Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 12:54:43 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ปุจฉา วิสัชชนา กับ ท่าน ว.วชิรเมธี

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน ?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี ?
( ๑ ) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
( ๒ ) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
( ๓ ) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
( ๔ ) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
 
๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี ?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ
แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน ?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน
รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน
อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ ! ถูกเพื่อนนินทา ?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี
จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
( ๒ ) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
( ๓ ) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา
 
๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร ?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
( ๒ ) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
( ๓ ) เรียงลำดับความสำคัญของงาน สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร ?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า
คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา
ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) หางานใหม่
( ๒ ) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
( ๓ ) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
( ๔ ) ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย ?
คนที่ด่าคนอื่น สะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม ?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน ?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี ?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร ?
( ๑ ) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
( ๒ ) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
( ๓ ) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี ?
( ๑ ) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
( ๒ ) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
( ๓ ) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้ คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
( ๒ ) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
( ๓ ) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส เนื่องเพราะหนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก ?
( ๑ ) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
( ๒ ) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอ ดภัย
( ๓ ) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทา จะตีจากดีไหม ?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ ?
ผู้รู้บอกว่า
ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ
กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ
ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ปุจฉา วิสัชชนา กับ ท่าน ว.วชิรเมธี


 2 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 12:05:33 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
การทำสติรู้ที่จิต – หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

   การฟังธรรม  หมายถึงการฟังจิตของเรา  เราพึงตั้งขั้อสังเกตลงที่จิตของเราว่าในปัจจุบันนี้จิตของเราเป็นอย่างไร  จิตของเราฟุ้งซ่านเรารู้จิตของเราคิดกุศล อกุศล คิดถึงบาป ถึงบุญเรารู้ ทำสติรู้ตัวเดียว เราเรียนธรรม  ฟังธรรม เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้า  ศีล  ปัญญา  เป็นแต่เพียงหลักทฤษฏีสำหรับชี้แนวทางให้ผู้ศึกษาปฎิบัติได้ดำเนินตามเพื่อทำจิตเข้าไปสู่ความรู้จริงเห็นจริงในสภาพความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง
   สถานที่อันเป็นที่ปฏิบัติธรรมย่อมประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง ซึ่งเรียกว่า สัปปายะ ๔ คือ
   ๑.อาวาสสัปปายะ  สถานที่อยู่เป็นที่สบายพอที่จะเป็นที่กันแดด  กันฝน  กันลม  กันหนาว  กันร้อน  และอาศัยเป็นที่นั่ง ที่นอน  ที่ยืน ที่เดินได้สะดวกสบายพอสมควรอันนี้เรียกว่า  อาวาสสัปปายะ คือที่อยู่ที่อาศัยเป็นที่สบาย
   ๒.อาหารสัปปายะ   หมายถึงอาหารสำหรับเลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่วัน
หนึ่ง ๆ พอมีพอฉัน พอมีพอรับประทาน   พอจุนเจือชีวิตให้เป็นอยู่ พอมีกำลังกายกำลังใจประพฤติปฏิบัติ ไม่ขัดข้อง นี้เรียกว่า อาหารสัปปายะ 
   ๓.ธรรมสัปปายะ  หมายถึงในสถานที่นั้นมีผู้ซึ่งมีคุณวุฒิพอให้คำแนะนำพร่ำสอน  มีสหธรรมิกพอมีภูมิจิตภูมิใจ ให้ข้อแนะนำตักเตือนกันในข้อวัตรปฏิบัติอันถูกต้องสงสัยอะไรก็มีที่ไต่ที่ถามปรึกษาหารือ มีครูบาอาจารย์คอยให้การฝึกฝนอบรมอยู่เป็นประจำ อันนี้เรียกว่า ธรรมสัปปายะ ประการสุดท้าย
   ๔.ปุคคลสัปปายะ  หมายถึงบุคคลเป็นที่สบายคือสหธรรมิก  นักบวช อุบาสก  อุบาสิกา  ประพฤติตน เคร่งครัด มัธยัสถ์อยู่ในสิกขาบทวินัย สำรวมกาย  วาจา  และใจของตนเอง มีปกติเพ่งโทษของตนเอง ไม่เพ่งโทษคนอื่น คอยจับผิดตนเอง ไม่คอยจับผิดคนอื่น มุ่งหน้าแต่จะแก้ไขปัญหาหัวใจของตนเอง และปรับปรุงความเป็นของตัวเองให้เป็นจริงตามที่เราตั้งใจจะให้เป็น จะเป็นอะไรก็ได้แต่ในเฉพาะสถาบันของเรานี้ เราปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก อุบาสิกา เป็นแม่ขาวนางชี เพื่อความเป็นจริงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่า ปุคคลสัปปายะ วิถีทางปรับบุคคลให้เป็นปุคคลสัปปายะ ท่านมีหลักการที่จะปฏิบัติคือ
   ๑.สีลสามัญญตา  มีศีล ความสำรวมในสิกขาบทวินัย สำรวมในพระปาฎิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธองค์ทรงห้าม ทำข้อที่ทรงอนุญาต พิจารณาปรับปรุงตัวอยู่เป็นนิจเป็นผู้ไม่ประมาทในสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ สำรวมระวังรักษา อันนี้เรียกว่าสีลสามัญญตา ความเสมอกันโดยศีลในสังคมของพระภิกษุสงฆ์ ถ้ามีการประพฤติผิดศีล ย่อหย่อน ย่อมมีกรณีพิพาทกันเกิดขึ้น เพราะผู้ที่มุ่งที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในเมื่อเห็นความประพฤติเลวทรามของบางผู้บางคนก็อดที่จะว่ากล่าวตักเตือนกันไม่ได้ ในเมื่อเกิดมีการตักเตือนเข้า ผู้ที่รับฟังไม่ยอมรับ ถือว่าเป็นการอวดดิบอวดดีอยากดัง ก็ทำให้เกิดมีเรื่องขัดใจกันกระทบกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งขึ้นในวงการของคณะสงฆ์อันนี้เป็นลักษณะของผู้ที่มีศีลไม่เสมอกัน จึงเกิดความทะเลาะวิวาทกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มุ่งหวังความงามในพระธรรมวินัย ขอได้โปรดปรับปรุงศีลของตนเองให้มีความสม่ำเสมอกันกับท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมอื่น ๆ เราจะได้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้ชื่อว่าเป็นพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง
   ๒.ทิฐิสามัญญตา   ความเสมอกันโดยความเห็นว่าอะไรว่าตามกัน ทำวัตรสวดมนต์ด้วยกัน ฟังเทศน์ด้วยกัน ศึกษาธรรมด้วยกัน ฉันด้วยกัน กินด้วยกัน นอนคนละที่ เข้าห้องน้ำคนละที เข้าพร้อมกันไม่ได้ เพราะผิดขนบธรรมเนียม ถ้าเรามีความเสมอกันโดยความเห็น ไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน มีอะไรเกิดขึ้นอาศัยอุปัชฌาย์ อาจารย์เป็นหลัก เป็นคนกลางที่คอยประสาน ปรึกษาหารือในข้อวัตรปฏิบัตินั้น ๆ เพื่อปรับความเห็นให้ตรงกัน อันนี้เรียกว่า  ทิฐิสามัญญตา   ความเสมอกันโดยความเห็น ผู้ที่มาสู่สังคมของพุทธบริษัทต้องถือตามหลักธรรมคุณที่ว่า  มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในเบื้องกลาง มีความงามในเบื้องปลาย
   อาทิกัลยาณัง   มีความงามในเบื้องต้น หมายถึงความงามด้วยการสังวรระวังในสิกขาบทวินัย คือมีศีลบริสุทธิ์
   มีความงามในท่ามกลางเรียกว่า  มัชเฌกัลยาณัง  หมายถึงทำใจให้มั่นคงมุ่งตรงต่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำให้มีสมาธิเกิดขึ้น ปริโยสานกัลยาณัง  งามในเบื้องปลายอบรมสติปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมตามความเป็นจริง เพื่อจะได้เป็นอุบายขจัดกิเลสอาสวะซึ่ง ดองอยู่ในสันดาน  ให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์ – สะอาด สำเร็จ มรรค ผล นิพพาน อันนี้ได้ชื่อว่างามในที่สุด เพราะฉะนั้นสำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจำเป็นจะต้องปรับปรุงความเข้าใจให้มีความเห็นถูกต้องตรงกัน ถ้าหากมีการประพฤติขัดกันเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ การปฏิบัติธรรมจะไม่ก้าวหน้า เพราะฉะนั้น จึงขอเตือนซึ่งบางท่านอาจจะมีกิเลสและอารมณ์อันแสดงแบบไม่สวยไม่งามสำหรับเพื่อนฝูงหรือหมู่คณะ ทำให้หมู่เกิดตะขิดตะขวงใจ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ก็ขอได้โปรดสังวรระวัง และอีกนัยหนึ่งในที่นี่ เรามีครูบาอาจารย์เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุสงฆ์สามเณรในวัดนี้ ซึ่งล้วนแต่บวชจากอุปัชฌาย์นี้องค์เดียว ส่วนที่บวชจากที่อื่นเข้ามาสู่สังคมนี้มีจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เลือกว่าใครมาจากไหนอย่างไร เราเข้ามาสู่พระธรรมวินัยด้วยกัน เป็นสมณศากยบุตร เป็นโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกัน  เพราะฉะนั้น จึงควรจะปรับปรุงความเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้พิจารณาดูความดีของกันและกัน อย่าไปคอยจ้องดูแต่ความผิด ให้พยายามนึกหาความดีของกันและกันให้มาก ๆ การยกโทษติเตียนหมู่คณะ ถ้าหากว่าเพื่อหวังที่จะก่อความเจริญรุ่งเรื่อง คือติให้ได้สติเพื่อจะได้ปรับตัวให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบใหม่ อันนี้เป็นการติหรือตำหนิเพื่อก่อ ไม่ใช่เพื่อทำลาย ทีนี้การตำหนิมุ่งที่จะทำลายโดยไม่มีเจตนาที่จะมุ่งดีหวังดี เช่นอย่างมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปเที่ยวโพนทนาถึงในบ้านในเมือง เป็นเหตุให้วิพากษ์วิจารณ์ ทีนี้การยกโทษตำหนิติเตียนกันนี่เป็นบาปมาก ถ้าไปตำหนิพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ มีศีลบริสุทธิ์มีจิตใจบริสุทธิ์ ถึงไม่หมดกิเลสแต่ก็มีความมุ่งดีหวังดี และปฏิบัติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเราไปตำหนิติเตียนไปยกโทษในทางเสีย ๆ หาย ๆ บาปจะสะท้อนเข้ามาถึงตัวเองเพราะเป็นการทำลายท่านผู้มีคุณธรรม เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ขอให้ทุกคนทุกท่านสังวรระวังให้จงหนัก
   เรื่องของบาปนี่ถ้าเราดูกันเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรที่จะน่าเป็นบาป คำสอนของพระพุทธเจ้านี่บางทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นบาป มากก็เป็นบาป ความจริงมันก็บาปจริง ๆ ทำน้อยก็บาปน้อย ทำมากก็บาปมาก เช่นอย่างเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างในเรื่องสามาวดี มีพระเถรีท่านหนึ่งชื่อนางขุชุชตรา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระสมณโคดม เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ในบรรดาสาวิกาทั้งหลายก็มีท่านผู้นี้แหละเก่งที่สุด แต่ท่านผู้นี้มีบาปติดตัวเป็นคนหลังค่อมสาเหตุเนื่องจากท่านไปนึกตำหนิพระปัจเจกพุทธเจ้าในสมัยหนึ่งท่านเป็นนางสนมในพระราชวังเมืองหนึ่งที่ประเทศอินเดีย ในสมัยของพระเจ้าพรหมทัตซึ่งนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าไปรับบิณฑบาตที่ในวังทุกวัน

ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งนางสนมคนนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหลังค่อมไปบิณฑบาต บางทีเวลาเล่นกันก็ลากเอาผ้ากำพลมาห่ม  เอาขันมาอุ้ม ทำทีเป็นพระบิณฑบาตแล้วก็ทำหลังค่อมเลียนแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ทีนี้หลังจากนั้นพอนางตายแล้ว เกิดในชาติใดภพใดก็เกิดเป็นคนหลังค่อม จนกระทั่งมาถึงศาสนาของพระพุทธเจ้าเรานี้ก็ยังเป็นคนหลังค่อมอยู่ นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนใช้เขาทุกภพทุกชาติ   เพราะสาเหตุที่ได้ไปใช้นางภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์ หยิบของส่งให้นิดเดียวเท่านั้นแหละ  บาปกรรมอันนั้นทำให้นางต้องไปเป็นคนใช้เขาทุกภพทุกชาติ แต่อานิสงส์ที่ทำให้นางได้เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ก็พระปัจเจกพุทธเจ้าจำนวนนั้นอีกนั้นแหละไปบิณฑบาต ชาวบ้านใส่ของให้เป็นของร้อน ท่านก็จับถือบาตรของท่านเดี๋ยวเปลี่ยนมือเปลี่ยนไม้อยู่บ่อย ๆ นางมีกำไลแขนงอยู่ ๘ อันก็เลยเอาเข้าไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อให้ท่านได้รองมือกันร้อน

