Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 06:34:47 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
หลักใหญ่สำหรับเทียบเคียง ๔ (ฝ่ายพระวินัย) - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี เวลานั้นของขบฉันได้แก่ผลไม้ มีผู้นำมาถวายมาก พวกภิกษุพากันสงสัยว่า ผลไม้ประเภทใดควรฉัน หรือไม่ควร พระพุทธองค์ทรงประทาน หลักใหญ่สำหรับเทียบเคียง ๔ ฝ่ายพระวินัยที่เรียกว่า มหาประเทศ คือ
 
๑.สิ่งใดไม่ได้ทรงห้าม ไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
๒.สิ่งใดไม่ได้ทรงห้าม ไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
๓.สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต ไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งในไม่ควร
๔.สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต ไว้ว่าควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
 
วินัย ๕/๑๒๓
 
พระวินัยจัดว่าเป็น “คำสั่ง” ซึ่งมาคู่กับธรรมะ ซึ่งจัดว่าเป็น “คำสอน” ซึ่งสาวกจะต้องให้ความเอื้อเฟื้อ และปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่พระวินัย เป็นกฎหรือข้อบังคับ บางอย่างก็ขึ้นกับกาลเวลา และความเชื่อถือของสังคมนั้น ๆ บางข้อแม้เป็นความผิดปานกลาง แต่คนบางกลุ่มเขาก็ไม่ถือ เช่น เรื่องพระใช้เงิน ขุดดิน ตัดต้นไม้ เป็นต้น

บางอย่างโทษทางวินัยไม่รุนแรง แต่เมื่อนักบวชล่วงเข้าก็อาจถูกจับสึก หรือ ถึงติดคุกได้ เช่น สุราและการพนัน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในยุคใดสมัยใด ศีลก็ถือว่าเป็นรากแก้วของศาสนา ที่ทั้งชาวบ้านและชาววัด จะต้องให้ความสนใจปฏิบัติงดเว้นให้ได้ตลอดไป

ส่วนว่า จะปฏิบัติให้หย่อนและตึงเพียงใดนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ถ้าเราอยู่ในหมู่คณะใด ก็ควรที่จะคล้อยตามปฏิปทาของหมู่คณะนั้น มิบังควรที่จะทำตนเป็น “แกะดำ” ในหมู่ “แกะขาว” เลย

ในสังคมพุทธปัจจุบันนี้ ก็มีให้เราได้เลือกอยู่หลายแบบแล้ว เราพอใจที่ปฏิบัติในแบบหรือวิธีใด
ก็ขอเชิญตามสมัครใจเถิด ขอแต่ว่า เมื่อสังกัดคณะนี้แล้ว ก็อย่าได้โจมตีคณะโน้น
หรือคณะอื่น ๆ อยู่เลย เพราะถึงอย่างไร เราก็เป็นลูก “พ่อเดียวกัน” ทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?

หลักใหญ่สำหรับเทียบเคียง ๔ (ฝ่ายพระวินัย) - ธรรมรักษา


 2 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 06:30:01 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
หลักใหญ่สำหรับเทียบเคียง ๔ (ฝ่ายธรรมะ) - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ อานันทเจดีย์ ใกล้โภคนคร
ได้ตรัสถึงมหาประเทศ ๔ สำหรับสอบสวนเปรียบเทียบ
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ
   
หากมีภิกษุกล่าวว่า
 
๑.ข้าพเจ้าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
๒.ในวัดโน้นมีสงฆ์อยู่ พร้อมด้วยพระเถระ ข้าพเจ้าได้ฟังมา เฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
๓.ในวัดโน้นมีพระเถระอยู่มาก เป็นผู้รู้เป็นผู้ชำนาญ ทรงธรรม ทรงวินัย นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
๔.ในวัดโน้นมีพระเถระอยู่องค์หนึ่ง เป็นผู้รู้เป็นผู้ชำนาญ ทรงธรรมทรงวินัย ข้าพเจ้าได้ฟังมาเฉพาะหน้า พระเถระรูปนั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
 
เมื่อได้ฟังมาดังนี้ จงอย่าชื่นชมหรือคัดค้าน แต่จงเรียนข้อความและถ้อยคำเหล่านั้นให้ดี แล้วจงสอบสวนดูในพระสูตรและเทียบเคียงดูในพระวินัย ถ้าลงและเข้ากันไม่ได้ พึงทราบเถิดว่า นี้มิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านจำมาผิดแล้วจงทิ้งเสียเถิด
 
สัญเจตนิยวรรค ๒๑/๑๙๕
 
พระพุทธดำรัสตอนนี้ เป็นหลักในการเตือนสติอย่างดีสำหรับผู้ที่มี “สัทธาจริต” คือมีความเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน ใครพูดว่าอะไร? อย่างไร? ก็มักจะ “เชื่อคำ” อย่างหลับตาปิดหู ผลที่ตามมาก็คือ นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังอาจจะถูกหลอกเอาอีกด้วย เพราะไม่ว่ายุคไหน ก็มักจะมีคนประเภท “มือถือสาก ปากถือศีล” แอบแฝงเข้ามาอยู่เสมอ
การมีหลักฐานไว้สำหรับเทียบเคียง ย่อมจะเกิดผลดีไม่ว่าในกาลไหน ๆ หลักการนี้มิใช่ว่าจะใช้ได้เฉพาะทางธรรมะเท่านั้น แม้ทางโลก ๆ ก็ใช้ได้ดี เพราะมี “ข่าวลือ” เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอยู่เสมอ ๆ
 
การมีความดีแล้วอวดคนอื่น
ทำให้ค่าของความดีลดลง และไม่บริสุทธิ์

หลักใหญ่สำหรับเทียบเคียง ๔ (ฝ่ายธรรมะ) - ธรรมรักษา


 3 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 06:23:55 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๖)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

สัญมะ ทมะ
ความสำรวมระวังจิต ความข่มฝึกจิต
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์ พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ในธรรมบทซึ่งแปลความว่า ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่มิได้อบรมฉันนั้น ตามพระพุทธภาษิตนี้ยกเอากิเลสกองราคะขึ้นแสดง แต่ก็พึงเข้าใจว่า แม้กิเลสกองโทสะกองโมหะก็เช่นเดียวกัน ย่อมรั่วรดจิต คือบังเกิดขึ้นแก่จิตที่มิได้อบรม เหมือนอย่างเรือนที่มุงไม่ดีฝนตกก็รั่ว
ฉะนั้น ตามข้ออุปมาด้วยเรือนที่มุงไม่ดีฝนตกก็รั่ว ทำให้เห็นชัดเจนถึงจิตใจ ที่ตรัสแสดงโดยมีข้ออุปมานั้น ว่าจิตใจที่มิได้อบรม บรรดากิเลสมีกิเลสกองราคะเป็นต้น ก็บังเกิดขึ้นเหมือนอย่างฝนตกรั่วรดได้ จิตใจนี้จึงจำเป็นต้องมีเครื่องรักษา เครื่องคุ้มกัน
อันเปรียบเหมือนอย่างบ้านที่ต้องมีหลังคา คนที่อยู่ในบ้านจึงจะไม่ต้องถูกฝนตกรั่วรด บุคคลก็ฉันนั้น เมื่อจิตมุงหลังคาดี กิเลสซึ่งเหมือนฝนก็ตกรั่วรดไม่ได้ ก็คือจิตที่ได้ปฏิบัติในจิตตภาวนา การอบรมจิตนั้นเอง

จิตตภาวนา การอบรมจิต

อันจิตตภาวนาคือการอบรมจิตนั้น ก็ด้วยวิธีปฏิบัติมี สัญมะ คือความสำรวมระวังจิต และมี ทมะ คือความข่มฝึกจิต อันสัญมะคือความสำรวมระวังจิตนั้น ก็คือมีสติรักษาประตูใน และประตูนอกของจิต ประตูในก็คือมโนคือใจ อันเป็นอายตนะข้อที่ ๖ ประตูนอกก็คือตาหูจมูกลิ้นและกาย ประตูในคือมโนใจ และประตูนอกทั้ง ๕ ก็คืออายตนะภายในทั้ง ๖ นั้นเอง ซึ่งเปิดรับอารมณ์คือเรื่องเข้าสู่จิตอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นเช้าจนถึงหลับไปใหม่ บรรดาเรื่องที่เข้ามาทางประตูเหล่านี้ จิตที่มิได้อบรม ไม่มีสติรักษา ย่อมยึดถือเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์เหล่านี้ น้อยหรือมาก มารจึงอาศัยอารมณ์เหล่านี้นั่นแหละวิ่งเข้ามาสู่จิต คือกิเลสมาร อันได้แก่ราคะหรือโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง บุคคลจึงเดือดร้อนวุ่นวาย กระสับกระส่ายไม่สงบอยู่ในอารมณ์และกิเลสเหล่านี้ทุกวัน และทุกเวลา
ฉะนั้น จึงตรัสสอนให้ทำจิตตภาวนาคืออบรมจิต โดยตั้งสติความระลึกได้กำกับจิตอยู่ ที่จะไม่ผูกจิตไว้กับอารมณ์ เพราะว่าความผูกจิตไว้กับอารมณ์นี้ เป็นตัวสัญโญชน์ความผูก หรือเครื่องผูก เมื่อผูกจิตไว้กับอารมณ์ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม มารซึ่งเป็นกิเลสก็เข้ามา ปรากฏเป็นกิเลสดังที่กล่าวนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องมีสติระวังใจ สำรวมใจเอาไว้ที่จะไม่ยึดถืออารมณ์ที่เข้ามาเหล่านี้ สติที่สำรวมใจหรือระวังใจนี้เองเรียกว่า สัญมะ ที่แปลว่าความสำรวมใจ หรือความระวังใจ หรือว่าเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สังวร ความสำรวมความระวัง สัญมะหรือสังวรมีความหมายเป็นอันเดียวกัน เมื่อมีสัญมะหรือสังวรอยู่ อารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมตกอยู่นอกประตู มารก็เข้ามาไม่ได้
เพราะมารคือกิเลสนั้นจะเข้ามาได้ก็ด้วยอารมณ์ กับอารมณ์ ประกอบกับจิตยึดถือเป็นตัวสัญโญชน์คือความผูกพันขึ้น ฉะนั้นการปฏิบัติอบรมจิตนั้น อันเรียกว่าจิตตภาวนา จึงต้องมีสังวรหรือสัญมะ อาศัยสติความระลึกได้ ตั้งสติขึ้นให้กำกับจิตใจอยู่ทุกขณะที่จะไม่รับ คือไม่ยึดถืออารมณ์ ที่ผ่านเข้ามา อารมณ์ก็ผ่านเข้ามาไม่ได้ ต้องตกอยู่นอกประตูดังกล่าวนั้น

สัมมาสมาธิอันแท้จริง

อาการที่จิตตั้งอยู่ในสัญมะคือความสำรวมระวัง หรืออาการที่สัญมะความสำรวมระวังตั้งอยู่ในจิต โดยมีสติเป็นผู้ชักนำ ดั่งนี้ คือสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิอันแท้จริง และสมาธินี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสมาธิทางสมถะ คือสมาธิที่นำให้เกิดความสงบใจจากอารมณ์
และกิเลสทั้งหลาย จิตก็สงบตั้งอยู่ในภายใน ไม่ออกไปยึดอารมณ์ภายนอก อาการที่จิตตั้งสงบอยู่ในภายในไม่ยึดอารมณ์ภายนอกนี้เป็นตัวสมถะ คือความสงบ โดยอาศัยสติระมัดระวังสำรวม
และสติที่มีหน้าที่ระมัดระวังสำรวมนี้เองก็ได้ชื่อว่าสัญมะหรือสังวร ก็คือตัวสตินั้นเอง และจิตที่ตั้งอยู่ในสัญมะหรือสังวร สังวรหรือสัญมะที่ตั้งอยู่ในจิตคือตัวสมาธิ ฉะนั้นสมาธิดั่งนี้จึงทำให้จตสงบตั้งอยู่ในภายใน ไม่ออกไปยึดอารมณ์ภายนอก และตัวสมาธิอันนำให้บังเกิดความสงบซึ่งเป็นสมถะตั้งอยู่ในภายในนี้ ก็รู้ รู้รูปทางตาคือเห็นอะไรๆ รู้เสียงทางหูคือได้ยินอะไรๆ ทราบกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ทางจมูกทางลิ้นทางกาย และรู้คิดทางมโนคือใจ แต่ว่ารู้ทางมโนคือใจนี้เป็นตัวรู้ที่สงบอยู่ในภายใน แต่ว่าแม้รู้ทางตาทางหูเป็นต้นดังกล่าว จิตก็ไม่วิ่งออกไปจับรูป จับเสียง จับกลิ่น จับรส จับโผฏฐัพพะ จับเรื่องที่ใจคิดใจรู้ จิตไม่วิ่งออกไปจับ มารก็ไม่เข้ามาได้ จึงไม่บังเกิดเป็นราคะหรือโลภะ โทสะ โมหะ ในอารมณ์เหล่านั้น
อารมณ์เหล่านั้นก็ตกอยู่แค่นอกประตูดังกล่าวมาข้างต้นนั้น จิตก็ตั้งสงบอยู่ในภายในไม่วิ่งออกไป
ถ้าหากว่าได้สมาธิที่มีลักษณะดั่งนี้ ย่อมมีอิสระเสรีอยู่กับตัวเอง คือว่าไม่ต้องหลับตาหลับหู ลืมตาลืมหู ดูอะไรได้ฟังอะไรได้ เป็นต้น และก็รู้ว่านั่นเป็นรูปนั้นรูปนี้ นี่เป็นเสียงนั้นเสียงนี้ ดั่งนี้เป็นต้น แต่ว่าจิตตั้งสงบอยู่ในภายใน ไม่ออกไปจับไปยึดให้เป็นราคะหรือโลภะโทสะโมหะขึ้นในจิต ดั่งที่เรียกว่าอกุศลธรรมเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายไม่ไหลเข้ามาสู่จิต อาศัยอารมณ์ที่เข้ามาทางทวารเหล่านั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงหลับพระเนตร ไม่ทรงมองอะไรๆ ไม่ทรงอุดพระกรรณไม่ฟังอะไรๆ ก็ได้ทอดพระเนตรนั่นนี่ ฟังนั่นฟังนี่ เป็นต้น และในปีใกล้สุดท้ายที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่มีเล่าไว้ในพุทธประวัติ ว่าเสด็จออกจากเมืองเวสาลี ก็ยังได้หันพระองค์ไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลี และตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่าเป็นเมืองที่งดงาม ก็แสดงว่าก็ทรงทราบรูปทราบเสียงเป็นต้นตามสมมติโลกทุกอย่าง อะไรที่เป็นสมมติโลกว่างดงาม เช่นบ้านเมืองที่งดงาม ก็ได้ตรัสว่างดงาม แต่ว่าพระจิตของพระองค์นั้นไม่ออกไปจับไปยึดให้บังเกิดกิเลส เป็นราคะหรือโลภะโทสะโมหะขึ้นในอารมณ์เหล่านั้น สงบอยู่ในภายใน สงบเป็นอย่างดียิ่ง ไม่มีที่จะดิ้นรนกวัดแกว่ง
กระสับกระส่ายไปด้วยอำนาจของกิเลสทั้งหลายแม้แต่น้อย เพราะได้ทรงมีสัญมะหรือมีสังวรอยู่อย่างสมบูรณ์ อันเกิดจากความสิ้นกิเลส ลักษณะดั่งนี้เป็นสัมมาสมาธิแท้จริง และเป็นสัมมาสติที่แท้จริง เป็นสังวรเป็นความสำรวม ความระวังที่แท้จริง อันมีอยู่บริบูรณ์ในพระองค์

