Skin by [cer]
 
 
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

 
 
 
 
 
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
 
  ข่าว: สวัสดีครับ ตอนนี้กระดาานข่าวสารกลับมาเป็นปกติแล้วครับ
 ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 09:20:10 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๑๓๑ - ๑๓๕ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

131 อธิบายปฏิจจสมุปบาท

ปัญหา ช่วงต่าง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท อันเป็นธรรมที่ลึกซึ้งยากกาการเข้าใจนั้น หมายถึงอะไรบ้าง ?

พุทธดำรัสตอบ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก.... นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย.... ความแตกแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่ามรณะ
“ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด.... ความปรากฏแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่าชาติ
“ก็ภพเป็นไฉน ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภาพ อรูปภาพ นี้เรียกว่าภพ
“ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน ๔ เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัมพพตุปาทาน อัตตาวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน
“ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เยกว่าตัณหา
“ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนา
“ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ
“ก็สฬายตนะเป็นไฉน อาตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า สฬายตนะ
“ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า นาม มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป
“ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าววิญญาณ
“ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร ๓ เหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร
“ก็อวิชชาเป็นไฉน ความรู้ทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่า อวิชชา.....”

วิภังคสูตร นิ. สํ. (๖-๑๗)
ตบ. ๑๖ : ๓-๕ ตท. ๑๖ : ๓-๔
ตอ. K.S. II : ๓-๔


132 มีอาหารแต่ไม่มีผู้กิน

ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หมู่สัตว์ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ๔ อย่างคือ
๑. กวฬึงการาหาร
๒. ผัสสาหาร
๓. มโนสัญเจตนาหาร
๔. วิญญาณาหาร พระโมลิยผัคคุณะได้ทูลถามว่า ใครเป็นผู้กินวิญญาณาหาร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่ากลืนกิน (วิญญาณาหาร) ถ้าเรากล่าวา “กลืนกิน” ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า ใครหนอย่อมกลืนกิน ? แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น
“....ผู้ใดพึงถามเรา อย่างนี้ว่า วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรหนอ ? อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความบังเกิดใหม่ในภพต่อไป เมื่อวิญญาณาหาร นั้นเกิดมีแล้ว จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ.... เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา... เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา.... เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน.... เพราอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ.... เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมี ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสอุปายาส..... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการฉะนี้”

ผัคคุณสูตร นิ. สํ. (๓๒-๓๖)
ตบ. ๑๖ : ๑๕-๑๗ ตท. ๑๖ : ๑๒-๑๔
ตอ. K.S. II : ๙-๑๑


133 สัมมาทิฐิคืออะไร

ปัญหา (พระกัจจานโคตรทูลถาม ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงชื่อว่า สัมมาทิฐิ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนกัจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วนสุด ๒ อย่าง คือ ความมี (สัสสตทิฏฐิ-ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงเที่ยง - มีอยู่ตลอดไป) ๑ ความไม่มี (อุจเฉททิฏฐิ ความเป็นว่าสิ่งทั้งปวงขาดสูญไม่มี) ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ (เห็นว่า) ไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ (เห็นว่า) มีในโลกย่อมไม่มี
“โลกนี้โดยมาก ยังพัวพันด้วย อุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเราดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั้นแหละเมื่อบังเกิดขึ้นย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.... จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ
“ดูก่อนกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่หนึ่งนี้มีว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่สองมีอยู่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ.... นามรูป... สฬายตนะ.... ผัสสะ.... เวทนา.... อุปาทาน.... ภพ....
ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้.....”

กัจจานโคตตสูตร นิ. สํ. (๔๓-๔๔)
ตบ. ๑๖ : ๒๑ ตท. ๑๖ : ๑๗
ตอ. K.S. II : ๑๓


134 มีทุกข์แต่ไม่มีผู้เสวย

ปัญหา อเจลกัสสปปริพพาชกได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าทุกข์จนทำเองหรือผู้อื่นทำให้ หรือทั้งตนทั้งผู้อื่นทำ หรือไม่ใช่ทั้งตนทั้งผู้อื่นทำ ?
พระผู้มีพระภาคทรงห้ามว่า อย่างกล่าวอย่างนั้น อเจลกัสสปทูลถามต่อไปว่า ทุกข์ไม่มีหรือ ? พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกข์มีแน่ และพระองค์ทรงรู้จักดี เมื่ออเจลกัสสปทูลขอให้อธิบายทุกข์

พระพุทธองค์ตรัสตอบดังต่อไปนี้....พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนกัสสป เมื่อบุคคลถืออยู่ นั่นผู้กระทำ นั้นผู้เสวย ถ้าเราจักกล่าวว่า ทุกข์ตนกระทำเอง ดังนี้ อันนี้เป็นสัสสตทิฐิไป
“เมื่อบุคคลถูเวทนาทิ่มแทงอยู่ (ย่อมเข้าใจไป) ว่า ผู้กระทำคนหนึ่งผู้เสวยเป็นอีกคนหนึ่ง ถ้าเราจักกล่าวว่า ทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ดังนี้ อันนี้เป็นอุจเฉททิฐิไป
“.....ดูก่อนกัสสป ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้น ว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ.... นามรูป... สฬายตนะ.... ผัสสะ.... เวทนา.... อุปาทาน.... ภพ....
ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้
“เพราะอวิชชานั่นแหละดับ ด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ สฬายตนะดับ.... ผัสสะ.... เวทนา.... อุปาทาน.... ภพ.... ชาติ.... ชรา..... มรณะ....จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.....”