พระอานิสงส์อันนี้ทำให้นางเกิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแตกฉานในพระไตรปิฏกในเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ในเมื่อพูดถึงเรื่องบาปมันก็บาปมาก  พูดถึงเรื่องบุญ มันก็บุญมากเหมือนกันเพราะฉะนั้น บุญเล็ก ๆ น้อย ๆ บาปเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ที่มุ่งที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจึงไม่ควรประมาท   ควรสังวรระวัง โอ่งซึ่งเขาตั้งเปิดปากไว้ในกลางแจ้ง ย่อมไม่เต็มด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาทีละหยดทีละหยาดฉันใด บุญกุศลที่เราทำ หรือบาปที่เราทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ย่อมไม่เต็ม แต่เมื่อฝนตกลงมาบ่อย ๆ ตุ่มก็เต็มไปด้วยน้ำ บุญที่เราทำบาปที่เราทำบ่อย ๆ ก็ทำให้จิตใจของเราเต็มไปด้วยบุญด้วยบาปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีความฉลาดย่อมไม่ดูหมิ่นบาปบุญแม้เพียงเล็กน้อย บาปนิดหน่อยก็ไม่ทำบุญนิดหน่อยก็ย่อมทำ…..ทำสะสมไว้ทีละน้อยๆ

คนเรานี้ทำดีได้กันทุกคน ถ้ารักดี แต่ถ้าเราไม่รักดี เราจะทำดีไม่ได้ คนชั่วทำความชั่วได้ง่าย แต่คนชั่วทำดีได้ยาก คนดีก็ทำดีได้ง่ายเหมือนกัน แต่คนดีทำชั่วได้ยาก นี่เรื่องของเรื่องเป็นอย่างนี้ อันนี้ขอฝากทุกท่านไว้พิจารณา เวลานี้ก็จวนจะออกพรรษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนวกะทั้งหลายก็ควรจะได้รีบเร่งสมาธิภาวนา อะไรที่พอจะหาติดตัวไปได้ เช่น อาราธนาศีล อาราธนาเทศน์ อาราธนาพระปริต นำไหว้พระสวดมนต์ที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ ก็ขอให้ขวนขวายเร่งท่องบ่นสาธยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการปฏิบัติทำสมาธิ ซึ่งมีจังหวะที่จะพึงปฏิบัติอย่างนี้คือ ในช่วงใดพอที่จะบริกรรมภาวนาพอให้จิตติดอยู่กับคำบริกรรมภาวนาได้ก็ว่ากันไป ในช่วงใดระงับใจไม่อยู่ มันไม่อยู่กับคำบริกรรมภาวนา มีแต่ความคิดฟุ้งซ่านก็กำหนดทำสติตามรู้ความคิดนั้นไป ในช่วงใดจิตขี้เกียจคิด มันไม่อยากคิดก็หาเรื่องมาให้มันคิด ทำสติกับความคิดนั้นให้แจ่มชัด คือให้รู้ชัด ๆ เข้า

อันนี้คือหลักการปฏิบัติแบบสากล การปฏิบัติสมาธิแบบนี้ย่อมไม่มีอุปสรรค สมาธิไม่ขัดขวางต่องาน  งานก็ไม่ขัดขวางต่อการทำสมาธิ เพราะเราทำสติอยู่ตลอดทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราทำสติเป็นสำคัญ แม้ว่าความรู้เห็นอย่างธรรมดา ก็เป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เราทำสติกับสิ่งนั้นแม้ทำสมาธิจิตสงบลงไปแล้วเห็นนิมิตอะไรต่าง ๆ หรือรู้อะไรดี ๆ ขึ้นมา อันนั้นก็เป็นแต่เพียงเครื่องรู้ของจิตเครื่องระลึกของสติ  เราทำสติรู้เป็นตัวสำคัญ.

การทำสติรู้ที่จิต – หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


 3 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 11:56:49 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ต่อจบ......

ตัวกูที่เคยมีอยู่ในความลักคิด กระจุยกระจายไปอีกระลอกหนึ่ง คล้าย กับการพบเห็นสมมติบัญญัติ ความทุกข์ ความโง่ หลงงมงาย ความลังเลสงสัย มันหลุดหล่นไปอีก ความโกรธ โลภ หลง  จืดจางลงแทบจะไม่มีเหลือหลง  คล้ายกับว่าสมน้ำหน้ามันอย่างนั้นล่ะ ชีวิตที่เกี่ยวข้องอนุสัย ความเคยชิน ความลักคิด ปรุงแต่ง หดหายไป  ความล้มละลายของอธรรมทั้งหลาย มัน     ไม่มีอาลัยใยดีจริงๆ

       ความลักคิดนี้สกปรกที่สุด   แต่ก่อนนี้จะคิดอะไรก็ได้   คิดอยู่นั่นแหละ คิดอยู่ได้อย่างหน้าด้านๆ  บ้าอยู่ในความลักคิด  บัดนี้มันมาพบเห็นว่า  ตัวลักคิด นี่สกปรกมาก หยาบคายมาก  ถ้าจะเปรียบกับจำเลย ก็เป็นจำเลยหมายเลขหนึ่ง  ส่วนกายวาจานั้น เป็นจำเลขหมายเลขสองซะ แต่ก่อนเราคิดว่ามันละเอียดนะ  ใครไม่เห็นก็คิดอยู่ได้  คิดแบบหน้าด้านๆที่สุด ไม่มีความละอายเลย บัดนี้ เห็นว่าตัวลักคิดนี้แหละตัวต้นเหตุ  คือตัวโมหะมันเป็นปู่เป็นย่าของความชั่ว ทั้งหลายดังที่ว่ามา คิดขึ้นมาแล้ว โกรธ โลภ หลง เกิดกิเลส ตัณหา ราคะ พยาบาท เป็นสังขารปรุงแต่งไป

        เคยพูดอยู่เสมอว่า  ความคิดมีอยู่ สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิด อันนี้เป็น วิชชา เป็นปัญญา  ตัวลักคิดนี้เป็นอวิชชา  เป็นโมหะ เมื่อมาเห็นเข้าอย่างนี้  เหมือนกับว่าจิตใจพ้นจากเมฆหมอก จิตบริสุทธิ์  คิดอะไรได้เฉพาะเรื่องๆ เป็น ระเบียบ คิดได้ด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องชีวิต มันชัดเจน แม่นยำเฉพาะเรื่อง ถ้าจะว่าก็คือจิตมันเชื่องลง มันไม่พยศดุร้าย  ตอนนี้จิตใจ มันก็เปลี่ยน  จิตใจมันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน  ถ้าจะว่านะ ตอนนั้นมันบอกตัวเองว่า เป็นมนุษย์ได้แล้วนะ แต่ก่อนนี้เราเป็นคนคุ้มร้ายคุ้มดี บัดนี้มันเป็นอย่าง นั้นไม่ได้อีก จิตใจมันสูง คนจิตใจมันต่ำ คุ้มร้าย คุ้มดี อะไรมาถูกก็เอาใจรองรับ เป็นไปกับอาการต่างๆ บัดนี้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้

      นี่คือมนุษย์ นี่เป็นมนุษย์ จะให้เอาจริงเอาจังหน้าดำคร่ำเคียด จิตใจฟูๆ แฟบๆ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายในอาการเช่นนั้น เรามองเห็นแล้วรู้สึกละอาย ต่ออาการเช่นนั้น
 
      ถ้าจะว่าอีกอย่างหนึ่งนะ   ตอนนั้นเป็นเทวดาก็ได เพราะมีความละอาย ต่อตัวเอง ไม่กล้าคิดชั่ว   ไม่กล้าทำชั่ว  ไม่กล้าพูดชั่ว  คนอื่นไม่เห็น  เราก็เห็น เราเอง  มีความละอายต่อบาปอกุศล  นี่เทวดาก็มาช่วยเรา ไม่ใช่เทวดาอยู่บน ฟ้าอากาศนอกตัว เทวดาแบบนี้มาสนับสนุนเรา ช่วยเราไม่ให้เกิดทุกข์ร้อนอะไร   เป็นพระอินทร์พระพรหมก็ได้ เพราะมีแต่ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   ิจิตใจเต็มเปี่ยมเกิดความรักเมตตา ไม่มีขอบเขต จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว เหมือนศิลาแท่งทึบ ไม่สะเทือนเพราะลม มีที่อยู่ เป็นผู้ดูแล้วบัดนี้ เป็นชัยภูมิ ที่ปลอดภัยนะ เป็นมนุษย์ก็ประเสริฐอยู่ตรงนี้  ปิดอบายภูมิได้นะ รับรองไม่เป็น เปรต  อสุรกาย  สัตว์นรก  สัตว์เดรัจฉาน
 
     บัดนี้มันพึ่งได้ มีชีวิตจิตใจมั่นคง เป็นมนุษย์ได้แน่นอน จิตใจมันสูง เหมือนคนอยู่ในที่สูง ก็ย่อมเห็นคนอยู่ในที่ต่ำกว่า เราฝึกเรามันก็หมดพยศได้จริง มันประเสริฐนะ การเกิดเป็นมนุษย์มันเป็นลาภอันประเสริฐ  มันประเสริฐก็ตรง ที่เราฝึกตัวเอง มีความรู้สึกตัว จนไปพบเห็นตัวลักคิดนี่   เกิดจากการฝึก ตนเอง นะ ไม่ใช่เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ได้เลยนะ  ดังตอนที่เราไปขอบวช กรรมวาจาจารย์ ถามว่า “มนุสฺโสสิ?”  เราก็ตอบว่า “อาม ภนฺเต” “มนุสฺโสสิ?”  แปลว่า เธอเป็น มนุษย์แล้วหรือยัง  เราตอบว่า  “อาม ภนฺเต”  เป็นมนุษย์แล้ว  พึ่งมาเข้าใจใน ตอนนี้นี่เอง  ได้สัมผัสกับชีวิตของมนุษย์จริงๆ ก่อนจะเป็นพระได้ต้องเป็น มนุษย์เสียก่อน ต้องฝึกฝนตนเองมาดี  จนจิตใจมันเปลี่ยนมา พอได้หลัก มันก็มีสิทธิ์  มันไม่ได้คิดชั่ว  พูดชั่ว  ทำชั่ว    เข้าไปอยู่กับความปกติตั้งหลาย วัน   จึงรู้ว่าตัวเองมีศีล มีแล้วจึงรู้ เป็นแล้วจึงเห็น มันไม่ใช่คิดรู้นะ มันสัมผัส กับ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าจริงๆ กายปกติ จิตใจปกติ   โอ..ความปกติของ กายวาจานี้เอง  คือ ศีล สมาธิ ปัญญา กายปกติ จิตใจไม่พยศฟูๆแฟบๆ มันอยู่ปกติ  ความรอบรู้ในกองสังขาร  ตั้งแต่รู้รูปรู้นามมาโน่น นั้นคือปัญญา หลุดพ้นมา จากสังขารปรุงแต่ง หลุดพ้นมาได้จริงๆ ไม่กลับคืนได้อีก

     เหมือนกับเรามีอาชีพที่ดี  มีอยู่มีกิน ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน    ศีลก็มาช่วย สมาธิก็มาช่วย ปัญญาก็มาช่วยเรา เทวดา พระอินทร์ พระพรหม มาช่วย

         คนที่โกรธ  โลภ  หลง ทุกข์ นั้นคือคนจน นี่เป็นอย่างนี้ ก็เดินจงกรมอยู่ สร้างสติอยู่    แต่มันรวมเป็นตัวดู  ตัวรู้อย่างเดียว  เป็นตัวเห็นอันเดียว  นี่แหละ ดวงตาที่เห็นธรรม  ถึงตอนนี้   คล้ายกับว่ามันพ้นภัยมาได้ระดับหนึ่ง   นิวรณ์   ความหลงฟุ้งซ่าน  ก็ไม่มีมารบกวน   เข้าสู่ทางแห่งความมีศีล สมาธิ ปัญญา ได้อย่างเต็มที่

     สภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี่แหละคือองค์มรรค นี่แหละคือประพฤติพรหมจรรย์   มันเกิดความบริสุทธิ์  เป็นบริสุทธิ์ศีล  อายตนะ มันสำรวมลงเอง ไม่ได้นั่งหลับตาหนีไปไหน  เดินจงกรมอยู่ก็เป็นสมาธิได้ ยืนอยู่ ก็เป็นสมาธิได้ เป็นการเข้าสู่สภาวะที่ดูเป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นขี้ข้าของสังขาร อีก  เป็นอิสระจากสังขาร เป็นวิสังขาร อยู่คนละมุมกันแล้วนะ เป็นภพใหม่    บางทีเราก็ทบทวนดู  ลำดับดู ที่พบผ่านมา หลักฐานที่พบเห็นมา หลุดพ้นมา ลำดับ ลำนำดู เหมือนกับเราเดินทางไกล ได้เอาบ้านโน้นเมืองนี้ไว้ข้างหลัง ก็บอก ถึงกระแสแห่งจุดหมายปลายทาง

          ขออุปมา  สมัยหนึ่งเดินทางไปสอนธรรมที่หาดใหญ่ ภาคใต้  จากชัยภูมิ ถึงหาดใหญ่ ระยะทางก็ประมาณ 1500 ก.ม.  คุณสาธรขับรถพาไป คุณสาธร บอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง คงถึงหาดใหญ่ แต่เราคิดว่าคงไม่ถึง เพราะถ้าเรานั่งรถปรับอากาศจากกรุงเทพฯไป ก็ใช้เวลาตั้ง 15-16 ชั่วโมง นี่จากชัยภูมิถึงกรุงเทพฯ ก็เกือบ 400 ก.ม.แล้ว คุณสาธรเขามีรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า เขาก็นำพาเราไป ไม่เท่าไร ฉันเพลที่ประจวบแล้ว ก็ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง  เขา   ขับรถอย่างเร็วมากนะ    ก็บอกถึงจุดหมายปลายทางเข้าจริงๆ   ก็ถึงหาดใหญ่ ตามที่คุณสาธรกำหนดจริงๆ
 
          นี่ก็เช่นกัน  การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน  ถ้าทำถูก มันก็เหมือนกลิ้งครกลง เขา จนนำเรามาสู่จุดหมายที่เราอยู่ ถ้าจะว่าปลอดภัยก็ปลอดภัยได้จริงๆ  สัมผัส กับบุญกุศลได้จริง ปิดอบายได้จริง ผ่านพ้นภัยตะพึดตะพือมาได้จริง (ตะพึดตะพือ เป็นภาษาอิสาน = ตะบี้ตะบัน สมบุกสมบัน)

          สภาวะที่ดู การเข้าถึงสภาวะที่ดูนี้ เป็นชีวิตที่สรุปลงเหลืออยู่เพียงกำมือ เดียว  ไม่มีอะไรยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อก่อน เป็นชีวิตที่เรียบง่าย หมดภาระลงได้   สภาวะที่ดูนี้แหละ เป็นจุดเพชรแห่งธรรม เจาะทะลุสังโยชน์ลงได้ เป็นจุดเปิด ประตูแห่งสัจธรรม  ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นได้  ถ้าผู้ใดฝึกตนจนเข้าถึงภาวะที่ดูนี้ได้  ก็ผ่านได้ตลอด เป็นมรรคจริงๆ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์จริง  ทำลายตัวกู ลงได้ สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา สีลัพพัตตาปรามาส อยู่ไม่ได้แล้ว สภาวะที่ดูแล้วเห็น เห็น   แล้วไม่ได้เข้าไปเป็น  ทำลายตัวกูลงได้  ลบสูญอีกระดับหนึ่งนะ จิตใจมัน เปลี่ยนจากเดิมอีกมากทีเดียว สามารถยกมือไหว้ตัวเองได้  โอ..นี่เป็นพระได้จริงๆ นะ ประเสริฐกว่าแต่ก่อนขึ้นมาอีก    เคยได้ยินแต่หลวงพ่อเทียนสอนว่า  “ดีมัน มีอยู่ตั้งสามดีนะ ดี  ดีกว่า ดีที่สุด”  ท่านสอนอย่างนี้ โอ. เป็นพระได้จริงๆนะ

     ความเป็นพระคือสภาพอย่างนี้ ดังที่เราเคยสวดมนต์ตอนเย็นว่า พระสงฆ์เกิดจากพระสัจธรรม  มีการปฏิบัติดีเป็นต้น ไม่ใช่เกิดจากการสวด อุกาสะ หรือ เอสาหัง  นั่นเป็นสงฆ์สมมติ  จริงแบบสมมติ พระสงฆ์ที่เกิด จากพระสัจธรรม เหนือสมมติ เป็นสากล จะเป็นผู้หญิงหรือชายก็เป็นพระได้  ไม่ได้เกี่ยวกับ ชาติหรือภาษาใดๆ หรือเพศวัยต่างๆ เกิดจากพระสัจธรรม  มีการฝึกฝน มีสติ จนเข้าถึงภาวะที่ดู นี่คือประตูแห่งพระสัจธรรม

      สภาวะที่ดูนี่ มันคล่องชำนาญ มันไกลจากข้าศึก ไกลจากกิเลส ถ้าจะ เปรียบกับการเดินทาง  ก็ไกลออกไปเรื่อยๆ  เอาความโกรธ  โลภ หลง เอา ความทุกข์ไว้ข้างหลัง เรียกว่า อริยบุคคล   คือไกลอยู่คนละมุมแล้ว  มันสิ้นภพ สิ้นชาติไปก็ว่าได้ ถ้าจะให้ปรุงแต่ง จะให้เกิดโกรธ โลภ  หลง  จะให้ ทุกข์อีก  มันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับถูกข่มขืนใจ ความไม่ทุกข์ ต่างหากมันจึงถูก  ความทุกข์มันผิดแล้ว  เอาไม่ได้  เป็นไม่ได้  ทุกข์นิดหน่อย มันก็เอาไม่ได้ เป็นไม่ได้ นี่คืออริยบุคคล คือผู้ที่ไกลจากข้าศึก ทุกข์มันเป็นข้าศึกต่อชีวิต มันไกลออก มาอย่างนี้ มันไม่เปรอะเปื้อน มันเป็นศีลอันยิ่ง เป็นสมาธิอันยิ่ง เป็นปัญญาอันยิ่ง (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) ปกติเต็มที่ เป็นมาตรฐานของชีวิตก็ว่าได้ เป็นอิสรภาพ ของชีวิต มันเป็นธรรมชาติ  มันคงไว้แต่ธรรมชาติ  ความปรุงแต่งไม่เหลือหลง เข้าสู่ความบริสุทธิ์
 
     เหมือนกับการก้าวสู่หลักชัยแห่งชัยชนะ  มีโอกาส ได้โอกาสเกิดความ สะดวกในทุกๆด้าน  ชีวิตที่สะดวกนะ  ดูอะไร เห็นอะไรมันจบ ไม่มีเอะใจใดๆ ลบสูญ มันหลุดพ้น ไม่เอา มีแต่วาง จิตนี้เอาไม่ได้  ถ้าเอาก็ยิ่งเหือดแห้ง ยิ่งบกพร่อง  ถ้าวางแล้วก็ยิ่งเต็ม ยิ่งสมบูรณ์ ยิ่งเพียงพอ  ดังภาษิตของ พระรัฐบาล ซึ่งเป็นพระอรหันต์ กล่าวไว้ว่า
               
      “โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสของกิเลสตัณหา 
       โลกนี้ไม่มีใครป้องกันได้ ไม่เป็นใหญ่ได้เฉพาะตน”

       โลกนี้คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันไม่รู้จักอิ่ม ใครจะไปเอาความอิ่มความพอจากรูป  รส  กลิ่น เสียง ไม่ได้ และใครจะไปหวังครองความสุข  การได้  การสรรเสริญ ก็ผิดหวัง เราอย่าไปตู่ เอาว่าเป็นของๆเรา เวลาสิ่งเหล่านี้มันจากเราไป ก็จะอกหัก เสียใจ เป็นทุกข์

        การศึกษาชีวิตของเรา  มันมีโอกาสชำนาญ   มันเป็นศิลปะแห่งการดับ ทุกข์  เหมือนเราเหยียบเส้นทางที่ราบเรียบไม่ขรุขระ  บัดนี้มันเป็นมิตรภาพ ของชีวิตก็ว่าได้ เป็นมาตรฐานของชีวิต มันจะกลับไปสู่การขรุขระอีกไม่ได้  ประสบการณ์มาแท้ๆนี่ พอมาเข้าถึงจุดนี้นะ ไม่ใช่นั่งคิดนะ มันรวมเป็นสภาพ หนึ่งเดียว เป็นสภาวะที่ดู มันเป็นปัญญาญาณ ก็ไกลจากข้าศึกดังที่ว่ามา พ้นจาก ข้าศึกจริงๆ  ตัวกูลบสูญไปจริงๆ  กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ  กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ อุปาทานทั้งหลายนั้น  จบสิ้นลงไป  ทำลายกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เป็นญาณแห่งการเพ่งเผา  สูญหายไปเลย  อธรรมทั้งหลายสูญหายไป  ชีวิตเข้าสู่พรหมจรรย์   บริสุทธิ์หลุดพ้นจริงๆ    กายก็ไม่ได้ทำชั่ว จิตใจก็ไม่ได้ คิดชั่ว วาจาก็ไม่ได้พูดชั่ว บริสุทธิ์มาตั้งนาน  กิเลสกรรมทั้งหลายมันเหือดแห้ง ไม่มีเหยื่อ  เหมือนกับน้อยหน่า ที่เหือดแห้งติดอยู่ในลำต้นนั้น แต่มันก็ไม่มีผล กระทบใดๆต่อลำต้นของมันนะ มันหมดเชื้อนะ จะเอาไปเพาะก็ไม่งอกคืนอีกได้
         
   มีแต่อุปมัยอุปมา สมมติพูดกันไป สัจธรรมที่ยังหาคำมาพูดไม่ได้ก็  มีอยู่มาก  ต้องสัมผัสเอานะ  เหลือวิสัยที่จะอธิบายได้   ความบริสุทธิ์ ความหมด จด มันเป็นพลัง เกิดการสะดวก มันพร้อม เหมือนกลิ้งครกลงเขา เอียงไป เทไป เป็นศีลอันยิ่ง สมาธิอันยิ่ง ปัญญาอันยิ่ง เป็นสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ เข้าสู่แดนแห่งความปลอดภัย สู่แดนของพระอริยเจ้า มันเป็นมรรคอย่างยิ่ง เข้าสู่พรหมจรรย์อย่างยิ่ง  มันไม่ใช่ความรู้นะ  ไม่ใช่เหตุผล  มันเป็น  มันเหนือ เหตุเหนือผล    คล้ายกับว่ามันพลัดเข้าไป  มันตรึกตรองในธรรม  มันพลัดเข้า สู่วิตก วิจารณ์  ปีติ สุข จบลงไปเรื่อยๆ มันเป็นอุเบกขาญาณ พลัดเข้าสู่ความ ไม่มีตัวตนอะไร เป็นอสัญญา ดับไม่เหลือ หาสัญญาอะไรไม่มีแม้แต่นิดน้อย   ถ้าจะว่าว่างก็ว่าง ถ้าจะว่าเต็มก็เต็ม คือเต็มไปด้วยความไม่มีอะไร ว่างจาก ความมีความเป็นทั้งหมด
 
     อุปมาเหมือนน้ำไหลหลากมาหัวใหญ่  มันพัดพาเอาสิ่งสกปรกโสโครก ออกไปในห้วย หนอง คลอง บึง จนหมดเกลี้ยง เข้าสู่มรรค เข้าสู่ผล มันเป็น ธรรมชาติ มันเป็นกฏของธรรมชาติ เหมือนเราบ่มกล้วยที่เป็นสีเขียว กลาย เป็นสีเหลืองได้  รสฝาดกลายเป็นรสหวานได้  นี้คือ ธรรมชาติ  กฏของธรรมชาติ  เหนือเหตุ เหนือผลทั้งสิ้น  มันพลิกล๊อกอย่างไรไม่รู้ทันนะ มันเป็นธรรม เป็นกฎของธรรมชาติจริงๆ เหนือเหตุผลใดๆเลย

          มาลำดับการเข้าออกดู  คล้ายกับว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขามีอาชีพ   มีหน้าที่ของเขา เขาขยันทำหน้าที่ของเขา แต่มันเป็นอาชีพที่ล้มเหลว เหมือนกับเด็กเล่นกองทราย เขาก็ขยันกอง แต่มันก็ล้มเหลวนะ