ทมะ ความข่มใจ
อีกข้อหนึ่งคือ ทมะ ความข่มใจ หรือความฝึกใจ


อันมุ่งหมายถึงฝึกใจข่มใจให้ละกิเลสทุกอย่าง อันกิเลสที่บังเกิดขึ้นนั้น แม้ว่าผู้ปฏิบัติทำสัญมะคือความสำรวมระวัง แต่ก็มีเวลาที่จะเผลอสติ เมื่อเผลอสติอารมณ์ก็เข้ามา จิตก็จับอารมณ์เป็นสัญโญชน์ขึ้น ก็เกิดราคะหรือโลภะโทสะโมหะขึ้นในอารมณ์ และบุคคลสามัญทั่วไปก็ยังมีกิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยดองจิตสันดานอยู่ ที่ท่านเปรียบเหมือนอย่างว่าตะกอนที่นอนก้นตุ่ม กิเลสเหล่านี้ก็ฟุ้งขึ้นมา เป็นนิวรณ์ขึ้นในจิตใจ ก็ปรากฏเป็นกามฉันท์บ้าง พยาบาทบ้าง ความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มบ้าง ความฟุ้งซ่านรำคาญใจบ้าง ความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆ บ้าง ยั้วเยี้ยอยู่ในจิตใจ ปรากฏอยู่ กำหนดดูที่ใจก็จะเห็นได้

โทษของกิเลส

ก็กิเลสเหล่านี้เองเมื่อบังเกิดขึ้นก็เป็นตัวข่มเหงใจ และเป็นตัวที่จะฝึกใจนี้ให้ปฏิบัติตามอำนาจของกิเลส ดังจะพึงเห็นได้ว่าเมื่อกำหนดดูจิตที่กำลังมีกิเลสกลุ้มกลัดอยู่ ถ้าหากว่ามีความสำนึกดี ก็จะมีความรู้สึกว่าจิตนี้ในขณะที่มีกิเลสกลุ้มกลัดอยู่นั้น เหมือนอย่างบ้านที่กำลังถูกโจรปล้น หรือว่าอย่างบ้านที่หลังคารั่ว ฝนตกรั่วรดต้องเปียกมอมแมม ถ้ามีความรู้สึกดีย่อมจะมีความสำนึกดั่งนี้ และถ้าหากมีความสำนึกอย่างนี้ได้ก็เป็นคุณเป็นประโยชน์ เพราะทำให้เห็นโทษของกิเลส เห็นโทษของราคะของโลภะของโทสะของโมหะ ว่าเป็นสิ่งที่ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน เมื่อเห็นโทษของกิเลสได้ ก็ย่อมจะทำให้หน่ายในกิเลส
อันนี้สำคัญ คือให้หน่ายในกิเลส อย่าให้ไปรักกิเลส คนสามัญนั้นรักกิเลส รักราคะหรือโลภะ รักโทสะ รักโมหะ เป็นกิเลสซ้อนกิเลส เพราะมิได้หัดข่มจิต แต่ให้กิเลสเองเป็นฝ่ายข่มเหงจิต ข่มขู่จิต ให้กิเลสเองเป็นฝ่ายที่รังแกจิต ซ้ำกลับรักกิเลสซึ่งเป็นผู้ข่ม
เหงเป็นผู้รังแกอีกด้วย ดั่งนี้ก็คือว่ากิเลสฝึกจิตมา จนเห็นว่ากิเลสดีน่ารัก ก็รักกิเลสชอบกิเลส ไม่หน่ายในกิเลส
เพราะว่าธรรมชาติของจิตนี้เมื่อเสวนาคุ้นเคยอยู่กับอะไรมาก ก็ย่อมจะน้อมไปในสิ่งนั้นมาก เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสสอนให้กลับมาเป็นฝ่ายฝึกจิต ข่มจิต คือข่มเหงกิเลส ข่มกิเลสเสียบ้าง และเครื่องมือที่จะปฏิบัติในการข่มเหงกิเลส หรือข่มกิเลสนั้น ไม่มีอะไรดีที่สุดเท่าปัญญา คือความรู้ทั่วถึงความจริง

ปัญญาที่เห็นโทษของกิเลส

ปัญญาคือความรู้ทั่วถึงความจริงนี่แหละเป็นตัว ทมะ คือเครื่องข่มเครื่องฝึกอย่างดีเลิศ ปัญญาคือความรู้ทั่วถึงความจริงนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนธรรมะนักหนา สอนอย่างนั้น สอนอย่างโน้น สอนอย่างนี้ สอนอย่างนั้น ปริยายนี้ ปริยายนั้น มีอุปมาต่างๆ ก็เพื่อที่จะจี้ใจบุคคลให้ได้ความสำนึกเกิดปัญญา คือความรู้ทั่วถึงความจริงขึ้นนั้นเอง ดังที่ตรัสสอนยกอุปมาถึงหลังคารั่ว ฝนก็รั่วรด ฉันใดก็ดี จิตที่ไม่ได้อบรม กิเลสก็รั่วรด
หรือแม้อุปมาประการอื่นก็เพื่อที่จะให้เห็นโทษของกิเลส ให้หน่ายในกิเลส รังเกียจกิเลส จะได้ไม่รักกิเลส ไม่รักราคะ ไม่รักโลภะ ไม่รักโทสะ ไม่รักโมหะ และถ้าหากว่าได้ปัญญาคือความรู้ขึ้นแม้สักนิดหน่อย คือปัญญาที่เห็นโทษกิเลส อันทำให้หน่ายในกิเลส คลายความรักในกิเลส ความติดในกิเลสได้แล้ว นั่นแหละเป็นอันว่าได้ตัวปัญญาที่มีคุณประโยชน์มาก แม้ว่ายังละไม่ได้ก็ยังดี
เพราะว่าเมื่อกิเลสโผล่หน้าขึ้นมาก็จะได้ไม่ต้อนรับ รีบบอกว่าให้ไปๆ เสีย หรือว่ารีบหนีไปเสีย เพราะรู้สึกว่ากิเลสที่บังเกิดขึ้น จะเป็นตัวราคะก็ตาม ตัวโลภะก็ตาม โทสะก็ตาม โมหะก็ตาม เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจจริงๆ สะอิดสะเอียนจริงๆ ไม่ชอบหน้าจริงๆ
แต่ว่าเพราะยังละไม่ได้ ยังมีอาสวะอนุสัยที่ดองจิตสันดานอยู่ กิเลสจึงต้องโผล่หน้าขึ้นมาบ่อยๆ หรือนานๆ ครั้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อโผล่ขึ้นมาแล้วก็รังเกียจ รู้สึกว่าไม่สบาย เดือดร้อน เช่นโกรธขึ้นมาก็รู้สึกว่าไม่สบายเดือดร้อน ไม่ชอบหน้าความโกรธ ต้องการให้ความโกรธนั้นในจิตใจของตัวเอง รีบๆ ดับไปเสีย หายไปเสีย อยากจะไล่ให้ไปเสีย ไม่อยากที่จะรับรองกิเลสเอาไว้
ถ้าหากว่าได้ปัญญาที่มีความรู้จักโทษเห็นโทษของกิเลส มีความรู้สึกขึ้นดั่งนี้ได้ แม้เพียงเท่านี้ก็เป็นประโยชน์ ดั่งนี้แหละคือเป็นตัว ทมะ คือตัวปัญญานี้เองที่จะเป็นเครื่องข่มได้อย่างดียิ่ง คือข่มกิเลส และเมื่อปฏิบัติอยู่ดั่งนี้แล้ว กิเลสเคยข่มใจบุคคลได้ บุคคลก็เริ่มจะข่มกิเลสได้ แปลว่าพอจะสู้กับกิเลส เมื่อกิเลสบังเกิดขึ้นก็อาจที่จะระงับได้โดยง่าย เพราะว่าเกลียดหน้าอยู่แล้ว ไม่ชอบอยู่แล้ว แต่ว่าเพราะอยู่ด้วยกัน จะทำยังไงได้ ก็จะต้องโผล่หน้าเข้ามาเห็น ด้วยว่ากิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยดองจิตสันดานอยู่นี้ แปลว่าอยู่ด้วยกัน ถึงยังไงๆ ก็จะต้องโผล่หน้าขึ้นมา น้อยหรือมาก
เพราะฉะนั้น หากมาปฏิบัติข่มกิเลสเสียเอง ด้วยปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน โดยที่ไม่นึกว่าจะข่ม แต่ว่าเมื่อตั้งใจฟังตั้งใจปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว ได้สติได้ปัญญาขึ้นมานั่นแหละเป็น ทมะ ขึ้นมาเอง โดยที่ไม่รู้จักว่านี่เป็นตัว ทมะ ไม่จำเป็นจะต้องรู้จักสมมติบัญญัติธรรมะก็ได้ว่านี่เป็นตัว ทมะ แต่เมื่อปฏิบัติได้ปัญญาขึ้นมา เห็นโทษของกิเลสขึ้นเอง ซึ่งมีอาการดังเช่นที่กล่าวแล้วนี้ ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติตัว ทมะ ขึ้นมา ก็เป็นอันว่ามีเครื่องมือที่จะข่มจิตตนเองได้

ข้อปฏิบัติในสติปัฏฐาน

สติที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนดังสติปัฏฐานทุกข้อทุกบท ก็เป็นข้อปฏิบัติที่จะให้เกิดสัญมะ คือความสำรวมระวัง ก็คือตัวสตินั่นเองที่เป็นตัวสำรวมระวัง และให้บังเกิดทมะข่มใจข่มกิเลส ก็คือตัวปัญญานั้นเองทั้งสิ้น ฉะนั้นเมื่อตั้งใจปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานที่ตรัสสอนไว้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ จะทำให้ได้สัญมะ ได้ทมะ เป็นธรรมะสำหรับที่จะคุ้มครองรักษาจิตใจ