อเจลกัสสปสูตร นิ. สํ. (๕๐)
ตบ. ๑๖ : ๒๔-๒๕ ตท. ๑๖ : ๑๖-๒๐
ตอ. K.S. II : ๑๖


135 ใครเป็นผู้สร้าง

ปัญหา ทุกข์ทั้งปวง ตั้งแต่อวิชชาเป็นต้นไปถึง ชาติ ชรา มรณะ มีใครเป็นผู้สร้างหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย....
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ....
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ....
เพราะอุปทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ....
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน....
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา....
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา....
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ....
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ....
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป....
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ....
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร....
เพราะตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธรรมฐิติ (เป็นสภาพตั้งอยู่ตามธรรมดา) ธรรมนิยาม (เป็นสภาพแน่นอนตามธรรมดา) อิทัปปัจจัย (เป็นมูลเหตุอันแน่นอน) ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำ ให้ตื้น และตรัสว่าท่านทั้งหลายจงดูดังนี้.....”

ปัจจัยสูตร นิ. สํ. (๖๑)
ตบ. ๑๖ : ๓๐-๓๑ ตท. ๑๖ : ๑๖-๒๕
ตอ. K.S. II : ๒๑


๑๓๑ - ๑๓๕ - พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์


 2 
 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 09:13:19 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๖)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ธรรมานุปัสสนา ๔ ชั้น
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

การปฏิบัติอบรมจิตมีสติปัฏฐานตั้งสติพิจารณากายเวทนาจิตธรรมเป็นหลัก และในการปฏิบัตินั้นแม้จับข้ออานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก ขั้นของการปฏิบัติก็จะดำเนินขึ้นไปเองเป็นกายานุปัสสนา เป็นเวทนานุปัสสนา เป็นจิตตานุปัสสนา และเป็นธรรมานุปัสสนา ซึ่งได้แสดงมาโดยลำดับ

เมื่อถึงขั้นจิตตานุปัสสนาจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ หายใจเข้าหายใจออก และปลอดนิวรณ์ เพราะมีสติเปลื้องจิตออกจากนิวรณ์ได้ จิตจึงเป็นสมาธิ และเป็นอุเบกขาคือเข้าเพ่งอยู่กับความสงบ จับอยู่กับความสงบที่ไม่หวั่นไหว หรือไม่เอียงไปข้างยินดี ไม่เอียงไปข้างยินร้าย เป็นจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อเป็นดั่งนี้ก็เป็นอันว่าเต็มขั้นของจิตตานุปัสสนา ก็ตรัสสอนให้น้อมจิตพิจารณาธรรม ตามดู คอพิจารณาให้เห็นอนิจจะไม่เที่ยง

และตามดูให้เห็นวิราคะคือความสำรอกจิตจากความติดใจยินดีได้เพราะเห็นอนิจจะคือไม่เที่ยง ตามดูคือพิจารณาให้เห็นนิโรธคือความดับ ดับทุกข์ ดับความก่อทุกข์ ตามดูคือพิจารณาให้เห็นความสละคืน คือความวางสิ่งที่ยึดถือไว้ เป็นผู้ปล่อยวางได้ จึงเป็นผู้ไม่มีภาระ เป็นผู้เบา

และในข้อนี้ก็จัดเข้าในข้อธรรมานุปัสสนา ตั้งสติตามดู คือพิจารณาธรรม ดังที่ได้ตรัสสอนเอาไว้ว่า อนิจจานุปัสสนา ตามดูให้รู้ให้เห็นอนิจจะคือไม่เที่ยง วิราคานุปัสสนา ตามดูคือพิจารณาให้รู้ให้เห็นวิราคะความสำรอกจิตได้จากความติดใจยินดี นิโรธานุปัสสนา ตามดูคือพิจารณาให้รู้ให้เห็นนิโรธคือความดับ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ตามดูคือพิจารณาให้รู้ให้เห็นความสละคืน คือปล่อยวางสิ่งที่ยึดถือ เหมือนอย่างสละคืนไปแก่ธรรมชาติธรรมดา

ทั้ง ๔ นี้เป็นธรรมานุปัสสนาตามดูคือพิจารณาให้รู้ให้เห็นธรรม และธรรมที่พิจารณาให้รู้ให้เห็นนี้ก็รวมเข้าในรูปธรรมนามธรรมคือกายใจนี้เอง รูปธรรมนามธรรมนี้โดยตรงก็หมายถึงกายใจ อันเป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ซึ่งเป็นวิบากขันธ์ ขันธ์ที่เป็นวิบากของกรรมเก่า นับแต่ชนกกรรม กรรมที่ให้เกิดมาเป็นรูปเป็นนาม อันเป็นที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติว่าเป็นบุคคล ตัวตนเราเขานี้ ซึ่งเป็นวิบากขันธ์ และก็หมายถึงปฏิบัติขันธ์ คือขันธ์ที่ใช้ปฏิบัติ ว่าถึงการปฏิบัติธรรมะ ก็การปฏิบัติอบรมสติอบรมปัญญา หรือปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ดังที่ปฏิบัติกันอยู่ ซึ่งก็เป็นตัวสติตัวปัญญาที่ปฏิบัติให้มีขึ้น แม้สติปัญญาที่เป็นธรรมปฏิบัตินี้ก็เป็นปฏิบัติขันธ์ กองปฏิบัติ ก็รวมเข้าเป็นรูปเป็นนามในฝ่ายปฏิบัติ