     แต่บัดนี้มันเกิดความพร้อมอย่างไรนะ พร้อมกันเลิก พร้อมกันหยุดทุก อย่างเข้าสู่ธรรมชาติเดิม  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าสู่ธรรมชาติ แยกออกจากกัน เป็นของใครของมัน หดตัว  ทีแรกก็ยังไม่เอามาต่อกัน มันก็ไม่มีผลประโยชน์อะไร เหมือนกับของที่มันขาดออกจากกัน เอามาต่อ มันก็ดูเป็นรูปต่อ แต่มันใช้ไม่ได้ มันขาดออกจากกันแล้ว มันคืนธรรมชาติแล้ว มันต่อไม่ได้เหมือนต่อเชือก มันเป็นเพียงกิริยา เหลือเอาไว้แต่เพียงกิริยา  โอ้! มันหมดตัว ไม่มีอะไรจะทำต่อไปอีก  มันมาลำดับดู ทบทวนดู      มันรู้จักเข้าออก อย่างชำนิชำนาญ     มันเป็นศิลป์แห่งชีวิต ยิ่งกว่าศิลป์อื่นใดในโลก  เป็นภาวะ ที่เหนือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต  ทุกชีวิตต้องมาถึงจุดนี้  โอ้!  คุ้มค่าแล้วที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา ก็เพื่อจะให้มาสู่จุดหมายปลายทางตรงนี้ คุ้มค่า แล้ว

     นี่มันไม่ใช่คิดรู้เอานะ ภาวะที่มันเป็นนะ มันไม่ใช่ความรู้ ชีวิตที่มัน ถึงจุดของมัน   ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง คงเหลือไว้เพียงกิริยา    มรรคผล    นิพพาน    มีจริง  พระพุทธเจ้ามีจริง  พระธรรมมีจริง พระอริยสงฆ์มีจริง การไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มีจริง

   นี่ตาวิเศษ ก็ได้ชวนท่านดูท่านรู้เห็นอะไรมามากแล้ว จนถึงจุดหมาย ปลายทางของชีวิตแล้ว  ขอพูดแบบสรุปๆ  ไม่ได้เอารายละเอียดอะไรมาก เอาแต่สภาวธรรม ที่มันมีอยู่ เป็นอยู่ในกาย ในจิตใจเรา

          ก็พูดเรื่องของคนเรานี้ ตั้งแต่เริ่มต้น จากการสร้างสติสัมปชัญญะ ดูกาย ดูจิตใจ จากสติสัมปชัญญะ  ก็มาเป็นความรู้สึกตัว  รวมทั้งกายและจิตใจ คือความ รู้สึกตัว  ก็มาเข้าถึงภาวะที่ดู  เกิดสภาวะที่ดูขึ้นมา จนเป็นผู้เห็นไม่ได้เข้าไปเป็น ก็ได้พบเห็นเรื่องของกาย  เรื่องของจิตใจมาเรื่อยๆ รู้แจ้งเห็นแจ้ง ไม่มีที่ปิด บังอำพรางอะไรตรงไหน  เห็นผิดจึงพ้นจากผิดได้ เห็นทุกข์จึงพ้นจากทุกข์ได้

    ขอพูดสู่สาธารณชนบ้าง เพื่อให้ท่านทั้งหลายศึกษาดู ถ้าเห็นว่าตอน ไหนมันผิดก็แก้เอา  ถ้าเห็นว่ามันถูกก็สร้างเอา ที่พูดมานี้ไม่ได้พูดทิ้งๆ ขว้างๆ เรารับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท มีหุ้นส่วน   ทุกคนรับผิดชอบ สร้างวัดวา อาราม ทำบุญให้ทาน บางผู้คนก็ลงทุนสร้างกุฏิ ศาลา เป็นเสนาสนะสัปปายะ  เพื่อบำเพ็ญภาวนา  บางผู้คนก็ตั้งทุนให้เป็นค่าอาหารบิณฑบาต  เป็น อาหารสัปปายะ โดยเฉพาะ ตั้งแต่บัดนี้ไป มีเจ้าภาพให้ทุนค่าอาหาร เป็นทุน ก้อนใหญ่พอสมควร ยังไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าภาพ เลยไม่กล้าบอกชื่อ ต่อนี้ไป เราคงไม่ลำบากในเรื่องอาหารสัปปายะ และ มีพระธรรมคำสั่งสอน เมื่อท่าน ปฏิบัติก็สามารถรู้ยิ่งเห็นจริง ในธรรมที ่ควรรู้ ควรเห็น และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล จะรู้ธรรมเห็นธรรมสมกับการปฏิบัติ เราก็ตั้งใจจะเป็นมิตรกับท่าน คิดว่า จะไม่พาท่านหลงทิศหลงทาง  เรามีสถาบันอยู่ทั่วไป   สามารถที่จะไปศึกษาได้   เราถือเป็นอาชีพในเรื่องนี้โดยตรง
 
        รายละเอียด คำตอบ ท่านจะประสบพบเห็น เมื่อท่านประกอบความเพียร มีสติ มีสติลงไปที่กาย  ที่จิตใจจริงๆ  ดังที่ได้แนะนำมาแล้วตั้งแต่ต้นโน้น  ท่านต้อง ขยันรู้ อย่าไปนั่งให้สงบอยู่โดยที่ไม่รู้อะไรจนจิตใจอยู่ใต้โมหะ

          การนั่งอยู่ในความสงบ    มันเป็นการเกียจคร้านของจิต    การใส่ใจต่อ เวทนา รู้สึกตัว มันเป็นความขยันของจิต ความขยันรู้มันจึงจะเป็นมหาสติปัฏฐาน ได้   เมื่อท่านมีความรู้สึกตัวมาก ความหลงก็จะน้อยลงหรือหมดไป ความรู้สึก ตัว ทำให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา ถ้ามีความรู้สึกตัว อินทรีย์ก็จะสำรวมลง ได้เอง  ความรู้สึกตัวจะทำให้เกิดบุญ มีบุญ ละบาปอกุศลได้ ความรู้สึกตัวจะทำ ให้พบเห็นศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
 
         ความรู้สึกตัวจะทำให้ได้คำตอบ  ได้สัมผัสกับธรรมที่เป็นกุศล และ ธรรม ที่เป็นอกุศล   และธรรมทั้งหลาย  มันไม่มีคำถาม  มันมีแต่คำตอบ  ตัวเองต้อง ตอบเอาเอง คนอื่นตอบให้ไม่ถูก    ตลอดถึงความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย ก็จะได้คำตอบเมื่อท่านเจริญมหาสติปัฏฐาน ตามหลักของสติปัฏฐานสี่

         หลวงพ่อเทียน มีคณาจารย์ให้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์    ผู้สอนเรื่องการ เจริญสติปัฏฐานในสมัยนี้
         
   การนั่งหลับตา  ให้จิตสงบก็มีความสุขดีขณะที่อยู่ในความสงบ พอออก จากความสงบแล้ว ก็ยังมีความโกรธ ความโลภ และความหลงอยู่ อินทรีย์ยัง อ่อนไหว ยังหนีปรากฏการณ์

         การเจริญสติตามหลักของมหาสติปัฏฐาน  ต้องขยันรู้ สร้างตัวรู้ให้มาก ไม่ให้เข้าไป อยู่ในความสงบจนไม่รู้อะไร ให้รู้เท่าทันตัวสังขารปรุงแต่ง จนควบคุม กำเนิดของสังขารได้  การเจริญสติ เหมือนกับการดูแลตัวเอง เห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหว เห็นจิตใจที่มันลักคิดไป รู้เท่าทันอยู่เสมอ  พอรู้สึกตัวว่าลักคิดไป  ความลักคิดก็หยุดลง ก็เท่ากับว่าเราได้สอนจิตแล้ว เมื่อจิตถูกสอนบ่อยเข้า จิตก็จะเชื่องลง ง่ายที่จะไม่ลักคิด ง่ายที่จะรู้ ก็จะรวมมาเป็นตัวรู้ ตัวดู การสอนตัวเอง มีค่าก็ตอนที่มันหลงคิดไป และได้พบเห็นเมื่อมันหลง เป็น บทเรียนที่ดีมาก เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

      ความรู้สึกตัวเท่านั้นที่จะเห็นความหลง   ไม่ใช่ความสงบแบบไม่รู้อะไร  ความสงบใต้โมหะ ความรู้สึกตัวต่างหากจึงจะเข้าสู่ความหลุดพ้นได้ พอมี ความรู้สึกตัว ก็มีความหลุดพ้นอยู่ในนั้นแล้ว เช่น ตาเนื้อเมื่อเราเห็นงู งูก็ไม่ได้กัดเรา

         การเจริญสติจนชำนาญ   เข้าถึงสภาวะที่เห็น   นี่แหละคือดวงตาที่เห็น ธรรม   เห็นทุกข์มันจึงพ้นจากทุกข์ได้ ในหลักของอริยสัจสี่ เห็นทุกข์ ออกจาก ทุกข์ พ้นจากทุกข์ได้แล้ว เป็นสามประการ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ และเห็นมรรค ก็เช่นกัน
 
     การปฏิบัติธรรม จะเป็นวิธีใดๆก็ตาม จะต้องเป็นการเจริญสติ  มีสติ ถ้าไม่มีสติก็ไม่ชื่อว่าปฏิบัติธรรม    การเจริญสติเป็นหลักสากล  ท่านจะมาจาก ศาสนาใด ชาติใด เพศใด วัยใด ก็ตาม
 
         ถ้าท่านหายใจเข้าออกรู้สึกตัว  พลิกมือยกมือรู้สึกตัว  ก็คือคนๆเดียวกัน  รู้อย่างเดียวกัน  นี่คือ ศาสนธรรม พบกันที่จุดนี้
     ความรู้สึกตัวไม่ใช่เป็นพิธี มันคือความรู้สึกตัว มันเป็นของผู้รู้สึกตัว เราอย่าไปมองว่า  มันเป็นรูปแบบเท่านั้น  มันเป็นการสร้างความรู้สึกตัว มันไม่ใช่ลมหายใจ มันไม่ใช่สร้างจังหวะ มันสร้างความรู้สึกตัว

     การปลูกข้าวต้องรอนานครึ่งปี  จึงจะได้รับผล การเจริญสติ ปลูกสติ ไม่ต้องรอแม้แต่เสี้ยววินาที  รู้ได้ทันที หายใจเข้าก็รู้ได้ทันที หายใจออกก็รู้ได้ทันที ยกมือก็รู้ได้ทันที  เป็นปัจจัตตัง  รู้เอาเอง เห็นเอาเอง ไม่ต้องไปถามใครตอบ เอาเองได้       

   การเจริญสตินี้แหละ  คือการสร้างบารมี   เป็นที่เกิดขึ้นของความดีทั้งหลาย ความรู้สึกตัวเปรียบเสมือนรอยเท้าของช้าง ถ้าเอารอยเท้าของสัตว์อื่น มารวมกัน ก็มาลงที่รอยเท้าของช้างได้  ธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลาย    เอามารวมลงที่ความรู้สึกตัว  ความรู้สึกตัวเป็นชีวิตจริง เป็นปัจจุบัน  ถ้าปัจจุบันดี อนาคตก็ดี ถ้าปัจจุบันดี อดีตก็ดี
 
          พรุ่งนี้มีอยู่  แต่ว่าไม่มีใครเห็นพรุ่งนี้   มีแต่เห็นปัจจุบัน อดีตชาติมันไม ่ใช่ตั้งแต่เรายังไม่ได้ออกจากท้องของแม่  ผู้เป็นปุพเพกตปุญญตา  บุคคลผู้ได ้ทำความดีไว้ในปางก่อน ปางก่อนคือปัจจุบันนี้ ไม่ใช่จะมุดท้องแม่ไปแก้กรรม ในชาติปางก่อน

          คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นปัจจัตตัง  ต้องรู้ได้เห็นได้ขณะนี้ ทำดีขณะ นี้ ละชั่วขณะนี้  ผู้มีความรู้สึกตัว มันก็ละความชั่ว ทำความดี จิตก็บริสุทธิ์  รวมแล้วก็คือคนเรานี้แท้ๆ  ความรู้สึกตัวก็ กาย วาจา จิต  ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิด ที่กาย วาจา จิต  ความรู้สึกตัวจึงเป็นที่เกิดของบุญกุศล    บุญกุศลเกิดขึ้นที่กาย วาจา และ จิตใจของคนเรานี้เอง
 
        ความรู้สึกตัวเป็นที่เกิดของมรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพาน ก็คือ เรื่องของกาย วาจา และ จิต
 
       ความรู้สึกตัว ก็ปิดอบายภูมิได้ อบายภูมิก็เกิดขึ้นจากกาย วาจา และจิต ใจ

       ความรู้สึกตัว ก็คือเคารพนับถือพระพุทธศาสนา
 
       ความรู้สึกตัว ก็ไม่ได้พูดชั่ว ไม่ได้คิดชั่ว ไม่ได้ทำชั่ว ไม่มีทุกข์  ไม่ได้เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่นสิ่งอื่น

