่าเจือด้วยยาพิษ ถ้าท่านประสงค์ก็จงดื่มเถิด.... บุรุษนั้นผลุนผลันไม่ทันพิจารณา ดื่มน้ำนั้นเข้าไป .... พึงถึงความตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะการดื่มน้ำนั้นเป็นเหตุ แม้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีต... ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล....”

สัมมสสูตร นิ. สํ. (๒๕๗-๒๖๐
ตบ. ๑๖ : ๑๓๑-๑๓๔ ตท. ๑๖ : ๑๑๙-๑๒๑
ตอ. K.S. II : ๗๖-๗๘

154 ปัจจัยการอาศัยกัน


ปัญหา ปัจจยาการทั้ง ๑๒ ช่วง ตั้งแต่อวิชชาถึงชาติ ชรา มรณะต่างอาศัย ซึ่งกันและกัน
จึงดำรงอยู่ได้ หรือว่ามีช่วงใดช่วงหนึ่ง ซึ่งอาจอยู่ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องอาศัยช่วงอื่น ?

พระสารีบุตรตอบ “ ท่านผู้มีอายุ ไม้อ้อ ๒ กำพึงตั้งอยู่ได้ เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูป
เป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
ฉันนั้นแล

“ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก
อีกกำหนึ่ง ก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล”

สัมมสสูตร นิ. สํ. (๒๖๖)
ตบ. ๑๖ : ๑๓๘-๑๓๙ ตท. ๑๖ : ๑๒๕-๑๒๖
ตอ. K.S. II : ๘๐-๘๑

155 ไม่ใช่อรหันต์เสมอไป


ปัญหา ผู้ที่รู้เห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งทั้งสายทุกข์ ทั้งสายดับทุกข์
อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะจัดว่าเป็นพระขีณาสพได้หรือยัง ?

พระนารทะตอบ “ ท่านผู้มีอายุ ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผลเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านผู้มีอายุเปรียบเหมือนบ่อน้ำในหนทางกันดาร ที่บ่อนั้นไม่มีเชือก โพงจะตักน้ำก็ไม่มี ลำดับนั้น บุรุษถูกความร้อนแผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิวกระหายเดินมา เขามองดูบ่อน้ำนั้นก็รู้ว่ามีน้ำ แต่จะสัมผัสด้วยการไม่ได้ ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ฉันนั้นเหมือนกัน”

โกสัมพีสูตร นิ. สํ. (๒๗๔)
ตบ. ๑๖ : ๑๔๓-๑๔๔ ตท. ๑๖ : ๑๓๐
ตอ. K.S. II : ๘๓

156 เป็นอรหันต์แต่ไม่มีฤทธิ์


ปัญหา ภิกษุที่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้วจะต้องมีฤทธิ์ สามารถกระทำปาฏิหาริย์ได้ทั้งนั้นหรือ ?

คำตอบ ไม่ได้เสมอไป ตามเรื่องสุสิมสูตรว่าเมื่อพระสุสิมะได้ยิน ภิกษุหลายรูป ปฏิญาณตนว่า
เป็นพระอรหันต์จึงเข้าไปหาแล้วก็ถามว่า ท่านเหล่านั้นแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ไหม มีหูทิพย์ตาทิพย์ไหม
เมื่อภิกษุเหล่านั้นตอบว่าแสดงฤทธิ์ก็ไม่ได้ มีหูทิพย์ตาทิพย์ก็ไม่ได้ พระสุสิมะ จึงแสดงความประหลาดใจว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านเหล่านั้นตอบว่า ท่านหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา เป็นพระอรหันต์ประเภท
สุกขวิปัสสกะ พระสุสิมะยังไม่หายสงสัย จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามเรื่องนี้

พระพุทธองค์ตรัสถามเธอว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ควรถือว่าเป็นเราเป็นของของเรา เป็นตัวตนของเราหรือไม่ พระสุสิมะทูลว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา เป็นตนของเรา พระพุทธองค์ทรงสอนต่อไปว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้แบ้วจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระสุสมะในเรื่องปฏิจจสุมปบาทว่าเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา และภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯลฯ เพราอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ในสายดับทุกข์พระองค์ทรงแสดงว่า เพราะชาติดับ ชรา มรณะ จึงดับ ฯลฯ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ในที่สุดทรงถามว่า “ดูก่อนสุสิมะ เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด... ด้วยทิพย์ โสตธาตุอันบริสุทธิ์..... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น.... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก... ย่อมเห็นหมู่สัตว์
ที่กำลังจุติ.... บ้างหรือหนอ ?”

พระสุสิมะทูลตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แสดงว่า พระอรหันต์ผู้ได้บรรลุเพราะอาศัยปัญญา
เกิดความรู้จริงเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ”

นัยสุสิมสูตร นิ. สํ. (๒๘๑-๓๐๑)
ตบ. ๑๖ : ๑๔๖-๑๕๕ ตท. ๑๖ : ๑๓๒-๑๔๑
ตอ. K.S. II : ๘๕-๙๑

157 พวกเดียวกันคบกัน


ปัญหา ตามปกติ คนที่มีอะไรคล้ายกันย่อมคบหาสมาคมกันใช่หรือไม่ ?
พระผู้มีพระภาคตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากันย่อมสมาคมกัน โดยธาตุทีเดียว คือสัตว์จำพวกที่ไม่มีศรัทธา ย่อมคบค้ากัน.... กับสัตว์จำพวกที่ไม่มีหิริ สัตว์จำพวกที่ไม่มีโอตตัปปะ ย่อมคบค้ากัน... กับสัตว์จำพวกที่ไม่มีโอตตัปปะ สัตว์จำพวกที่มีสุตะน้อย ย่อมคบค้ากัน.... กับสัตว์จำพวกที่มีสุตะน้อย สัตว์จำพวกเกียจร้านย่อมคบค้ากัน..... กับสัตว์จำพวกเกียจคร้าน สัตว์จำพวก
มีสติหลงลืม ย่อมคบค้ากัน....กับสัตว์จำพวกมีสติหลงลืม สัตว์จำพวกมีปัญญาทราม ย่อมคบค้ากัน.....
กับสัตว์จำพวกมีปัญญาทราม แม้ในอดีตกาล.... แม้ในอนาคตกาล... แม้ในปัจจุบันกาล....”

อสัทธมูลกสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๓๔๗)
ตบ. ๑๖ : ๑๙๑-๑๙๒ ตท. ๑๖ : ๑๗๕-๑๗๖
ตอ. K.S. II : ๑๑๐-๑๑๑

158 วัฏสงสารที่ไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย


ปัญหา เราอาจจะทราบได้ไหมว่า เราเริ่มเกิดขึ้นในวัฏสงสารเมื่อใดและจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัวทอนหญ้าไม้ กิ่งไม้ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดมัดละ ๔ นิ้ว วางไว้ สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเราโดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้น ไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่าหญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไปข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฏพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนาน ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้”

ติณกัฏฐสูตร นิ. สํ. (๔๒๑-๔๒๒)
ตบ. ๑๖ : ๒๑๒ ตท. ๑๖ : ๑๙๙
ตอ. K.S. II : ๑๑๘-๑๑๙

159 กรรมเก่าทั้งนั้นหรือ


ปัญหา ตอบหลักกรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นเราจะถือว่าความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี
ที่เราได้รับอยู่ในบัดนี้ เป็นผลของกรรมเก่าที่เราได้ทำไว้แล้วในชาติก่อน ดังนี้ได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....เวทนาอันบุคคลเสวยในโลกนี้ บางเหล่าเกิดขึ้นมีดีเป็นสมุฏฐานก็มี มีสวนต่าง ๆ เหล่านั้นรวมกันเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดแต่ความแปรแห่งฤดูก็มี เกิดแต่การบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอก็มี เกิดแต่ความพยายาม (ของตน) ก็มี เกิดแต่วิบากแห่งกรรมก็มี..... ข้อนี้อันเจ้าตัวเองก็รู้เช่นนั้น อันโลกก็สมมติว่าเป็นจริง สมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด มักกล่าวและมีความเห็นในข้อนั้นอย่างนี้ว่า “บุคคล... เสวยเวทนาทั้งปวง (สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์) เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำแล้วในก่อน
เขาย่อมเพิกเฉยข้อที่ตนเองก็รู้ดี ย่อมเพิกเฉยต่อข้อที่โลกสมมติว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่า การกล่าวแลความเห็นอย่างนี้ของสมณะพราหมณ์เหล่านั้น เป็นการกล่าวผิดและเห็นผิด” ดังนี้