ฉะนั้น แม้สติปัญญาก็เป็นรูปเป็นนาม ตัวรูปนามนี่เป็นวิบาก ขันธ์เองก็เป็นรูปเป็นนาม เพราะฉะนั้นก็จับพิจารณารูปธรรมนามธรรม เอารูปธรรมนามธรรมที่เป็นตัววิบากขันธ์ก่อน สติปัญญานั้นก็รวมอยู่ในรูปธรรมนามธรรมนั้นแหละ แต่ว่าจับเอาตัววิบากขันธ์ขึ้นก่อน

สังขตลักษณะ

รูปธรรมนามธรรมนี้เป็นสังขารคือส่วนผสมปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น จึงเป็นอนิจจะคือไม่เที่ยง อันหมายความว่าไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน ต้องเกิดดับ ดังที่ได้ตรัสแสดง สังขตลักษณะ คือลักษณะของสิ่งที่ผสมปรุงแต่งเป็นสังขารดังกล่าวนั้น ว่ามีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความเสื่อมไปปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ก็มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นปรากฏ กล่าวสั้นก็คือว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดต้องดับ ระหว่างเกิดดับก็ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปไม่มีหยุด ลักษณะดังกล่าวมานี้เรียกว่าอนิจจะคือไม่เที่ยง

และแม้ว่าจะยกขึ้นมากล่าวเพียงข้อเดียวว่าไม่เที่ยง ก็ย่อมรวมทุกขลักษณะ ลักษณะที่เป็นทุกข์ อนัตตลักขณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตาอยู่ด้วย เพราะว่าเมื่อเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงดังกล่าวนั้นจึงไม่ตั้งอยู่คงที่ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ ต้องเกิดดับอยู่ จึงเป็นอันว่าต้องถูกความเกิดความดับบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ลักษณะที่ไม่ตั้งอยู่คงที่ และต้องถูกความเกิดความดับบีบคั้นอยู่ดั่งนี้ เรียกว่าทุกข์ จึงบังคับให้เป็นไปตามปรารถนามิได้ ลักษณะที่บังคับให้เป็นไปตามปรารถนามิได้ดั่งนี้ เป็นอนัตตา มิใช่อัตตาตัวตน เพราะหากว่าจะเป็นอัตตาตัวตนจริงแล้วไซร้ ก็จะต้องบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ เมื่อบังคับไม่ได้ก็ไม่เป็นอัตตาตัวตน และเมื่อรวมเข้าแล้วก็เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ความปรุงแต่งปรากฏขึ้นทีแรกก็เป็นเกิด ความปรุงแต่งนั้นต้องแตกสลายในที่สุดก็เป็นดับ ระหว่างเกิดดับก็แปรเปลี่ยนไปโดยลำดับ ไม่มีที่จะตั้งอยู่คงที่

เช่นเดียวกับเวลาไม่มีตั้งอยู่คงที่ ต้องแปรเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะ ที่บุคคลแบ่งกัน ใช้พูดกันสั้นที่สุดก็เป็นวินาที แต่อันที่จริงนั้นวินาทีก็จะแบ่งให้ละเอียดลงไปได้อีก

ก็เป็นอันว่าเวลานั้นต้องเปลี่ยนไปอยู่ทุกขณะแม้ละเอียดที่สุด ไม่มีที่จะหยุดนิ่ง สังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งก็ต้องเปลี่ยนไปตามเวลาดังกล่าวนั้น เพราะฉะนั้นจึงได้มีพระพุทธภาษิตที่ตรัสเอาไว้อันแปลความว่า กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตัวเอง ดั่งนี้

เพราะฉะนั้น รูปธรรมนามธรรมอันเป็นที่ตั้งของสมมติบัญญัติว่าตัวเราของเรา หรือสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จึงเป็นสิ่งที่เป็นอนิจจะคือไม่เที่ยงดังกล่าวนั้น พิจารณาให้รู้ให้เห็นความไม่เที่ยงอันเรียกว่าอนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง เมื่ออนิจจตาปรากฏขึ้นแก่ความรู้ความเห็นก็เป็น อนิจจานุปัสสนา และเป็น อนิจจะวิปัสสนา อนิจจานุปัสสนานั้น นับตั้งแต่สติที่ปฏิบัติจับกำหนดนามรูปที่เป็นไปอยู่ในปัจจุบัน อันกล่าวได้ว่าเป็นปัจจุบันธรรม และเมื่อคอยตามดูให้รู้ให้เห็นลักษณะที่ไม่เที่ยงของนามรูป ก็ย่อมจะเห็นย่อมจะรู้แจ่มแจ้งไปโดยลำดับ มุ่งเอาลักษณะที่เห็นแจ้งรู้จริงเรียกว่าวิปัสสนา เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากอนุปัสสนา

คือทีแรกต้องตามดูก่อนเพราะว่า อันรูปธรรมนามธรรมนั้นแสดงความไม่เที่ยงของตัวเองอยู่ทุกขณะ ใครจะรู้หรือใครจะไม่รู้ก็ตามรูปธรรมนามธรรมก็ต้องเป็นอย่างนี้

แสดงความไม่เที่ยงของตัวเอง แต่ว่าผู้ต้องการที่จะรู้จะเห็นก็ต้องคอยตามดู
ตามดูรูปธรรมนามธรรมที่เป็นไปอยู่ของตัวเอง