       ผู้มีความรู้สึกตัว  ก็คือผู้ที่เคารพพ่อแม่ เคารพครูอาจารย์  การเคารพ พ่อแม่  รักพ่อแม่ รักบุตร  ภรรยา สามี รักพี่ รักน้อง ก็อย่าเป็นคนชั่ว อย่าพูดชั่ว อย่าทำชั่ว อย่าคิดชั่ว และ อย่ามีทุกข์ อย่าทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ อย่าทำให้ผู้อื่น เป็นทุกข์

     การรักและเคารพ ไม่ใช่เรื่องเอามาคิดห่วงจนนอนไม่หลับ ความรัก ก็ต้องนอนให้หลับ อย่ามีทุกข์  คิดมากจนนอนไม่หลับ  ก็จะเกิดการเจ็บป่วยเข้า ตัวเองก็จะลำบาก เป็นทุกข์ ผู้อื่นก็เป็นธุระ เป็นทุกข์

     ความรู้สึกตัวเป็นการพัฒนาชีวิตครบวงจร สุขภาพก็จะดี สังคมก็จะดี สิ่งแวดล้อมก็จะดี ตลอดถึงเศรษฐกิจก็จะดี  เพราะความรู้สึกตัว มันจะเปลี่ยน ความร้ายให้กลายเป็นดี เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก  เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นไม่ทุกข์  ตลอด ถึงเปลี่ยนความโกรธ โลภ หลง ให้เป็นความไม่โกรธ ไม่โลภ และ ไม่หลง นี้คือผลของความรู้สึกตัว
 
      เมื่อมีความรู้สึกตัวมาก ความหลงก็จะหมดไปมาก ที่สุด ก็หมดพิษภัย จนเป็นชีวิตที่เข้าสู่อมตธรรม เป็นชีวิตนิรันดร อยู่เหนือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ก็จะพบได้ในชีวิตนี้นี่เอง

      เมื่อทุกคนมีความรู้สึกตัว    คนทั้งโลกก็จะอยู่กันด้วยความสงบร่มเย็นได้ ในเพียงพริบตาเดียว อยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า

ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
 ๑๕ กันยายน ๒๕๓๗


 4 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 11:51:00 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ต่อ......

หยุดการแสวงครูอาจารย์  มั่นใจเพราะได้พบเห็นเข้าจริงๆ  ได้สัมผัสกับ ตัวเองเข้าจริงๆ  ได้ทิศได้ทางลืมตาขึ้นมา  ถ้าจะเปรียบกับการเรียนหนังสือ ก็พออ่านออกเขียนได้  ช่วยตัวเองได้บ้าง รู้เรื่อง รู้ราว ว่าผิดถูกอย่างไร รู้จักแก้ รู้จักไขออก เปิดออก ถือเอาอาการแก้ไขเป็นศิลปะ ขยันแก้ เห็นผิดก็แก้เป็นถูก ได้ทันที มันเกิดขึ้นมาให้เราแก้ กระตือรือร้นในการแก้ไข เปรียบความร้ายให้กลาย เป็นความดี เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้จริงๆนะ
   
   ในรูปในนามนี้ ก็รู้แล้วเห็นแล้วจริงๆ ธรรมชาติอย่างไร อาการอย่างไร ไม่ได้จำนน   เหมือนเมื่อก่อน   เป็นอิสระ  ปลดปลอดตนเองได้   มันเป็นสูตร ของชีวิตจริงๆ ก็แก้ได้จริงๆ หลุดพ้นออกมาได้จริงๆ
 
        ขณะนั้นมันก็มีปีติสุขอยู่สองสามวันนะ ทบทวนกับภาวะที่ได้พบเห็นมา ไม่ใช่นั่งคิดนอนคิดนะ  มันพบเห็น มันมีโอกาสพบเห็นนะ  ก็เดินจงกรมอยู่ สร้างสติอยู่อย่างนั้นแหละ  มันเป็นธรรมวิจยะ มันเป็นโยนิโสมนสิการ  มันไม่ใช่คิดนะ จิตใจมันดี  มันไม่เคยพบเห็น ความทุกข์บางอย่างก็หมดไป ความลังเลสังสัยก็หมดไปจริงๆ  เป็นชีวิตที่เปลี่ยน ล่วงพ้นภาวะเก่าจริงๆ

         พูดถึงตอนนี้ มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิต  มันเป็นประสบการณ์ของชีวิต  ขอพูดสักหน่อย ขณะนั้น พอดีหลวงพ่อเทียนเดินมาหา ท่านถามว่า "เป็นอย่างไร?"  ก็ตอบท่านอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย บอกท่านว่า “ผมรู้จักรูปนาม ครับหลวงพ่อ” หลวงพ่อเทียนก็ทักท้วงขึ้นว่า “โอ!..คนไม่รู้จักรูปนามก็คนบ้า แล้ว” ก็ตอบท่านทันทีเลยว่า  “ครับแต่ก่อนผมบ้าจริงๆ   แต่บัดนี้ผมไม่บ้าแล้ว”

    หลวงพ่อเทียนก็เดินกลับไปกลับมาอยู่ข้างๆ นั้น  เห็นต้นข่าขี้หมู่ร่มรื่นดี  เราใช้ที่นั้นทำความเพียร เราก็นั่งอยู่ ก็อยากจะพูดแต่ก็อดเอาไว้ รอฟังหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อเทียนไม่พูดอะไรอีก ก็จะพูดให้หลวงพ่อเทียนฟัง หลวงพ่อเทียน ท่านก็พูดว่า  “รู้จักรูปนามก็พอปานนั้นแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร” ก็ตอบท่าน ทันทีเลยว่า  “ มีประโยชน์ครับหลวงพ่อ ผมหมดทุกข์ได้มากจริงๆ หายโง่มากแล้ว จริงๆ    หมดความลังเลสงสัย เป็นชีวิตที่เปลี่ยนจากเดิมจริงๆครับ มันไม่เคย รู้เห็นอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่ผมรู้เห็น มันมีอยู่จริงๆ”  มันอยากจะพูดไปมากๆ นะ แต่ว่าอดเอาไว้  อุปมาเหมือนกับ เรามีเงินหมื่นเงินแสนอยู่ในกระเป๋า ใครจะมาว่า เราไม่มีเงิน เราจะไปเชื่อได้อย่างไร  เงินก็ใช้ได้จริงๆนะ เราก็คอยฟังหลวงพ่อ ท่านจะพูดอะไร ถ้าท่านไม่พูดก็จะพูดไปอีกหลายอย่าง มันกล้าน่ะ

         หลวงพ่อเทียนก็พูดว่า  “มีประโยชน์ก็ประโยชน์น้อยๆ เหมือนกับ กบโคก กบภูเขา มันไม่เคยพบน้ำ แต่มันตะเกียกตะกายมาเจอน้ำในกะลามะพร้าว มันก็ดื่มกินได้ มุดได้  แต่มันเป็นน้ำในกะลา ถ้าเป็นสุขก็เป็นสุขเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นความรู้ก็เป็นความรู้น้อยๆ มันยังมีน้ำในอ่าง  น้ำในบึงอีกมากนะ คุณมีความรู้ก็เป็นความรู้เบื้องต้นเล็กน้อย คุณทำอย่างมันรู้ได้จริงๆ หรือ?”
 
     ก็ตอบท่านว่า “รู้ได้จริงๆครับ ตอนที่เป็นฆราวาสอยู่   ผมก็ยังไม่เคย  รู้เคยเห็นมาก่อน”

       “ถ้าคุณทำมากกว่านี้ มันจะไม่รู้มากกว่านี้หรือ?”

      “ครับ ผมจะทำต่อไปโดยที่ไม่ลังเลใจ ผมไม่ทำแบบอื่นอีก”

         หลวงพ่อเทียนท่านก็บอกสอนไปหลายอย่าง   ท่านก็บอกให้ทำจังหวะ ไวๆกว่าแต่ก่อน   เดินจงกรมให้ไวกว่าแต่ก่อน  ให้บำเพ็ญทางจิต  มีสติดูกาย  มีสติดูจิต  มีจิตดูจิต  ให้คุณดูให้เห็นทุกข์นะ ดูรูปทุกข์ นามทุกข์ รูปธรรม(ทำ) นามธรรม(ทำ) รูปโรค นามโรค รูปสมมตินามสมมติ  เราก็มีความมั่นใจมาก มันกบอกทางอยู่แล้ว คล้ายๆกับเราจะรื้อบ้าน  มันก็บอกจุดที่จะรื้อ ทำก่อนทำหลัง ทิศทางมันก็ไปทางนั้นอยู่แล้ว  เหมือนกับเราเหยียบเส้นทางได้  ก็เดินไปคล่องตัว ได้โอกาส ได้จังหวะสะดวก
 
          พอดูมันก็เห็นทุกข์  เห็นรูปทุกข์ เห็นนามทุกข์  ความทุกข์ของรูปมีมาก  คล้ายกับว่ามาเข้าแถวให้ดู นับตั้งแต่การหายใจเข้าหายใจออก มันก็แกทุกข์ของ มัน การกลืนน้ำลาย กระพริบตา การยืน  เดิน  นั่ง นอน การกิน การขับถ่าย ก็ เป็นการบรรเทาทุกข์ของมัน รูปนี้มันเป็นก้อนทุกข์มากมาย จนไม่สามารถ ที่จะเอามาพูดในที่นี้ได้ พอมาเห็นเข้าอย่างนี้ มันสลดใจ สงสารรูป น้ำตาซึมเลย  แต่ก่อนเราก็สูบบุหรี่ เราจะยังเอาบุหรี่มาให้รูปมันคาบสูบอีกหรือ ต้องเป็น ธุระต่อรูปอีกหลายอย่าง  บุหรี่หล่นไปเลย  กระทบกระเทือนไปถึง ความโกธ  โลภ หลง ที่ทำให้รูปเป็นทุกข์  นามก็เป็นทุกข์ เห็นรูปทุกข์ นามทุกข์ ระหว่างรูปกับนามก็มีผลกระทบต่อกัน ไม่เป็นธรรมต่อกัน  เช่น ความร้อน ความหนาว หิวกระหาย เจ็บปวด ก็ทำให้นามคือจิตใจเป็นทุกข์  ความโกรธ โลภ หลง คิดเศร้าโศก  ก็ทำให้รูปเป็นทุกข์  จนนอนไม่ได้กินไม่ได้ บางทีจนเกิด โรคภัยไข้เจ็บ เกิดอัมพาต เพราะคิดมาก เกิดโรคกระเพาะอาหาร สารพัดอย่าง

         ขอยกตัวอย่าง สมัยหนึ่ง ไปสอนธรรมที่ภาคเหนือ มีพระไปด้วยกัน 3 รูป ก็นั่งรถสีส้ม (รถร่วม บ.ข.ส.ไม่ปรับอากาศ)  เขาให้นั่งข้างหลังอัดกันแน่น เป็นฤดูร้อน อากาศอบอ้าวมาก  บางทีก็จอดนานๆ โดยไม่เปิดพัดลม พระที่ไป ด้วยกันก็บ่นว่า ไม่ไหวๆ.. แย่ๆ...ตายๆ... ดูหน้าตาก็แสดงถึงความทุกข์มาก เหงื่อไหลโชกเลย เราก็นั่งอยู่ข้างๆกัน ก็พูดในใจว่า  ไม่ตายๆ....  ไม่แย่ๆ... ไม่เป็นไร เป็นเช่นนั้นเอง  พูดอยู่ในใจนะ

         ผู้ที่ไม่รู้จักธรรมชาติและอาการของกายใจ   ความร้อนก็เอามาลงโทษ  ใจเป็นทุกข์ มีตัวตนอยู่ในความร้อน   หมดตัวไปกับความร้อนจนเป็นทุกข์   ถ้าเรารู้แจ้งก็รู้จักแยกออกจากกัน ระหว่างรูปกับนาม ไม่ต้องกระทบกระเทือน ต่อกันและกัน

        พอเรามารู้แจ้งอย่างนี้ ก็เกิดความเป็นธรรมขึ้น  ระหว่างรูปกับนาม  ภาวะที่เข้าไปเห็น ความรู้สึกตัวเข้าไปดู มีความเป็นกลาง เกิดมีความเป็น ธรรมขึ้นมา
 
     ความรู้สึกตัวเป็นแหล่งแห่งความดีทั้งหลาย เป็นตลาดนัดของความดี  ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นจากตัวเราก่อน ถ้าเราจะไปแสวงหาความเป็นธรรม ข้างนอก คงยากลำบาก ตาวิเศษ มันรู้เห็นเข้าอย่างนี้   คล้ายกับว่ารูปกับนาม จะไม่มีการเบียดเบียนกันอีกต่อไป  เป็นกองของใครของมันตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา จนตราบเท่าทุกวันนี้