สิวกสูตร สฬ. สํ. (๔๒๗)
ตบ. ๑๘ : ๒๘๕-๒๘๖ ตท. ๑๖ : ๒๖๔
ตอ. K.S. IV : ๑๕๕-๑๕๖

160 วิธีเข้าถึงแก่นพระพุทธศาสนา


ปัญหา ได้ทราบว่าวิมุติคือความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา
เราจะปฏิบัติธรรมอะไรโดยลำดับ จึงจะบรรลุถึงวิมุตินั้นสมประสงค์ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....โพชฌงค์ ๗ ประการแล
อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยังวิชชาแลวิมุติให้บริบูรณ์

“สติปัฏฐาน ๔ แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์
“สุจริต ๓ ประการแล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์
“อินทรีย์สังวรแล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์

กุณฺฑลิยสูตร ม. สํ. (๓๙๕)
ตบ. ๑๙ : ๑๐๕-๑๐๖ ตท. ๑๙ : ๑๑๐
ตอ. K.S. V : ๖๐-๖๐

161 ฆราวาสก็มีหวังได้ลิ้มรสนิพพาน


ปัญหา เท่าที่ได้ฟังมานั้น การที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน รู้สึกว่าเป็นกิจที่ทำได้ยากมาก
จะต้องสละโลกออกบวช ไปอยู่ในป่าบำเพ็ญศีลสมาธิปัญญาอย่างเคร่งครัด ซึ่งน้อยคนจะ
กระทำได้ สำหรับฆราวาสที่ยังต้องอยู่ครองเรือนมีหน้าที่ในการเลี้ยงครอบครัว จะปฏิบัติอย่างไร
จึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรสแห่งนิพพานสุขบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....สาวกของพระอริยเจ้าในศาสนานี้ย่อมพิจารณาเห็นว่า
เราปรารถนาชีวิตไม่คิดอยากตาย ปรารถนาแต่ความสุขสบายเกลียดหน่ายต่อความทุกข์ บุคคลผู้ใดจะพึงปลงเราเสียจากชีวิต ข้อนั้นจะไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แล ถ้าเราจะพึงปลงผู้อื่นเสียจากชีวิต ถึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้นั้น ธรรมอันใดที่ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราธรรมอันนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของคนอื่น....... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วตนก็เว้นเสียจากปาณาติบาต แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากปาณาติบาต และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากปาณาติบาต......

“บุคคลใดจะพึงถือเอาสิ่งของที่เราไม่ให้ซึ่งนับว่าเป็นขโมย ข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แล เราจะถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ให้ ถึงขอนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากอทินนาทานและชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากอทินนาทาน และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการอทินนาทาน...

“บุคคลใดจะประพฤติละเมิดในภรยาของเรา ข้อนั้นไม่ถึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะถึงประพฤติละเมิดในภรรยาของผู้อื่น ถึงข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และพรรณนาคุณของการเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร....

“บุคคลใดจะพึงทำลายประโยชน์ของเราเสียด้วยการพูดปด ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงทำลายประโยชน์ของผู้อื่นเสียด้วยการพูดปด ถึงข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากการพูดปด แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากการพูดปดแลกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการพูดปด....

“บุคคลใดจะพึงทำให้เราแตกจากมิตรด้วยการกล่าวส่อเสียด ข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงทำผู้อื่นให้แตกจากมิตรด้วยการกล่าวส่อเสียด ถึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกการกล่าวส่อเสียด และชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าวส่อเสียด และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าวส่อเสียด

“บุคคลใดจะพึงร้องเรียกเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงร้องเรียกคนอื่นด้วยคำหยาบเล่า พึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วตนก็เว้นเสียจากการกล่าวว่าจากหยาบ และชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าววาจาหยาบ และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าววาจาหยาบ....
“บุคคลใดจะพึงร้องเรียกเราด้วยการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ ข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลจะพึงร้องเรียกผู้อื่นด้วยการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ ข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ และพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์

“สาวกของพระอริยเจ้านั้น ประกอบด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ไม่หวั่นไหว...
ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระธรรมไม่หวั่นไหว... ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระสงฆ์ ไม่หวั่นไหว... ประกอบด้วยศีล ทั้งหลายอันพระอริยเจ้ารักใคร่ไม่ให้ขาด ไม่ให้เป็นท่อน ไม่ให้ด่างพร้อย
เป็นไทย (ไม่เป็นทาสแหงตัณหา) อันผู้รู้สรรเสริญอันตัณหาแลทิฐิไม่ครอบงำได้เป็นไปเพื่อสมาธิ

“เมื่อใด สาวกของพระอริยเจ้า ประกอบด้วยสัทธรรมความชอบเหล่านี้แล้ว... ก็จะพึงพยากรณ์ได้ด้วยตนเองว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว เรามีกำเนิดเดียรัจฉานเปรตวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นผู้ถึงต้นกระแสแห่งพระนิพพานแล้ว ไม่มีทางที่จะตกไปในอบายทั้งสี่อย่างแน่นอน เป็นผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน เป็นผู้มีอันจะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า” ดังนี้

เวฬุทวารสูตร ม. สํ. (๑๔๕๙-๑๔๖๗)
ตบ. ๑๙ : ๔๔๓-๔๔๖ ตท. ๑๙ : ๔๐๓-๔๐๖
ตอ. K.S. V : ๓๐๘-๓๑๑

162 คุณค่าของการเจริญสมาธิ


ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสมาธิไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดมือเดียว
ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท
ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยการกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มาก
ซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า....”

ปสาทกรธัมมาทิปาลี เอ. อํ. (๒๒๔)
ตบ. ๒๐ : ๕๔ ตท. ๒๐ : ๕๐
ตอ. G.S. I : ๓๘

163 คุณค่าของสมถะและวิปัสสนา


ปัญหา การเจริญสมถวิปัสสนามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้ วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละอวิชชาได้ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะสำรอกอวิชชาได้จึงชื่อว่าปัญญาวิมุต ฯ”

พาลวรรคปฐมปัณณาสก์ร ทุ. อํ. (๒๗๕-๒๗๖)
ตบ. ๒๐ : ๗๗-๗๘ ตท. ๒๐ : ๖๙-๗๐
ตอ. G.S. I : ๕๕-๕๖

164 ศาสนาเชน


ปัญหา ศาสนาเชนซึ่งเกิดช่วงเวลาเดียวกันกับพระพุทธศาสนานั้น มีหลักคำสอนอย่างไรบ้าง ?