ข้อสำคัญนั้นก็คือรูปธรรมนามธรรมที่เป็นปัจจุบันธรรม และเมื่อตามดูอยู่ดั่งนี้ก็จะรู้จะเห็นแจ่มแจ้งขึ้นได้โดยลำดับ เห็นแจ้งรู้จริงที่ได้ขึ้นโดยลำดับนี้เป็นวิปัสสนา ก็เป็นอันว่าเป็นวิปัสสนาในอนิจจลักขณะ หรือในอนิจจธรรม ธรรมะที่เป็นอนิจจะคือไม่เที่ยง

และแม้ว่าในการปฏิบัติทีแรกจะจับพิจารณาในอดีต คือถึงรูปธรรมนามธรรมที่เป็นวิบากขันธ์ของตัวเองพิจารณา ดั่งนี้ก็ได้ (เริ่ม ๑๑/๑) แต่ว่าเมื่อได้ฝึกพิจารณาในอดีตและในอนาคต เห็นช่องทางความเป็นจริงดั่งนั้น ก็จับพิจารณาในปัจจุบันที่จิต และอารมณ์ของจิต อันอาศัยอายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ รับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ และธรรมะคือเรื่องราวเป็นอารมณ์เข้ามาสู่จิตใจ

ความเกิดดับที่เป็นปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่นสัททารมณ์ อารมณ์คือเสียง เมื่อหูกับเสียงประจวบกันเกิดความรู้เสียง เสียงก็เข้ามาเป็นอารมณ์ เป็นสัททารมณ์ อารมณ์คือเสียง และเสียงที่เข้ามานี้ก็เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ อย่างเสียงของถ้อยคำที่แสดงธรรม ซึ่งเป็นถ้อยคำแต่ละคำ แต่ละคำ คำที่หนึ่งเข้ามาก็เกิด ผ่านไปก็ดับ คำที่สองก็เกิดดับ จึงถึงคำที่สาม เกิดดับ จึงถึงคำที่สี่เป็นต้น จิตย่อมรับอารมณ์ได้คราวละหนึ่งเท่านั้น แต่เสียงแต่ละคำนั้นก็เป็นอารมณ์อันหนึ่งๆ เสียงสิบคำก็เป็นสิบอารมณ์ เพราะฉะนั้นอารมณ์แรกๆ ก็ต้องดับไปๆ จึงรับอารมณ์หลังๆ ที่เป็นอารมณ์ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็คอยจับดูความผ่านเข้ามาของเสียง และความผ่านไปของเสียง ก็เป็นเกิดดับ เป็นเกิดดับแต่ละคำของเสียงที่ได้ยินนั้น ถ้าเป็นถ้อยคำ

เพราะฉะนั้นเมื่อจับดูรูปธรรมนามธรรมที่เป็นปัจจุบันดั่งนี้ ก็จะมองเห็นความเกิดดับที่เป็นปัจจุบัน และก็พิจารณาว่าในอดีตก็เป็นเช่นเดียวกัน ในอนาคตก็จะเป็นเช่นเดียวกัน ก็เป็นอันว่าเป็นสิ่งที่เกิดดับอยู่ทุกขณะ ขณะที่เป็นอดีตก็เกิดดับ ขณะที่เป็นอนาคตก็เกิดดับ ขณะที่เป็นปัจจุบันก็เกิดดับ เพราะฉะนั้นสังขารกับกาลเวลาจึงต้องประกอบกัน จับกาลเวลาขึ้นมาดูสังขารให้เห็นความเกิดดับ หรือว่าจับสังขารขึ้นดูกาลเวลาให้เห็นความเกิดดับ ก็ใช้ได้

วิราคะ

เมื่อเห็นแจ้งรู้จริงขึ้นมาเป็นวิปัสสนาได้เพียงใด ก็ย่อมจะเป็นเหตุสำรอกจิต จากความติดใจยินดี ตลอดถึงจากความยินร้าย อันเนื่องมาจากความยึดถือได้ ลักษณะที่สำรอกจิตได้จากความติดใจยินดี หรือจากความยินร้ายดั่งนี้เป็นวิราคะ ก็ตามดูให้รู้ให้เห็นวิราคะที่ปรากฏขึ้น อันเป็นผลของความรู้แจ้งเห็นจริง ในลักษณะหรือในธรรมะที่ไม่เที่ยงดังกล่าวนั้น
และเมื่อได้ตามดูให้รู้ให้เห็นวิราคะดังกล่าวได้ ก็จะทำให้ปรากฏเป็นความดับ ดับทุกข์ ดับเหตุก่อทุกข์คือตัณหา คือจิตใจที่มีทุกข์เช่นความโศกเป็นต้น ความโศกนั้นก็จะหายไป ดับโศกได้ จิตใจที่เคยดิ้นรนไปต่างๆ ก็จะดับความดิ้นรนลงได้เป็นความสงบ ก็ตามดูให้รู้ให้เห็นตัวความดับดังกล่าวนี้

เมื่อเห็นแจ้งรู้จริงขึ้นได้เพียงใด ก็จะปรากฏเป็นความสละคืน คือจะมองเห็นความปล่อยวางลงได้ เคยยึดถืออะไรในสิ่งที่เป็นที่รักก็ดี ยึดถืออะไรในสิ่งที่เป็นที่เกลียดชังก็ดี อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ต่างๆ เช่นความโศกเป็นต้น เพราะความพลัดพรากก็ดี หรือให้เกิดความตื่นเต้นยินดีเพราะได้รับก็ดี ก็จะปล่อยวางลงได้บรรดาสิ่งที่ยึดถือไว้นั้น เมื่อปล่อยวางลงไปได้ทุกข์ต่างๆ ก็ดับไปหมด และจะมองเห็นความปล่อยวางนั้น เหมือนกำอะไรไว้ ยึดอะไรไว้ ก็ปล่อย ก็ส่งคืนแก่เจ้าของเขาไป คือแก่ธรรมชาติธรรมดา