         เรารู้แจ้งแล้วว่า  ธรรมชาติของรูปเป็นอย่างไร  อาการของรูปคืออะไร ธรรมชาติของนามคืออย่างไร   อาการของนามเป็นอย่างไร  มันทบทวนในสิ่ง ที่รู้เห็นมาแล้ว  ก็ทำให้เกิดการกระจ่างขึ้น หลุดพ้นได้จริงๆ ทะลุไปถึง เห็นทั้ง รูปโรคนามโรคซ้ำเข้าไปอีก  โรคของรูป  โรคของนาม  ก็มีมากมายจนนับ   ไม่ถ้วน เกิดการเบื่อหน่ายในทุกข์มากๆทีเดียว เห็นแจ้งในทุกข์ และอยากออก จากทุกข์ได้
 
       รูปทำ  นามทำ  มันทำดี มันทำชั่ว ก็เพราะรูป ก็เพราะนามนี้ มันจะละ ความชั่ว  ทำความดี  ก็เพราะรูป ก็เพราะนามอันนี้ ก็เกิดความมั่นใจเข้าจริงๆ ว่ารูปธรรมอีกแบบนี้ก็มีนะ นามธรรมแบบนี้ก็มีอีกนะ  มันเป็นธรรมชาติของมัน อย่างไร  รู้รอบ รอบรู้เข้าไปอีก  มันเป็นไปเอง ธรรมชาติมันถูกเปิดเผยออก  ทุกข์อยู่ที่ไหน  ก็พบเห็นจนหมดสิ้น คล้ายๆเป็นอย่างนั้น
 
        มันได้หลักฐานของชีวิตแล้วบัดนี้ มันเป็นสูตรของมัน สูตรผิดก็มี สูตรถูก ก็มี แต่ก่อนเราก็เชื่อความคิดอะไรต่างๆไป เช่นเรื่องบุญก็คิดเอา คิดเอาจาก คนอื่น สิ่งอื่น  คิดว่าจะได้บุญจากสิ่งนั้นสิ่งนี้นอกตัวเราไปหมด  บางทีก็เป็นคำพูด อ้อนวอนเอา  เป็นแต่เพียงพิธีไปซะ  ทำนอกตัวไป  บาปก็กลัวในความคิด คิดกลัว ตกนรก กลัวเป็นเปรต อสุรกาย

         บัดนี้มันพบเห็นเข้า ละความชั่ว ทำความดีเอาเอง เอารูปเอานาม นี้ละชั่วทำดี  ทำดี มันก็ดี ทำชั่วมันก็ชั่ว นี้คือศาสนา ศาสนาก็คือตัวตนคนนี้ คือไม่คิดชั่ว ไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว  ถ้าใครยังคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วอยู่  เขาก็ยัง     ไม่มีศาสนาเลย แม้เขาจะว่า  “พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง  คัจฉามิ  สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” เขาก็ยังไม่มีศาสนา  ว่าแต่ปากเฉยๆ  เป็นภาษานก   แก้วนกขุนทองไป

         จิตใจมันดี  ใจดี  ใจรู้แจ้งเห็นจริง ฉลาดกว่าแต่ก่อน นี้คือบุญ  คือกุศล  มันไม่มืดแปดด้านเหมือนเมื่อก่อน
 
   ตาวิเศษพบเห็นเข้าอย่างนี้ มันสัมผัสเอาอย่างนี้ ไม่ต้องไปถามใครอีก ว่าได้บุญไหม เป็นบาปไหม อุปมาเหมือนเรากินข้าวอิ่มแล้ว เราจะยังไปถามคนอื่น หรือว่ากินข้าวอิ่มหรือยัง มันตอบเอาเอง มันไม่มีคำถาม มันมีแต่คำตอบ คนอื่น ตอบให้ก็ไม่ถูก ตัวเราต้องตอบเอาเอง
 
       ถ้ามีการดู มันก็เกิดการเห็น ถ้าเห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็น การหลุดพ้น มันก็มีอยู่ตรงนั้นแล้ว  ความทุกข์มันบอก ความทุกข์ต่างๆมันบอก เกี่ยวข้อง กับมันถูก ทุกข์บางอย่างบรรเทา ทุกข์บางอย่างกำหนดรู้ ทุกข์บางอย่างต้องละ

    แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้งเห็นแจ้ง ก็นึกว่าตัวตนทั้งหมด ที่แท้มันเป็นของมัน อยู่เช่นนั้น  กว่าจะมารู้เห็นอย่างนี้เกือบตายทิ้งไปเปล่าๆ  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นงูเป็นปลา  พอมีตาวิเศษก็ได้ พบเห็นเข้าจริงๆ  คือออกจากทุกข์จริงๆ  ที่เรียก ว่า “พุทโธ” คือมันตื่นจากทุกข์จริงๆ  ถ้าจะว่าแล้ว ก็เข้าถึงพุทธศาสนาได้แล้ว บัดนี้  จิตใจมันรู้มันตื่น ออกจากทุกข์ มันไม่หลับ ไม่หลง ไม่ประมาท เบื่อ หน่ายในกองทุกข์ของรูปของนาม

           ความโลภ โกรธ หลง ไม่มีที่ตั้งแล้วบัดนี้ เห็นลู่ทางเห็นหลักฐานแล้วบัดนี้ ว่าเท็จจริงอย่างไร  ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้าอย่างนี้ มันเกิดปีติ เหมือนกับเรา ทำงานอะไรที่มันสำเร็จ ก็มีการภูมิใจบ้างเป็นธรรมดา

       ความจริงมันบอก  ธรรมชาติมันสอน มันได้จังหวะได้โอกาส มันไปเห็น สมมติ เห็นบัญญัติ  ทะลุไปนะ  ต่างจากคำพูดนี้มาก  เป็นปรากฏการณ์เหมือน แสงสว่างทำลายความมืด ถึงคราวมันต้องเป็นอย่างนั้น  มันบอกทาง ได้กระแสธรรม คล้ายเป็นอย่างนั้น เป็นสมมติ  เห็นบัญญัติ มันทะลุไปทางนั้น  มันอยู่ไม่ได้ มันเอียงไปสู่ความพ้นทุกข์ก็ว่าได้ สิ่งใดที่เป็นไปในทางให้เกิดทุกข์ เกิดหลง มันชนเข้าไปกระจุยกระจายไปเป็นอย่างนั้นนะ

     การเข้าไปเป็นสมมติ เหมือนกับว่า มันตกแหล่งแห่งตัวกูของกู ความ โง่หลงงมงายทั้งหลายอยู่ในดงของสมมติทั้งนั้น ตาวิเศษพบเห็นเข้าเช่นนั้น ไม่มีอะไรปิดบังได้ มันก็รื้อถอนความโง่หลงงมงายออกจากจิตใจได้จริงๆนะ  มันเบากาย เบาใจจริงๆ นะ อุปมาเหมือนกับเราหาบของหนักเดินทางไกลหลายวัน พอมีคนมารับของหนักออกจากบ่าเรา  แทบจะเดินไม่เป็นเลย  มันเบาเอามากๆ นะเหมือนเดินไม่ได้เหยียบพื้นดิน จิตใจก็เบาว่างไปเลย  เกิดการเบากาย เบาจิตใจจริงๆ ความโง่หลงงมงายแตกกระจุยกระจายไป ยังไม่ทันได้คิดหา เหตุผลอะไรเลย  มันหลุดหล่นไป  เหมือนกับเราสบตากับสัตว์ป่า  พอเราเห็นมัน มันเห็นเรา มันก็วิ่งหนีไปเลย ยังไม่ได้ขับไล่อะไร   สมมตินี้มีมากเหลือเกิน เต็มโลก ไม่สามารถพรรณาได้ทั้งหมด เป็นวัตถุสิ่งของ เป็นคำพูด คำจา ชื่อเสียงเรียงนาม สมมติบัญญัติเอาทั้งนั้น  จริงแบบสมมติ ไม่จริงแบบปรมัตถ์  มีตัวมีตนอยู่ในสมมติบัญญัติเต็มไปหมด กูรัก กูชัง กูได้ กูเสีย กูชอบ กูไม่ชอบ   ของกู   ของมึง   กูดีกว่ามึง   มึงเลวกว่ากู  มึงๆ กูๆ เต็มไปหมด จนกลายไปเป็น อุปาทาน  เกิดการขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน ของกู ของมึง  หมดตัวไปกับสมมติ  สมมติขึ้นมาแล้วก็ว่าชอบ สมมติขึ้นมาแล้วก็ว่าไม่ชอบ ของอย่างเดียวบางทีก็ ชอบบางทีก็ไม่ชอบ  สมมติเอาว่า”ดี””ไม่ดี” สมมติขึ้นมาแล้วก็กลัว สมมติขึ้น มาแล้วก็กล้า มีวัตถุ อาการต่างๆ ในตัวนอกตัว เต็มโลก ทับถมจิตใจของคน ผู้ไม่รู้แจ้งรู้จริง

         สมัยก่อนก็เป็นหมอไสยศาสตร์ เล่าเรียนคาถาอาคมต่างๆมาก บริกรรม ตลอดทั้งคืนก็ไม่จบ ต้องบริกรรมเป็นบางคาถาไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามีคน มาเอาไปไล่ผีขับผี  ก็ต้องบริกรรมคาถาขับผีไล่ผี  ถ้าไม่บริกรรมคาถา จะไม่แคล้ว คลาด   บางคาถาต้องบริกรรมให้ตัวใหญ่คับห้อง หนังหนา ดูมีดปลิวเหมือนกับ ใบหญ้า จึงหยุดได้  ถ้าบริกรรมแล้วตัวไม่ใหญ่ หนังไม่หนา หยุดไม่ได้ คาถาจะไม่แคล้วคลาด มันเป็นเอาขนาดนั้น นึกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ บ้าหอบฟาง แล้วเรา
 
        แต่ก่อนก็สักยันตร์เต็มตัว  แต่เป็นสีแดงจึงดูไม่เห็น ถ้าเป็นสีดำแล้วก็ คงจะเป็นอนุสาวรีย์แห่งความโง่หลงงมงาย   มันตกแหล่งแห่งความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง จริงๆนะ    เอาไม่อยู่เลย    มีแต่ความรู้ทะลุปรุโปร่งไปหมด   มันจะเป็น จินตญาณไป  คิดรู้อะไรมากๆทีเดียวนะ มันรู้อยู่แบบนี้หลายวัน  บางที มันไม่ได้กำหนดการเคลื่อนไหวเลย  มีแต่นั่งรู้ไป  อมยิ้มอยู่อย่างนั้น  มันเป็นปีติ   สุขบอกไม่ถูก  ไม่เคยรู้เคยเห็นมาแต่ก่อน รู้แจ้งหลุดพ้นได้จริง มันจะไปเอาความรู้ มันจะไปเอาความสุขนะ

     แต่ว่าได้ยินหลวงพ่อเทียนท่านสอน ในเวลาทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น เรา ฟังแล้วก็นำมาประกอบกับการปฏิบัติ   ท่านสอนว่า  “เวลามันรู้ ก็อย่าเข้าไป เป็นผู้รู้นะ เวลามันมีสุข ก็อย่าเข้าไปเป็นผู้สุขนะ ให้ดูให้เห็นมัน อย่าเข้าไปเป็นนะ”

     หลักนี้ยอดเยี่ยมมาก เป็นสูตรที่ผ่านได้ตลอด ถ้าจะเปรียบก็เหมือน ทางฟรีเวย์ ไฮเวย์  หรือทางด่วนอะไรทำนองนั้น มันผ่านได้ตลอด  ไม่มีติด จราจรของชีวิตคล่องตัวดี  พบเห็นสิ่งใดมา มันบ่งบอกความจริง  ความผิด ความถูก มันบอก   เห็นความทุกข์    มันจึงหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  เห็นผิด มันจึงมีถูก เห็นความโง่หลงงมงาย มันจึงเกิดความฉลาด
 
   ก็ได้ประสบพบเห็นมาจริงๆนะ  สภาวะการดูการเห็นนี้ประเสริฐ   มัน  ก็มีการหลุดพ้นอยู่ในนั้น  เช่นเราเห็นงูๆก็ไม่ได้กัดเรา เห็นทุกข์ก็พ้นจากทุกข์ เห็นหลงก็เกิดความรู้ฉลาด ไม่โง่อีก  มีความมั่นใจ  เช่นเห็นสมมติบัญญัติ วัตถุ ุอาการต่างๆ ดังที่ว่ามาแต่ก่อน  เราก็ไม่เอาดีจากสิ่งอื่น วัตถุอื่นนอกตัวไป คิดว่าสิ่งอื่นจะช่วยเรา รุ่นนั้นรุ่นนี้ รุ่นกูทำเอง อะไรทำนองนั้น