คำตอบ “.....ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิครนถนาฏบุตร เป็นคนรู้เห็นธรรมทุกอย่าง ย่อมปฏิญาณญาณทัสสนะไว้อย่างแจ่มแจ้งหมดเปลือกว่า สำหรับเราจะเดินจะยืน จะหลับและตื่นก็ตาม ญาณทัสสนะก็ปรากฏชั่วกาลนิรันดร เขาบัญญัติว่า กรรมเก่าหมดไปเพราะความเพียรเผากิเลส ฆ่าเหตุเสียได้ เพราไม่ทำกรรมใหม่ ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันว่า เพราะกรรมสิ้นไป ทุกข์จึงหมดไป เพราะทุกข์หมดไป เวทนาจึงสิ้นไป เพราะเวทนาสิ้นไป ทุกข์ทั้งสิ้นจึงจักเสื่อมไปโดยไม่เหลือ การล่วงทุกข์ย่อมมีได้ด้วยความหมดจด ที่ให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ ซึ่งบุคคลจะพึงเห็นเองนี้ ด้วยประการฉะนี้ฯ....”

นิคัณฐสูตร ติ. อํ. (๕๑๔)
ตบ. ๒๐ : ๒๘๔ ตท. ๒๐ : ๒๔๙
ตอ. G.S. I : ๒๐๐

165 ธาตุ ๔ เปลี่ยนสภาพได้


ปัญหา ในทางวิทยาศาสตร์ คำว่าธาตุ (Element) หมายถึง ปรมาณูซึ่งมีจำนวนอิเล็กตรอนและโปรตอนจำกัด เช่น ธาตุไฮโครเจนมีอิเล็กตรอนและโปรตอนอย่างละหนึ่ง ถ้าเราเปลี่ยนให้มันมีอิเล็กตรอน ๒ และโปรตอน ๒ มันจะกลายเป็น ธาตุฮีเลียม (Helium) ไป ไม่ใช่ไฮโครเจนฉะนั้นธาตุในทางวิทยาศาสตร์ อาจจะเปลี่ยนเป็นธาตุอื่น ๆ ได้ ธาตุในทางพระพุทธศาสนาเปลี่ยนได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนอานนท์ มหาภูติ ๔ (หมายถึงธาตุใหญ่ทั้ง ๔) คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) พึงเป็นอย่างอื่นได้ แต่พระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างมั่นคงไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์ ไม่พึงเป็นอย่างอื่นไปได้เลย....”

สมาทปกสูตร ติ. อํ. (๕๑๕)
ตบ. ๒๐ : ๒๘๖-๒๘๗ ตท. ๒๐ : ๒๕๑
ตอ. G.S. I : ๒๐๒-๒๐๓

166 เหตุให้เกิดในภพ


ปัญหา อะไรเป็นเหตุให้สัตว์เกิดในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนอานนท์ เมื่อกรรมที่อำนวยผลให้ในกามธาตุ.... ในรูปธาตุ.... ในอรูปธาตุจักไม่มีแล้ว กามภพ... รูปภพ.... อรูปภพ พึงปรากฏบ้างหรือหนอ (เมื่อพระอานนท์ทูลตอบว่า ไม่พึงปรากฏเลย ได้ตรัสต่อไปว่า) ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณ.... เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้วเพราะธาตุอย่างเลว... อย่างกลาง... อย่างประณีต... ของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดใหม่ในภพต่อไปอีก.

นวสูตร ติ. อํ. (๕๑๖)
ตบ. ๒๐ : ๒๘๗-๒๘๘ ตท. ๒๐ : ๒๕๒-๒๕๓
ตอ. G.S. I : ๒๐๓-๒๐๔

167 คุณของโลก


ปัญหา มีคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนาเป็นลัทธิเทวนิยม มองโลกแต่ในแง่ร้าย
มองเห็นแต่ความทุกข์โศกของโลก มีความจริงเพียงใด?

พุทธดำรัสตอบ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณในในโลกนี้จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงกำหนัด
ยินดีในโลก แต่เพราะคุณในโลกมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดยินดีในโลก "

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าโทษในโลกนี้ไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายในโลก
แต่เพราะโทษในโลกมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในโลก"

อัสสาทสูตร ติ. อํ. (๕๔๕)
ตบ. ๒๐ : ๓๓๓-๓๓๔ ตท. ๒๐ : ๒๙๑
ตอ. G.S. I : ๒๓๘.

168 ดาราศาสตร์ในพุทธศาสนา


ปัญหา พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทรรศนะเกี่ยวกับโลกจักรวาลไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาส (ช่องว่าง) ที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีพระอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนารุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอมรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทร ๔ พัน มีท้าวมหาราช ๔ พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสดีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างเล็ก ซึ่งมีพันจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแหงโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักรวาร

“ดูก่อนอานนท์ ตถาคต เมื่อมุ่งหมาย พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักรวาล
ให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย....ฯ”

จูฬนีสูตร ติ. อํ. (๕๒๐)
ตบ. ๑๙ : ๒๙๒-๒๙๓ ตท. ๑๙ : ๒๕๗-๒๕๘
ตอ. G.S. I : ๒๐๗

169 ข้อปฏิบัติของภิกษุอย่างแท้จริง


ปัญหา พระภิกษุในพระพุทธศาสนาควรจะศึกษาและปฏิบัติอะไร
จึงจะชื่อว่าปฏิบัติถูกต้องแท้ตามพระพุทธโอวาท ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาติดตามไปเบื้องหลังฝูงโค มันร้องว่าแม้เราก็เป็นโค แต่สี เสียง และรอยเท้าของมันหาเหมือนของโคไม่ มันเป็นแต่เดินตามหลังฝูงโคร้องว่า แม้เราก็เป็นโค ๆ ดังนี้เท่านั้น แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ติดตามไปเบื้องหลังภิกษุสงฆ์ ร้องประกาศว่า แม้เราก็เป็นภิกษุ ๆ แต่ความพอใจในการสมาทานอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาของเขา หากเหมือนของภิกษุทั้งหลายไม่ เขาเป็นแต่ติดตามไปเบื้องหลังภิกษุสงฆ์ร้องประกาศว่าแม้เราก็เป็นภิกษุ ๆ ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราจักมีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทาน อธิศีลสิกขา.... อธิจิตตสิกขา... อธิปัญญาสิกขา... ท่านทั้งหลายพึงศึกษาเช่นนี้แหละฯ”

คัทรภสูตร ติ. อํ. (๕๒๒)
ตบ. ๒๐ : ๒๙๔-๒๙๕ ตท. ๑๙ : ๒๕๙
ตอ. G.S. I : ๒๐๙

170 หัวใจศีลของพระ (๑๕๐)


ปัญหา ศีลของภิกษุมี ๒๒๗ ข้อ
ถ้าภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง
จะเป็นอันตรายแก่มรรคผลหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้มาสู่อุเทศทุกกึ่งเดือน (มีการสวดท่ามกลางสงฆ์ทุกกึ่งเดือน) ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์ศึกษากันอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้ ที่สิกขาบท ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด สิกขา ๓ นั้นเป็นไฉน คืออธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตสิกขา ๑ อธิปัญญสิกขา ๑ สิกขา ๓ นี้แล ที่สิกขาทบ ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด..... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพเพราะล่วงสิกขาบทนี้ แต่ว่าสิขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และเป็นผู้มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอเป็นพระโสดาบัน... เป็นพระสกทาคามี... เป็นพระอนาคามี.... เธอทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน.... ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน ย่อมให้สำเร็จบางส่วนผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่าไม่เป็นหมันเลยฯ”

เลขสูตรที่ ๒ ติ. อํ. (๕๒๖)
ตบ. ๒๐ : ๒๙๗-๒๙๘ ตท. ๒๐ : ๒๖๑-๒๖๒
ตอ. G.S. I : ๒๑๑-๒๑๒