อานาปานสติชั้นที่ ๓

อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ที่ตรัสสอนไว้ในข้อแรกของสติปัฏฐาน ก็ได้อธิบายมาถึงข้อที่ตรัสสอนให้ศึกษาว่า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมด หายใจเข้าหายใจออก ข้อนี้นับว่าเป็นข้อสำคัญ ซึ่งจะนำให้ได้อานาปานสติสมาธิอันสมบูรณ์ กล่าวคือ เมื่อตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก ยาวก็ให้รู้ สั้นก็ให้รู้
แล้วก็ศึกษาคือตั้งใจเอาไว้ก่อนที่จะหายใจจริงๆ ว่าเราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมด หายใจเข้าหายใจออก คือในขณะที่ศึกษาคือตั้งใจไว้นี้ เป็นการตั้งใจว่าในการหายใจเข้าออกต่อไป คือถัดจากที่หายใจเข้าออกอยู่ในปัจจุบัน ก็จักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจเข้า หายใจออก และเมื่อตั้งใจไว้ดั่งนี้ ลมหายใจเข้าหายใจออกที่เป็นอนาคตนั้นมาเป็นปัจจุบัน ก็จะทำให้กำหนดรู้กายทั้งหมดในขณะที่หายใจเข้าหายใจออกนั้น
ดั่งนี้จะเห็นได้ว่าในการปฏิบัตินั้นมีสองช่วงติดต่อกัน คือก่อนที่จะถึงช่วงปัจจุบันข้างหน้า ช่วงปัจจุบันเดี๋ยวนี้ก็ศึกษาคือตั้งใจเอาไว้ก่อน ครั้นอนาคตข้างหน้านั้นมาถึงเป็นปัจจุบัน ก็ทำความรู้กายทั้งหมดหายใจเข้าหายใจออก การปฏิบัติดั่งนี้ก็มีปัญหาว่า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นปัจจุบันธรรม เพราะว่า “ ศึกษาว่าจัก..” คำว่า “ จัก ” นั้นแปลว่ายังไม่มาถึง แต่ในข้อนี้ก็พึงเข้าใจว่า เงื่อนของการปฏิบัติตรงนี้ใช้ปัจจุบัน และสืบถึงอนาคต ปัจจุบันนั้นก็คือตัวศึกษาสำเหนียกกำหนด ครั้นปัจจุบันนี้ล่วงไปเป็นอดีตแล้ว อนาคตที่ต่อกันนั้นก็มาเป็นปัจจุบัน จึงมาถึงตัวรู้กายทั้งหมดหายใจเข้าหายใจออกในขณะนั้น ในข้อนี้ถ้าฟังอธิบายธรรมะที่มีอุปการะมาก ๒ อย่าง มาประกอบก็จะเข้าใจได้ยิ่งขึ้น คือธรรมะที่มีอุปการะมาก ๒ อย่างนั้น สติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว
พระอาจารย์บางท่านได้อธิบายว่าสติคือความระลึกได้นั้น คือความระลึกได้ก่อน เช่นว่าก่อนที่จะพูดก็ระลึกได้ว่าเราจะพูด นี่เป็นตัวสติ
และเมื่อพูดคือขณะที่กำลังพูดก็มีความรู้ตัวไม่หลงลืม นี่เรียกว่าสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นก็เรียกว่าเป็นปัจจุบันธรรมด้วยกัน สตินั้นเป็นปัจจุบันที่มาก่อน สัมปชัญญะนั้นเป็นปัจจุบันที่มาติดต่อ เหมือนอย่างตัวอย่างที่ยกขึ้นมากล่าวนั้น ยังไม่พูด แต่มีสติระลึกได้ว่าเราจะพูด ดั่งนี้เป็นสติ จึงพูด ขณะที่พูดนั้นก็มีสัมปชัญญะคือความรู้ตัว รู้ตัวว่าเรากำลังพูด
ในข้อนี้ก็เหมือนกัน “ ศึกษาว่า ..” ก็คือว่าสำเหนียกกำหนดว่า หรือ “ ระลึกได้ว่า ..” ก็เป็นตัวสตินั้นเอง ก็เป็นปัจจุบันธรรม ครั้นเมื่อหายใจเข้าหายใจออกต่อไปถัดจากที่ตั้งใจไว้นั้น ก็รู้กายทั้งหมด เรียกว่าเป็นความตั้งใจไว้ว่าจะรู้กายทั้งหมดหายใจเข้าหายใจออก เมื่อหายใจเข้าหายใจออกก็รู้กายทั้งหมด เหมือนอย่างเมื่อตั้งใจไว้ว่าจะพูด ระลึกได้ว่าจะพูดเป็นสติ พูดก็รู้ตัว ต่อกันไปดั่งนี้ จึงเป็นปัจจุบันธรรมด้วยกัน ซึ่งมีเป็นคู่กัน

กายทั้งหมด รูปกาย นามกาย

กายทั้งหมดนั้นก็คือ รูปกาย และ นามกาย รูปกายนั้นก็คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี้เอง และรูปอื่นๆ ทั้งหมดที่เรียกว่ารูปกาย เช่นอาการ ๓๒ ธาตุทั้ง ๔ ที่มาประกอบกันอยู่เป็นรูปกายอันนี้ นามกายก็คือใจ ได้แก่เวทนา สัญญา เจตนาความจงใจ ผัสสะ
ความกระทบ อารมณ์ทางใจ ความใส่ใจถึงอะไร เรียกว่ากระบวนทางจิตใจทั้งหมด เรียกว่านามกาย บุคคลทุกๆ คนนี้ ก็มีรูปกายนามกายประกอบกันอยู่ทุกขณะ เพราะฉะนั้นก็ให้รู้กายทั้งหมด ทั้งรูปกายนามกายที่เป็นไปอยู่ในปัจจุบัน หายใจเข้าหายใจออก รวมใจเข้ามาอยู่ที่รูปกายนามกาย คืออยู่ที่ภายในนี้ ไม่ออกไปในภายนอก
ว่าถึงรูปกาย ก็ภายในกายยาววาหนาคืบที่มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบนี้ ดังในบัดนี้ก็กำลังอยู่ในอิริยาบถนั่งนี้ ก็เป็นรูปกาย นามกายก็คืออาการของใจทั้งหมดที่เป็นไปอยู่ มนสิการก็ใส่ใจถึงอะไร เจตนาความจงใจ สัญญาความกำหนดหมาย เวทนาก็ความเสวยสุขทุกข์หรือเป็นกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข เหล่านี้ทั้งหมด ทำความรู้เข้ามาให้รู้กายนี้ทั้งหมด
และเมื่อรู้กายนี้ทั้งหมด ก็จะปรากฏลมหายใจเข้าลมหายใจออก ซึ่งเป็นกายอย่างหนึ่ง คือลมอัสสาสะปัสสาสะ ก็ย่อมจะปรากฏหายใจเข้าหายใจออกอยู่ในความรู้ รวมอยู่ด้วย และจิตที่กำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่ เรียกว่าใส่ใจถึงลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่ ก็จะปรากฏแก่ความรู้ ถ้าหากว่าจิตออกไปก็ย่อมจะรู้ แต่นั่นเป็นนอกแล้ว ไม่ภายใน ก็ต้องนำจิตกลับเข้ามาตั้งไว้ในภายในใหม่ ก็เป็นอันว่าเป็นวิธีที่จะรวมจิตเข้ามาอยู่ในภายใน เป็นตัวสัญมะหรือเป็นตัวสังวร และเป็นตัวสมาธิที่แน่วแน่ขึ้น

ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๒๖)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

สัญมะ ทมะ
ความสำรวมระวังจิต ความข่มฝึกจิต
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 4 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 06:10:40 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
255 - 264 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

255 การตรัสรู้โดยฉับพลันมีได้หรือไม่

ปัญหา มีพระพุทธศาสนาบางนิกายถือว่า การบรรลุมรรคผล อาจเกิดขึ้นได้โดยแบพลัน เช่นเดียวกับแสงสว่างวาบขึ้นทันทีทันใด ขับไล่ความมืดให้หมดสิ้นไป การบรรลุมรรคผลโดยฉับพลันดังกล่าวจะมีได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนปหาราทะ มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับไม่โกรกชันเหนือเหวฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตตผลโดยตรง...ฯ”

มหาปราทสูตร อ. อํ. (๑๐๙)
ตบ. ๒๓ : ๒๐๓ ตท. ๒๓ : ๑๗๗
ตอ. G.S. IV : ๑๓๘

256 การกำหนดรู้จิตใจของคนอื่น


ปัญหา มีตามตำรากล่าวว่า ถ้าเราสามารถฝึกฝนจิตจนได้เจโตปริยญาณแล้ว เราจะสามารถรู้ความคิดของคนอื่นดังนี้ มีเรื่องใดหรือไม่ในพระไตรปิฎกที่แสดงให้เห็นตัวอย่างการรู้จิตใจคนอื่น ?

ตอบ “.....มี ในอุโบสถสูตร มีเรื่องเล่าไว้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ อยู่ ณ บุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เตรียมจะทรงแสดงปาติโมกข์ ในอุโบสถสังฆกรรมคราวหนึ่ง เมื่อปฐมยามผ่านไป พระอานนท์พุทธอุปัฆฐากได้กราบทูลให้ทรงแสดงปาติโมกข์ แต่พระพุทธองค์ก็ทรงนั่งอยู่ แม้เมื่อมัชฌิชยามล่วงไป พระอานนท์กราบทูลอีก พระองค์ก็ทรงนิ่ง เมื่อปัจฉิมยามล่วงไป แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว พระอานนท์ได้กราบทูลอีก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ บริษัทคือหมู่ภิกษุที่ประชุมกันอยู่ไมบริสุทธิ์ (เมื่อบริษัทไม่บริสุทธิ์ก็แสดงปาติโมกข์ไม่ได้)
“ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้มีความดำริอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ทรงหมายเอาบุคคลไหนหน ลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะกำหนดใจด้วยใจ กระทำจิตภิกษุสงฆ์ทั้งหมดไว้ในใจแล้ว ได้เห็นบุคคลทุศีลมีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารักเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว.... นั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วลุกจากอาสนะเข้าไปหาบุคคลนั้น กล่าวกะบุคคลนั้นว่า อาวุโส จงลุกไป พระผู้มีพระภาคทรงเห็นเธอแล้ว เธอไม่มีสังวาส (ฐานะที่จะอยู่ร่วม) กับภิกษุทั้งหลาย เมื่อท่านพระโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้แล้ว บุคคลนั้นนิ่งเฉยเสีย แม้พระมหาโมคคัลลานะ ได้บอกอีกเป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓ บุคคลนั้นก็นิ่งเฉยเสีย ลำดับนั้นพระมหาโมคคัลลานะจับแขนบุคคลนั้นฉุดออกมาให้พ้นซุ้มประตูด้านนอกแล้วใส่ดาล กลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงแสดงปาติโมกข์ต่อไปฯ”

อุโปสถสูตร อ. อํ. (๑๑๐)
ตบ. ๒๓ : ๒๐๗-๒๐๙ ตท. ๒๓ : ๑๘๐-๑๘๒
ตอ. G.S. IV : ๑๔๐-๑๔๒

257 จะรู้ได้อย่างไรว่าอาสวะสิ้นแล้ว


ปัญหา สมมติว่าบุคคลปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นพระขีฌาสพ หมดสิ้นกิเลสอาสวะทั้งปวง ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านสิ้นอาสวะ มีอะไรเป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายให้ทราบบ้าง ?

พระสารีบุตรตอบ “.....ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการ ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว (มีดังต่อไปนี้)
๑. ภิกษุผู้ขีณาสพ ในธรรมวินัยนี้ เห็นสังขารทั้งปวงแจ่มแจ้ง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง....
๒. ภิกษุผู้ขีณาสพ เห็นกามทั้งหลายว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง แจ่มแจ้งด้วยปัญญา อันชอบตามความเป็นจริง....
๓. ภิกษุผู้ขีณาสพ มีจิตน้อมไป โน้มไปโอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวกยินดีแล้วในเนกขัมมะ ปราศจากธรรมอันจะเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง.....
๔. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญสติปัฏฐาน ๔ อบรมบริบูรณ์ดีแล้ว
๕. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอิทธิบาท ๔ อบรมดีแล้ว
๖. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอินทรีย์ ๕ อบรมดีแล้ว
๗. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญโพชฌงค์ ๗ อบรมดีแล้ว
๘. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อบรมดีแล้ว..
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการนี้แล ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้ว ปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้วฯ”

พลสูตร ที่ ๒ อ. อํ. (๑๑๘)
ตบ. ๒๓ : ๒๒๗-๒๒๘ ตท. ๒๓ : ๑๙๙-๒๐๐
ตอ. G.S. IV : ๑๕๑-๑๕๒

258 ผู้ไม่มีโชคได้พบพระพุทธศาสนา


ปัญหา มีคนประเภทไหนบ้าง ที่ไม่มีโชคได้พบพระพุทธศาสนา ได้ประพฤติพรหมจรรย์ และได้ลิ้มรสความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม.... และธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมทรงแสดง นำความสงบมาให้.... แต่บุคคลผู้นี้เขาถึงนรกเสีย...
“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงปิตติวิสัยเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงเทพนิกายผู้มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่งเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม..... นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท และอยู่ในพวกมิลักขะไม่รู้ดีรู้ชอบ.... อันเป็นสถานที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปมา....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้น (โอปปาติก) ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขามีปัญญาทราม บ้าใบ้ ไม่สามารถรู้อรรถแห่งสุภาษิต และทุภาษิต

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม.... แต่พระตถาคตมิได้แสดง ถึงบุคคลผู้นี้จะเกิดในมัชฌมิชนบท และมีปัญญาไม่บ้าใบ้ ทั้งสามารถจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุภาษิต....”