          ตาวิเศษ มันดูมาตั้งแต่ต้นแล้ว  เกรดมันดี มันสนับสนุนนะ ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนการเรียนหนังสือนะ  มันก็จบชั้นประถมมาดี  เกรดมันดีก็เข้าต่อชั้น มัธยมได้ดี เกรดมันดีก็ต่อไปชั้นอุดมฯ    หรือเปรียบเสมือน นายช่างที่เขามีฝีมือดี ก็เลี่อยเล่มเก่าของเขานั่นแหละ ฆ้อนก็อันเก่า สิ่วก็อันเก่า เขาใช้มานานจน มันเป็นศิลป์  มีฝีมือเยี่ยม ชำนาญ เป็นอย่างนั้น เกรดมันดีมาตั้งแต่ต้นโน้น ตั้งแต่เห็นรูปเห็นนาม  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็น  นี้แหละทางแท้ๆ  ทางผ่านได้ ตลอด มรรคแท้ๆ พบทางจริงๆ  มันเป็นชัยภูมิของนักรบก็ว่าได้ เราเป็นชาว ชัยภูมิ นั่นมันเป็นภูมิลำเนาที่อยู่ แต่ชัยภูมิที่อยู่ของพระโยคาวจรแล้ว ก็จงอยู่ตรงที่เป็นผู้ดูนะ อย่าเข้าไปเป็นอะไรกับมันง่ายๆนะ ให้เห็นมัน อย่าเข้าไป เป็นอะไรที่มันเกิดขึ้น อันเกี่ยวกับกาย เกี่ยวกับจิตใจ  ให้เราทำหน้าที่เป็นผู้ดู  อย่าเข้าไปเป็นนะ
 
     นี่คือตาวิเศษแท้ๆ มันก็เปลี่ยนไป เป็นชีวิตที่ใหม่เอี่ยมกว่าแต่ก่อน ถ้าจะเปรียบเหมือนรถก็ดังที่ว่ามา ก็ฟิตใหม่แล้วบัดนี้ปกติใช้ได้ ล่วงพ้นจาก สภาพเดิมจริงๆนะ

         ตาวิเศษก็ได้นำพา ท่านดู ท่านรู้ ท่านเห็นอะไรมา ล้วนแต่เป็นเรื่องจริง ที่มีอยู่ในรูปในนามนี้จริงๆ  มันไม่ใช่มานั่งคิดรู้คิดเห็นอย่างโน้นอย่างนี้นะ  เราก็สร้างสติไปอยู่อย่างนั้นแหละ เดินจงกรมไปอยู่อย่างนั้น ตอนนี้ไม่ได้เรียก ว่าคิดนะ ตัวกายตัวจิตตัวรู้ มันรวมกันมาเป็นถึงภาวะที่ดูเข้านะ  มันเป็น ญาณปัญญาหยั่งรู้ทะลุไปเอง  เป็นพลังแห่งปัญญาญาณ  เราก็ดูไป มีสติดี พบเห็นอะไรที่ผ่านมา  หลุดพ้นอะไรมาเรารู้เอง หลุดพ้นมาเองแล้วอย่างไร  สิ่งที่เราพบเห็นมาแล้วนั้น มันเป็นเสมือนกองเชียร์  เป็นกองเชียร ์คล้ายกับ เขาไปแข่งกีฬา  หรือว่าคล้ายกับสิ่งที่เราพบเห็นมานั้น มันเป็นกองเสบียง สนับสนุนไม่ให้เปลี่ยว  สภาวะที่ดูนี้  มันได้หลักมาตั้งแต่โน้นแล้ว มันเป็น เกรดดีนะ  เกรดมาดี  คล้ายกับเราเรียนดี  จบชั้นประถม เข้าชั้นมัธยม และ ชั้นอุดมฯต่อไปอย่างง่ายดาย  เป็นอย่างนั้น บางผู้คน ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขา ก็บอกว่ารู้อะไรมามาก พูดได้ดี พูดได้ถูก แต่ว่าการแสดงออกบอกถึงความไม่รู้  การกระทำ คำพูดจาอะไรต่างๆ บอกถึงความไม่รู้นะ หรือ ว่ารู้แบบจำเอามา เขียนตามเขาอย่างนั้น เกรดมันไม่ดี เลยไปไม่ได้

        เหมือนต้นปีที่ผ่านมานี้  มีโครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน แล้วก็ส่ง ไปเรียนต่อ 10 กว่ารูป ไปอยู่สำนักเรียนมัธยมภาคกลาง อยู่ได้ปีหนึ่ง ทางสำนักเรียนเขาส่งกลับมาหนึ่งรูป  เขาบอกว่าอ่านหนังสือไม่ได้  จบ ป.6 แล้วอ่านหนังสือไม่ได้ ซ้อมอย่างไรก็ไม่ไหว ช่วยอย่างไรก็ไม่ไหว ก็เลยส่งกลับมาที่วัด ไปไม่ได้  จบ ป.6 อาจเขียนตามเขาอย่างนั้น เลยไปไม่ได้

       ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนอาจเป็นอย่างนั้นก็มี    มันไปไม่ได้   ยังถูกสังขารมันหลอกเอา  มารคว้าเอาไปเสีย

        สภาวะที่ดูแล้วเห็น เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี่ ผ่านได้จริงๆนะ หลุดออก มาได้จริงๆ  เห็นทุกข์ก็หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง  อารมณ์เบื้องต้นตั้งแต่พบเห็น รูปนาม มันปลดปล่อยตัวเองมาเรื่อยๆ  มันลบคงเหลือสูญมาเรื่อยๆ มันกลับ ไม่ได้ เราได้หลักจริงๆ เช่น 5 - 5 มันก็คงเหลือสูญจริงๆ  ตั้งแต่เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เบื้องต้นโน้น ก็เอาทิ้งไว้โน้นแล้ว  อยู่คนละโลกกันแล้ว อยู่คนละพบชาติแล้ว จนมาเห็นสมมติบัญญัติ วัตถุปรมัตถ์ต่างๆ  ก็หลุด ออกมาได้แล้ว เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความไม่ใช่ตัวตนอะไร  เอาทิ้งจนเกลี้ยงเกลาสะอาดหมดแล้ว  มันไม่มีรกรุงรังอีกได้แล้ว ความ สะอาดกับความสกปรกมันบอกเรา ความหนักความเบามันบอก จะให้สกปรก อีกได้อย่างไร มันลบสูญมาเรื่อยๆ คล้ายกับเป็นอย่างนั้น

         ธรรมดาเมื่อเราทำอะไรนานๆเข้า ก็ย่อมชำนาญในการนั้นๆ ได้ความ รู้สึกตัว จนกระทั้งถึงภาวะที่ดู รู้เห็นในกาย ในจิตใจ ชำนาญในกาย ชำนาญ ในจิตใจ ง่ายที่จะไม่หลง ง่ายที่จะรู้ เพราะว่าได้ผ่านภูเขาแห่งความขวางกั้น  คือนิวรณ์ธรรม มาได้อย่างชัยชนะ เกิดความพร้อมไป   เห็นความคิด จ๊ะเอ๋กับ ความลักคิดเข้า คล้ายกับว่าความลักคิด มันจะออกมาจากประตู  สภาวะที่ดูนี้   อยู่ที่ประตูนั้นแล้ว  พบเห็นเข้าอย่างจัง  ความลักคิดหมดท่าไปเลย  ฉิบหายไปเลย สมน้ำหน้ามัน   คล้ายกับเป็นอย่างนั้น

          แต่ก่อนมันก็เห็นแต่เห็นแบบกลบเกลื่อน บัดนี้มันเห็นแบบเปิดเผย ตามทัน กลบเกลื่อนไม่ได้อีก  คล้ายกับว่า สภาวะที่ดูนี่เป็นผู้พิพากษาตุลาการ ตัวลักคิดนั้นเป็นจำเลย ยอมรับสารภาพต่อหลักฐาน  จำนนต่อหลักฐาน หนีไม่พ้น ความจริงปรากฏ ไม่มีทางที่จะหลอกลวงหรือกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป พ่ายแพ้ไปเลย  ตัวลักคิดนี่แหละคือตัวสมุทัย  ตัวสังขาร  มันหลอกมาตั้งนาน  พึ่งมารู้ทัน ในบัดนี้นี่เอง
 
         มันเป็นชัยนะอีกแบบหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้นะ  มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิต ขอพูดสักหน่อย    ตอนนั้นก็นั่งอยู่ในกุฏิ  อยู่ทางทิศเหนือของกุฏิหลวงพ่อเทียน  เป็นกุฏิที่มีฝาตีด้วยไม้หีบศพ กระดาษติดก็ยังไม่ได้แกะออก เอามาทำกุฏิหลัง เล็กๆนะ มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิตจริงๆ   ป่าพุทธอุทยาน เกือบสามสิบปีโน้น  การทำความเพียร  กระตือรือร้นกันมากนะ ฉันเช้าเสร็จแล้วอุ้มบาตรกลับกุฏิ   อย่างกำหนดจรดจ่อ  มีความรู้สึกตัว   ดูแลตัวเอง  นั่งอยู่ในกุฏิ  เปิดประตูเอาไว้ ครึ่งๆ กลางๆ  หลวงพ่อเทียนบอกไว้ว่า ถ้าทำความเพียรอยู่ในกุฏิ อย่าปิดประตู ทั้งหมด  เปิดเอาไว้  ถ้าผู้ใดปิดประตู ก็คิดว่านอนหลับกลางวัน เวลาหลวงพ่อไป ก็ไม่กล้าเคาะประตูเรียก กลัวว่านอนหลับเสีย

   นี้มันเป็นอดีตรำลึก  มันเป็นตราอยู่ในชีวิตจิตใจจริงๆ   ตาวิเศษได้พบเห็น กับความลักคิดเข้า  ความลักคิดพ่ายแพ้ไปเลย ล้มพังทลาย คล้ายกับเขาเล่น อะไรล่ะ ที่เขากลิ้งไปชนกับของที่เขาตั้งเอาไว้  (โบลิ่ง)  เห็นอยู่ในทีวีนะ มันล้มระเนระนาดไป คล้ายกับอย่างนั้นแหละ ล้มเป็นแถบไปเลย กระทบ กระเทือนไปหลายอย่าง

มีต่อ......


 5 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 11:48:22 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
      อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้ อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้

      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

     นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ

     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

   “แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”

       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
        พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

         มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา
 
     ตัวหลงคือ โมหะ  ก็เป็นปู่เป็นย่าของอกุศลทั้งหลาย  เป็นที่เกิดของ ความโกรธ โลภ หลง เกิดสังขารปรุงแต่ง เป็นทุกข์

       ถ้าเรามีความรู้ตัว  คือ ตาวิเศษดวงนี้ เหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน คนดูแลบ้าน  ถ้าบ้านมีเจ้าของก็ปกติปลอดภัย
 
         ความลักคิดนี้มันเถื่อน มันเป็นโสเภณีจิต จิตที่ไม่มีผู้ดูแล  ไม่มีเจ้าของ มันจะคิดอะไรก็ได้  แต่ก่อนเป็นอยู่อย่างนั้น เรายังไม่มีตาวิเศษ เราไม่เห็นมัน บัดนี้เราเห็นมันๆก็อาย ถ้ามันลักคิดทีไร เรารู้ทัน ก็เท่ากับเราได้สอนมันแล้ว เป็นบทเรียนที่ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี  เหมือนกับเราสอนลูก ครูสอนนักเรียน  เวลาใดที่ลูกทำผิดเราสอน นักเรียนทำผิดเราสอน  เราเฉลยให้เขา เขาก็ได้ความ ฉลาด  นั้นเป็นบทเรียนที่มีค่ามาก  จงใส่ใจตอนนั้นให้มากๆ  มันเป็น จุดอ่อน จุดผิด   ถูกอยู่ตรงนั้น เวลาใดที่มันผิด เราไม่เห็นมัน  ความผิดก็เอา ไปฟรีเลย เคยตัวจนเป็นนิสัย ก็ด้านไปเลย ทำผิดอย่างหน้าด้านๆไปเสีย

         เรามีตาวิเศษแล้ว เห็นตัวลักคิด แต่ก่อนเราไม่รู้ บัดนี้เรารู้ทันตัวลักคิด รู้ทันทุกครั้งที่   มันลักคิด  พอเห็นมันก็หยุด ก็ชื่อว่าได้สอนมันแล้ว ได้สอนจิต แล้ว ถ้าไม่มีตัวดูมันก็หลงคิดไป  นี่เราเป็นเจ้าของบ้าน เราเฝ้าบ้าน

          แต่ก่อนนี้มันง่ายที่จะหลงคิด บัดนี้มันง่ายที่จะรู้  มีประสบการณรู้เท่า รู้ทัน รู้แจ้ง ว่ามันเป็นอาการอย่างไร เป็นธรรมชาติอย่างไร
 