๑๕๒ - ๑๗๐ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 2 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 09:41:25 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๙)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
จะแสดงพระคุณของพระพุทธเจ้าบทว่า อรหํ ตามความหมายที่ ๒ ว่า ผู้กำจัดข้าศึก ผู้ทำลายข้าศึก อันข้าศึกนั้น ที่เป็นข้าศึกศัตรูปัจจามิตรทั้งหลาย เมื่อยกเข้ามาก็ย่อมทำลายล้างชีวิตร่างกายทรัพย์สิน ย่อมกดขี่บังคับขับไสให้เป็นทาส สิ้นความเป็นไท ข้าศึกศัตรูจึงเป็นผู้เบียดเบียนทำลายต่างๆ ให้บังเกิดความทุกข์เดือดร้อน ดังที่ปรากฏอยู่ในโลก นั่นเป็นศัตรูภายนอก เป็นข้าศึกภายนอก เพราะฉะนั้น หมู่ชนที่อยู่กันในโลกนี้ รวมกันเป็นประเทศชาติ จึงต้องมีการป้องกัน มีการต่อสู้ข้าศึกศัตรูทั้งหลาย มิให้พ่ายแพ้ เพราะถ้าพ่ายแพ้ก็จะต้องถูกทำลายล้าง หรือว่าถูกกดขี่ข่มเหงบังคับขับไสต่างๆ ต้องตกเป็นทาส

พระพุทธเจ้าทรงกำจัดข้าศึก หมายถึงทรงกำจัดข้าศึกภายในคือกิเลส พร้อมทั้งบาปอกุศลทุจริต
ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นเพราะกิเลสได้สิ้นเชิง

ด้วยว่ากิเลสนั้น ชื่อว่าเป็นข้าศึก ซึ่งเป็นผู้ทำลายล้าง คือเป็นผู้ทำลายล้างคุณงามความดีทั้งหลาย ทำลายล้างความสุข ดังจะพึงเห็นได้ว่าเมื่อกิเลสบังเกิดขึ้น เช่นโลภะความโลภ หรือราคะความติดใจยินดี โทสะความขัดเคือง โมหะความหลง หรือที่เรียกว่าตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ย่อมทำให้จิตใจเดือดร้อน เหมือนอย่างก่อไฟขึ้นในใจ เผาใจตนเอง ฉะนั้น จึงเรียกกิเลสเหล่านี้ว่าเป็นอัคคีคือไฟ ดังที่เรียกว่าไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ในอาทิตตปริยายสูตรของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเทศนาครั้งที่ ๓

กิเลสเป็นเหมือนอย่างไฟ

เพราะฉะนั้น กิเลสเมื่อเกิดขึ้นก็เหมือนอย่างเป็นไฟที่เผาจิตใจ เหมือนอย่างข้าศึกภายนอกยกเข้ามาเผาบ้านเผาเมือง ทำจิตใจให้ไม่เป็นสุข และก่อเจตนาให้ประกอบกรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศล เป็นทุจริตทางกายทางวาจาทางใจต่างๆ บรรดาบาปอกุศลทุจริตดังกล่าว ย่อมเกิดจากกิเลสทั้งนั้น กิเลสก่อให้บังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น บาปอกุศลทุจริตต่างๆ พร้อมทั้งกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดขึ้น จึงเป็นผู้ทำลายกุศล บุญ สุจริตต่างๆ ทำลายล้างความดี

และการที่มนุษย์เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ทำร้ายร่างกายกัน ฆ่าฟันกัน ซึ่งเป็นการทำลายล้างชีวิต ตั้งแต่ระหว่างบุคคลต่อบุคคล จนถึงระหว่างหมู่ จนถึงระหว่างประเทศ เป็นสงครามระหว่างประเทศ จนถึงเป็นสงครามโลก ฆ่าฟันกันล้มตายนับแสนนับล้านคน ทำลายล้างบ้านเรือนทรัพย์สมบัติต่างๆ ของกันและกัน เหล่านี้ก็เกิดเพราะกิเลสทั้งนั้น จึงให้ก่อกรรมซึ่งเป็นการเบียดเบียนกันดังกล่าว ถ้าหากว่าไม่มีกิเลสเป็นเหตุก่อขึ้น ความเป็นข้าศึกศัตรูกันภายนอกก็จะไม่มี ความเป็นข้าศึกศัตรูกันภายนอก ที่เรียกว่าข้าศึกว่าเรียกว่าศัตรูกันนั้น ก็เกิดจากกิเลสนี่แหละ ทั้งนั้น

ทุกคนต่างเป็นทาสของกิเลสตัณหา

เพราะฉะนั้น ตัวข้าศึกที่แท้จริงของโลก ของชาวโลก ของแต่ละคน จึงอยู่ที่กิเลสนี้เอง กิเลสนี้เองเป็นตัวข้าศึกสำคัญ ซึ่งบังเกิดขึ้นในจิตใจ และกิเลสนี้เองย่อมกดขี่ข่มเหงบังคับขับไส โลกหรือชาวโลก ให้ประกอบกระทำกรรม ซึ่งเป็นเครื่องเบียดเบียนกันดังกล่าว ซึ่งยกตัวอย่างมากล่าวนั้น หรือจะยกตัวอย่างศีล ๕ ว่าการผิดศีล ๕ ทั้ง ๕ ข้อนั้น ก็เกิดมาจากกิเลสทั้งนั้น การผิดศีล ๘ ก็ดี ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ดี หรือว่าเรียกอย่างอื่นว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็ล้วนเป็นเพราะกิเลสทั้งนั้น ซึ่งบังคับขับไสจิตใจของบุคคลทั้งหลาย ให้ประกอบกระทำไปตามอำนาจของกิเลส และสัตว์บุคคลทั้งหลายก็ลุอำนาจของกิเลส เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากต่างๆ

ในข้อนี้ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า กิเลสหรือตัณหาดังกล่าว เป็นนายที่ครอบงำบังคับขับไสสัตวโลกหรือชาวโลก หรือชาวมนุษย์ทั้งหลายซึ่งเป็นบุถุชน ยังหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส ให้ประกอบบาปอกุศลทุจริตต่างๆ ให้เบียดเบียนกันต่างๆ อยู่ไม่ว่างเว้น แม้ว่าในภายนอกจะเข้าใจกันว่ามีอิสรเสรี ไม่เป็นทาสของใคร แต่เมื่อพิจารณาให้ดีที่จิตใจแล้วก็จะเห็นว่า ส่วนมากนั้นยังลุอำนาจของกิเลสของตัณหา เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของตัณหาอยู่โดยมากทั่วไป ไม่มีอิสรเสรีของจิตใจที่แท้จริง เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ เมื่อยังเป็นโลกของบุถุชนคนที่มีกิเลสหนา จึงกล่าวได้อย่างถูกต้องต่อสัจจะคือความจริง ว่าต่างเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของตัณหา กันอยู่ทั่วไป

เพราะฉะนั้น จึงได้มีความคิดที่เป็นตัวเจตนาจงใจ ที่จะทำลายล้างซึ่งกันและกัน ที่จะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ในระหว่างบุคคล ในระหว่างหมู่ ในระหว่างประเทศ จนถึงในโลกทั้งหมด หาความสงบที่แท้จริงมิได้ เพราะว่าไม่มีอิสรเสรีที่แท้จริง

เมื่อยังเป็นทาสของกิเลสเป็นทาสตัณหาอยู่ ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น จะต้องเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น กิเลสนี่แหละจึงเป็นตัวข้าศึกศัตรูปัจจามิตรที่แท้จริง ของบุคลที่ยังมีกิเลสอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น

ซึ่งกิเลสนี้ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอาคันตุกะ คือเป็นผู้ที่จรมา อาศัยอยู่ในจิตนี้ ทำจิตนี้ซึ่งเป็นธรรมชาติปภัสสร ให้เป็นจิตที่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่ากิเลสที่แปลว่าเครื่องเศร้าหมอง และจิตนี้เองก็มีความติดใจยินดี เพลิดเพลินอยู่กับกิเลส เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นทาสของกิเลสดังกล่าว และกิเลสก็เข้าเกาะอยู่กับจิต เหมือนอย่างข้าศึกศัตรูในภายนอก ในโลก ซึ่งยกเข้ามายึดประเทศใดประเทศหนึ่งเอาไว้ได้ ก็เข้าครอบครองประเทศนั้น ทำให้พสกนิกรของประเทศนั้นต้องตกเป็นทาส และก็ครอบครองอยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย

อาสวะ อนุสัย อวิชชา

กิเลสก็เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นอาคันตุกะ คือเป็นแขกเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในจิตใจ ก็เกาะอยู่กับจิตใจ จึงเรียกว่าอาสวะที่แปลว่าหมักหมม เรียกว่าอนุสัยที่แปลว่านอนจม อาสวะนั้นแปลว่าดองก็ได้ เหมือนอย่างเครื่องดองของเมา ซึ่งเมื่อปรุงเข้าแล้ว ก็ทำให้เกิดเป็นสุราเป็นเมรัย ทำให้เมา กิเลสที่เข้ามาดองใจอันเรียกว่าอาสวะ หรือเรียกว่าอนุสัยที่

แปลว่านอนเนื่องก็เช่นเดียวกัน ก็มาดองใจหมักหมมใจ ให้ใจเกิดความเมา เป็นตัวอวิชชาคือความไม่รู้
อันที่จริงนั้น จิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นวิญญาณธาตุ คือเป็นธาตุรู้ ตรัสว่าเป็นธรรมชาติปภัสสรคือผุดผ่อง และตรัสว่าเป็นวิญญาณธาตุคือธาตุรู้ คือมีความผุดผ่องอยู่ในตัว มีความรู้อยู่ในตัว แต่ว่าเมื่อถูกกิเลสเข้ามาเป็นอาสวะดองจิต ก็ทำให้จิตนี้เมา ทำให้ความรู้เป็นความรู้ผิด เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง อันนี้แหละจึงเรียกว่าอวิชชาที่แปลว่าไม่รู้ ไม่ใช่หมายความว่าไม่รู้อะไรๆ

รู้แต่ว่าเป็นความรู้หลง เป็นความรู้ผิด เพราะเหตุว่าถูกอาสวะเข้ามาดองให้เมา เหมือนอย่างคนเมา ก็ทำให้ความรู้วิปริตไปต่างๆ เป็นความรู้ผิด จิตนั้นมีเครื่องดองของเมา คืออาสวะอนุสัยนี้เข้ามาอยู่เป็นประจำแล้ว จึงมีความเมาซึ่งเป็นตัวอวิชชาเป็นความไม่รู้ อันหมายถึงรู้ แต่ว่ารู้ผิด รู้หลง รู้ไม่ถูก ฉะนั้น จึงเรียกว่าโมหะความหลง มีอยู่เป็นประจำ และอันนี้แหละก็เรียกว่าอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา
กามาสวะ ราคานุสัย

และนอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงเอาไว้ ว่ากิเลสที่ดองจิตนั้น ซึ่งมีอวิชชาเป็นข้อสำคัญอันเรียกว่าอวิชชาสวะนั้น เมื่อมีอวิชชา จึงมีราคะคือความติด ก็ติดอยู่ในกิเลสนั่นแหละ เรียกว่ากามาสวะ หรือเรียกว่าราคานุสัย กามาสวะอาสวะคือกามที่แปลว่าความใคร่ หรือความรัก ซึ่งเป็นความรักใคร่ต้องการ หรือเรียกว่าราคานุสัย กิเลสที่เป็นอนุสัยคือที่นอนเนื่องอยู่คือราคะความติดใจ คือความติดเหมือนอย่างสีที่ย้อมผ้า สีก็ติดผ้า กิเลสก็ติดอยู่กับใจ ใจก็ติดอยู่กับกิเลส

ภวาสวะ ปฏิฆานุสัย

และภวาสวะอาสวะคือภพความเป็นนั่นเป็นนี่ ตั้งต้นแต่เป็นเราเป็นของเรา ด้วยอำนาจของความยึดถือ และเมื่อมีเป็นเราเป็นของเรา ก็ต้องมีความกระทบกระทั่ง เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าปฏิฆานุสัย อนุสัยกิเลสที่นอนจมอยู่คือ ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง เพราะว่าเมื่อเป็นเรา เป็นของเรา อันเป็นภวาสวะขึ้นแล้ว ก็ต้องมีความรักในเรา รักในของๆ เรา อันเป็นตัวกามหรือตัวราคะดังกล่าวนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้จึงมีปฏิฆะคือความกระทบกระทั่ง เพราะว่ามีอะไรที่ผิดใจ อันหมายความว่าผิดต่อความต้องการ ผิดต่อความรัก ผิดต่อความใคร่ ก็กลายเป็นความกระทบกระทั่ง เป็นชนวนของความโกรธ ของโทสะ
และอวิชชานั้นก็เป็นอวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่คืออวิชชา

อาสวะ ๓ อนุสัย ๓

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสแสดงอาสวะไว้ ๓ กิเลสที่เป็นเครื่องดองจิตหมักหมมจิต คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา และก็แสดงอนุสัยไว้ ๓ เหมือนกันก็คือ ราคานุสัย อนุสัยคือราคะก็ตรงกันกับกามาสวะ ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือความกระทบกระทั่ง ก็สืบเนื่องกันกับภวาสวะอาสวะคือภพ กับ อวิชชานุสัย อนุสัยคืออวิชชา ก็เป็นอย่างเดียวกันกับอวิชชาสวะ
นี้เป็นกิเลสที่กล่าวได้ว่าเป็นกิเลสอย่างละเอียด อันมีประจำอยู่ในจิตของบุถุชน สามัญชน หรือของชาวโลกทั่วไป และกิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยเหล่านี้ ดังที่ได้แสดงแล้วว่า เหมือนอย่างเป็นตะกอนที่นอนอยู่ก้นตุ่ม เมื่อยังไม่ฟุ้งขึ้นมาน้ำในตุ่มก็ดูใสสะอาด เหมือนอย่างเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะยังมีตะกอนนอนอยู่ก้นตุ่ม เมื่อไปกวนน้ำในตุ่มให้หวั่นไหว ตะกอนก็ฟุ้งขึ้นมาทำน้ำให้ขุ่น
จิตก็ฉันนั้น เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบ อาสวะอนุสัยเหล่านี้ก็นอนจมอยู่เฉยๆ เก็บตัวอยู่เฉยๆ ไม่ปรากฏ คล้ายๆ กับว่าเหมือนไม่มีกิเลส ครั้นเมื่อจิตนี้กระทบอารมณ์ อารมณ์นั้นก็ได้แก่เรื่อง เรื่องที่จิตคิด เรื่องที่จิตดำริ เรื่องที่จิตหมกมุ่นถึง อันเป็นเรื่องที่ผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง ๖ คือทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายและทางมนะคือใจ อารมณ์เหล่านี้เมื่อเข้ามาสู่จิต ก็มากวนจิตให้หวั่นไหว กิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยจึงฟุ้งขึ้นมา ยกเอาอนุสัยเป็นที่ตั้ง ราคานุสัยอนุสัยคือราคะ ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นกามฉันท์ ความพอใจรักใคร่ในกาม หรือเรียกว่าราคะก็ได้ แต่แปลว่าความยินดี หรือความกำหนัดติดใจ
ปฏิฆานุสัยอนุสัยคือปฏิฆะ ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นโทสะความโกรธ อวิชชาสวะอาสวะคืออวิชา ก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นโมหะคือความหลงถือเอาผิด