อักขณสูตร อ. อํ. (๑๑๙)
ตบ. ๒๓ : ๒๒๙-๒๓๐ ตท. ๒๓ : ๒๐๑-๒๐๒
G.S. IV : ๑๕๒-๑๕๓

259 ทำไมสตรีจึงไม่ควรบวช


ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีก็จริงแต่ทรงบัญญัติข้อปฏิบัต ิอันยิ่งยวดไว้ให้ภิกษุณีปฏิบัติ จนในที่สุดก็ปรากฏว่าภิกษุณีได้หายสาบสูญไปจากวงการพระพุทธศาสนา อันเป็นเหตุผลแสดงว่าพระพุทธองค์ไม่ประสงค์จะให้สตรีได้บวชในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงมีเหตุผลอย่างไรจึงไม่ประสงค์ให้สตรีบวช ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนอานนท์ หากมาตุคาม (สตรี) จักไม่ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์ก็ยังจะตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมพึงดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี แต่เพราะมาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จะไม่ตั้งอยู่นาน ทั้งสัทธรรมก็จักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี
“.....ดูก่อนอานนท์ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่มีหญิงมากชายน้อย ตระกูลนั้นถูกพวกโจรกำจัดง่าย แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น จักไม่ตั้งอยู่นานฉันนั้นเหมือนกัน อนึ่ง ขยอกลงในนาข้าวที่สมบูรณ์ นาข้าวนั้นย่อมตั้งอยู่นาน เพลี้ยลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นย่อมตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน
“อนึ่ง บุรุษกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกแม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วงตลอดชีวิตเสียก่อน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

โคตมีสูตร อ. อํ. (๑๔๑)
ตบ. ๒๓ : ๒๘๖-๒๘๗ ตท. ๒๓ : ๒๕๔
G.S. IV : ๑๘๕

260 ก้าวแรกในการปฏิบัติธรรม


ปัญหา ธรรมข้อไหนจำเป็นในการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ หิริและโอตตัปปะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์.. เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ อินทรีย์สังวรชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ เมื่ออินทรีย์สังวรมีอยู่ ศีลชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์... เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์ .... เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะชื่อวามีเหตุสมบูรณ์.... เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์.... เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์ แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์ฉะนั้น ฯ”

สติสูตร อ. อํ. (๑๘๗)
ตบ. ๒๓ : ๒๔๘-๒๔๙ ตท. ๒๓ : ๓๐๙
G.S. IV : ๒๑๙-๒๒๐

261 แม้โจรก็ต้องมีธรรมะ


ปัญหา มีผู้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไว้สำหรับคนทุกจำพวก แม้กระทั่งโจร จริงหรือไม่ ? ถ้าจริง พระองค์ทรงแดสงธรรม ของโจรไว้อย่างไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๘ ประการย่อมพลันเสื่อม ตั้งอยู่ไม่นาน องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือประหารคนที่ไม่ประหารตอบ ๑ ถือเอาสิ่งของไม่เหลือ ๑ ลักพาสตรี ๑ ประทุษร้ายกุมารี ๑ ปล้นบรรพชิต ๑ ปล้นราชทรัพย์ ๑ ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ๑ ไม่ฉลาดในการเก็บ ๑....
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๘ ประการย่อมไม่เสื่อมเร็ว ตั้งอยู่ได้นาน องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือไม่ประหารคนที่ไม่ประหารตอบ ๑ ไม่ถือเอาสิ่งของจนไม่เหลือ ๑ ไม่ลักพาสตรี ๑ ไม่ประทุษร้ายกุมารี ๑ ไม่ปล้นบรรพชิต ๑ ไม่ปล้นราชทรัพย์ ๑ ไม่ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ๑ ฉลาดในการเก็บ ๑....”


โจรสูตร ที่ ๑-๒ อ. อํ. (๑๙๐-๑๙๑)
ตบ. ๒๓ : ๓๕๑-๓๕๒ ตท. ๒๓ : ๓๑๒
G.S. IV : ๒๒๒

262 สมาธิกับฌาน


ปัญหา การบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌาน จะเป็นเหตุละอาสวะได้หรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยแนวสัญญานาสัญญายตนะบ้าง....
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาหร เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้วเธอย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุ นั้นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละ คือ อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย....”


ฌานสูตร นว. อํ. (๒๐๔)
ตบ. ๒๓ : ๔๓๘-๔๓๙ ตท. ๒๓ : ๓๙๐-๓๙๑
G.S. IV : ๒๘๔-๒๘๕

263 พระพุทธเจ้าในฐานะคนธรรมดา


ปัญหา เท่าที่ศึกษาจากพุทธประวัติ รู้สึกว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นบุคคลพิเศษ เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ผิดสามัญมนุษย์ มีลักษณะอะไรบ้างที่แสดงว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา ?

คำตอบ “.....ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา (ซึ่งพระนันทกะกำลังแสดงธรรมอยู่) ประทับยืนรอจนจบการแสดง ณ ซุ้มประตุด้านอก ครั้นทรงทราบว่าการแสดงจบแล้วทรงกระแอมไอและทรงเคาะที่ลิ่มประตู ภิกษุเหล่านั้นเปิดประตูให้พระผู้มีพระภาคลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วตรัสกะพระนันทกะว่า ดูก่อนนัทกะ ธรรมบรรยายของเธอที่ยาวมาก แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ เรายืนฟังจนจบ การแสดงที่ซุ้มประตูด้านนอก หลังของเราย่อมเมื่อย ....”

นันทกสูตร น. อํ. (๒๐๘)
ตบ. ๒๓ : ๓๗๑-๓๗๒ ตท. ๒๓ : ๓๒๙-๓๓๐
G.S. IV : ๒๓๗-๒๓๘

264 ศีลกับอรหัตตผล


ปัญหา การรักษาศีล จะสามารถนำไปสู่การบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ ?

คำตอบ “.....ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อน) เป็นผล.... อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล.... ปราโมทย์มีปีติเป็นผล.... ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล.... ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล... สุขมีสมาธิเป็นผล.... สมาธิมียถาภูฌาณทัสสนะเป็นผล... ยถาภูฌานทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล.. นิพพิทาวิราคะมีวิมุตฌาณทัสสนะเป็นผล ด้วยประการดังนี้ ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตตผลโดยลำดับด้วยประการดังนี้แล ฯ”

กิมัตถิยสูตร ท. อํ. (๑)
ตบ. ๒๔ : ๑-๒ ตท. ๒๔ : ๑-๓
ตอ. G.S.

255 - 264 - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 5 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 05:58:04 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
196 - 210 - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก




 6 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 09:55:06 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ภาคที่สาม-ต่อ-ทำไมกรรมชั่วจึงไม่ให้ผลทันที - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

จบบริบูรณ์ - เรื่อง ตายแล้วไปไหน
กฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
โดย พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

ทำไมกรรมชั่วจึงไม่ให้ผลทันที ?


       ๗. ถาม "ทำไม กรรมชั่วจึงไม่ให้ผลทันตาเห็น คนจะได้เลิกทำกรรมชั่ว ทำแต่กรรมดี ?"
       ตอบ "เพราะเป็นธรรมชาติในกฏแห่งกรรมอย่างนั้นเอง เนื่องจากกรรมบางอย่างให้ผลในชาตินี้ แต่กรรมบางอย่างให้ผลในชาติหน้า หรือชาติต่อไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชและต้นไม้ คือ พืชบางอย่างให้ผลภายในระยะเวลาเพียง ๓ - ๔ เดือน เช่น ข้าวและถั่ว เป็นต้น แต่พืชบางอย่างให้ผลนานกว่านั้น เช่นอ้อย และสัปรด เป็นต้น ต้นไม้บางอย่างกว่าจะให้ผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๕ ปีขึ้นไป เช่นมะม่วงและมะพร้าว เป็นต้น แต่บางอย่างต้องใช้เวลานานกว่านั้นจึงจะให้ผล เช่นตาลและไม้สัก เป็นต้น เราจึงไม่อาจจะเร่งผลของกรรมบางอย่างที่ยังไม่ถึงเวลาเผล็ดผลได้เลย"

ทำไมพระเทวทัตต์ทำชั่วมาก แต่เกิดในสกุลสูง ?

       ๘. ถาม "ถ้าหากว่าคนทำชั่วตกนรกแล้ว ทำไม พระเทวทัตต์ ทำชั่วทุกชาติ แต่ยังกลับเกิดเป็นมนุษย์ได้ แถมยังเกิดในตระกูลสูงด้วย ?"
       ตอบ "พระเทวทัตต์ไม่ได้ทำชั่วอย่างเดียว แต่ได้ทำดีไว้ด้วยทุกชาติ มากบ้างน้อยบ้าง ท่านจึงได้เกิดเป็นมนุษย์และเกิดในราชตระกูลด้วย เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ได้และเกิดในตระกูลสูง ย่อมแสดงให้เห็นว่านั้นเป็นผลของการทำความดี เพราะคนเรานั้นจะทำกรรมชั่วอย่างเดียว ไม่ทำกรรมดีเลย หรือทำกรรมดีอย่างเดียว ไม่ทำกรรมชั่วเลย แทบไม่มีเลย พระเทวทัตต์แม้ในชาติที่เกิดในสมัยพุทธกาลก็ได้บรรพชา บำเพ็ญความดี จนถึงกับได้ฌานสมาบัติ และมีอำนาจฤทธิ์ด้วย แม้เมื่อจวนจะสิ้นใจ ท่านก็ได้ระลึกถึงพุทธคุณ รู้สึกสำนึกความผิดตน ด้วยการถวายกระดูกคางของตนแด่พระพุทธเจ้าในขณะที่ถูกแผ่นดินสูบ ซึ่งการทำความดีของท่านในครั้งนี้เอง ท่านจึงได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าของเราว่า ในอนาคตข้างหน้าโน้น พระเทวทัตต์จะได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธะองค์หนึ่งพระนามว่า "อัฏฐิสสระ"

       ถ้าเราเห็นใครทำชั่วแล้ว ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่า เขาทำไม่ดี หรือไม่เคยทำความดีไว้เลย หรือเราเห็นใครทำดีแล้ว ก็อย่าเข้าใจว่าผู้นั้นไม่เคยทำชั่วเลย แท้จริง มนุษย์เราทำชั่วบ้าง ทำดีบ้างสลับกันอยู่ เป็นเพียงแต่ว่า ใครจะทำอย่างใดมากน้อยกว่ากันเท่านั้น คนเราจึงเกิดมามีสุขบ้างมีทุกข์บ้างทุกคน เป็นเพียงแต่ว่า ใครจะมีสุขมากหรือทุกข์มากกว่ากันเท่านั้น

จะหนีกรรมชั่วได้อย่างไร ?
       ๙. ถาม "ทำชั่วไว้แล้วจะไม่ให้กรรมชั่วนั้นตามทัน หรือจะหนีให้พ้นจากกรรมชั่วนั้นได้อย่างไร ?"
       ตอบ "คนทำกรรมชั่วแล้วจะหนีให้พ้นจากกรรมชั่วนั้นไม่ได้ หรือทำดีแล้วจะต้องการผลของกรรมดี ที่ยังไม่มาถึงหรือยังไม่เผล็ดผลนั้นก็ไม่ได้ จะขอร้องหรือขอผ่อนปรนต่อกรรมชั่วที่ทำไว้ก็ไม่ได้ เพราะกฏแห่งกรรมเป็นกฏธรรมชาติ ไม่ใช่กฏที่มนุษย์ตั้งขึ้น ถ้าเป็นกฏที่มนุษย์ตั้งขึ้น ก็อาจจะได้รับการงดโทษ หรือผ่อนปรน หรือยืดหยุ่นได้บ้าง
       แต่อย่างไรก็ตาม กรรมชั่วที่เราทำไว้แล้วนั้น เราสามารถทำให้อ่อนพลังลงได้ โดยทำกรรมดีเพิ่มเข้าให้มากๆ กรรมชั่วก็จะอ่อนกำลังลง หรือตามเราไม่ทัน เพราะกกแห่งกรรมมีอยู่ว่า "กรรมใดหนัก กรรมนั้นให้ผลก่อน ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นกรรมดี     หรือกรรมชั่ว ไม่ว่ากรรมนั้นเราจะทำก่อนหรือทำทีหลังก็ตาม" สมมติว่าคนผู้หนึ่งทำชั่วเอาไว้และกรรมชั่วนั้นยังไม่ทันให้ผล หรือให้ผลบ้างแล้ว แต่ยังไม่หมดพลัง

 ภายหลังผู้นั้นทำกรรมดีเข้าไปมากๆ และในขณะเดียวกันก็เลิกทำกรรมชั่ว กรรมชั่วที่ทำไว้นั้นจะอ่อนพลังลง หรือตามมาให้ผลไม่ทัน เพราะต้องรอคิวให้ผลตามลำดับหนักเบา และเพราะมีกำลังน้อยลง เปรียบเหมือนยาพิษ แม้จะร้ายแรงชนิดกินเข้าไปถึงตาย แต่ถ้าเราเอาน้ำใส่ลงไปในยาพิษนั้นมากๆ จนจืดจางลงไป ยาพิษนั้นก็คลายพลังลง หรืออาจจะกลายเป็นยาแก้โรคไปเสียก็ได้

       อีกอย่างหนึ่ง กรรมที่ติดตามเรามา เหมือนสุนัขไล่เนื้อ ทันเหยื่อของมันเมื่อไร ก็กัดกินเหยื่อของมันเมื่อนั้น คือถ้าเนื้อตัวนั้นอ่อนกำลังลง หรือหยุดวิ่ง ฝูงสุนัขที่ติดตามมาก็จะเข้ากัดกินเนื้อนั้นโดยพลัน แต่ถ้าเนื้อตัวนั้นมีกำลังดี ทั้งวิ่งไม่ยอมหยุดและวิ่งได้เร็ว จนพ้นกำลังการติดตามของฝูงสุนัข มันก็ปลอดภัยได้ เว้นไว้แต่ว่า มันเกิดวิ่งกลับหลังมาสวนทางกับฝูงสุนัขที่ไล่ติดตามมันมาเท่านั้น
 
ความชั่วที่ติดตามเรามานี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราทำกรรมดีเข้ามากๆ และทำติดต่อกันอย่างไม่หยุด กรรมชั่วแม้ติดตามเรามาก็ตามมาทันยาก เพราะพลังมันอ่อน จึงตามมาไม่ทัน เว้นไว้แต่เราหยุดทำกรรมดี เหมือนอย่างเนื้อที่หยุดวิ่ง หรือเว้นไว้แต่เราทำความชั่วเพิ่มเข้าอีก ซึ่งเหมือนกับเนื้อวิ่งสวนทางเข้าไปหาฝูงสุนัขที่ไล่ติดตามมาเสียเท่านั้น

       เพราะฉะนั้น กรรมชั่วที่เราทำไว้นั้น เราจึงสามารถหนีให้ห่างไกล หรือทำให้อ่อนกำลังลงได้ ด้วยการหยุดทำขั่วแล้วทำกรรมดีเพิ่มเข้าไว้มากๆ กรรมชั่วนั้นก็จะตามมาไม่ทัน และจะค่อยอ่อนกำลังลงในที่สุด เว้นไว่แต่กรรมชั่วนั้นเป็นอนันตริยกรรม เช่นฆ่าพ่อแม่ และฆ่าพระอรหันต์ เป็นต้น ซึ่งไม่มีกรรมอื่นใดที่จะลบล้างหรือสกัดการให้ผลของมันได้เลย

ผลของกรรมมีอะไรเป็นเครื่องวัด ?