บุคคลเรานั้นเมื่อไม่ตามดูตามรู้ให้เห็นอนิจจะคือไม่เที่ยง อันเป็นตัวธรรมดา
ย่อมจะมีความยึดถือต่างๆ อยู่เป็นอันมาก จิตจะดิ้นรนไปต่างๆ

จะมีความทุกข์ร้อนไปต่างๆ จะมีความยึดถือต่างๆ น้อยหรือมาก แต่ว่าเมื่อมาหัดปฏิบัติให้เห็นอนิจจะคือไม่เที่ยงในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย จะทำให้จิตใจนี้สำรอกความติดใจยินดีเพลิดเพลิน ตลอดจนถึงความยินร้ายลงได้เป็นวิราคะ เมื่อเป็นวิราคะก็จะเป็นนิโรธะคือความดับ ดับทุกข์ร้อน ดับความดิ้นรนของจิตใจ และจะปรากฏเป็นความปล่อยวาง เป็นความสละคืน เป็นอันว่าวางเรื่องต่างๆ ที่ยึดถือไว้ หมดเรื่องกันทีหนึ่ง ก็หมดทุกข์

เพราะฉะนั้นหลักปฏิบัติเหล่านี้จึงเป็นหลักปฏิบัติสำคัญ อันนับเข้าในธรรมานุปัสสนา ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานแม้จะจับตั้งต้นด้วยอานาปานสติเท่านั้น แต่เมื่อปฏิบัติให้เข้าหลักตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว ภูมิปฏิบัติก็จะสูงขึ้นไปโดยลำดับ เป็นกายา

นุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนาโดยลำดับ
ต้องถึงธรรมานุปัสสนานี้จึงจะพบกับความดับกิเลส และความพ้นทุกข์ได้
ตามควรแก่ความปฏิบัติ

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา(๐๑๖)-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร


คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ


 3 
 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 09:05:28 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
๕๑ - ๕๕ - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก

 4 
 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 08:35:31 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ดวงจะช่วยอะไรได้ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ

ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี ชาวพระนครได้ไปขอธิดาของชาวชนบท กำหนดวันแล้ว เมื่อถึงวันนัด ถามอาชีวก (นักบวชชีเปลือย) ผู้คุ้นเคยกันว่า วันนี้พวกผมจักทำการมงคลอย่างหนึ่ง ฤกษ์ดีไหมครับ อาชีวกนั้นโกรธอยู่แล้วว่า คนพวกนี้กำหนดวันเอาตามพอใจตน บัดนี้กลับถามเรา ต้องสั่งสอนเขาเสียบ้าง จึงพูดว่า วันนี้ฤกษ์ไม่ดี พวกท่านอย่ากระทำการมงคลเลย ถ้าขืนทำจักพินาศใหญ่ พวกเขาหลงเชื่อ จึงไม่ไปรับเจ้าสาวในวันนั้น

ฝ่ายชาวชนบทจัดการมงคลไว้พร้อมแล้ว ไม่เห็นชาวพระนครมา ก็กล่าวว่า พวกนั้นกำหนดไว้วันนี้ แล้วก็ไม่มา ธุระอะไรจะต้องไปคอยคนเหล่านั้น (ให้โง่) แล้วก็ยกธิดาของตนให้ตระกูลอื่นไป รุ่งขึ้น ชาวเมืองพากันมารับเจ้าสาว ชาวชนบทก็พากันกล่าวว่า พวกท่านขึ้นชื่อว่าเป็นชาวเมืองแต่ขาดความเป็นผู้ดี กำหนดวันไว้แล้วแต่ไม่มาตามกำหนด พวกเราจึงยกเจ้าสาวให้คนอื่นไปแล้ว พวกชาวเมืองกล่าวว่า เพราะฤกษ์ไม่ดี จึงไม่มา จงให้เจ้าสาวแก่พวกเราเถิด ชาวชนบทแย้งว่า เจ้าสาวยกให้คนอื่นไปแล้ว จะนำตัวคืนมาได้อย่างไร

ขณะนั้นบัณฑิตชาวเมืองผู้หนึ่งผ่านมาได้ยินพวกชาวเมืองกล่าวว่าไม่มาเพราะฤกษ์ไม่ดี
ก็พูดว่า ฤกษ์จะมีประโยชน์อะไร เพราะการได้เจ้าสาวก็เป็นฤกษ์อยู่แล้วไม่ใช่หรือ แล้วกล่าวว่า

คนโง่มัวถือฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์ย่อมล่วงเลยเขาไปเสีย
ประโยชน์ก็คือตัวฤกษ์ ดวงดาวทั้งหลายจักทาอะไรได้

(อรรถกถานักขัตตชาดก เอกนิบาต)

ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้

๑. เพราะชาวพระนครเสียสัตย์ จึงได้รับผลทันตาเห็นคือไม่ได้เจ้าสาวตามที่ต้องการ
๒. การเสียสัตย์โดยอ้างฤกษ์ยาม เป็นเหตุผลที่ใช้ไม่ได้ คนอื่นฟังแล้วแทนที่จะเห็นใจ กลับจะตำหนิว่างมงาย
๓. เกี่ยวกับฤกษ์พุทธศาสนาสอนว่า ทำดีเวลาใด เวลานั้นฤกษ์ดี ทำชั่วเวลาใด เวลานั้นฤกษ์ไม่ดี