นิวรณ์ ปริยุฏฐานะ

กามฉันท์หรือราคะกับโทสะและโมหะนี้ เป็นอาการของจิตที่ปรากฏแก่ทุกๆ คน คือแก่ความรู้ของทุกๆ คน ทุกๆ คนเมื่อมีกิเลสเหล่านี้บังเกิดขึ้นก็รู้ใจของตัวเอง ว่าบัดนี้กามฉันท์หรือราคะบังเกิดขึ้นแล้ว โทสะบังเกิดขึ้นแล้ว โมหะบังเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า นิวรณ์ ที่แปลว่ากิเลสที่กั้นจิตไว้ไม่ให้ได้สมาธิ และทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง หรือเรียกว่า ปริยุฏฐานะ คือกิเลสที่ปล้นจิตกลุ้มรุมจิต
เพราะบังเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ ทำจิตใจนี้ให้ไม่สงบ ให้หวั่นไหว ให้ดิ้นรน ด้วยความรักบ้าง ความชังบ้าง ความหลงบ้าง ต่างๆ แต่ว่าก็ยังเพียงบังเกิดอยู่ในจิต แต่ว่าเมื่อไม่สงบ ถูกสนับสนุนให้แรงขึ้น ราคะหรือกามฉันท์นั้นก็แรงขึ้นเป็นตัว อภิชฌา ความโลภเพ่งเล็งเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของๆ ตน หรือโลภเพ่งเล็งเอาของๆ ผู้อื่น บุคคลของผู้อื่นมาเป็นของตน โทสะก็แรงขึ้นเป็นพยาบาทคือความปองร้ายมุ่งร้าย โมหะก็แรงขึ้นเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

มโนกรรม กายกรรม วจีกรรม

เมื่อเป็นดั่งนี้ก็เรียกว่าเกิดเป็น มโนกรรม กรรมทางใจที่เป็นฝ่ายอกุศล อันจะก่อให้เกิด กายกรรม กรรมทางกาย วจีกรรม กรรมทางวาจา ที่เป็นอกุศลสืบเนื่องกันไป การปฏิบัติผิดศีลทุกข้อ เช่น ปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อทินนาทานลักทรัพย์ กาเมสุมิจฉาจารประพฤติผิดในกาม มุสาวาทพูดเท็จ รวมทั้งดื่มสุราเมรัย ก็ล้วนบังเกิดขึ้นเพราะกิเลสที่ปรากฏอย่างแรง คือเป็นอภิชฌาความโลภเพ่งเล็ง
เป็นพยาบาทความมุ่งร้ายปองร้ายหมายล้างผลาญ เป็นมิจาทิฏฐิความเห็นผิดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ปาณาติบาตฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อทินนาทานลักทรัพย์ กามเมสุมิจฉาจารประพฤติผิดในกาม มุสาวาทพูดเท็จ

กรรมกิเลส

พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกว่า กรรมกิเลส กิเลสที่ปรากฏเป็นตัวกรรมออกมา ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ เพราะฉะนั้น ความบังเกิดขึ้นของกิเลส ความลุกลามของกิเลสในจิตใจนี้ จึงเป็นไปดั่งที่ได้แสดงมานี้
พระพุทธเจ้าได้ทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสนี้ได้สิ้นเชิง ทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสที่เป็นอย่างหยาบได้ด้วย ศีล ที่เป็นอย่างกลางคือเป็นขั้นนิวรณ์ หรือ ปริยุฏฐานะ ที่บังเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตด้วย สมาธิ และกำจัดกิเลสที่เป็นขั้นอาสวะอนุสัย ที่นอนจมหมักหมมอยู่ด้วย ปัญญา

แต่อันที่จริงนั้น แต่ละข้อนี้ที่ว่ากล่าวว่าด้วยศีลนั้น ก็ต้องมีสมาธิปัญญาประกอบด้วย ที่กล่าวว่าด้วยสมาธินั้น ก็มีศีลและปัญญาประกอบด้วย และที่กล่าวว่าด้วยปัญญา ก็ต้องมีศีลมีสมาธิประกอบด้วย แต่ว่ายกเอาข้อใดข้อหนึ่ง คือเป็นหัวหน้าเท่านั้น

ทรงกำจัดทรงทำลายข้าศึกเหล่านี้ได้หมดสิ้น เพราะฉะนั้น จึงทรงเป็นผู้มีอิสรเสรีอย่างเต็มที่ ไม่ต้องตกเป็นทาสของกิเลส ไม่ต้องตกเป็นทาสของตัณหา ไม่ต้องถูกกิเลสถูกตัณหา ครอบงำบังคับขับไสต่างๆ ทรงเป็นอิสรเสรีอย่างบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงได้พระนามว่า อะระหัง

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

พระพุทธคุณบทว่า อรหํ (๒)
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๙)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ


 3 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 09:32:34 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ต่อ......



 4 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 09:28:12 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๗๖ - ๙๐ - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก




 5 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 08:39:57 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ปากมีสี - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

บ่ายวันหนึ่ง ข้าพเจ้านั่งรถตระเวนหาบ้านท่านผู้หนึ่ง ทางถนนพิชัยและถนนพิษณุโลก
กำลังชะลอรถ ใช้สายตาจ้องมองดูเลขบ้านที่กำลังผ่านอยู่ข้างถนน

ทันใดนั้น รถยนต์สองคันวิ่งแซงกันมาหยุดไม่ห่างรถข้าพเจ้าเท่าใดนัก ชายคนขับรถทั้งสอง
ต่างรีบเร่งเปิดประตูออกมา ทั้งที่รถยังจอดไม่สู้จะเรียบร้อยนัก คันหนึ่งเป็นรถส่วนตัว
อีกคันหนึ่งเป็นรถรับจ้าง ทั้งสองเดินตั้งท่าเข้าหากัน ใช้กำปั้นตะบันหน้ากันด้วยกำลังโทสะ

ชายผู้ขับรถส่วนตัวท่าทางแข็งแรงและว่องไว ได้เปรียบคนขับรถแท็กซี่มาก แม้คนขับรถแท็กซี่
พยายามใช้กำลังก็ไม่สามารถถูกต้องตัวคนขับรถส่วนตัว ๆ คอยป้องปิดได้ว่องไวมิได้ต่อยตอบ
แต่พอได้โอกาสก็เหวี่ยงหมัดเข้าที่ปากคนขับรถรับจ้างระหว่างครึ่งปากครึ่งจมูก ทำให้คนขับ
รถแท็กซี่ล้มลงก้นกระแทกพื้นถนนอย่างไม่เป็นท่า ปากถูกหมัดบ้วนออกมาเป็นเลือด
เห็นแล้วน่าสงสาร

เมื่อสอนมวยให้แล้ว คนขับรถส่วนตัวพูดว่า ขณะที่ผมขับรถมาช้าๆ เพื่อฟังเสียงเครื่องยนต์ว่า
มีอะไรผิดปกติ เจ้าแท็กซี่มันขับรถผ่านมา หัวเสียอะไรก็ไม่รู้ยื่นหน้าออกมาร้องว่า
ขับรถเก่งจริงโว้ย ขับเก่งกว่าหมา ผมโกรธมากจึงขับรถเร่งแซงมาแล้วถามว่า
แกว่าใคร เขาแสดงท่าทางนักเลงและตอบอย่างยโสว่า ใครก็ได้ ผมทนไม่ไหว
จึงบอกให้มันหยุดรถลง แล้วชกปากมันเป็นการสั่งสอน มันจะได้ไม่กำแหงอีก

คนขับแท็กซี่พูดว่า จะเอาเรื่อง ขอให้คนที่มุงดูช่วยเป็นพยาน

ผู้หญิงที่โดยสารมาในรถแท็กซี่รู้เรื่องดี เกิดเหลืออดจึงพูดว่า
คนขับแท็กซี่ไปหาเรื่องเขาก่อน สมควรแล้วที่ถูกเขาสั่งสอน