       ๑๐. ถาม "มีอะไรเป็นเครื่องวัดว่า กรรมดีและกรรมชั่ว ให้ผลหนักหรือเบา มากหรือน้อย ไม่เท่ากัน ?"
       ตอบ "สิ่งที่เป็นเครื่องวัดผลของกรรมว่า มีมากหรือน้อย มี ๓ อย่าง คือ
              ๑. วัตถุ
              ๒. ประโยค
              ๓. เจตนา

       วัตถุ หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเรื่องที่เป็นตัวทำกรรม เช่น
              ถ้าฆ่าคนหรือสัตว์ดิรัจฉาน คนหรือสัตว์ที่เราฆ่านั้นจัดเป็นวัตถุของปาณาติบาต ผู้ที่เราฆ่านั้นเป็นผู้มีคุณมากหรือเป็นผู้มีคุณน้อย เป็นสัตว์ใหญ่หรือเป็นสัตว์เล็ก ถ้าฆ่าผู้มีคุณความดีมาก เช่นพ่อแม่ หรือพระสงฆ์ บาปก็มาก แต่ถ้าฆ่าผู้มีคุณความดีน้อย เช่นโจร บาปก็น้อย ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง วัว ควาย บาปก็มาก แต่ถ้าฆ่ามดหรือยุง บาปก็น้อย
              ในการลักของเขา ถ้าของใหญ่หรือของน้อยแต่มีค่ามาก บาปก็มาก แต่ถ้าของที่ลักนั้นเป็นของน้อยหรือมีค่าน้อย บาปก็น้อย
              ในการประพฤติผิดในกาม ถ้าประพฤติผิดในท่านผู้มีคุณความดีมาก มีคุณธรรม เช่น พระภิกษุสามเณร บาปก็มาก ถ้าประพฤติผิดในท่านผู้มีคุณความดีน้อยหรือคนชั่ว บาปก็น้อย
              ในการพูดเท็จ ถ้าเรื่องที่พูดสำคัญ เกิดความเสียหายมาก หักลาญประโยชน์คนอื่นมาก บาปก็มาก ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญ หรือพูดเพื่อสนุก หัวเราะเล่น บาปก็น้อย
              ในการเสพของมึนเมา ถ้าของที่เสพนั้นมีฤทธิ์มาก ร้ายแรง ทำให้มึนเมา หลงไหล ไร้สติได้มาก บาปก็มาก แต่ถ้ามึนเมานิดหน่อยทำลายสติสัมปชัญญะน้อย บาปก็น้อย
       ประโยค หมายถึง ความพยายาม คือการกระทำทางกาย หรือทางวาจา ถ้าทำด้วยความพยายามมาก เช่นต้องติดตามการกระทำกรรมนั้นเป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี บาปก็มาก ถ้าทำด้วยความพยายามน้อย เช่น ตบยุงแป๊ะเดียว ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก บาปก็น้อย
       เจตนา หมายถึง ความจงใจหรือตัวเจตนา เพราะการทำกรรมไม่ว่าเป็นการกระทำกุศลกรรมหรือทำอกุศลกรรม ที่จัดเป็นกรรมส่งผลให้แก่ผู้ทำได้ จะต้องทำด้วยเจตนาหรือความจงใจ เช่น ถ้าฆ่าสัตว์ด้วยไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นบาป หรือทำบุญด้วยไม่มีเจตนา ก็ไม่เป็นบุญ พระพุทธเจ้าจึงตรัสกฏแห่งกรรมในข้อนี้ไว้ว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ าทามิ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการกระทำที่มีเจตนาว่าเป็นกรรม" ดังนั้น เมื่อพูดในด้านเจตนากันแล้ว ถ้ากระทำกรรมด้วยเจตนาที่รุนแรง คือทำด้วยโลภ โกรธ หลง หรือโมะกล้า บาปก็มาก ถ้าทำด้วยเจตนาที่เบาบาง คือทำด้วยโลภ โกรธ หลง น้อย บาปก็น้อย

       ฉะนั้น การจะตัดสินใจว่า การทำกรรมมีบาปน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับตัวประกอบทั้ง ๓ ประการดังกล่าวมา
แม้ในการทำดี คือทำกุศลกรรม หรือทำบุญ ก็มีนัยตรงกันข้ามกับการทำบาป จึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงอีก

ทำไมคนชั่วบางคนจึงรุ่งเรืองกว่าคนดี ?

       ๑๑. ถาม "ทำไม คนชั่วบางคนจึงร่ำรวยและเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในชีวิตและการงานมากกว่าคนทำดี ?"
       ตอบ "เพราะเขาเคยทำความดีไว้มากในอดีตที่ผ่านมา ทั้งในชาตินี้และชาติที่ล่วงมาแล้ว ไม่ใช่เขาทำแต่กรรมชั่วเพียงอย่างเดียว เช่น คนทำชั่วบางคน ขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ รู้จักบริหารงาน รู้จักบริโภคใช้สอยสมบัติ และเลี้ยงพ่อแม่ของตนเป็นต้น แม้เขายังทำกรรมชั่วบางอย่างอยู่ เช่นโกงกิน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และข้อที่สำคัญที่สุดคือกรรมชั่วของเขายังไม่ถึงเวลาให้ผล แต่กรรมดีที่เขาเคยทำไว้ก่อน หรือกำลังกระทำอยู่ กำลังให้ผลอยู่ ส่วนคนดีบางคนที่ยังต้องทุกข์ยากลำบากอยู่ทั้งๆ ที่ทำดี ก็เพราะเขาไม่ได้ทำกรรมดีเพียงอย่างเดียว แต่ทำกรรมชั่วด้วย เช่นตกอยู่ใรอบายมุข ชอบเล่นการพนัน เกียจคร้านทำการงาน ไม่รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่รู้จักใช้จ่าย และไม่ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือกรรมดีที่เขาทำไว้ยังไม่ทันให้ผล แต่กรรมชั่วที่เขาทำไว้ในอดีตหรือในปัจจุบันกำลังให้ผลอยู่ ดังนั้น จึงทำให้เราพบว่า มีคนชั่วบางคนร่ำรวยและรุ่งเรืองกว่าคนทำดีบางคน
       แต่เมื่อใดกรรมชั่วหรือกรรมดีที่เขาทำไว้ให้ผลแล้ว เขาจะต้องเห็นประจักษ์ด้วยตนเองอย่างแน่นอน เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า

"แม้คนชั่วเห็นกรรมชั่วว่าดี ตลอดเลาที่กรรมชั่วยังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมชั่วให้ผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมชั่วนั้นว่าชั่วจริง ๆ
แม้คนดีเห็นกรรมดีว่าไม่ดี ตลอดเวลาที่กรรมดียังไม่ให้ผล
แต่เมื่อใดกรรมดีให้ผล เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าดีจริง ๆ"

ทำไมคนเราระลึกขาติไม่ได้ ?

       ๑๒. ถาม "ถ้าตายแล้วเกิด ทำไม คนเราจึงระลึกชาติไม่ได้ ? "
       ตอบ เพราะภพชาติปกปิดไว้ และเพราะการกระทำอื่นๆ เป็นอันมากทับถมกันอยู่ในจิตใจในปัจจุบัน แม้กระนั้น ก็ยังปรากฏว่ามีคนบางคนระลึกชาติได้ ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก แม้ในสมัยปัจจุบัน
       ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องในชาติก่อน ซึ่งล่วงมานานแล้วเลย ที่เราระลึกไม่ได้ แม้แต่เรท่องในชาตินี้เป็นจำนวนมากเราก็ลืม นึกไม่ได้ ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นไกล เมื่อเช้าวันนี้เรากินข้าวมากี่คำ เราก็จำไม่ได้เสียแล้ว และไม่ตั้งใจจำด้วย จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องในชาติก่อน"

คนที่ระลึกชาติได้ต้องได้ฌาน ?

       ๑๓. ถาม "คนที่ระลึกชาติได้ ต้องได้ฌานหรือเปล่า ?"
       ตอบ "ไม่เสมอไป เพราะเท่าที่ปรากฏหลักฐานในปัจจุบัน คนที่ระลึกชาติได้โดยทั่วไปอยู่ในวัยเด็ก ล้วนแต่เป็นคนธรรมดา ซึ่งไม่ได้ฌานสมาบัติอันใดทั้งสิ้น"

กรรมดีลบล้างกรรมชั่วได้ไหม ?

       ๑๔. ถาม "ทำชั่วแล้ว จะทำดีล้างชั่วได้หรือไม่ ?"
       ตอบ "ไม่ได้, แม้จะทำพอธีล้างบาปก็ไม่ได้ เพราะทำกรรมอันใดไว้จะต้องได้รับกรรมนั้น
แต่กรรมชั่วจะเบาบางลงได้ หรืออ่อนกำลังลงได้ ถ้าเราทำกรรมดีเข้ามากๆ เปรียบเหมือน
น้ำละลายความเค็มของเกลือให้เจือจาง"

ทำบุญแล้วควรอธิษฐานหรือไม่ ?

       ๑๕. ถาม "ทำบุญแล้วอธิษฐาน กับทำบุญแล้วไม่อธิษฐาน อย่างไหนจะได้ผลดีกว่ากัน ?"
       ตอบ "ถ้าเราทำบุญแล้ว หวังจะให้บุญนั้นส่งผลให้ตามที่ตนมุ่งหมายไว้ ทำบุญแล้วอธิษฐานดีกว่า
เพราะบุญนั้นจะให้เราสำเร็จเป้าหมายโดยเร็วได้ แต่ถ้าเราทำบุญหรือความดีแล้วไม่ได้หวังผลอะไร
นอกจากเห็นว่ามันเป็นความดีแล้วก็ทำ ก็ไม่จำเป็นต้องอธิษฐาน บุญที่เราทำไว้นั้น จะจัดคิวให้ผลของมันเอง
       แต่การทำบุญแล้วอธิษฐานนั้น ย่อมได้ผลตามเป้าหมายดีกว่า เหมือนนักศึกษาสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเราในปัจจุบัน เลือกวิชาที่ตนต้องการอันดับหนึ่ง อันดับสอง อันดับสาม .....เอาไว้เมื่อสอบได้ ทางคณะกรรมการก็จัดให้เข้าเรียนตามสาขาวิชาที่เรามีสิทธิเข้าเรียนและเลือกไว้ แต่ถ้าหากว่า ในการสอบไม่มีหนดให้เลือกวิชาใดไว้ ก็แล้วแต่กรรมการจะจัดให้เข้าเรียนตามความเหมาะสม ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่ตรงตามวิชาที่เราต้องการก็ได้
       อีกอย่างหนึ่ง การทำบุญแล้วอธิษฐาน ทำให้เรามุ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมาทุกภพทุกชาติ ก็ทรงอธิษฐานเพื่อสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าหากพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีแล้ว ไม่ทรงอธิษฐานเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ แม้จะบำเพ็ญความดีมามากก็ตาม ต้องยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนั่นเอง เหมือนคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปเชียงใหม่ แม้จะเดินทางทุกวันก็ไม่อาจจะถึงเชียงใหม่ได้ เพราะเขาไม่มุ่งจะไปเชียงใหม่
       แต่อย่างไรก็ตาม ในการทำบุญแล้วอธิษฐานนั้น ก็ควรอธิษฐานในขอบเขตที่เป็นไปได้ จึงจะได้รับผลตามที่ตนมุ่งหมายไว้ แต่ถ้าทำเหตุไม่สมกับผล หรือไม่สร้างเหตุแห่งการทำดีคือบุญเลย แต่ต้องการผลเกินกว่าเหตุ  หรืออธิษฐานพร่ำเพรื่อมากเกินไป (แบบค้ากำไรเกินควร) ก็จะไม่ได้รับผลที่ต้องการ การที่จะได้รับผลของบุญตามที่ได้อธิษฐานนั้นก็ต่อเมื่อแรงบุญ หรือพลังบุญที่ทำไว้เพียงพอ

       ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนจึงควรอธิษฐานเฉพาะเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นเท่านั้น
ไม่ควรอธิษฐานพร่ำเพรื่อไปเสียทุกเรื่อง มิฉะนั้นแล้วจะไม่ได้ผลในเรื่องที่หวังผลเกินกว่าเหตุ
และจะเข้าลักษณะอ้อนวอน เหมือนอย่างศาสนาประเภทเทวนิยม ที่ถือพระเจ้าสร้างโลกทั้งหลายไปเสีย."