ดวงจะช่วยอะไรได้ - ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ


 5 
 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 08:30:27 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
ภิกษุที่ถูกลมเวรัมภาพัดขาด - ธรรมรักษา
 
พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
 
“ภิกษุทั้งหลาย! ลาภสักการะและชื่อเสียง เป็นของทารุณเผ็ดร้อนหยาบคาย
เป็นอันตรายแก่การปฏิบัติและบรรลุธรรมอันเกษม ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า
 
ภิกษุทั้งหลาย! ลมชื่อว่า เวรัมภา พัดอยู่ในอากาศเบื้องบนซัดนกที่บินอยู่ในอากาศนั้น
เมื่อมันถูกลมเวรัมภาซัดเท้าขาดไปข้างหนึ่ง ซัดปีกขาดไปทางหนึ่ง ซัดศีรษะขาดไปทางหนึ่ง
ตัวขาดไปอีกทางหนึ่ง
 
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เธอถูกลาภสักการะและชื่อเสียงครอบงำแล้ว จิตถูกย่ำยีแล้ว เวลาเช้าเธอถือบาตร เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ไม่ระวังรักษา ไม่ควบคุมกาย วาจา และใจ ขาดสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ มีตา หู เป็นต้น เธอเห็นหญิงที่นุ่งห่มไม่เรียบร้อยแล้วเกิดราคะในจิต เธอถูกราคะครอบงำแล้ว ต้องลาสิกขาสึกออกมา
 
ภิกษุพวกหนึ่งเอาจีวรของเธอไป พวกหนึ่งเอาบาตร พวกหนึ่งเอาผ้ารองนั่ง
พวกหนึ่งเอากล่องเข็ม ฯ เปรียบดังนกลูกลมเวรัมภาซัดไปฉะนั้น
 
ภิกษุทั้งหลาย! ลาภสักการะและชื่อเสียง ย่อมทารุณและเผ็ดร้อนอย่างนี้แล”.
 
เวรัมภสูตร ๑๖/๒๕๓
 
การบวชเป็นพระ ถ้าระวังหรือปิดกั้น เหตุแห่งความเสื่อมเพียง ๒ ประการ คือ ลาภสักการะ (เงิน)
และราคะ (ผู้หญิง) ได้ถูกต้อง การมีชีวิตอยู่ใต้ร่มกาสาวพัตร์ ก็จะมีอินทรีย์ที่ผ่องใส
ควรแก่การกราบไหว้ และสมแก่การเป็นเนื้อนาบุญของชาวพุทธ

แต่เมื่อมันเกิดหมดบุญจริง ๆ จนผ้าเหลืองร้อน ก็อย่าทนทู่ซี้อยู่ ให้เกิดความมัวหมองแก่ศาสนาเลย
ควรรีบสึกออกไปเสียโดยเร็ว อย่าทันให้เกิดราคี เมื่อมีศรัทธาจึงค่อยมาบวชใหม่ภายหลัง
โลกก็จะไม่ช้ำธรรมก็จะไม่เสีย.
 
การคิดค้นหาเหตุผล เป็นการพัฒนาจิต
แต่การคิดชั่ว คิดผิด ทำให้สุขภาพจิตเสื่อม


ภิกษุที่ถูกลมเวรัมภาพัดขาด - ธรรมรักษา


 6 
 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 08:25:54 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
เทพเจ้าชักนำ + พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)

เทพเจ้าชักนำ

พระพุทธศาสนายอมรับว่าเทวดาหรือเทพเจ้ามีอยู่จริง แต่ไม่ยอมรับอำนาจของเทพเจ้าที่มีอำนาจสร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ อย่างที่ศาสนาประเภทเทวนิยมเชื่อกัน พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นเทพเจ้า ก็ด้วยอำนาจบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้ แต่เมื่อหมดบุญแล้ว เทพเจ้าเหล่านั้นก็ต้องจุติไปเกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้ แม้มนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉานที่ทำกรรมดีไว้ เมื่อตายไปก็อาจจะไปเกิดเป็นเทพเจ้าในสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งก็ได้ ตามอำนาจกรรมดีและกรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้ แม้พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายก่อนที่จะมาอุบัติในพระชาติสุดท้ายนี้ ในชาติก่อน ๆ จากนี้ พระองค์ทรงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่จนนับครั้งไม่ถ้วน บางชาติก็เกิดมาเป็นมนุษย์ บางชาติก็เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางครั้งก็เกิดในนรก บางชาติก็เป็นเทวดา หรือเป็นพระพรหมอยู่บนสวรรค์ ซึ่งผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วถึงแล้ว ย่อมทราบได้โดยไม่ยากเลย

เรื่องเทพเจ้าหรือเทวดา ก็เป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของพุทธศาสนา เพราะเป็นการยืนยันถึงการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ดังหลักฐานยืนยันจากเรื่อง ๓ เรื่อง อันเกี่ยวกับเทวดาผู้ชักนำมนุษย์มานับถือพระพุทธศาสนา มีทั้งเรื่องในอดีตและเรื่องในปัจจุบัน ซึ่งข้าพเจ้าจะได้นำมากล่าวแต่โดยย่อ ดังต่อไปนี้

พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว

เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๔ โดยใจความว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พวกมนุษย์เป็นจำนวนมากได้เดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเรือที่โดยสารไปเกิดอับปางลงในทะเลหลวง ก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์น้ำในท้องทะเลหลวงนั้นหมดทุกคน เว้นไว้แต่ชายคนหนึ่งผู้มีนามว่า พาหิยะ ที่รอดชีวิตมาได้ เขาได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง พยายามว่ายน้ำจนรอดชีวิตมาขึ้นฝั่งที่ท่า สุปปารกะ แต่อนิจจา เขาไม่มีเครื่องนุ่งห่มติดกายอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว เนื่องจากเขาไม่ได้เครื่องนุ่งห่มอะไรอื่น จึงได้ใช้เปลือกปอพันไม้แห้งเข้าแล้วทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ได้หยิบกระเบื้องจากเทวาลัยแห่งหนึ่งมาทำเป็นภาชนะสำหรับขอทาน แล้วเดินทางไปถึงท่าสุปปารกะ

พวกประชาชนที่ท่าเรือแห่งนั้นเห็นเขาแล้ว ก็ได้ให้ข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น แก่เขา ต่างก็พากันพูดยกย่องว่า "ชายผู้นี้เป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลสผู้หนึ่ง" เมื่อประชาชนนำผ้ามาให้ เขาก็ไม่ยอมรับ ด้วยคิดเห็นว่า "ถ้าเรานุ่งหรือห่มผ้าแล้ว ลาภสักการะของเราก็จะเสื่อม การที่คนมานับถือเราก็เพราะเขาเห็นเราไม่นุ่งผ้านั่นเอง" เขาจึงนุ่งแต่เปลือกไม้ คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อเขาว่า "ทารุจีริยะ" แปลว่า "ผู้นุ่งห่มเปลือกไม้"

ต่อมา เมื่อคนเป็นจำนวนมากเรียกเขาว่าเป็นพระอรหันต์ เขาก็เกิดเข้าใจว่าตนเองเป็นพระอรหันต์จริง ๆ แต่ภายหลังเทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาเมื่อชาติก่อนโน้น มาเตือนเขา ทำให้เขาคิดได้ แล้วเขาได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จนได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด

เขามีความสัมพันธ์กับเทวดาองค์นี้อย่างไร เทพเจ้าองค์นี้จึงมาช่วยเขา
เชิญผู้สนใจติดตามต่อไป

เล่ากันมาว่า เมื่อศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ เสื่อมถอยลง (พระกัสสปะพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๕ องค์ ซึ่งมาตรัสรู้ในกัปนี้ และได้ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าของเรา) ณ กาลครั้งนั้น มีภิกษุ ๗ รูป เห็นพวกภิกษุสามเณร ประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย ก็เกิดความสลดใจ ได้ปรึกษาตกลงกันว่า "ตราบใคที่พระศาสนายังไม่เสื่อมสูญไป ตราบนั้นพวกเราจะทำที่พึ่งให้แก่ตนให้ได้" ปรึกษาตกลงกันแล้ว จึงไปไหว้เจดีย์ทอง อันเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปะพุทธเจ้า แล้วพากันเข้าสู่ป่า พบภูเขาลูกหนึ่ง จึงพูดกันว่า "ผู้ที่มีความอาลัยในชีวิตอยู่ ก็จงพากันกลับไป ส่วนผู้ที่ไม่มีความห่วงใยในชีวิตแล้ว จงพากันขึ้นภูเขาลูกนี้" พูดเสร็จก็ได้พาดบันไดขึ้น แล้วทั้ง ๗ รูป จึงได้ปีนขึ้นไปยังภูเขานั้นทางบันไดที่พาดนั้น เมื่อขึ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ผลักบันไดลงเสีย แล้วตั้งหน้าปฏิบัติสมณธรรมกันอย่างจริงจัง เพื่อหวังบรรลุมรรคผลอันเป็นจุดหมายสูงสุดของแต่ละท่าน

พอผ่านไปได้คืนเดียวเท่านั้น ในจำนวนพระทั้ง ๗ รูป พระสังฆเถระ (คือผู้ที่มีพรรษาแก่กว่าทุกรูป) ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์เป็นรูปแรก และท่านสามารถไปนำบิณฑบาตรจากที่ไกลมาถวายพระภิกษุ ๖ รูป แต่ทุกรูปปฏิเสธไม่ยอมฉันโดยกราบเรียนว่า "ท่านครับ ก็พวกผมได้ทำกติกากันไว้หรือว่า ถ้าผู้ใดสำเร็จพระอรหันต์ก่อน รูปที่ยังไม่สำเร็จจะฉันบิณฑบาตรที่ผู้สำเร็จอรหันต์นั้นนำมา"

"ไม่ได้ทำกันไว้ดอกคุณ" พระสังฆเถระตอบ
 
"ถ้าอย่างนั้น แม้พวกกระผมก็จะทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นเหมือนอย่างท่าน
แล้วจะไปนำบิณฑบาตรมาฉันด้วยตนเอง" ภิกษุอีก ๖ รูป กล่าวอย่างหนักแน่น
และไม่ยอมฉันบิณฑบาตร ที่พระสังฆเถระนำมาถวาย

พอถึงวันที่สอง พระเถระรูปที่สองก็ได้บรรลุพระอนาคามิผล แล้วไปบิณฑบาตรมาถวายภิกษุอีก ๕ รูป
แต่ทั้ง ๕ รูปก็ไม่ยอมฉัน โดนกล่าวยืนยันอยู่เหมือนเดิม