คนขับแท็กซี่เห็นท่าไม่ดีเลยรีบขึ้นรถขับไปทันที

(กฎแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์ เล่ม ๓)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑.ในอภัยราชกุมารสูตร (๑๓/๙๑) พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เรื่องที่ควรพูดต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการคือ
จริง มีประโยชน์  และถูกกาลเทศะ
   
๒.คนขับแท็กซี่ปากพล่อยด่าว่าคนอื่นอย่างหยาบคาย เป็นคำไม่จริง
ไม่มีประโยชน์ จึงถูกชกสั่งสอนจนปากแตก ได้รับผลจากวจีทุจริตของตนทันที

๓.ความประพฤติของคนขับแท็กซี่นี้ ตรงกับพุทธภาษิตใน โกกาลิกสูตร (๒๕/๓๘๗)
ว่า คนเกิดมาชื่อว่ามีขวานติดปากมาด้วย สำหรับให้คนพาลใช้ฟันตัวเอง  ในเวลาพูดคำชั่ว

ปากมีสี - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 6 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 08:32:10 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
เรื่องที่พระควรพูดและไม่ควรพูด - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ภิกษุหลายรูปประชุมกันที่หอฉัน
ต่างสนทนากันด้วยเรื่อง ดิรัจฉานกถา คือ ถ้อยคำที่ชักนำให้จิตตกต่ำ และขวางทางไปนิพพาน คือ
 
เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ
เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร
เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนตายไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด
เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญ และเรื่องความเสื่อมฯ
 
เวลาเย็น พระพุทธองค์เสด็จไปที่หอฉัน จึงตรัสถามว่าพวกเธอกำลังคุยอะไรกันอยู่ พวกภิกษุกราบทูลว่า คุยกันด้วยเรื่อง ดิรัจฉานกถา ทรงติเตียนว่า ไม่สมควรที่พวกเธอผู้ออกบวชด้วยศรัทธาจะสนทนากันด้วยเรื่องอย่างนี้
 
ครั้นแล้วทรงแสดง กถาวัตถุ คือ ถ้อยคำที่ควรนำมาพูดกันในวงของภิกษุ คือ
 
๑.๑.อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารถนาน้อย
๒.๒.สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ
๓.๓.ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสงัดกายและใจ
๔.๔.อสังสัคคกถา เรื่องความไม่คลุกคลี ถ้อยคำที่ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๕.๕.วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำที่ชักนำให้มุ่งมั่นทำความเพียร
๖.๖.สีลกถา เรื่องศีล ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล
๗.๗.สมาธิกถา เรื่องสมาธิ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำจิตให้ตั้งมั่น
๘.๘.ปัญญากถา เรื่องปัญญา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา
๙.๙.วิมุตติกถา เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจพ้นจากกิเลสและความทุกข์
๑๐.๑๐.วิมุตติญาณทัสสนกถา เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติถ้อยคำที่ชักนำให้สนใจ
          และเข้าใจ เรื่องความรู้ความเห็นในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์
 
วัตถุกถาสูตร ๒๔/๑๓๑
 
พระพุทธองค์ตรัสในอีกแห่งหนึ่งว่า
 
“ภิกษุทั้งหลาย! การที่พวกเธอออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา นั่งสนทนาธรรมกันเป็นการสมควร พวกเธอเมื่อนั่งประชุมกัน ควรทำกิจสองอย่าง คือ สนทนาธรรมะ หรือ นั่งนิ่งตามแบบพระอริยะ” 
 
ปาสราสิสูตร ๑๒/๒๕๙
 
นักบวชเป็นผู้เว้นจากการงานแบบชาวบ้าน จึงมีเวลาที่ว่างมาก ถ้าไม่ศึกษาธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม
ไม่มีการงานอันเหมาะสมกับสมณะ เป็นภาระอยู่ประจำ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็เลยต้องบริหารปาก
ด้วยการยกเอาเรื่องต่าง ๆ อันไร้สาระมาพูดคุยเพื่อฆ่าเวลาให้หมดไปวัน ๆ

เมื่อมีการพูดมาก จิตใจก็ย่อมจะฟุ้งซ่านมาก เรื่องมาก มีปัญหามาก พระพุทธองค์จึงทรงขีดวง
ให้นักบวชได้พูดคุยอยู่ในกรอบของ “กถาวัตถุ ๑๐ ประการ”

ส่วนการ “นั่งนิ่งตามแบบพระอริยะ” นั้น ได้แก่การเจริญสติ สมาธิ และ วิปัสสนา
หรือการเจริญสติปัฏฐานสี่ อันเป็นการงานของจิตโดยตรงนั่นเอง

ถ้านักบวชรูปใดใส่ใจ สำรวมวาจาและใส่ใจให้อยู่ในหลักนี้ได้ ความเจริญงอกงามไพบูลย์
ในเพศของนักบวชก็ย่อมเกิดขึ้นแก่ตน อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
 
ความต้องการเป็นอิสระ และ เป็นตัวของตัวเองนั้น
นับว่าเป็นสิ่งดี แสดงว่าจิตมีการพัฒนา
แต่จะต้องไม่ตกเป็นทางของสิ่งเสพติด อบายมุข
กิเลสตัณหา และค่านิยมที่ผิด ๆ ด้วย
จึงจะถือว่าเป็นอิสระ และ เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง


เรื่องที่พระควรพูดและไม่ควรพูด - ธรรมรักษา


 7 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 08:22:49 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๔ โดยใจความว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พวกมนุษย์เป็นจำนวนมากได้เดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเรือที่โดยสารไปเกิดอับปางลงในทะเลหลวง ก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์น้ำในท้องทะเลหลวงนั้นหมดทุกคน เว้นไว้แต่ชายคนหนึ่งผู้มีนามว่า พาหิยะ ที่รอดชีวิตมาได้ เขาได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง พยายามว่ายน้ำจนรอดชีวิตมาขึ้นฝั่งที่ท่า สุปปารกะ แต่อนิจจา เขาไม่มีเครื่องนุ่งห่มติดกายอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว เนื่องจากเขาไม่ได้เครื่องนุ่งห่มอะไรอื่น จึงได้ใช้เปลือกปอพันไม้แห้งเข้าแล้วทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ได้หยิบกระเบื้องจากเทวาลัยแห่งหนึ่งมาทำเป็นภาชนะสำหรับขอทาน แล้วเดินทางไปถึงท่าสุปปารกะ

พวกประชาชนที่ท่าเรือแห่งนั้นเห็นเขาแล้ว ก็ได้ให้ข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น แก่เขา ต่างก็พากันพูดยกย่องว่า "ชายผู้นี้เป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลสผู้หนึ่ง" เมื่อประชาชนนำผ้ามาให้ เขาก็ไม่ยอมรับ ด้วยคิดเห็นว่า "ถ้าเรานุ่งหรือห่มผ้าแล้ว ลาภสักการะของเราก็จะเสื่อม การที่คนมานับถือเราก็เพราะเขาเห็นเราไม่นุ่งผ้านั่นเอง" เขาจึงนุ่งแต่เปลือกไม้ คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อเขาว่า "ทารุจีริยะ" แปลว่า "ผู้นุ่งห่มเปลือกไม้"

ต่อมา เมื่อคนเป็นจำนวนมากเรียกเขาว่าเป็นพระอรหันต์ เขาก็เกิดเข้าใจว่าตนเองเป็นพระอรหันต์จริง ๆ แต่ภายหลังเทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาเมื่อชาติก่อนโน้น มาเตือนเขา ทำให้เขาคิดได้ แล้วเขาได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จนได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด

เขามีความสัมพันธ์กับเทวดาองค์นี้อย่างไร เทพเจ้าองค์นี้จึงมาช่วยเขา เชิญผู้สนใจติดตามต่อไป
เล่ากันมาว่า เมื่อศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ เสื่อมถอยลง (พระกัสสปะพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๕ องค์ ซึ่งมาตรัสรู้ในกัปนี้ และได้ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าของเรา) ณ กาลครั้งนั้น มีภิกษุ ๗ รูป เห็นพวกภิกษุสามเณร ประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย ก็เกิดความสลดใจ ได้ปรึกษาตกลงกันว่า
"ตราบใคที่พระศาสนายังไม่เสื่อมสูญไป ตราบนั้นพวกเราจะทำที่พึ่งให้แก่ตนให้ได้"
ปรึกษาตกลงกันแล้ว จึงไปไหว้เจดีย์ทอง อันเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปะพุทธเจ้า แล้วพากันเข้าสู่ป่า พบภูเขาลูกหนึ่ง จึงพูดกันว่า "ผู้ที่มีความอาลัยในชีวิตอยู่ ก็จงพากันกลับไป ส่วนผู้ที่ไม่มีความห่วงใยในชีวิตแล้ว จงพากันขึ้นภูเขาลูกนี้" พูดเสร็จก็ได้พาดบันไดขึ้น แล้วทั้ง ๗ รูป จึงได้ปีนขึ้นไปยังภูเขานั้นทางบันไดที่พาดนั้น เมื่อขึ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ผลักบันไดลงเสีย แล้วตั้งหน้าปฏิบัติสมณธรรมกันอย่างจริงจัง เพื่อหวังบรรลุมรรคผลอันเป็นจุดหมายสูงสุดของแต่ละท่าน
พอผ่านไปได้คืนเดียวเท่านั้น ในจำนวนพระทั้ง ๗ รูป พระสังฆเถระ (คือผู้ที่มีพรรษาแก่กว่าทุกรูป) ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์เป็นรูปแรก และท่านสามารถไปนำบิณฑบาตรจากที่ไกลมาถวายพระภิกษุ ๖ รูป แต่ทุกรูปปฏิเสธไม่ยอมฉันโดยกราบเรียนว่า "ท่านครับ ก็พวกผมได้ทำกติกากันไว้หรือว่า ถ้าผู้ใดสำเร็จพระอรหันต์ก่อน รูปที่ยังไม่สำเร็จจะฉันบิณฑบาตรที่ผู้สำเร็จอรหันต์นั้นนำมา"

"ไม่ได้ทำกันไว้ดอกคุณ" พระสังฆเถระตอบ
 
"ถ้าอย่างนั้น แม้พวกกระผมก็จะทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นเหมือนอย่างท่าน แล้วจะไปนำบิณฑบาตรมาฉันด้วยตนเอง" ภิกษุอีก ๖ รูป กล่าวอย่างหนักแน่น และไม่ยอมฉันบิณฑบาตร ที่พระสังฆเถระนำมาถวาย
พอถึงวันที่สอง พระเถระรูปที่สองก็ได้บรรลุพระอนาคามิผล แล้วไปบิณฑบาตรมาถวายภิกษุอีก ๕ รูป แต่ทั้ง ๕ รูปก็ไม่ยอมฉัน โดนกล่าวยืนยันอยู่เหมือนเดิม

ในที่สุด พระเถระที่สำเร็จพระอรหันต์ก็ได้ปรินิพพาน ส่วนรูปที่ได้เป็นพระอนาคามีไปบังเกิดเป็นพระพรหมในพรหมโลก อันเป็นเทพเจ้าชั้นสูงตามหลักในพุทธศาสนา แต่อีก ๕ รูปที่ยังเหลือ เมื่อไม่อาจจะได้บรรลุมรรคผลอันใด ผ่ายผอมหนักเข้า พอถึงวันที่ ๗ ก็ถึงแก่มรณภาพหมดทั้ง ๕ รูป แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจบุญที่ตนได้ทำไว้

พอถึงสมัยพุทธกาล ทั้งห้าก็จุติจากสวรรค์ ลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์ ในจำนวนทั้งห้าท่านนั้น คนหนึ่งได้เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า ปุกกุสะ (และปุกกุสะนี้ ก็คือกามนิต ในเรื่องกามนิตวาสิษฐี ตามคุมภีร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั่นเอง) คนหนึ่งเกิดมาเป็นพระกุมารกัสสปะ คนหนึ่งเกิดเป็นพระทัพพมัลลบุตร คนหนึ่งเกิดเป็นบุรุษชื่อว่าพาหิยะ (ทารุจีริยะ) อีกคนหนึ่งเกิดเป็นปริพพาชกชื่อสภิยะ

ในจำนวนทั้ง ๖ ท่านนั้น ภิกษุที่ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก วันหนึ่งมาคำนึงถึงเพื่อนของท่านว่าไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด จึงได้ตรวจดูด้วยทิพยจักษุของตน ก็ได้พบว่า เพื่อนคนหนึ่งของท่านไปเกิดเป็นบุรุษชื่อว่า พาหิยะ บัดนี้กำลังเดินทางผิด ซึ่งท่านจะต้องลงไปช่วยชักนำให้เดินทางถูก

ดังนั้น คืนวันหนึ่ง พระพรหมนั้น จึงได้มาจากพรหมโลก เพื่อจะช่วยเพื่อนของท่าน มาถึงที่อยู่ของพาหิยะ ขณะยืนอยู่บนอากาศนั่นเอง ก็ได้พูดเตือนทารุจีริยะว่า "พาหิยะ ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ดอก ทั้งท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ด้วย แม้ข้อปฏิบัติของท่าน ที่จะทำให้ท่านเป็นพระอรหันต์ หรือเดินไปตามทางของพระอรหันต์ก็ไม่มีเลย"

พาหิยะ มองดูท้าวมหาพรหมกำลังพูดอยู่เช่นนั้น จึงคิดว่า "น่าสลดใจแท้ เราทำกรรมหนักเสียแล้ว เราสำคัญตัวว่า เราเป็นพระอรหันต์ แต่เทพเจ้านี้บอกเราว่า เราไม่ใข่พระอรหันต์ ทั้งไม่ใช่ผู้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ ก็ในโลกนี้ยังมีใครอื่นที่เป็นพระอรหันต์อยู่หรือ" เขาจึงได้ถามพระพรหมนั้น และก็ได้รับคำตอบจากพระพรหมนั้นว่า "พาหิยะ ณ ชนบททางด้านทิศเหนือ มีพระนครอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า สาวัตถี ณ นครแห่งนั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และแสดงธรรมเพื่อให้ผู้อื่นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย"

พาหิยะเมื่อทราบดังนั้น ก็เกิดความสลดใจที่ตนเองเดินทางผิด แล้วออกเดินทางจากท่าสุปปารกะในคืนวันนั้น มุ่งตรงไปยังเมืองสาวัตถี อันอยู่ห่างจากที่นั้นถึง ๑,๙๒๐ กม. (ร้อยยี่สิบโยชน์) เมื่อไปถึงแล้วก็ได้พบพระพุทธเจ้า ขณะที่กำลังเสด็จบิณฑบาตรอยู่บนถนนสายหนึ่ง ของเมืองสาวัตถี และได้ฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแต่เพียงโดยย่อ ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในขณะที่ยืนอยู่บนถนนในเมืองนั่นเอง

เนื่องจากพระพาหิยะ ได้สำเร็จพระอรหันต์ด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ท่านยังไม่ได้บวช
ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางตรัสรู้ได้เร็ว

พระพาหิยะ ได้มาพบพระพุทธเจ้าก็เพราะเทพชักนำ และได้สำเร็จพระอรหันต์
ก็เพราะบุญบารมีที่ท่านเคยสั่งสมไว้เมื่อปางก่อนมาสนับสนุน.

พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)


 8 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2017, 10:16:31 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ให้เรียนรู้ตัวเอง - 11 - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

 9 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2017, 10:12:33 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
แจ้งที่ใจ - 08 - หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

 10 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2017, 10:07:38 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า - 20 - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]