สรุปความ

       เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลและหลักฐานที่แสดงมาทั้งหมดนี้ จึงขอยืนยันตามหลักพระพุทธศาสนา และข้อพิสูจน์ว่า กรรมดีกรรมชั่วมีจริง คนเราตายแล้วต้องเกิด ถ้าผู้นั้นยังมีกิเลสอยู่ และถ้าผู้ใดหมดกิเลสแล้ว เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ต้องเกิดอีก แต่ได้เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นที่สุดทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ส่วนผู้ที่ยังมีกอเลส ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น
        เมื่อตายจากชาติปัจจุบันแล้ว จะไปเกิดเป็นอะไร และอยู่ที่ใดนั้น ข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับแรงเหวี่ยงแห่งกรรมดีและกรรมชั่วที่เขาทำไว้ ซึ่งจะส่งเขาไปเกิดในภพชาตินั้นๆ

       เรื่องกฏแห่งกรรมและตายแล้วเกิดใหม่นี้เป็นกฏธรรมชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความไม่เชื่อของคนเรา เช่นไฟเป็นของร้อน หรือดวงดาวในจักรวาลอื่นๆ มีอยู่จริง ใครจะรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมตามธรรมชาติของมัน ไม่ได้หายไปเพราะความไม่เชื่อ และไม่ได้ปรากฏมีขึ้นเพราะความเชื่อของคนเรา แม้คนเราเมื่อตายจะไม่อยากเกิดก็ต้องเกิดอยู่นั่นเองถ้ายังมีกิเลสอยู่ เหมือนอย่างคนที่ไม่อยากตาย แต่ก็ต้องตายในที่สุด เพราะความตายเป็นกฏธรรมชาติ

       แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เชื่อว่า "ตายแล้วเกิดจริง บาปบุญมีจริง นรกสวรรค์มีอยู่จริง คนทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจริง" ย่อมดีกว่าหรือย่อมได้รับประโยชน์กว่าคนที่ไม่เชื่อเป็นอันมาก สวรรค์และนรกนั้นมีจริงแน่ เมื่อเชื่อว่าสวรรค์นรกมีจริงแล้ว คนเราก็ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ก็ย่อมไปเกิดในที่ดีไม่ตกนรกแน่
       ถ้าสมมติว่าสวรรค์และนรกไม่มีจริง คนที่ทำแต่ความดีก็มีความสุขในปัจจุบัน ไม่ต้องเดือดร้อน แต่คนที่ไม่เชื่อ แล้วไม่ยอมทำดี แต่กลับทำชั่ว ย่อมมีแต่ขาดทุน คือเดือดร้อนในปัจจุบัน
       เมื่อนรกและสวรรค์มีจริง คนที่ทำชั่วตายไปก็ตกนรก ไม่มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้ ในชาตินี้ก็ขาดทุน ชาตอหน้าก็ขาดทุน เพราะทำชั่วไม่ยอมทำดี ย่อมมีความทุกข์ความเดือดร้อน ส่วนคนที่เชื่อแล้วทำดีนั้น ย่อมมีแต่ทางได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

       ยิ่งเราผู้นับถือพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว แม้เรายังพิสูจน์ไม่ได้ หรือยังไม่เห็นประจักษ์ด้วยตัวเอง ก็ควรเชื่อพระพุทธเจ้าไว้ก่อน เหมือนคนทั่วไปที่ยังไม่เห็นเชื้อโรคด้วยตนเอง ก็จงเชื่อหมอไว้ก่อน มันดีกว่าไม่เชื่อ เพราะว่าการที่จะให้คนเรารู้เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ และในจักรวาลอื่นๆ นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางอย่างซึ่งสุดความสามารถของเราก็ต้องเชื่อท่านผู้รู้ไว้ก่อน และเมื่อเราเชื่ออย่างมีเหตุผล ตั้งอยู่บนรากฐานของปัญญาแล้ว แม้จะไม่เห็นประจักษ์ด้วยตา หรือไม่สามารถสัมผัสรับรู้ได้ด้วยประสามสัมผัสทั้งห้า
 
แต่เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน ฝึกอบรมจิตของเราแล้ว หรือค้นคว้าเหตุผล ด้วยการใช้ปัญญาใคร่ครวญ
หรือได้ประสบพบเห็นด้วยตนเองแล้ว ในที่สุด สิ่งเหล่านี้ สภาพเหล่านี้ จะปรากฏแก่เราชัดขึ้น
เพราะพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ดีแล้วนั้น ย่อมพิสูจน์ด้วยเหตุผลและด้วยการปฏิบัติ.

จบบริบูรณ์

เรื่อง ตายแล้วไปไหน
กฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
โดย พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)
                                               

 7 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 09:30:50 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี
พระนางมหาปชาบดี เสด็จไปเฝ้าทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ
เพื่อหลีกออกปฏิบัติแต่ผู้เดียว พระพุทธองค์ทรงประทาน

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ ให้ทรงปฏิบัติ คือ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
      
๑.  ความกำหนัด
๒.   ประกอบสัตว์ไว้ในภพ
๓.   ความสั่งสมกิเลส
๔.   ความมักมาก
๕.   ความไม่สันโดษ

๖.   ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๗.   ความเกียจคร้าน
๘.   ความเลี้ยงยาก

 
พึงทราบเถิดว่า นั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา
ส่วนธรรมเหล่าใดที่มีลักษณะตรงข้ามจากนี้ พึงทราบเถิดว่า
นั่นเป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา
 
สังขิตตสูตร ๒๓/๒๕๕
 
   ในเมืองไทย มักจะมีผู้อ้างตัวเป็นผู้รู้อยู่ทั่วไป มักจะอธิบายธรรมะ ตามความพอใจของตน
ตีความธรรมะเอาตามใจชอบ ตั้งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เอาตามความพอใจ แล้วก็อ้างว่า
พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ พระสูตรนี้ จะเป็นหลักเปรียบเทียบได้อย่างดี
   เพื่อความสมบูรณ์ โปรดดูมหาประเทศ ฝ่ายพระวินัยและฝ่ายธรรมะด้วย
ถ้าขัดแย้งกัน แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นของแปลกปลอมเข้ามาใหม่อย่ารับไว้
เพราะนอกจากจะทำให้เราเกิดความไขว้เขวปฏิบัติผิดแล้ว จะเป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลือนหายด้วย
   การเผยแพร่ธรรมที่ถูกต้อง ไม่ว่าในการพูดหรือเขียน ควรจะมีหลักฐานที่มาที่ไปชัดเจน
เพราะธรรมะต่าง ๆ ที่เราสอนและเรียนกันทั่วไปนั้น ล้วนเกิดจากการค้นพบของพระพุทธเจ้าทั้งหมด
สาวกเป็นผู้สืบทอดต่อมา
   ในฐานะพุทธสาวกที่ดี ควรจะรักษาธรรมที่บริสุทธิ์ไว้ และเผยแผ่แต่ธรรมะแท้
อย่าได้ปลอมปนทิฐิของปุถุชนเข้าไปเลย จะเกิดบาปเสียเปล่า ถ้ายังอยากดังอยากเด่น
ก็ควรที่จะตั้งตัวเป็นศาสดาองค์ใหม่ เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ - ธรรมรักษา


 8 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 09:26:03 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
หลักความเชื่อที่ถูกต้อง - ธรรมรักษา

พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกาลามะ ชื่อว่า เกสปุตตะ แคว้นโกศล
ในสมัยนั้น ได้มีผู้อวดอ้างตัวในคุณวิเศษกันมาก จนชาวเกสปุตตะเอือมระอานักบวชมาก
แต่ละพวกนอกจากจะอวดตัวแล้ว ยังพูดกดและดูหมิ่นลัทธิอื่นอีกด้วย
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึง มีชาวบ้านเกสปุตตะมาเฝ้า
ทรงแสดงหลักความเชื่อ ๑๐ ประการ เป็นหลักตัดสิน คือ
 
๑.อย่างปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตาม ๆ กันมา
๒.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา
๓.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
๔.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
๕.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก

๖.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
๗.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
๘.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
๙.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
๑๐.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา
 
ต่อเมื่อใด รู้และเข้าใจด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล
มีโทษหรือไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือควรปฏิบัติ ตามที่รู้และเข้าใจนั้น
 
เกสปุตตสูตร ๒๐/๒๑๒
 
พระสูตรนี้ มักจะถูกนำมาอ้างกันมาก แต่มักจะอ้างไม่ตลอดสาย
คืออ้างแต่ว่า ไม่ให้เชื่อตำรา แต่ไม่ได้ดูบทสรุปที่ว่า “ต่อเมื่อเข้าใจด้วยตนเองว่า....”

พระสูตรนี้ท่านมิได้ห้ามมิให้เชื่อ แต่ท่านให้เชื่อด้วยมีปัญญาประกอบด้วย
มิฉะนั้นความเชื่อต่าง ๆ มักจะไม่พ้น “ความงมงาย”
ถ้าพระสูตรนี้ไม่ให้เชื่ออะไรแล้ว เราก็ต้องไม่เชื่อพระสูตรด้วย
เพราะพระสูตรนี้ก็เป็นตำราเหมือนกันมิใช่หรือ?

ดังนั้น เมื่อฟังหรืออ่านอะไรมา จึงไม่ควรทำตนเป็นคน “กระต่ายตื่นตูม”
เอะอะโวยวาย พลอยให้คนที่เขารู้น้อยพลอยเสียประโยชน์ไปด้วย
การใคร่ครวญพิจารณา จึงเป็นคุณสมบัติของชาวพุทธที่ดี
พึงมีไว้ประจำตนตลอดไป

หลักความเชื่อที่ถูกต้อง - ธรรมรักษา


 9 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 12:50:38 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ปลาเป็นเหตุ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ปลาเป็นเหตุ

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ใกล้นครสาวัตถี เช้าวันหนึ่งพระองค์เสด็จไปบิณฑบาตยังนครสาวัตถี พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพวกเด็กหนุ่มกำลังจับปลาในสระแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างทาง เพื่อจะนำมาปิ้งกิน พระองค์เสด็จไปหาพวกเด็กหนุ่ม แล้วตรัสถามว่า พวกเธอกลัวความทุกข์ ความทุกข์ไม่เป็นที่รักของพวกเธอไม่ใช่หรือ

เด็กเหล่านั้นกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพวกเธอเกลียดกลัวความทุกข์ ก็อย่าได้ทำบาปทั้งในที่ลับหรือที่แจ้งเลย
ถ้าพวกเธอทาบาปแล้ว แม้จะเหาะหนีไป ก็ไม่อาจพ้นจากความทุกข์ได้เลย

(กุมารกสูตร ๒๕/๑๑๕)

เหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นสัพพัญํูรู้แจ้งทุกสิ่ง จึงทรงเตือนเด็กพวกนั้น เรื่องต่อไปนี้จะเป็นอุทาหรณ์ที่ดี
แพทย์หญิงชาวไต้หวันชื่อกวั๋วฮุ่ยเจิน เป็นแพทย์ทางด้านโรคมะเร็ง ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนได้พบเห็น ความว่า
ชายคนหนึ่งมีนิสัยชอบเคี้ยวหมาก สูบบุหรี่ และดื่มสุรา ต่อมาได้ป่วยเป็นมะเร็งในโพรงปาก ได้มารับการรักษาในโรงพยาบาล อาการป่วยอยู่ในขั้นโคม่า ภายในโพรงปากถูกฝีหนองของมะเร็งกัดกินจนทะลุเป็นรูออกทางแก้มหน้า นํ้าหนองไหลออกมาตลอดเวลา แม้อาหารที่กินเข้าไปก็มักไหลออกมาทางรูทะลุด้วย แม้สุราที่เคยชอบหนักหนา หากดื่มเข้าไปก็เปรียบเหมือนเอานํ้าทองแดงกรอกปากก็ไม่ปาน แม้หมากที่เคยเคี้ยวเป็นประจำด้วยความชื่นชอบ ก็กลับกลายเป็นเหมือนกลืนกินลูกเหล็กกลมที่ร้อนแดง เนื่องจากดื่มกินไม่ได้ ประกอบกับจิตใจที่สับสนเศร้าหมอง ร่างกายที่เคยแข็งแรงสมบูรณ์มาก่อนก็ผอมโซลงอย่างรวดเร็ว ในสภาพที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนี้ แพทย์ยังได้ต่อท่ออาหารจากจมูกตรงไปยังกระเพาะอาหารอีกด้วย