ในที่สุด พระเถระที่สำเร็จพระอรหันต์ก็ได้ปรินิพพาน ส่วนรูปที่ได้เป็นพระอนาคามีไปบังเกิดเป็นพระพรหมในพรหมโลก อันเป็นเทพเจ้าชั้นสูงตามหลักในพุทธศาสนา แต่อีก ๕ รูปที่ยังเหลือ เมื่อไม่อาจจะได้บรรลุมรรคผลอันใด ผ่ายผอมหนักเข้า พอถึงวันที่ ๗ ก็ถึงแก่มรณภาพหมดทั้ง ๕ รูป แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจบุญที่ตนได้ทำไว้
พอถึงสมัยพุทธกาล ทั้งห้าก็จุติจากสวรรค์ ลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์ ในจำนวนทั้งห้าท่านนั้น คนหนึ่งได้เป็นพระราชา ทรงพระนามว่า ปุกกุสะ (และปุกกุสะนี้ ก็คือกามนิต ในเรื่องกามนิตวาสิษฐี ตามคุมภีร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั่นเอง) คนหนึ่งเกิดมาเป็นพระกุมารกัสสปะ คนหนึ่งเกิดเป็นพระทัพพมัลลบุตร คนหนึ่งเกิดเป็นบุรุษชื่อว่าพาหิยะ (ทารุจีริยะ) อีกคนหนึ่งเกิดเป็นปริพพาชกชื่อสภิยะ

ในจำนวนทั้ง ๖ ท่านนั้น ภิกษุที่ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก วันหนึ่งมาคำนึงถึงเพื่อนของท่านว่าไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด จึงได้ตรวจดูด้วยทิพยจักษุของตน ก็ได้พบว่า เพื่อนคนหนึ่งของท่านไปเกิดเป็นบุรุษชื่อว่า พาหิยะ บัดนี้กำลังเดินทางผิด ซึ่งท่านจะต้องลงไปช่วยชักนำให้เดินทางถูก

ดังนั้น คืนวันหนึ่ง พระพรหมนั้น จึงได้มาจากพรหมโลก เพื่อจะช่วยเพื่อนของท่าน มาถึงที่อยู่ของพาหิยะ ขณะยืนอยู่บนอากาศนั่นเอง ก็ได้พูดเตือนทารุจีริยะว่า "พาหิยะ ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ดอก ทั้งท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ด้วย แม้ข้อปฏิบัติของท่าน ที่จะทำให้ท่านเป็นพระอรหันต์ หรือเดินไปตามทางของพระอรหันต์ก็ไม่มีเลย"
พาหิยะ มองดูท้าวมหาพรหมกำลังพูดอยู่เช่นนั้น จึงคิดว่า "น่าสลดใจแท้ เราทำกรรมหนักเสียแล้ว เราสำคัญตัวว่า เราเป็นพระอรหันต์ แต่เทพเจ้านี้บอกเราว่า เราไม่ใข่พระอรหันต์ ทั้งไม่ใช่ผู้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ ก็ในโลกนี้ยังมีใครอื่นที่เป็นพระอรหันต์อยู่หรือ" เขาจึงได้ถามพระพรหมนั้น และก็ได้รับคำตอบจากพระพรหมนั้นว่า "พาหิยะ ณ ชนบททางด้านทิศเหนือ มีพระนครอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า สาวัตถี ณ นครแห่งนั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และแสดงธรรมเพื่อให้ผู้อื่นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย"

พาหิยะเมื่อทราบดังนั้น ก็เกิดความสลดใจที่ตนเองเดินทางผิด แล้วออกเดินทางจากท่าสุปปารกะในคืนวันนั้น มุ่งตรงไปยังเมืองสาวัตถี อันอยู่ห่างจากที่นั้นถึง ๑,๙๒๐ กม. (ร้อยยี่สิบโยชน์) เมื่อไปถึงแล้วก็ได้พบพระพุทธเจ้า ขณะที่กำลังเสด็จบิณฑบาตรอยู่บนถนนสายหนึ่ง ของเมืองสาวัตถี และได้ฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแต่เพียงโดยย่อ ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในขณะที่ยืนอยู่บนถนนในเมืองนั่นเอง

เนื่องจากพระพาหิยะ ได้สำเร็จพระอรหันต์ด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่ท่านยังไม่ได้บวช
ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางตรัสรู้ได้เร็ว

พระพาหิยะ ได้มาพบพระพุทธเจ้าก็เพราะเทพชักนำ และได้สำเร็จพระอรหันต์
ก็เพราะบุญบารมีที่ท่านเคยสั่งสมไว้เมื่อปางก่อนมาสนับสนุน.

เทพเจ้าชักนำ + พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว - พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ)


 7 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2017, 10:35:25 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
010 - ปฏิบัติกายใจ บูชาศาสนา - ๒๓ มี.ค.๒๕๓๔ - หลวงพ่อทอง จันทสิริ



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 8 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2017, 10:28:37 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
009 - ผู้ปฏิบัติดี - ๑๖ ธ.ค.๒๕๓๑ - หลวงพ่อทอง จันทสิริ



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 9 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2017, 10:23:03 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
06 - คนกลับใจ - หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ

_

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

 10 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2017, 10:20:49 am 
เริ่มโดย คุณเสรี ลพยิ้ม - กระทู้ล่าสุด โดย คุณเสรี ลพยิ้ม
05 - ไข้ใจ - หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ



youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม 

google.com/+เสรีลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 2.0 Beta 4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
EnerGy Skin by [cer]