     ตาวิเศษก็เห็นแจ้งว่า  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มัน เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไร  เหมือนกับว่ามันเป็นของขยะ มันเป็น ของไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร   มันก็ไม่ยึดถือว่า เป็นตัว เป็นตนอะไร มันเอาไปทิ้งลงในขยะ คือ ไตรลักษณ์

       ความไม่เที่ยง  ความทุกข์  ความไม่ใช่ตัวตน  มันเป็นขยะ  ความโกรธ โลภ หลง หมู่นั้นมันเป็นขยะ  บัดนี้มันมีที่ทิ้ง  มันเห็นที่ทิ้ง  เหมือนกับว่า ถังขยะอยู่หน้าบ้านของท่าน มันมีที่ทิ้ง ก็เกิดการสะอาดขึ้นมาแล้วบัดนี้  ไม่มีขยะเหมือนเมื่อก่อนนะ แต่ก่อนมีแต่ขยะเต็มไปหมด มีรอยรัก รอยแค้น รอยได้ รอยเสีย โลภ โกรธ หลง เต็มไปหมด บัดนี้มันสะอาดจริงๆ

    ภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี้ เหมือนกับว่าเข้าอู่ซ่อม ก็ว่าได้นะ มันก็ปกติคืนมาได้จริงๆนะ  มันไม่มีรอย  ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่ง  ก็เหมือนกับว่า  กายใจของเรานี้ เปรียบเสมือนรถมือสอง เคยถูกชนมา ใช้มา มาก  ทรุดโทรมไปหมดเลยนะ   บัดนี้เหมือนกับเข้าอู่ซ่อม ความรู้สึกตัวนี้แหละ เป็นอู่ ภาวะที่ดูที่เห็น ไม่ได้เข้าไปเป็น เป็นนายช่างซ่อม  ก็ทำให้กายใจคืนสู่ ความปกติคืนมาได้จริงๆ  ใหม่เอี่ยมจริงๆ  ล่วงพ้นภาวะเก่าได้จริงๆ

มีต่อ......


 6 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 09:07:04 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ธรรมะปฏิสันถาร
.......................
   เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึง
สุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชปุจฉาว่า
"หลวงปู่ การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน" ฯ
   หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า
   "กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน"
****************************

หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร
.....................
   ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่ หลังจากเสร็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า "ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่
เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม" ฯ
   ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย หลวงปู่
ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า
   "อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง"
***********************

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
.........................
   พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่ในวันเข้าพรรษาปี 2499
หลังฟังโอวาทและข้อธรรมอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้ว หลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า
      "จิตที่ส่งออกนอก         เป็นสมุทัย
       ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
       จิตเห็นจิต            เป็นมรรค
       ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต      เป็นนิโรธ"
************************

สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
........................
   อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า "กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติ
ให้เต็มที่" ฯ
   หลวงปู่กล่าวว่า
   "ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด"
*************************

หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท
.......................
   ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำรา
คือ มีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าตนนั้นมีศีลถึง 227 ฯ
   "ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ"
************************

จริง แต่ไม่จริง
.........................
   ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในรูปแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ
   หลวงปู่บอกว่า
   "ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"
*************************

แนะวิธีละนิมิต
.........................
   ถามหลวงปู่ต่ออีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที หลวงปู่โปรดได้แนะวิธีละนิมิตด้วยว่า
ทำอย่างไรจึงจะได้ผล ฯ
   หลวงปู่พูดว่า
   "เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า
วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง"
************************

เป็นของภายนอก
........................
   เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2524 หลวงปู่อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ มีแม่ชีพราหณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า
เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตัวเองบ้าง บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ ฯ
   หลวงปู่อธิบายว่า
   "สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก"

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ฝากไว้
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
รวบรวมบันทึกไว้ โดย
พระโพธินันทมุนี(อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์)
๑ ก.ค.๒๕๒๘


 7 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 08:33:49 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระธรรมเทศนาบางบท - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

เรื่อง สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม

เราทั้งหลาย ต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้ อย่างเต็มภูมิ
ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ อย่าลืมตัวลืมวาสนา โดยลืมสร้างคุณงามความดี
เสริมต่อภพชาติของเรา ที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลง
และกลับกลายหายไป เป็นชาติที่ต่ำทราม

ท่านจึงสอน ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ หรือกำลังจน
จนน่าทุเรศ เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้น หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริง ๆ
ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดี กรรมชั่ว เรามีทางสร้างได้ เช่นเดียวกับผู้อื่น

ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือลืมตน
จนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยไม่ได้

กรรม คือ การกระทำดีชั่ว ทางกาย วาจาใจต่างหาก
ผลจริงคือ ความสุขทุกข์ มนุษย์ก็มีกรรมชนิดหนึ่ง ที่พาให้มาเป็นเช่นนี้
ซึ่งล้วนผ่านกำเนิดต่าง ๆ มา จนนับไม่ถ้วน ให้ตระหนักในกรรมของสัตว์
ว่ามีต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม ในชาติกำเนิด
ความเป็นอยู่ของกันและกัน และสอนให้รู้ว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมดี กรรมชั่ว เป็นของ ๆ ตน

เรื่องคนดี มีศีลธรรม

สมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา
ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลก เราแสวงหามา
หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ

อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถ ฉลาดรู้กว่าเขาเลย
ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตา ทับถมตัวเอง ไม่มีวันสร่างซา
เมื่อถึงเวลาจนตรอก อาจจนยิ่งกว่าสัตว์

พระธรรมเทศนา บทสั้นเรื่อง ไม่ควรติเตียน

การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริง
ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเอง ให้ขุ่นมัวไปด้วย
การกล่าวโทษผู้อื่น โดยขาดการไตร่ตรอง
เป็นการสั่งสมโทษ และบาปใส่ตน ให้ได้รับความทุกข์
จึงควรสลดสังเวช ต่อความผิดของตน
งดความเห็นที่เป็นบาปภัย แก่ตนเสีย

ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงควรเห็นคุณค่าของผู้อื่น
ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความพากเพียร
แยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียร
ทั้งกลางวัน และกลางคืน ใครผิดถูกชั่วดีก็ตัวเขา
ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม อย่าให้อกุศลวนมาตอม
ควรถึงพร้อม บุญกุศล ผลสบาย

พระธรรมเทศนาบางบท - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


 8 
 เมื่อ: เมษายน 21, 2017, 08:13:40 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)


บุญกุศลนี้ มีทางทำ ให้เกิดขึ้นได้มากมาย แต่ข้อสำคัญ อยู่ที่จิตใจของโยมเอง
แต่เมื่อเราต้องการให้จิตใจผ่องใส อะไรจะมาช่วยทำ ให้ผ่องใสได้
ตอนนี้เราอาศัยพระประธาน แต่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า มีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง
ที่จะทำให้เกิดบุญกุศล วันนี้จึงขอพูดเรื่องบุญนิดๆหน่อยๆ เพราะคำว่าบุญ
เป็นคำสำคัญในพระพุทธศาสนา และเวลานี้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
คำว่า “บุญ” ก็แคบมาก หรือบางที ก็ถึงกับเพี้ยนไป

แง่ที่ ๑ ยกตัวอย่าง ที่ว่าบุญมีความหมายแคบลงหรือเพี้ยนไปนี่ เช่น เมื่อเราพูดว่าไปทำบุญทำทาน
โยมก็นึกว่าทำบุญ คือถวายข้าวของแก่พระสงฆ์ บุญก็เลยมักจะจำ กัดอยู่แค่ทาน คือ การให้
แล้วก็ต้องถวายแก่พระเท่านั้น จึงเรียกว่า บุญ ถ้าไปให้แก่ชาวบ้าน เช่น ให้แก่คนยากจน
คนตกทุกข์ยากไร้ เราเรียกว่าให้ทาน ภาษาไทยตอนหลังนี้ จึงเหมือนกับแยกกันระหว่าง
ทำบุญกับให้ทาน ทำบุญ คือถวายแก่พระ ให้ทาน คือให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน
โดยเฉพาะคนตกทุกข์ได้ยาก

เมื่อเพี้ยนไปอย่างนี้นานๆ คงต้องมาทบทวนกันดู เพราะความหมายที่เพี้ยนไปนี้
กลายเป็นความหมายในภาษาไทย ที่บางทียอมรับกันไปจนคิดว่าถูกต้องด้วยซํ้า
แต่พอตรวจสอบด้วยหลักพระศาสนาแล้ว ก็ไม่จริง เพราะว่าทานนั้นเป็นคำ กลางๆ

การถวายของแก่พระ ที่เราเรียกว่าทำ บุญนั้น เมื่อว่าเป็นภาษาบาลี
จะเห็นชัดว่าท่านเรียกว่าทานทั้งนั้น แม้แต่ทำ บุญอย่างใหญ่ที่มีการถวายของแก่พระมากๆ
เช่นถวายแก่สงฆ์ ก็เรียกว่า สังฆทาน ทำบุญทอดกฐิน ก็เรียกว่ากฐินทาน
ทำบุญทอดผ้าป่า ก็เป็น บังสุกุลจีวรทาน ไม่ว่าถวายอะไร ก็เป็นทานทั้งนั้น
ถวายสิ่งก่อสร้างในวัด จนถวายทั้งวัด ก็เรียกเสนาสนทาน หรือวิหารทาน ทานทั้งนั้น

ในแง่นี้ จะต้องจำไว้ว่า ทานนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ
เมื่อเราพูดว่าทำบุญ คือ ถวายของพระ บุญก็เลยแคบลงมาเหลือแค่ทานอย่างเดียว
 ลืมนึกไปว่า ยังมีวิธีทำบุญอื่นๆ อีกหลายอย่าง นี้ก็เป็นแง่หนึ่งละ

แง่ที่ ๒ ก็คือความแคบในแง่ที่เมื่อคิดว่า ถ้าให้แก่คนตกทุกข์ได้ยาก หรือแก่ชาวบ้าน
ก็เป็นทานแล้ว ถ้าเข้าใจเลยไปว่า ไม่เป็นบุญ ก็จะยุ่งกันใหญ่ ที่จริงไม่ว่าให้แก่ใคร
ก็เป็นบุญทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงว่า บุญมาก บุญน้อยเท่านั้นเอง

การวัดว่าบุญมากบุญน้อย เช่นในเรื่องทานนี้
ท่านมีเกณฑ์ หรือมีหลักสำหรับวัดอยู่แล้วว่า

๑. ตัวผู้ให้ คือทายกทายิกา มีเจตนาอย่างไร
๒. ผู้รับ คือปฏิคาหก มีคุณความดีแค่ไหน
๓. วัตถุ หรือของที่ให้ คือไทยธรรม๑ บริสุทธิ์ สมควร เป็นประโยชน์เพียงใด

ถ้าปฏิคาหก คือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมความดี ก็เป็น
บุญมากขึ้น ถ้าปฏิคาหกเป็นคนไม่มีศีล เช่นเป็นโจรผู้ร้าย เราก็ได้บุญน้อย
เพราะดีไม่ดีให้ไปแล้ว เขากลับอาศัยผลจากของที่เราให้ เช่น
ได้อาหารไปกินแล้วร่างกายแข็งแรง ก็ยิ่งไปทำการร้ายได้มากขึ้น กลับเกิดโทษ

วัตถุสิ่งของที่ถวาย ถ้าบริสุทธิ์ ได้มาโดยสุจริต เป็นของที่
เป็นประโยชน์ มีคุณค่าแก่ผู้ที่รับไป สมควรหรือเหมาะสมแก่ผู้รับนั้น
เช่น ถวายจีวรแก่พระสงฆ์ แต่ให้เสื้อแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ก็เป็นบุญมาก

ส่วนตัวผู้ให้ก็ต้องมีเจตนาที่เป็นบุญเป็นกุศล ตั้งใจดี
ยิ่งถ้าเจตนานั้นประกอบด้วยปัญญา ก็มีคุณสมบัติดีประกอบมากขึ้น ก็ยิ่งได้บุญมาก

เป็นอันว่า การให้เป็นทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะถวายแก่พระหรือ
จะให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน จึงต้องมาทบทวนความหมายกันใหม่ว่า
๑.ได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะถวายแก่พระ
๒.บุญ ไม่ใช่แค่ทาน

*************************
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)

จากหนังสือ ก้าวไปในบุญ


 9 
 เมื่อ: เมษายน 06, 2017, 06:52:29 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
10 - ถวายเทียน 9 วัด ได้บุญมากพอไหม - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 10 
 เมื่อ: เมษายน 06, 2017, 06:44:43 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ระดมธรรม - ๒๕๒๒-๐๑-๐๗ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]