ภรรยาของผู้ป่วยก็อยู่ในสภาพที่เจ็บปวดที่สุด เพราะต้องคอยหมั่นดูแล ทำความสะอาดนํ้าเลือดนํ้าหนอง
ที่ไหลออกมาอย่างไม่มีวันหมด ทั้งยังต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อหาแพทย์มารักษา
และที่สำคัญคือต้องใช้จ่ายเงินทองมากมาย

ผู้ป่วยได้เล่าให้พ.ญ.กวั๋วฮุ่ยเจินฟังว่า ปกติตัวเขาชอบไปตกปลา เคี้ยวหมาก ดื่มสุรา ขณะที่ตกปลามีความรู้สึกที่แสนจะสุขสมอารมณ์หมาย แต่ในขณะที่โรคมะเร็งได้กำเริบจนใบหน้าต้องทะลุเป็นรูโบ๋ เขามีความรู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก บัดนี้จึงได้เรียนรู้ว่า ขณะที่เงี่ยงเบ็ดแทงแก้มของปลาจนทะลุ ภายในจิตใจของปลา ความรู้สึกกลัวและความเจ็บปวดเป็นอย่างไร

เสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ผู้ป่วยพยายามเปล่งออกมาอย่างลำบากยากเย็นนี้ แสดงถึงความสำนึกในบาปกรรมของตน เขาได้รู้สึกว่า ช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นมันช่างน้อยนิด บาปกรรมที่ทำให้พวกปลาต้องตกใจกลัว และทนทุกข์ทรมาน บัดนี้ได้สะท้อนกลับมายังตน ร่างกายต้องเจ็บปวดถูกแทงทะลุที่กระพุ้งแก้ม ขณะที่ตัวเองกลืนนํ้าลาย ก็เปรียบเสมือนถูกไฟเผาหรือถูกมีดกรีดร่างก็ไม่ปาน สภาพที่เจ็บจนทนไม่ไหวนี้ เทียบกับขณะที่ปลาถูกเบ็ดตกขึ้นมาแล้วดิ้นรนเพื่อหาทางรอด ก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก

ชีวิตของผู้ป่วยรายนี้เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งและเป็นอุทาหรณ์ว่า
กฎแห่งกรรมไม่เข้าใครออกใคร
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง แน่นอนที่สุด

(เสียงเพลงจากแม่น้านิรันดร์ แปลโดย ว่าที่ร.ต.ทรงศักดิ์ อัมพรวิวัฒน์)

เมื่อวันที่ ๘ พ.ย. ๒๕๓๕ นายสมนึก อายุ ๔๔ ปี กับนาย น. อายุ ๓๐ ปี อยู่บ้านหนองตะเคียน
ได้ไปทอดแหหาปลาที่คลองชลประทาน บ้านดงพิกุล นาย น. จับปลาหมอได้ตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะเก็บปลาไว้ที่ไหน
เพราะไม่มีภาชนะใส่ จึงใช้ปากคาบปลาไว้แล้วลงมือหาปลาต่อ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น ขณะที่นาย น. คาบปลาอยู่นั้นปลาเกิดดิ้นจนหลุดเข้าไปในลำคอ เป็นเหตุให้นาย น.ล้มทั้งยืน นายสมนึกไม่สามารถช่วยดึงปลาออกมาได้ จึงรีบนำตัวส่ง รพ.ทัพทัน

หลังจากนั้น นาย น. มีอาการไม่รู้สึกตัว แพทย์ได้ช่วยกันใช้คีมดึงปลาออกมาจนสำเร็จ ทำให้นาย น. ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว กลับฟื้นคืนสติอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นเกิดมีอาการชักกระตุกอีก จึงถูกส่งตัวไป รพ.อุทัยธานี แต่อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์ผู้รักษากล่าวว่า ถึงแม้นาย น. จะรอดชีวิต ก็จะมีอาการแบบเจ้าชายนิทรา ทางญาติก็บอกว่าทำใจไว้แล้ว

ภายหลังทางญาติได้นำตัวผู้ป่วยกลับบ้านโดยอ้างว่าไม่มีเงินรักษา
นายน.ได้เสียชีวิตลงในระหว่างทาง สร้างความเสียใจให้แก่ญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก

(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๙ พ.ย. ๒๕๓๕)

นาง อ. อายุ ๓๐ ปี เล่าว่า เมื่อต้นเดือนมิ.ย.นี้ นาย ป. อายุ ๓๐ ปี สามีซึ่งเป็นนักการสถานที่ราชการแห่งหนึ่งใน จ.อำนาจเจริญ ได้ออกไปเก็บตาข่ายที่ดักปลาไว้ เกิดลื่นล้มไถลก้นกระแทกกับตอไม้ไผ่ ทำให้ไม้ไผ่เสียบเข้าไปในรูทวารหนักและหักติดอยู่ในช่องท้อง จึงนำตัวส่ง รพ.จ.อำนาจเจริญ แพทย์ทำแผลและให้ยาแก้ปวดรับประทาน แล้วให้กลับบ้านได้ โดยไม่ฟังเสียงขอร้องจากผู้ป่วยที่ขอให้หมอช่วยเอกซเรย์ เพราะสงสัยว่าจะมีไม้หักติดอยู่
หลังจากที่นาย ป. กลับมารักษาตัวที่บ้านอาการเริ่มทรุดหนักลง มีอาการป่วยแทรกซ้อนและมีกลิ่นเหม็น จึงได้เข้ารักษาที่รพ.อำเภอกุดข้าวปุ้น เป็นแห่งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๒ มิ.ย.นี้ หมอก็ได้รักษาเพียงให้กินยาแก้อักเสบและทำแผล

โดยไม่มีการเอกซเรย์ตามคำขอร้องของผู้ป่วยและญาติ นาย ป. นอนรักษาตัวอยู่นานกว่า ๑ สัปดาห์ อาการกลับทรุดหนัก ญาติขอนำตัวไปรักษาที่อื่น แต่หมอไม่อนุญาต ในที่สุดนาง อ. กับญาติ ๆ ได้ตัดสินใจอุ้มนาย ป. ออกจาก รพ.แห่งนี้ นำส่งรพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อไปถึงแพทย์ได้นำนาย ป. เข้าห้องเอกซเรย์เป็นการด่วน พบว่าท่อนไม้ฝังติดอยู่ในช่องท้อง จึงได้ผ่าตัดนำเอาไม้ไผ่ที่หักติดอยู่ออกมาโตขนาด ๑ นิ้ว ยาว ๓ นิ้ว และพบว่าลำไส้ของนาย ป. ติดเชื้อและเน่าบางส่วน แพทย์ต้องควักลำไส้ออกมากองรักษาข้างนอก อาการของนาย ป. ยังน่าเป็นห่วง

(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๒๘ มิ.ย. ๒๕๓๗)

ข้าราชการเก่าผู้หนึ่งเล่าประสบการณ์ของตน ความว่า

สมัยเมื่อรับราชการที่จังหวัดทางชายแดน วันหนึ่งผมได้ขับรถออกไปนอกเมือง เห็นชาวบ้านกำลังจับปลาในคูข้างถนน หลายคนวิ่งไล่ตะครุบปลาช่อนตัวใหญ่ซึ่งโดดหนีไปมาอย่างว่องไว ผมจึงหยุดรถข้างถนนออกมายืนดู ทันใดนั้นปลาช่อนก็กระโดดขึ้นมาบนถนน กระเสือกกระสนมาหยุดอยู่แทบเท้าผม คล้ายกับขอร้องให้ช่วยชีวิตมันไว้ พวกชาวบ้านก็ตะครุบตัวไว้ได้โดยง่าย

ผมเกิดความสงสาร จึงขอซื้อปลาช่อนเพื่อปล่อยเอาบุญ
ขณะนั้นมีรถขนาดเดียวกับผมแล่นผ่านไปข้างหน้าจนลับสายตาไป

ผมนำปลาช่อนที่ซื้อไปไว้ในรถ ขับรถไปช้าๆ ตามองหาที่ปล่อยปลา พอดีเห็นบึงใหญ่ห่างข้างทาง
ประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็หยุดรถข้างถนน เอาผ้าขาวม้าที่อยู่หลังรถห่อปลา แล้วออกจากรถ
เดินตามคันนาไปจนถึงบึง หาที่นํ้าลึก แก้ห่อผ้าขาวม้า แล้วปล่อยปลาลงนํ้า

เจ้าปลาคงดีใจมาก มันผุดขึ้นแล้วดำลงหลายหน เหมือนจะแสดงความขอบใจที่ช่วยชีวิตมันไว้
จากนั้นก็ดำหายลงไปในก้นบึง

ผมยืนมองดูอยู่ ในใจเกิดปีติที่ได้ช่วยชีวิตปลาช่อนตัวนี้ไว้ เมื่อไม่เห็นมันโผล่ขึ้นมาอีก
ผมก็เดินกลับมาที่รถ ขับต่อไปบนเส้นทางเดิม

เมื่อขับไปได้พักหนึ่ง เห็นคนมุงดูกลุ่มหนึ่งแต่ไกล เมื่อรถผมเข้าไปใกล้ ก็มองเห็นสะพานไม้ข้ามคลองกว้างพอสมควร ผมจึงจอดรถข้างทางแล้วเดินมองดูและชะโงกดูข้างล่าง เห็นรถยนต์คันหนึ่งตกลงไปอยู่ข้างล่างในห้วย
ตอนท้ายยับยู่ยี่ ผมตกใจมากเพราะจำได้ว่ารถคันนี้วิ่งออกหน้าตอนที่ผมกำลังซื้อปลาช่อนจากชาวบ้าน

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ผมฟังว่า สะพานนี้ รถโดยสารเขาเคยวิ่งกัน นํ้าหนักมากกว่ายังไม่หัก
จำเพาะมาหักเอารถคันนี้ พอสะพานหัก รถคันนี้ก็ตกลงไป ในรถมี ๓ คน ทุกคนบาดเจ็บสาหัส
และถูกนำตัวไปส่งอนามัยอำเภอซึ่งอยู่ไม่ไกล พวกนี้เที่ยวมายิงนกเสมอ รถที่ตกยังมีนกเขาถูกยิงอยู่เป็นพวง
และมีปืนแฝดอยู่ในรถ

ผมขับรถกลับจังหวัดด้วยจิตใจที่หดหู่ หากผมไม่ขอซื้อปลาช่อนจากชาวบ้าน
เคราะห์กรรมอันนี้คงเกิดขึ้นกับผมแน่

(กฎแห่งกรรม โดย ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๕)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้
๑. ทุกชีวิตต่างก็มีความทุกข์ประจำอยู่แล้ว ลำพังแต่ความร้อน หนาว หิว กระหาย แก่ เจ็บ ตาย
เพียงแค่นี้ก็ทุกข์จนสุดจะทนแล้ว เหตุไฉนจึงเบียดเบียนกัน เข่นฆ่ากัน เพิ่มทุกข์ให้แก่กันอีกเล่า
๒. คนที่รักษาสุขภาพเป็นอย่างดีมักจะไม่เจ็บไข้ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะตามหลักพุทธศาสนา
บางครั้งคนเราก็เจ็บป่วยเพราะผลของกรรมเก่า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์ว่า
ในกาลก่อน เราเป็นเด็กลูกของชาวประมง อยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นพวกชาวประมงฆ่าปลาแล้ว
(แทนที่จะสงสารกลับ) เกิดความชื่นชม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงปวดศีรษะ
เมื่อครั้งที่วิฏฏุภะฆ่าพวกศากยะ

(พุทธาปทาน ๓๒/๓๙๒)

โรคมะเร็งในปากอาจเป็นผลของบาปกรรมจากการตกปลาก็ได้ ดังนั้นผู้ที่ชอบหาความสุข
บนความทุกข์ของผู้อื่น พึงสังวรให้มากไว้ สภาพความเจ็บปวดของผู้ป่วยน่าสยดสยองมาก
บทเรียนบางอย่างนั้น คนฉลาดอาจเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องใช้นํ้าตาหรือชีวิตเลือดเนื้อของตนเองไปแลก

๓. คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกทำดีหรือทำชั่วก็ได้ เรื่องที่นำมาเสนอนี้ย่อมเป็นอุทาหรณ์ว่า
ควรจะใช้ชีวิตนี้ไปในทางใด

ปลาเป็นเหตุ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 10 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2018, 12:37:15 pm 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ทรชนคนบาป -  ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๑ พระเจ้าศศางกะ กษัตริย์อินเดียผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เกิดริษยาความเจริญของพระพุทธศาสนา จึงคิดจะทำลายล้าง โดยจัดการกับวิหารมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก่อน ในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปอันงดงาม พระเจ้าศศางกะสั่งให้แม่ทัพจัดการทำลายพระพุทธรูปทันที แล้วเสด็จออกไปตัดต้นมหาโพธิ์ ส่วนภายในวิหารปล่อยให้แม่ทัพจัดการ

ฝ่ายแม่ทัพเป็นผู้รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่กล้าทำตามคำสั่งนาย ได้ดำริว่า ถ้าทำลายพระพุทธรูปตามโองการของพระราชา เราก็ต้องตกนรก ถ้าไม่ทำตามโองการ ศีรษะก็จะไม่อยู่กับบ่า ในที่สุดคิดอุบายร่วมกับคนสนิท ก่อกำแพงบังพระพุทธรูปนั้นให้มิด แล้วทูลพระราชาว่าทำลายเสร็จสิ้นแล้ว

พระเจ้าศศางกะชอบพระทัย พอล่วงไป ๗ วัน ก็บังเกิดโรคพุพองเปื่อยเน่าไปทั่วสรีระ
กษัตริย์ใจบาปนี้ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัสจนสิ้นพระชนม์ ฝ่ายแม่ทัพก็รีบมารื้อกำแพงออกทันที

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ แม้พระพุทธรูปยังไม่ได้ถูกทำลาย
แต่เป็นผลอันเกิดจากการทำอันตรายต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งพระพุทธองค์อาศัยร่มเงาในคืนตรัสรู้

อ.เสถียร โพธินันทะ
 
ได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านได้เห็นชายชราเป็นโรคผิวหนังพุพองเปื่อยเน่าทั้งตัว ทั้งยังเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ ต้องเที่ยวถัดไปตามถนนขอทานเขากิน ชายชราผู้นี้เล่าชีวประวัติให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นฟังว่า เมื่อหนุ่มหากินทางขโมยลอกทองพระพุทธรูปบ้าง เที่ยวขุดทรัพย์ในองค์พระปฏิมาตามวัดร้างโบราณ ทำให้องค์พระเสียหายขาดอวัยวะไป บัดนี้กรรมตามทันมาสนองให้ต้องทรมานอย่างนี้หลายปีแล้ว และรู้ตัวว่าหากตายไปคงตกนรกแน่นอน
ผู้ใหญ่ท่านนั้นเล่าว่า ได้เห็นสภาพของชายชราแล้ว ใจของท่านสลดสังเวชมาก
เพราะมีสภาพเกือบไม่เป็นมนุษย์ ตามตัวเน่าไปหมดส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทีเดียว
เป็นการตกนรกทันตาเห็นอยู่แล้ว

(ตอบปัญหาร้อยแปด โดย เสถียร โพธินันทะ)

บนกุฏิของท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดโพธิ์นิมิตร ฝั่งธนบุรี มีพระพุทธรูปยืนสององค์
ยืนเด่นในหมู่พระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก ท่านเจ้าคุณได้เล่าประวัติของพระพุทธรูปยืนสององค์ ความว่า

ในจังหวัดพระนคร มีบุคคลผู้หนึ่งนำพระพุทธรูปยืนมาเลื่อยเป็นสองท่อน ท่อนบนขายให้ฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเข้ามาทำงานในเมืองไทย เพื่อนำออกนอกประเทศได้สะดวก ส่วนท่อนล่างก็ไม่สนใจทิ้งไว้ข้างบ้าน คนข้างบ้านเห็นแล้วก็สังเวชใจยิ่งนัก จึงนำมาถวายท่านเจ้าคุณซึ่งท่านผู้นี้เคารพ ท่านเจ้าคุณได้จัดการบูรณะให้สมบูรณ์เป็นองค์พระ แล้วตั้งไว้เคารพบูชาบนกุฏิท่าน

ต่อมาวันหนึ่ง ผู้ที่เลื่อยพระพุทธรูปนั่งรถไปธุระที่ซอยแห่งหนึ่งในเขตพระนคร เมื่อรถที่นั่งออกจากซอยก็ชนกับรถอีกคันหนึ่งอย่างแรง รถพังยับเยิน ผู้ฆาตกรรมพระพุทธรูปได้รับบาดเจ็บสาหัส หนังหัวถลกมาข้างหน้า เจ็บปวดจนร้องครวญครางอย่างน่าเวทนา ตำรวจนำผู้บาดเจ็บสาหัสส่งโรงพยาบาลโดยด่วน คนป่วยบิดตัวหน้าเบี้ยวบูดด้วยความเจ็บปวด พิษบาดแผลทำให้เพ้อคลั่งออกมาว่า ผมเจ็บปวดจนทนไม่ไหวแล้ว กรุณาเอาเลื่อยมาเลื่อยหน้าอกที คนป่วยร้องยํ้าว่า ผมทนไม่ไหวแล้ว เลื่อยหน้าอกทีๆๆ

บุคคลผู้นี้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เจ็บปวดจนนํ้าตาไหลอาบหน้า ทั้งกิริยาท่าทางและการดิ้นรนตลอดจนหน้าตาบิดเบี้ยว ตอนแรกก็ร้องแผ่วเบา แล้วค่อยดังขึ้นจนที่สุดก็ตะโกนออกมา ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ไม่มีใครรู้ว่า คำพูดที่ตะโกนออกมานั้นหมายความว่าอะไร บางคนเข้าใจว่าเป็นเพราะความเจ็บปวด จึงอยากให้เลื่อยกายออกเป็นสองท่อน เพื่อให้ตายและพ้นความทุกข์ทรมาน บางคนคิดว่าพิษบาดแผลทำให้เพ้อพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว คำที่พูดออกมาจึงไม่มีความหมาย แต่ผู้ที่รู้เบื้องหลังของคนป่วยคงจะตื่นเต้น ทุกคำพูดเขย่าขวัญและเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึก เพราะบุคคลผู้สร้างบาปกรรมนี้ ที่สุดก็หนีบาปกรรมของตนไม่พ้น

ฝ่ายฝรั่งคนนั้น ตั้งแต่ได้นำพระพุทธรูปท่อนบนมาไว้ในบ้าน ครอบครัวที่เคยสงบสุข ก็เปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม ประเดี๋ยวคนนั้นป่วย คนนี้ป่วย จิตใจมีแต่ความเคร่งเครียด มองดูอะไรก็ไม่ถูกใจ เรื่องที่ไม่น่าจะมีก็มี ยิ่งมารู้ข่าวคนที่เลื่อยพระพุทธรูปก่อนตายร้องตะโกนให้เลื่อยหน้าอก ก็ยิ่งหวาดหวั่น หน้าที่การงานก็ได้รับคำตำหนิว่าบกพร่อง ทางต่างประเทศก็มีคำสั่งเรียกตัวกลับไป แกเชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นอภินิหารของพระพุทธรูปที่ซื้อมาแน่ จึงไม่ยอมนำพระพุทธรูปนี้กลับไปด้วย รีบไปพบผู้ที่นำพระพุทธรูปท่อนล่างไปถวายท่านเจ้าคุณ เพื่อให้ช่วยนำพระพุทธรูปท่อนบนไปถวายท่านเจ้าคุณ แม้จะทราบว่าท่อนล่างได้รับการบูรณะแล้ว ก็อยากจะให้นำท่อนบนไปให้พ้นบ้านเพราะความกลัว และบอกว่าเข็ดแล้ว จะไม่ขอแตะต้องพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

เมื่อได้พระพุทธรูปท่อนบนมาอีก ท่านเจ้าคุณก็บูรณะให้เป็นองค์พระที่สมบูรณ์
จึงเกิดเป็นพระพุทธรูปสององค์ยืนเด่นบนกุฏิท่าน

(กฎแห่งกรรม โดย ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๓)

เมื่อคืนวันที่ ๑๓ มิ.ย. ๒๕๓๖ ชายสองคนขี่รถจักรยานยนต์ไปที่วัดซุ้มกอ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร
(ชาวบ้านเรียกกรุทุ่งเศรษฐี) ทั้งสองนำรถไปซุ่มจอดอยู่ใต้ต้นมะม่วงซึ่งห่างจากเจดีย์ซุ้มกอประมาณ ๒๐ เมตร แล้วเดินมาขุดที่บริเวณฐานของเจดีย์ซุ้มกอ เพื่อหาพระซุ้มกอที่ยังมีหลงเหลือ ด้านบนของฐานเจดีย์ที่ทั้งสองลักลอบขุด มีจอมปลวกขนาดใหญ่ก่อตัวอยู่ทั้งสองขุดชอนลึกลงไปจนท่วมหัว สันนิษฐานว่าขุดกันมาหลายวันแล้ว โดยใช้ต้นหญ้าปิดปากหลุมไว้ ขณะที่กำลังใช้ชะแลงขุดลึกลงไปเรื่อยๆ นั้น ดินจอมปลวกและฐานเจดีย์ได้ถล่มพังทับร่างของทั้งสองชนิดตายทั้งเป็น

รุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านได้ช่วยกันขุดดินออก
พบร่างชายสองคน คือ นาย ก. อายุ ๒๑ ปี
อีกศพเป็นชายอายุประมาณ๒๐ ปี
ชื่อนาย น. พร้อมชะแลงเหล็ก ๑ อัน

ขณะที่กำลังขุดเอาศพออกมา หลายคนเห็นฝูงปลวกจำนวนนับล้านตัว
บางตัวมีขนาดเกือบเท่านิ้วก้อยเกาะติดศพขึ้นมา ต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
และบอกว่าฟ้าดินและเจ้าที่เจ้าทางลงโทษทันตาเห็น

สำหรับกรุทุ่งเศรษฐีนั้น บรรดาเซียนพระใน จ.กำแพงเพชร ได้เล่าว่า เคยมีผู้ไปลักลอบขุดพระ
ขณะที่ขุดลึกลงไปนั้น ได้เห็นว่ามีนํ้าไหลทะลักออกมามากมาย ผู้ที่ลักลอบขุดต้องว่ายนํ้าหนีจนหมดแรง
กระทั่งรุ่งเช้ามีคนมาพบว่านอนเกลือกกลิ้งอยู่ใกล้หลุมดินนั้นเอง โดยบริเวณดังกล่าวไม่มีนํ้าเลย
ลักษณะที่เรียกว่าว่ายบกนี้ ทำให้เข็ดไปตามๆ กัน
 
(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๑๕ มิ.ย. ๒๕๓๖)

พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จัดเป็นปูชนียวัตถุสูงสุด ผู้สร้างพระพุทธรูปจะได้ประโยชน์ดังนี้
๑. ได้บุญตั้งแต่วินาทีแรกที่คิดสร้าง เพราะเป็นความคิดอันประกอบด้วย
     ศรัทธาในพระพุทธองค์ จัดเป็นตถาคตโพธิสัทธา
๒. เมื่อบริจาคทรัพย์ในการสร้างจัดเป็นทานบารมี
๓. เมื่อขวนขวายติดตามตลอดงานจัดสร้างพระปฏิมาจัดเป็นกุศลส่วนเวยยาวัจจมัย
     (บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจที่ชอบ)
๔. เมื่อองค์พระปฏิมาสำเร็จบริบูรณ์ ได้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงพระพุทธคุณ
     ทั้งตนเองด้วย ทั้งผู้อื่นด้วย กุศลจะเกิดเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้อาศัยพระปฏิมาเป็นสื่อน้อมนำ
     ให้ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งกุศลจริยาอื่นๆ อีกเป็นอันมาก
๕. อำนาจแห่งกุศลที่สร้างพระปฏิมาส่งผลให้เกิดเป็นคนรูปงาม มีบุคลิกสง่า
     ป็นที่เคารพรักใคร่ของประชุมชน มีอิสริยยศ บริวาร ทรัพย์สมบัติ
     ลอดจนความสุขสถาพร ไม่เป็นโรควิกลจริต
๖. ในสมัยมรณกาล หากมีอารมณ์ในกุศลกิจนั้นมาปรากฏให้จิตยึดก่อนจะจุติ
     ย่อมปิดอบายภูมิและส่งให้ปฏิสนธิในสุคติภูมิทันที

ส่วนการทำลายพระปฏิมานั้น ในคัมภีร์ชั้นฎีกา ท่านแสดงไว้ว่า
มีบาปเท่ากับทำลายต่อองค์พระบรมศาสดาเหมือนกัน ถึงห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เที่ยงต่อการตกนรกหมกไหม้ แม้ในกฎหมายโบราณ ท่านก็ตราเป็นพระราชกำหนดว่า ผู้ใดทำอันตรายต่อพระพุทธรูป มีตัดแขนพระเป็นต้น ก็ให้จับมันมาลงโทษด้วยการตัดแขนบ้าง ที่ต้องกำหนดโทษรุนแรงทั้งฝ่ายโลกฝ่ายธรรมอย่างนั้น ก็เพราะการทำลายพระพุทธรูปด้วยบาป เจตนาเท่ากับเป็นการทำลายจิตใจของชาวพุทธทั่วไป การทำอันตรายต่อปูชนียวัตถุอันเป็นมิ่งขวัญสูงสุดทางใจของคนจำนวนมากอย่างนั้น ก็ต้องมีผลตอบรุนแรงมากตามธรรมดา

การที่ท่านว่าห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน ก็เพราะคนที่มีใจบาป กล้าทำอันตรายพระปฏิมาได้
คนนั้นไหนเลยจะมีแก่ใจปฏิบัติธรรม เมื่อไม่ได้ปฏิบัติธรรมแล้วที่ไหนจะได้สวรรค์นิพพานเล่า
เมื่อห้ามสวรรค์นิพพานแล้ว คติที่ผู้นั้นจักไปก็มีแต่อบายภูมิ ๔ เท่านั้น

(ตอบปัญหาร้อยแปด โดย เสถียร โพธินันทะ)

ทรชนคนบาป -  ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]